เข้าสู่ระบบทว่าสตรีที่ยืนอยู่ตรงทางเข้าในยามนี้...เส้นผมดัดลอนความยาวระดับไหปลาร้าซอยไล่ระดับอย่างมีมิติ ทิ้งตัวพองฟูล้อมกรอบไหล่บาง ขับเน้นให้เครื่องหน้าของเธอดูอ่อนละมุนยิ่งขึ้น เธอแต่งหน้าเต็มรูปแบบ หางตาเชิดขึ้นเล็กน้อย สีริมฝีปากเป็นสีแดงกุหลาบสดใส สวมรองเท้าส้นสูงสีนู้ดชมพู ชุดสูทสตรีลำลองตัดเย็บอย่างประณีตเรียบร้อยกระทั่งปลายนิ้วก็ยังทำเล็บสไตล์ฝรั่งเศสแบบโปร่งใสทั้งร่างราวกับดอกกุหลาบที่ได้รับการรดน้ำอย่างพิถีพิถันจนเบ่งบานสะพรั่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน งดงามเย้ายวนจนผู้คนละสายตาไม่ได้อย่าว่าแต่เขาเลย แม้แต่พ่อบ้านที่อยู่ข้าง ๆ ก็ยังยืนอึ้งค้างอยู่กับที่ ถาดในมือเกือบจะถือไว้ไม่มั่นเสียแล้วฮั่วจินเฉินเองก็ตกตะลึงไปนานถึงครึ่งนาที ก่อนจะเค้นเสียงหลุดออกมาจากลำคอว่า “...คุณแม่?”นี่คือคุณแม่บังเกิดเกล้าผู้แสนจะสำรวมและเคร่งครัดในระเบียบคนเดิมของเขาจริง ๆ หรือนี่?หลี่ม่านยวี่ส่งถุงช้อปปิ้งในมือให้กับสาวใช้ ปลายนิ้วปัดผ่านเส้นผมดัดลอนที่เพิ่งทำมาใหม่อย่างไม่ใส่ใจนัก มุมปากยกยิ้มอย่างมั่นใจ “ทำไมทำหน้าเหมือนเห็นผีกันหมดล่ะ? ทรงผมนี้เสี่ยวชูเป็นคนเลือกให้ฉันเชียวนะ”ผมดัดลอนประบ่าไล่ร
ยังไม่ทันที่หลี่ม่านยวี่จะได้เอ่ยปาก เสิ่นชูก็พูดต่อขึ้นมาว่า “ลูกชายของคุณแม่สามีฉันยังดูดีกว่าสามีของคุณตั้งเยอะ จะต้องไปพึ่งสามีอะไรอีกคะ?”หลี่ม่านยวี่ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะพรวดออกมาคำพูดนี้โดนใจเธอเข้าเต็มเป้าคุณนายอู๋โกรธจนตัวสั่นไปหมด เธอคว้าบัตรขึ้นมาแล้วเดินสะบัดก้นออกจากร้านไปด้วยความโกรธเกรี้ยวหลังจากเสิ่นชูและหลี่ม่านยวี่ซื้อกระเป๋าเสร็จก็เดินออกจากร้าน เมื่อครู่เสิ่นชูออกหน้าปกป้องเธอ แถมยังเรียกเธอว่า “คุณแม่” อีก หลี่ม่านยวี่ล้วนจำได้ขึ้นใจ!“เสี่ยวชู วันนี้ตั้งใจพาลูกมาเดินเล่นแท้ ๆ ไม่คิดเลยว่าจะต้องมาเจอเรื่องน่าขำพวกนี้ แต่ก็ต้องขอบคุณด้วยนะจ้ะ” เสิ่นชูส่ายหน้า “คุณแม่เป็นคุณย่าของลูกหนู หนูจะยืนดูเฉย ๆ ปล่อยให้โดนคนอื่นรังแกได้ยังไงล่ะคะ”หลี่ม่านยวี่ถอนหายใจยาว “แต่ยังไงซะ วันนี้หนูก็ช่วยแม่ไว้ วันนี้อยากซื้ออะไร แม่ซื้อให้หมดเลย แต่ก่อนหน้านั้น ช่วยไปดัดผมเป็นเพื่อนฉันหน่อยได้ไหม?”เธอหยุดเดินแล้วหันกลับไปมองเสิ่นชู ในแววตาประกายระยิบระยับขึ้นมาเสิ่นชูประหลาดใจ “คุณแม่จะไปดัดผมเหรอคะ?”“กำลังคิดอยู่ว่าควรเปลี่ยนทรงผมดีไหม? เช่น ดัดลอนอะไรทำนองนั้น..
“คุณนายอู๋ ไม่เห็นจำเป็นต้องมาเหน็บแนมประชดประชันฉันต่อหน้าเลย คนไม่รู้คงนึกว่าคุณแอบรักสามีฉันซะอีก ทำไมล่ะ เป็นสะใภ้ตระกูลฮั่วไม่สำเร็จ เลยทำให้คุณรู้สึกเคืองใจสินะ?”“แก...แกพูดจาเหลวไหลอะไร!” คุณนายอู๋ของขึ้นตามคาดหลี่ม่านยวี่ไม่ได้สนใจอีกฝ่าย เธอก้าวฉับ ๆ ไปหน้าเคาน์เตอร์ ชี้ไปยังกระเป๋าถือสีเขียวเข้มใบนั้นแล้วบอกกับพนักงานขายว่า “ใบนี้ฉันเอา ห่อให้ด้วยค่ะ”“บังเอิญจัง ฉันก็ถูกใจใบนี้เหมือนกัน” คุณนายอู๋ยื่นบัตรเครดิตออกไปก่อน “ฉันจะเอาใบนี้!”พนักงานขายแสดงสีหน้าลำบากใจเหลือบมองคุณนายอู๋แวบหนึ่ง “คุณผู้หญิงครับ กระเป๋าใบนี้คุณนายฮั่วจองก่อน...”“ฉันก็จะเอาใบที่เธอดูล่ะ แล้วจะทำไม มีสิทธิ์มาสั่งสอนฉัน!”หลี่ม่านยวี่หัวเราะเยาะ “อายุขนาดนี้แล้ว ยังจะเล่นมุกแย่งของกันอีก น่าสมเพชจริง ๆ ”“การที่ได้เห็นเธอขัดหูขัดตานี่มันเป็นความสุขของฉันไม่รู้หรือไง? วันนี้เธอถูกใจอะไร ฉันจะแย่งอันนั้น บัตรที่สามีฉันให้มาวงเงินมีเหลือเฟือ! คุณนายฮั่ว ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ ระวังกระเป๋าฉีกจนกลับไปแล้วโดนสามีด่าเอานะ!”สีหน้าของหลี่ม่านยวี่มืดลงเล็กน้อยในแวดวงสังคมนี้ ใครบ้างไม่รู้ว่าในใจของฮ
ภายในรถ เสิ่นชูทอดสายตามองทัศนียภาพสองข้างทาง สีหน้าเจือความเหม่อลอยอยู่เล็กน้อย เธอแทบจะไม่เคยออกมาเดินเที่ยวช้อปปิ้งตามลำพังกับหลี่ม่านยวี่มาก่อนเลย แม้แต่ในช่วงหกปีที่ผ่านมาสมัยก่อนนั้นอย่าว่าแต่จะชวนกันออกมาเลย แค่คิดก็ยังไม่กล้าคิดด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้พอกลับกลายเป็นสถานะ “อดีตแม่ผัวลูกสะใภ้” บรรยากาศระหว่างพวกเธอกลับเข้ากันได้ดีและกลมเกลียวเสียยิ่งกว่าตอนที่ยังเป็นแม่ผัวลูกสะใภ้เสียอีกรถยนต์แล่นมาถึงย่านการค้าที่คึกคักที่สุดใจกลางเมือง ก่อนจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ลานจอดรถใต้ดินอย่างช้า ๆ เสิ่นชูและหลี่ม่านยวี่ขึ้นลิฟต์จากชั้นใต้ดินชั้นหนึ่งตรงขึ้นไปยังห้างสรรพสินค้าชั้นหก ซึ่งพื้นที่บนชั้นนี้เกือบทั้งหมดเป็นร้านแบรนด์หรูระดับท็อป ภายในร้านเปิดเครื่องปรับอากาศไว้อย่างเย็นฉ่ำ อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศจาง ๆ ลอยคลุ้งอยู่ในบรรยากาศเพิ่งจะจัดงานเลี้ยงฉลองวันครบหนึ่งเดือนให้หลานสาวฝาแฝดหมาด ๆ ดูเหมือนว่าอารมณ์ของหลี่ม่านยวี่จะกำลังเบิกบานเป็นพิเศษ นอกจากจะเลือกซื้อของให้ตัวเองแล้ว เธอยังไม่ลืมที่จะเลือกซื้อของให้เสิ่นชูด้วย“เสี่ยวชูจ๊ะ ลองดูใบนี้หน่อยสิ เป็นยังไงบ้าง?” หลี่ม่านยวี
ในใจของเสิ่นชูรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย เธอพลิกมือกลับไปกุมมือของอีกฝ่ายไว้ แล้วเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “รู้แล้วค่ะคุณแม่ คุณแม่เองก็ต้องดูแลสุขภาพด้วยนะคะ”พูดจบก็ไม่ลืมที่จะหันไปกำชับฉีเวินเหยียนกับซีซือต่อ “พี่คะ พี่สะใภ้ ฝากดูแลคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะคะ”เรื่องระหว่างพี่ชายของเธอกับซีซือก็ใกล้จะสมหวังแล้ว การเปลี่ยนคำสรรพนามเป็นเรื่องที่อีกไม่นานเกินรออย่างแน่นอน“วางใจเถอะนะ” ฉีเวินเหยียนยกมือขึ้นวางบนไหล่ของเธอ ก่อนจะเบนสายตาไปมองฮั่วจินเฉิน “ดูแลน้องสาวฉันให้ดี ๆ ล่ะ”แม้สีหน้าของฮั่วจินเฉินจะดูเรียบเฉย แต่กลับแฝงไว้ด้วยความเคารพอย่างเต็มเปี่ยม “ไม่ต้องบอก ผมก็รู้อยู่แล้วครับ” หลังจากส่งคนตระกูลฉีกลับไปแล้ว บรรยากาศเงียบสงบก็กลับคืนสู่สวนหย่อมอีกครั้งเสิ่นชูทอดสายตามองไฟหน้ารถที่ค่อย ๆ แล่นออกไปไกลจนลับตา ราวกับกำลังใช้ความคิดบางอย่างอยู่ฮั่วจินเฉินเอื้อมมือไปปัดเส้นผมที่ปรกลงมาเบา ๆ “เหนื่อยไหม?”“นิดหน่อย” “งั้นพวกเรารีบไปพักผ่อนกันเถอะ”เธอนิ่งอึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมามอง “คืนนี้พักที่บ้านใหญ่เหรอ?”ฮั่วจินเฉินหัวเราะในลำคอ “ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยนอนสักหน่อย”สา
หลังเสร็จสิ้นพิธีการ เข้าสู่ช่วงงานเลี้ยงครอบครัว เนื่องจากมีแต่ญาติสนิทและเพื่อนฝูงที่คุ้นเคย ไม่มีคนนอก บรรยากาศภายในงานจึงผ่อนคลายเป็นพิเศษฉีซื่อเอินกับฮั่วเฉิงเยี่ยดื่มเหล้าด้วยกันไปหลายจอก จู่ ๆ ก็หันไปพูดคุยกันเรื่องธุรกิจ ส่วนคุณนายฉีและหลี่ม่านยวี่สองสาวก็มารวมกลุ่มช่วยกันกล่อมเด็ก ๆ พร้อมกับพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเลี้ยงลูกไปด้วยดูเหมือนว่าความบาดหมางและเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีตของทั้งสองตระกูลจะถูกลืมเลือนไปจนหมดสิ้น ต่างฝ่ายต่างพูดคุยกันอย่างถูกคอทีเดียวส่วนฮั่วจินเฉินไม่ต้องพูดถึง เขานั่งอยู่ข้างกายเสิ่นชูตลอดทั้งงานคอยคีบอาหารใส่จานให้ หรือไม่ก็คอยช่วยดื่มเหล้าแทนเธอใครที่ไม่รู้สถานะของทั้งคู่คงคิดว่าพวกเขาสองคน “กลับมาแต่งงานกันใหม่” กันไปนานแล้ว และตำแหน่งสะใภ้ตระกูลฮั่วก็คงหนีไม่พ้นเธออย่างแน่นอนในจังหวะนั้นเอง เสิ่นชูกลับได้รับข้อความจากกู้ฉือจวินเข้าพอดีเธอวางตะเกียบในมือลง กระซิบพูดอะไรบางอย่างข้างกายฮั่วจินเฉิน ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากโต๊ะไปณ บริเวณนอกประตูใหญ่ กู้ฉือจวินยืนนิ่งอยู่หน้าตัวรถโดยไม่มีท่าทีจะเดินเข้ามาภายในบริเวณบ้านสายลมยามค่ำคืนพัดโช







