Mag-log inในบรรดาฮูหยินของเหล่าขุนนางในเมืองหลวง ไม่มีผู้ใดไม่อิจฉาลู่หว่านหนิง เพียงเพราะกั๋วกงผู้พิทักษ์แคว้นอย่างกู้หยุนเซิน รักและเอ็นดูนางดุจชีวิต ตลอดห้าปีที่แต่งงานกัน ไม่ว่านางจะร้องขอสิ่งใด เขาล้วนไม่เคยปฏิเสธ แต่ไม่มีผู้ใดรู้ ว่าทุกวันขึ้นหนึ่งค่ำและวันขึ้นสิบห้าค่ำ ลู่หว่านหนิงจะต้องนอนเดียวดายอยู่ในห้อง จนร้องไห้ถึงรุ่งเช้า ค่ำคืนหนึ่งผ่านไปโดยไร้ซึ่งการหลับใหลอีกครา ลู่หว่านหนิงมองอาหารเช้าที่เย็นชืดเบื้องหน้า สีหน้าของนางหม่นหมอง เสียงสาวใช้จากเรือนด้านข้างดังมาจากหน้าประตูว่า “นายท่านรับอาหารเช้าที่เรือนของเมียรองซูเมื่อเช้านี้ แล้วก็ตรงไปว่าราชการเลยเจ้าค่ะ” สีหน้าของชุนเถาเปลี่ยนไปทันที “ฮูหยิน ท่านดูเถิด นี่มันหนที่เท่าไรแล้ว” “เมียรองซูผู้นั้นช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียจริง อาศัยเพียงเสน่ห์เล่ห์กลไม่กี่อย่าง ไม่รู้ไปเรียนวิชาชั้นต่ำพรรค์นี้มาจากที่ใด ถึงได้ยั่วยวนนายท่านจนไม่ยอมมารับอาหารเช้าเป็นเพื่อนท่านแล้ว” นางก้าวเข้ามาอย่างขุ่นเคือง ก่อนประคองแขนของลู่หว่านหนิง “ฮูหยิน วันนี้ท่านคิดจะลงโทษนางอย่างไรดี คัดพระธรรม คุกเข่าในหอพระ หรือกักบริเวณ” แต่วันนี้ ลู่หว่านหนิงกลับกดมือของนางเอาไว้ “ไม่ต้องแล้ว ไปที่คลังเอาของบำรุงมาสักหน่อย แล้วนำไปให้เมียรองซู” “บอกนางด้วยว่าเหน็ดเหนื่อยที่คอยปรนนิบัติกั๋วกงแล้ว” ชุนเถายืนนิ่งอยู่กับที่ด้วยความงุนงง ยังไม่ทันได้เอ่ยถาม ลู่หว่านหนิงก็กล่าวต่อว่า “เก็บของพวกนี้ไปเสีย ต่อไปก็ไม่ต้องเตรียมอาหารที่นายท่านชอบอีกแล้ว”
view moreครึ่งเดือนต่อมา รถม้าของลู่หว่านหนิงก็หยุดลงเบื้องหน้าอีกไม่ไกล ก็คือเมืองหลวงซ่งอวิ๋นหลานยืนอยู่ข้างรถม้า มองประตูเมืองที่อยู่ไกลออกไป น้ำเสียงแฝงความหนักอึ้ง “หลังเข้าเมืองหลวงแล้ว จะยิ่งอันตราย”“คนขององค์ชายสามไม่มีทางปล่อยเจ้าไป”กู้หยุนเซินยืนอยู่อีกด้านหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไรม่านรถถูกเปิดออก ลู่หว่านหนิงเดินลงมานางมองกู้หยุนเซินด้วยแววตาซับซ้อน“เจ้ายังจะตามมาอีกหรือ”กู้หยุนเซินมองนาง “ข้าเคยบอกแล้ว ข้าจะคุ้มครองเจ้าให้ปลอดภัยจนเข้าเมืองหลวง”ลู่หว่านหนิงเงียบไปครู่หนึ่ง “สมุดบัญชีฉบับนั้นในตอนแรก ตกลงแล้วเรื่องราวเป็นอย่างไร”กู้หยุนเซินก้มหน้าลง ก่อนเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก “บิดาของซูชิงเหอเป็นคนในสังกัดองค์ชายสาม เมื่อคดีเกลือเกิดเรื่อง องค์ชายสามจึงให้ตระกูลซูรับความผิดไปส่วนหนึ่ง แล้วหาคนมาช่วยรับเคราะห์แทนพวกเขา”“ซูชิงเหอคุกเข่าต่อหน้าข้า นางบอกว่าไม่อาจปล่อยให้เด็ก ๆ กลายเป็นลูกหลานของขุนนางผู้มีความผิด อีกทั้งยังบอกว่าหลังจากส่งคนในครอบครัวของนางถอยกลับไปยังจิ้นจงแล้ว จะให้คนออกมาช่วยท่านพ่อตาของข้ารื้อคดี”“ข้า...”เสียงของเขาแหบพร่าจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์“ท่
ลู่หว่านหนิงชะงักไป “เจ้า...”“ข้าเคยบอกแล้ว เรื่องของเจ้า ก็คือเรื่องของข้า”แววตาของซ่งอวิ๋นหลานอ่อนโยนและหนักแน่น “เจ้าจะเข้าเมืองหลวง ข้าจะคุ้มครองเจ้า”“เจ้าจะรื้อคดี ข้าจะช่วยเจ้า เจ้าจะเข้าเฝ้าพระพักตร์ ข้าก็จะไปเป็นเพื่อนเจ้า”ลู่หว่านหนิงมองเขา ดวงตาแดงก่ำขึ้นมา “อวิ๋นหลาน เหตุใดเจ้าต้อง...”“เพื่อเจ้า ข้าเต็มใจ”ซ่งอวิ๋นหลานยิ้มบาง ๆ “หว่านหนิง ข้าไม่ได้ขอให้เจ้าตอบแทนอะไรข้าในตอนนี้ เพียงขอให้เจ้ายอมให้ข้าอยู่เคียงข้างเจ้า”หลังจากจัดเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย ลู่หว่านหนิงก็ออกเดินทางเข้าเมืองหลวงซ่งอวิ๋นหลานพาองครักษ์ฝีมือดีหลายคนร่วมทางไปคุ้มกันนางตลอดเส้นทางกู้หยุนเซินก็ตามมาด้วยเขายังคงขี่ม้าเพียงลำพัง ตามอยู่ด้านหลังในระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกลเมื่อซ่งอวิ๋นหลานเห็นเขา คิ้วก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย“เขายังตามมาอยู่”ลู่หว่านหนิงไม่ได้หันกลับไป เพียงเอ่ยเสียงเรียบ “ไม่เป็นไร ปล่อยเขาไปเถิด”พวกเขาเดินทางมุ่งขึ้นเหนือสองวันแรกยังคงสงบดี แต่พอถึงวันที่สาม ก็เริ่มมีมือสังหารหลั่งไหลเข้ามาขัดขวางพวกเขาอย่างไม่ขาดสายประกายดาบกระบี่วูบวาบ เสียงตะโกนสังหารดังขึ้นทั่วบ
“อาหนิง...”เสียงของเขาสั่นเครือ “ข้ารู้ว่าข้าผิดแล้ว เรื่องที่เมียรองซูทำ ข้าสืบจนกระจ่างหมดแล้ว”“อุบัติเหตุครั้งนั้น เป็นนางที่ทำให้เจ้าสูญเสียความสามารถในการมีบุตร บาดแผลของอันอันในวันนั้น นางเป็นคนทำร้ายตัวเอง ส่วนมือสังหารที่จวนองค์หญิงใหญ่ นางก็เป็นคนจัดการ...”เขาเล่าความผิดของซูชิงเหอออกมาทั้งหมดทีละเรื่อง ทีละข้อ“เรื่องพวกนี้ข้ารู้หมดแล้ว ข้าสั่งกักตัวนางไว้”เขามองนาง “ข้าจะให้นางชดใช้ในสิ่งที่ทำ อาหนิง ให้โอกาสข้าอีกครั้ง กลับไปกับข้าได้หรือไม่”“ข้าสาบานว่า ตลอดชีวิตที่เหลือ ข้าจะดีกับเจ้าเพียงผู้เดียว ข้าจะใช้ทั้งชีวิตชดเชยให้เจ้า”“ไม่จำเป็นแล้ว”เสียงของลู่หว่านหนิงแผ่วเบาลงนางมองเขา แววตาเผยความเหนื่อยล้าอยู่เล็กน้อย“กู้หยุนเซิน เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าถึงจากมา”กู้หยุนเซินชะงักงันลู่หว่านหนิงเอ่ยเสียงเบา “ไม่ใช่เพราะซูชิงเหอทำร้ายข้า ไม่ใช่เพราะเจ้าไม่เชื่อข้า และยิ่งไม่ใช่เพราะเจ้าหยิบยกท่านพ่อของข้ามารับผิดแทน”“ที่ข้าจากมา เป็นเพราะในที่สุดข้าก็เข้าใจเรื่องหนึ่ง”นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยทีละคำ “เจ้าไม่เคยรักข้าอย่างแท้จริง”“คนที่เจ้ารัก คือ
ซ่งอวิ๋นหลานขับรถม้าพาลู่หว่านหนิงกลับจากนอกเมืองหลายวันมานี้ พวกเขาไปพบขุนนางที่เกี่ยวข้องกับคดีอีกหลายคน แม้จะได้ข้อมูลกลับมาไม่มากนัก แต่เมื่อนำมาปะติดปะต่อกัน ก็พอจะมองเห็นเค้าลางบางอย่างได้แล้วคนที่อยู่เบื้องหลังคดีเกลือคือองค์ชายสามส่วนตระกูลซู เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งขององค์ชายสามในราชสำนักสมุดบัญชีเหล่านั้นเดิมทีชี้ไปยังองค์ชายสาม แต่ภายหลังถูกคนของตระกูลซูดักเอาไว้สุดท้ายตกไปอยู่ในมือกู้หยุนเซิน แต่เมื่อเขานำขึ้นถวาย หลักฐานกลับชี้ไปยังลู่อวิ๋นหยวนและคนอื่น ๆลู่หว่านหนิงพิงผนังรถม้า หลับตาลงนางไม่รู้ว่ากู้หยุนเซินทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไรเพื่อซูชิงเหอ หรือเพื่อเอาใจองค์ชายสามกันแน่จู่ ๆ รถม้าก็หยุดลงลู่หว่านหนิงลืมตาขึ้น “เกิดอะไรขึ้น”ซ่งอวิ๋นหลานไม่ได้ตอบนางเปิดม่านรถ แล้วมองตามสายตาของเขาออกไปกลางถนนหลวง มีคนผู้หนึ่งขี่ม้าขวางอยู่ตรงกลางทางคนผู้นั้นสวมชุดรัดกุมสีดำสนิท ทั่วร่างเต็มไปด้วยฝุ่นจากการเดินทาง ใต้ดวงตามีเส้นเลือดแดงก่ำเต็มไปหมดคือกู้หยุนเซินเขารั้งบังเหียนไว้ สายตาเลยผ่านซ่งอวิ๋นหลานไป จับจ้องตรงมายังลู่หว่านหนิงในสายตาคู่นั้นมีทั้งความเจ