Masukเป็นองครักษ์เงาของอ๋องผู้สำเร็จราชการเข้าสู่ปีที่เก้า เจียงเยี่ยถังตัดสินใจจะไปจากเขา นางเดินเข้าไปในร้านขายยาที่ไม่สะดุดตาแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของเมือง ใช้เงินสิบตำลึงซื้อยาแสร้งตายหนึ่งเม็ด เถ้าแก่ร้านบอกกับนางว่าหลังจากกินยาเข้าไปแล้ว ชีพจรจะอ่อนแอลงเรื่อย ๆ และหยุดหายใจอย่างสิ้นเชิงในวันที่เจ็ด สามวันหลังจากนั้นถึงจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เจียงเยี่ยถังกินยาเม็ดนั้นเข้าไป แล้วเดินกลับไปที่จวนอ๋องผู้สำเร็จราชการ หิมะที่ร่วงลงบนบ่าของนาง มันเย็นยะเยือกเสียดแทงกระดูก นางพลันนึกถึงฤดูหนาวเมื่อเก้าปีก่อนขึ้นมาอย่างฉับพลัน ผู้คนอดอยากล้มตายทั่วแผ่นดิน นางที่อายุเพียงเจ็ดขวบ จำเป็นต้องขายตัวเองให้พ่อค้าทาสในราคาห้าตำลึง เพื่อเลี้ยงดูน้องสาวไม่ให้อดตาย
Lihat lebih banyakหลังจากเซียวหลิ่นเดินทางกลับไปรายงานเรื่องโรคระบาดในเมืองเล็ก ๆ แถบเจียงหนานต่อฮ่องเต้ ทางราชสำนักก็ส่งหมอหลวงฝีมือดีมาสมทบอีกเป็นจำนวนมาก ในที่สุด โรคระบาดก็ถูกควบคุมไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จทุกสิ่งทุกอย่างกลับคืนสู่ความงดงามและสงบสุขดังเดิมชาวบ้านต่างพากันซาบซึ้งในความเสียสละของเจียงเยี่ยถังและซูอวิ๋นโจวจนน้ำตาคลอเบ้า พวกเขาต่างเสาะหาของสิ่งที่ดีที่สุดในบ้านมามอบให้พวกเขาทั้งสอง“นี่เป็นไข่ที่ไก่บ้านฉันออกเองเลยนะ พวกท่านรับไปชิมดูเถอะ!”“ท้อในสวนออกลูกดกเชียวล่ะ ฉันคัดลูกที่ใหญ่ที่สุดมาให้ พวกท่านต้องชิมให้ได้นะ!”“หากไม่มีพวกท่าน พวกเราจะมีโอกาสรอดชีวิตมาจนถึงวันนี้ได้อย่างไร!”คนทั้งสองโอบกอดข้าวของที่ชาวบ้านมอบให้จนเต็มอ้อมแขน ก่อนจะหันมาสบตาและส่งยิ้มให้กันหลังจากนั้นอีกไม่กี่เดือน ในวันหนึ่งที่แสงแดดอบอุ่นกำลังดีเจียงเยี่ยถังและซูอวิ๋นโจวได้เข้าพิธีแต่งงาน ท่ามกลางความยินดีของชาวบ้านในเมืองที่พร้อมใจกันมาอวยพร เป็นงานมงคลที่เรียบง่ายทว่าอบอุ่นยิ่งนักพิธีมงคลสมรสนี้ไม่ได้ตกแต่งอย่างหรูหราอลังการ ทั้งยังไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดในกฎระเบียบหรือธรรมเนียมใด ๆทว่าซูอวิ๋นโจวก็
ผลกระทบจากโรคระบาดทำให้มีประชาชนเจ็บป่วยล้มตายมากขึ้นเรื่อย ๆ มีผู้คนมากมายที่ยอมแพ้และถอดใจไม่รักษาซูอวิ๋นโจววนเวียนอยู่ระหว่างหม้อต้มยากับเตียงผู้ป่วยไม่เว้นแต่ละวัน เขาทดสอบยาและฝังเข็มรักษาผู้คนอย่างไม่หยุดหย่อนทั้งวันทั้งคืนนัยน์ตาของเขาแดงก่ำ ใบหน้าขาวซีดเผือดอย่างคนอมโรค ทั้งยังเริ่มมีอาการไอโขลกออกมาให้เห็นเจียงเยี่ยถังเห็นเช่นนั้นก็ร้อนรุ่มดั่งไฟลน นางพยายามเกลี้ยกล่อมเขาอยู่หลายครั้ง ทว่าเขากลับดันชามน้ำที่นางยื่นให้ด้วยความอ่อนโยนเสมอ "ข้าไม่เป็นไร อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น ข้าใกล้จะหาตัวยาสมุนไพรที่เป็นกุญแจสำคัญเจอแล้ว"เช้าตรู่วันนั้น เมื่อเจียงเยี่ยถังยกยาที่เพิ่งต้มเสร็จอุ่น ๆ เข้าไปข้างใน ก็พบว่าเขานอนฟุบแน่นิ่งอยู่บนโต๊ะ โดยมีเทียบยาที่เขียนค้างไว้ครึ่งหนึ่งกางอยู่ข้าง ๆนางคิดว่าเขาเพียงแต่เหนื่อยล้าจนหลับไป จึงหมายจะปลุกให้ตื่น ทว่ากลับไร้เสียงตอบสนองลางสังหรณ์อันเลวร้ายพลันแล่นปราดเข้ามาในหัวนางยื่นมือไปผลักไหล่ของเขา จึงได้พบว่าทั่วทั้งร่างของเขาร้อนรุ่มดั่งไฟแผดเผาซูอวิ๋นโจวล้มป่วยแล้วในที่สุดเขาก็ผลาญแรงกายแรงใจจนหมดสิ้น ทั้งยังติดโรคระบาดเข้าจนได
ซูอวิ๋นโจวกับเจียงเยี่ยถังเดินทางลงจากเขาครั้งนี้ ก็เพื่อจะรักษาโรคระบาดให้ชาวบ้านในเมืองทว่าการแพร่ระบาดของโรคกลับรุนแรงและลุกลาม เกินกว่าที่พวกเขาจะคาดคิดเอาไว้ช่วงแรกมีเพียงอาการไอและไข้เป็นระยะ ๆ เท่านั้น แต่ไม่นานนักก็แพร่กระจายไปทั่วตรอกซอกซอยหน้าร้านขายยาถูกเบียดเสียดไปด้วยชาวบ้านตัวซูบผอมและสีหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง พวกเขาคิดว่าตนเองเป็นโรคร้ายที่รักษาไม่หาย ต่างนอนทรุดอยู่กับพื้น ร่ำไห้ราวกับยอมรับชะตากรรมโรงหมอของซูอวิ๋นโจวแทบจะรับภาระไม่ไหวแล้วใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ดวงตาแดงช้ำเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย เขาแทบไม่ได้หลับไม่นอน พลิกตำราสมุนไพรและทดลองปรุงยาโดยไม่หยุดพักลานบ้านเต็มไปด้วยกลิ่นยาขมลอยอบอวลตลอดทั้งวันเจียงเยี่ยถังคอยอยู่เคียงข้างเขาอย่างเงียบงัน ร่วมแบ่งเบาภาระทุกอย่างโดยไม่พูดอะไรนางไม่ได้ทำแค่บดยาสมุนไพรและบรรจุใส่ซองอีกต่อไป แต่ยังเริ่มเรียนรู้การจดบันทึกอาการของคนไข้ให้ซูอวิ๋นโจว รวมถึงอาการไม่พึงประสงค์หลังจากกินยาด้วยนางยังลงมือพันแผลและป้อนยาสำหรับชาวบ้านที่มีอาการรุนแรงด้วยตัวเองการเคลื่อนไหวของนางยังคงเด็ดขาดคล่องแคล่วเหมื
เซียวหลิ่นไม่ได้จากไปไหนกว่าเขาจะหาเจียงเยี่ยถังพบไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงจะพานางกลับจวนไม่ได้ เขาก็ไม่คิดจะรามือง่าย ๆเขาตัดสินใจซื้อโรงเตี๊ยมที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงหมอ เลือกห้องพักส่วนตัวที่ดีที่สุด เปิดหน้าต่างออกจะมองเห็นภาพบรรยากาศภายในโรงหมอได้อย่างชัดเจนเขาเห็นนางตื่นแต่เช้าตรู่ทุกวันมาช่วยซูอวิ๋นโจวเปิดประตูโรงหมอ เห็นนางนำทางสตรีและเด็กเล็กที่มาตรวจรักษาอย่างใจเย็นเห็นนางย่อตัวรดน้ำให้สมุนไพรชนิดใหม่ที่เพิ่งลงปลูกในแปลงภายในเรือนทุกฉากทุกเหตุการณ์ทำให้เขาปวดใจเหมือนถูกเฉือนเป็นชิ้น ๆ แต่กระนั้นก็ยังโลภมากมองนางต่อจึงไม่อาจละสายตาได้เจียงเยี่ยถังที่สดใสมีชีวิตชีวา เรียบง่ายและมีรอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏให้เห็นบนใบหน้าเป็นพัก ๆ เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยได้ครองครองอย่างแท้จริงมาก่อน แต่กลับต้องสูญเสียมันไปตลอดกาลความเศร้าโศกเสียใจกัดกินจิตใจและสติสัมปชัญญะของเขาทุกขณะเขาเริ่มทำตัวโง่เขลา ใช้วิธีการที่คิดว่าชดเชยให้นางได้เพื่อเข้าใกล้นางเขาสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาควบม้าเร็วออกไป รวบรวมสมุนไพรล้ำค่าในแผ่นดินโดยไม่สนใจว่าจะต้องแลกด้วยอะไรโสมป่าอายุร้อยปี บัวหิมะที่ใสดุจผลึกแก้ว
ในกรงเหล็ก หมาป่าหิวโซสิบกว่าตัวกำลังแยกเขี้ยวแหลมคม ดวงตาวาววับจ้องเขม็งมาทางเจียงเยี่ยถังอาการบาดเจ็บของนางยังไม่ทันหายดี การเคลื่อนไหวจึงช้ากว่าปกติหลายเท่าตัว“โฮก!”ตอนที่หมาป่าตัวหนึ่งพุ่งเข้าใส่ เจียงเยี่ยถังเบี่ยงตัวหลบไปข้าง ๆ แล้วใช้กระบี่ในมือแทงใส่ท้องหมาป่าตัวนั้นจนเลือดอุ่นร้อนสาดก
ทหารองครักษ์สองสามคนก้าวมาข้างหน้า จับเจียงเยี่ยถังกดกับโต๊ะด้วยความหยาบคาย“ล่วงเกินแล้ว” หมอหลวงหยิบกริชขึ้นมา จ่อตรงส่วนปลายแหลมคมลงบนหน้าอกนาง“พรู่ด!”พริบตาที่กริชปักลงไป เจียงเยี่ยถังก็กัดริมฝีปากจนแตก นางรู้สึกได้ถึงคมมีดที่กำลังขยับไปมาอยู่ใกล้ ๆ หัวใจของตัวเอง เลือดอุ่นร้อนสายหนึ่งค่อย
เสียงดัง ‘เพล้ง’ ถ้วยชาในมือของเซียวหลิ่นหล่นกระแทกพื้นจนแตกกระจาย“เจ้าว่าอะไรนะ?!”เสียงของเขาเย็นเฉียบดุจน้ำแข็ง หมอหลวงหมอบตัวติดพื้นไม่กล้าแหงนหน้าขึ้นมา “กระหม่อมมิกล้าพูดจาส่งเดช แม่นางเจียงนาง...”“ไปให้พ้น!”หมอหลวงรีบถอยออกไปอย่างลนลาน เจียงเยี่ยถังนอนนิ่งไม่ไหวติง นางรู้ดีแก่ใจว่ายาแส
แต่ระหว่างทางกลับถูกโจรดักปล้น เด็กที่ร่วมทางมากับนางล้วนตายกันหมด มีเพียงนางคนเดียวที่หนีรอดมาในสภาพบาดแผลทั่วร่าง หมดแรงล้มลงไปนอนรอความตายท่ามกลางหิมะเป็นรถม้าของเซียวหลิ่นที่แล่นมาจอดตรงหน้านางปีนั้นเซียวหลิ่นเพิ่งจะอายุสิบหกปีเท่านั้น แต่กลับมีอำนาจสั่นสะเทือนราชสำนักแล้วเขาก้มต่ำมองนางที