LOGINหลังจากราชโองการอภิเษกสมรสเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีถูกประกาศออกมา องค์หญิงใหญ่ก็พุ่งตัวเข้าหาสามีของข้าโดยไม่สนใจภาพลักษณ์อีกต่อไป หยาดน้ำตาของนางไหลรินเหมือนเม็ดฝน “ข้าไม่ไปชายแดนมั่วเป่ย ข้าจะอยู่กับท่านที่นี่” กู้อวิ๋นโจวกลับยื่นมือผลักองค์หญิงใหญ่ออก น้ำเสียงราบเรียบ เหมือนว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเขา “องค์หญิงใหญ่ การอภิเษกสมรสเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีครั้งนี้เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบและโชคชะตาของพระองค์” น้ำตาขององค์หญิงใหญ่เปียกชุ่มเสื้อผ้า แต่มันไม่ได้ทำให้ความเย็นชาของเขาจางหายไป เหล่าฮูหยินที่อยู่บริเวณรอบข้างต่างส่งเสียงกระซิบชมว่าข้ามีวิธีควบคุมสามีให้อยู่หมัด แม้กระทั่งผู้สำเร็จราชการที่พัวพันกับองค์หญิงใหญ่มานานกว่าสิบปีก็ยังสามารถทำให้อยู่ในโอวาทได้อย่างง่ายดาย ข้ายิ้ม ไม่ได้พูดอะไร ข้ายอมให้กู้อวิ๋นโจวลากกลับจวนอ๋อง เขานั่งลงตรงข้ามข้าและไม่พูดอะไรสักคำ แต่ข้าสามารถคาดเดาได้อยู่แล้ว ก่อนพูดขึ้นเสียงเรียบ “ท่านต้องการให้ข้าทำอะไร” เขามองมาที่ข้า ตอนนั้นเขาลังเลครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมาว่า “ราชโองการอภิเษกสมรสเป็นโชคชะตาขององค์หญิงใหญ่ แต่ข้าไม่ยินยอมให้พระองค์รับราชโองการนั้น” “พวกเจ้าสองคนหน้าตาคล้ายกัน ข้าจะให้เจ้าไปแต่งงานกับองค์ชายแห่งมั่วเป่ยแทนพระองค์ ข้าจะให้ท่านพ่อและพี่ของเจ้าสวมเสื้อเกราะอีกครา เจ็ดปีให้หลังพวกเราจะยึดครองมั่วเป่ย” ข้าพยักหน้าตอบตกลงอย่างไม่ลังเล
View Moreกู้อวิ๋นโจวถูกจับกุมกลับเมืองหลวงภายในวันนั้น องค์หญิงใหญ่ไม่ได้อยู่ในจวนผู้สำเร็จราชการแทนอีกต่อไปแล้ว นางรู้เรื่องที่กู้อวิ๋นโจวสมคบคิดกับมั่วเป่ย ดังนั้นนางจึงพยายามหนีออกประตูเมืองในคืนนั้นแต่เมืองหลวงได้ประกาศกฎอัยการศึกนานแล้ว จึงไม่สามารถเปิดประตูได้นางถูกกองทัพต้องห้ามพาตัวกลับวังหลวง ฮ่องเต้ไม่ได้สังหารนางเพียงแต่ถอดยศองค์หญิงและคุมขังนางไว้ในสุสานหลวงอย่างโดดเดี่ยวสิ่งที่นางหวาดกลัวมากที่สุดคือข่าวลือสุดท้ายเรื่องนี้ก็กลายเป็นเรื่องที่ตลกที่สุดในเมืองหลวงหลังจากกู้อวิ๋นโจวถูกขังอยู่ในคุกหลวง สิ่งแรกที่เขาร้องขอเลยคือต้องการพบข้าข้าไม่ได้ไปหา วันรุ่งขึ้น เขาเขียนจดหมายเลือดหนึ่งฉบับส่งให้ผู้คุมภายในจดหมายเขียนว่า “ข้าผิดไปแล้ว”“เจ้ากลับมาเถอะ ไม่ว่าเจ้าต้องการอะไรข้าจะชดเชยให้ทั้งหมด”เมื่อข้าอ่านจบก็นำจดหมายนั้นไปเผาทันที ประกายไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นไม่นานตัวอักษรเหล่านั้นก็เลือนรางแล้ว สามเดือนต่อมาในที่สุดคดีของกู้อวิ๋นโจวก็ถูกตัดสิน สมคบคิดกับศัตรู ปลอมแปลงคำสั่งทหาร สกัดหนังสือราชการที่ชายแดน ลอบสังหารบุตรสาวของตระกูลแม่ทัพ
ตอนที่กู้อวิ๋นโจวเดินทางมาถึงด่านเยี่ยนเหมินก็เป็นเวลาครึ่งเดือนให้หลัง ท่านพ่อกับพี่ชายก็ประจำการอยู่ที่ด่านข้ากับทั่วป๋าเหิงก็อยู่ด้านนอกด่าน มีเพียงกำแพงเมืองที่กั้นกลางระหว่างทั้งสองฝ่าย และกั้นโดยเพลิงสงครามที่กู้อวิ๋นโจวอยากจุดมากที่สุดตอนที่เขาขี่ม้าเข้ามาในด่าน ด้านหลังของเขามีองครักษ์ติดตามเพียงแค่สิบกว่าคน ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากพามาเยอะ เพียงแต่ฮ่องเต้เริ่มสงสัยในตัวเขาแล้ว หลังจากส่งราชสาส์นของมั่วเป่ยไปยังเมืองหลวง ฮ่องเต้ก็ได้เรียกท่านพ่อของข้าเข้าพบท่านพ่อหยิบจดหมายกู้อวิ๋นโจวสกัดเอาไว้ตลอดหลายปีออกมานอกจากนี้ยังหยิบหนังสือสั่งเคลื่อนพลกองทัพชายแดนเหนืออย่างลับ ๆ ออกมาด้วย หนังสือสั่งการเหล่านั้นประทับตราผู้สำเร็จราชการ แต่กลับขาดการลงพระปรมาภิไธยจากฮ่องเต้ กู้อวิ๋นโจวระดมกำลังทหารโดยไม่ได้รับอนุญาต สมคบคิดกับศัตรู ทุกข้อหาล้วนสามารถทำให้เขาคอขาดได้ แต่ฮ่องเต้ยังไม่ได้สังหารเขาทันทีฮ่องเต้ส่งเขาไปที่ด่านเยี่ยนเหมินเขาอยากรู้ว่าในมือของกู้อวิ๋นโจวมีกำลังคนอยู่เท่าไรและอยากใช้โอกาสนี้กำจัดกองกำลังที่เขาทิ้งเอาไว้ในชายแดนเหนือในวันเจรจาข้
หลังจากแต่งงานได้สามเดือน เสียงของข้าก็กลับคืนมา เช้าตรู่ในวันหนึ่ง ข้านั่งดื่มยาอยู่ที่ริมหน้าต่าง ถ้วยยาเพิ่งจะจรดริมฝีปาก ข้ากลับรู้สึกเจ็บลำคอขึ้นมาอย่างกะทันหัน ข้าไออยู่เป็นเวลานาน ทั่วป๋าเหิงที่อยู่ด้านนอกยังไม่ทันได้ใส่เสื้อคลุมให้เรียบร้อยก็รีบวิ่งเข้ามาหา “เป็นอะไรไป?”ข้ามองหน้าเขา แล้วลองเปล่งเสียงพูด “อาเหิง”คำสองคำหลุดออกจากปาก น้ำเสียงแหบพร่าอย่างมาก ทั่วป๋าเหิงนิ่งค้างอยู่ที่เดิม วินาทีถัดมา เขาก็รีบเดินเข้ามาหาแล้วกอดจนแน่น “เรียกอีกครั้งสิ”ข้ายกมือขึ้นผลักเขา “เจ้าหลงข้าเข้าแล้ว”เขาชะงักค้างไป จากนั้นเขาก็ก้มหน้า น้ำตาไหลจนเปียกไหล่ของข้า ข้าไม่ได้หัวเราะเยาะเขาเพียงแต่ยกมือขึ้นมาลูบหัวเขาเบาๆ ทั่วป๋าเหิงกลับสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็วบ่ายวันนั้นเขาพาข้าไปที่ท้องพระโรงของราชสำนักอาการของกษัตริย์แห่งมั่วเป่ยทรุดหนักลงกว่าเดิม เพื่อตำแหน่งกษัตริย์ องค์ชายคนอื่น ๆ ต่างพยายามตีสนิทกลุ่มคนต่าง ๆ องค์ชายรองทั่วป๋าเลี่ยควบคุมกองทัพอยู่ด้านนอกเมืองหลวง เขาคือคนที่ไล่ฆ่าทั่วป๋าเหิงในปีนั้น และเขาก็ไม่เห็นด้วยที่จะมีการแต่งงานเชื่อมส
หลังจากเข้ามาอาศัยที่มั่วเป่ยได้เจ็ดวัน วันนี้ข้าก็ได้พบกับกษัตริย์แห่งมั่วเป่ยราชสำนักตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง ภายในท้องพระโรงมีระบบทำความร้อนใต้ดิน อุ่นจนทำให้รู้สึกร้อน กษัตริย์แห่งมั่วเป่ยนั่งอยู่บนบัลลังก์สูง เส้นผมของเขาขาวโพลนแล้วเขามองมาที่ข้าด้วยสายตาซับซ้อน ทั้งพิจารณาและรู้สึกผิด ทั่วป๋าเหิงยืนอยู่ด้านข้างของข้า เขายืนกุมมือข้าไม่ยอมปล่อย “เสด็จพ่อ นางคือฉินหว่าน”กษัตริย์แห่งมั่วเป่ยเงียบไปครู่หนึ่ง“ข้ารู้”ข้าเงยหน้ามองเขา กษัตริย์แห่งมั่วเป่ยถอนหายใจออกมา “เมื่อแปดปีก่อนข้าอบรมเหล่าบรรดาบุตรชายได้ไม่ดี”“ทำให้เหิงเอ๋อร์ต้องได้รับบาดเจ็บและสร้างความเดือดร้อนให้แม่ทัพฉิน”“หลายปีที่ผ่านมานี้ ข้าอยากให้คนส่งจดหมายไปยังต้าเหลียง แต่กองทัพของชายแดนเหนือนั้นมีการป้องกันที่เข้มงวดมาก การส่งจดหมายไปจึงเป็นเรื่องยาก”ทั่วป๋าเหิงมองมาทางข้าแล้วอธิบายเสียงเบา“ข้าเคยเขียนจดหมายไปสามฉบับ”“แต่กลับส่งไม่ถึงมือเจ้าเลย”ข้าชะงักไปเล็กน้อยท่านพ่อไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้มาก่อน กษัตริย์แห่งมั่วเป่ยยกมือขึ้นองครักษ์ก็ยกกล่องไม้ใบหนึ่งออกมา ภายในกล่องไม้นั้นมี





