LOGIN“เหตุใดพระองค์จึงทำเช่นนี้...” หลี่จิ้งเหยียนมองนางด้วยดวงตาแดงก่ำ “เพราะข้ารักเจ้า เพราะข้าไม่อยากเสียเจ้าไป เพราะข้าเห็นแก่ตัวเกินกว่าจะยอมให้เจ้าไปรักกับน้องชายของข้า” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน “และเพราะข้ารู้ว่า...ถ้าข้าบอกความจริงตั้งแต่วันนั้น เจ้าจะไม่มีวันรักข้าเลย” เซี่ยเยว่หลันเงยหน้าขึ้น “แล้วตอนนี้ล่ะเพคะ?” หลี่จิ้งเหยียนนิ่ง “ตอนนี้พระองค์ยังคิดว่าหม่อมฉันรักพระองค์อยู่หรือ?” คำถามนั้นทำให้เขาเจ็บยิ่งกว่าคำตำหนิใดๆ แต่เขายังคงยืนนิ่ง ไม่หลบสายตาของนาง “ไม่ เจ้าหมดรักข้าไปแล้ว ตั้งแต่วันที่หว่านหนิงเข้าวังมา” เขาตอบในที่สุด “ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าเจ้ารักใครและข้าก็รู้ด้วยว่า...ข้าเสียเจ้าไปแล้ว” เซี่ยเยว่หลันหลับตาลง น้ำตาหยดหนึ่งไหลผ่านแก้มแต่ก่อนที่นางจะทันพูดอะไร...หลี่จิ้งเหยียนกลับเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “แต่มีเรื่องหนึ่งที่เจ้ายังไม่รู้” นางลืมตาขึ้น “เรื่องอะไรเพคะ?” หลี่จิ้งเหยียนมองนางอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้นกว่าเดิม
เซี่ยเยว่หลันนิ่งงันราวกับเสียงทุกอย่างรอบกายพลันหายไปจนหมดสิ้น นางมองบุรุษตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา “พระองค์...รู้มาตลอด?” หลี่จิ้งเหยียนไม่ได้ตอบ เพียงทอดพระเนตรนางด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด “วันนั้นที่เจ้าวิ่งมาหาข้าที่หน้าตำหนักอาจารย์ เจ้าถามข้าว่าเหตุใดข้าจึงไม่มาช้านัก” เซี่ยเยว่หลันกำมือแน่น ภาพความทรงจำเมื่อหลายปีก่อนย้อนกลับมาอย่างชัดเจน วันที่นางยืนรอเด็กชายคนนั้น...วันที่นางรอเขาจนกระทั่งตะวันลับขอบฟ้า วันที่สุดท้ายหลี่จิ้งเหยียนเป็นคนเดินเข้ามาหานางและนางก็คิดว่า...เขาคือเด็กชายคนนั้น “พระองค์รู้ว่าหม่อมฉันเข้าใจผิดมาตลอด...” เสียงของนางสั่น “ข้ารู้...รู้ว่าเจ้าคอยใครบางคนอยู่” คำตอบสั้นๆ กลับทำให้น้ำตาของนางร่วงลงมาอย่างไม่รู้ตัว “แล้วเหตุใด...” นางพยายามกลั้นเสียงสะอื้น “เหตุใดพระองค์จึงไม่บอกหม่อมฉัน?” หลี่จิ้งเหยียนหลับตาลง “เพราะข้าขี้ขลาด” คำตอบนั้นทำให้เซี่ยเยว่หลันชะงัก “ข้ากลัว” เขาเอ่ยต่อด้วยเสียงแผ่วเบา “กลัวว่าหากข้าบอกความจริง เจ้าจะหันหลังก
ลมเย็นจากสวนพัดผ่านชายแขนเสื้อของนางเบาๆ แต่เซี่ยเยว่หลันกลับรู้สึกเหมือนทั่วทั้งร่างถูกตรึงเอาไว้ นางเงยหน้ามองหลี่จิ้งเหยียน คำถามของฮ่องเต้เหมือนรู้ทุกอย่างแต่แรกแล้วแค่เพียงรอให้นางเฉลยในสิ่งที่สงสัยเพียงเท่านั้น “เหตุใดฝ่าบาทจึงทรงถามเช่นนั้นเพคะ?” หลี่จิ้งเหยียนไม่ได้ตอบในทันที พระองค์เพียงมองนางนิ่งๆ ราวกับกำลังรอคอยคำตอบบางอย่างที่แม้แต่ตัวพระองค์เองก็ยังไม่แน่ใจว่าต้องการได้ยินหรือไม่ “ข้าถามเพราะอยากรู้” “อยากรู้...หรือทรงต้องการทดสอบหม่อมฉันเพคะ?” แววตาของหลี่จิ้งเหยียนไหววูบเล็กน้อย “หากข้าบอกว่าเป็นทั้งสองอย่างเล่า?” เซี่ยเยว่หลันนิ่งไป นี่ไม่ใช่คำถามธรรมดา ไม่ใช่คำถามของสามีที่ถามภรรยาว่าในหัวใจยังเหลือความรักอยู่หรือไม่ แต่มันเหมือนคำถามของฮ่องเต้ที่กำลังหยั่งเชิงสตรีคนหนึ่ง...ว่าหัวใจของนางกำลังหันไปอยู่กับผู้ใด “หม่อมฉันไม่เข้าใจเพคะ” “เจ้าเข้าใจ” เสียงของหลี่จิ้งเหยียนแผ่วลง “เพียงแต่เจ้าไม่อยากตอบ นับตั้งแต่วันที่หว่านหนิงเข้าวังมา ใจเจ้าก็แปรเป็นอื่นไปหมดสิ้นแล้ว” เซี่ยเยว่หลันกำมือแน่นอยู่ใต้แขนเสื้อ
หลี่จิ้งเหยียนบอกให้เซี่ยเยว่หลันรอเขาอยู่ตรงนี้ เพื่อไปจัดการราชกิจบางอย่างเพียงครู่หนึ่ง ส่วนหลี่เซวียนที่เพิ่งเดินมาถึงปลายระเบียง เมื่อเห็นหลี่จิ้งเหยียนเดินจากไป ประกอบกับได้ยินประโยคสุดท้ายพอดี มุมปากของเขาก็ยกขึ้นเล็กน้อย เพราะในที่สุด...เซี่ยเยว่หลันคนเดิมของเขาก็กลับมาแล้วไม่ใช่สตรีที่ยอมให้ใครทำร้ายแล้วเก็บทุกอย่างเอาไว้ในใจอีกต่อไปแต่เป็นสตรีที่ต่อให้ถูกบีบจนถึงที่สุด...ก็ยังสามารถยืนหยัดด้วยตัวเองได้อย่างสง่างาม เขาเดินเข้ามาช้าๆ “ดูเหมือนข้าจะพลาดเรื่องสนุกไปเสียแล้ว” เซี่ยเยว่หลันหันกลับไปมอง เมื่อเห็นว่าเป็นเขา นางกลับรีบเก็บรอยยิ้มบนใบหน้าลงทันที “อ๋องเจ็ด” “เมื่อครู่ข้าได้ยินไม่ผิดใช่หรือไม่?” หลี่เซวียนมองนางด้วยแววตาขบขัน “เจ้าบอกว่า...หากซูเฟยตบเจ้าจริง เจ้าจะไม่ปล่อยให้นางตบเป็นครั้งที่สอง?” เซี่ยเยว่หลันเม้มริมฝีปาก “พระองค์ได้ยินแล้วจะถามอีกทำไมเพคะ” “ข้าเพียงอยากแน่ใจ” เขาเดินเข้ามาใกล้อีกก้าว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆ “เพราะข้ากำลังเสียดาย”
เซี่ยเยว่หลันไม่ได้ถอย นางมองหน้าซูเฟยนิ่ง “ข้าดูหมิ่นเจ้าตรงไหน?” “พระองค์เปรียบหม่อมฉันเป็นสุนัข!” “ข้าบอกว่าเจ้าคือสุนัขหรือ?” เซี่ยเยว่หลันถามกลับอย่างใจเย็น “ข้าเพียงเล่าเรื่องของข้าให้เจ้าฟัง หากเจ้าฟังแล้วคิดว่าตนเองเป็นสุนัข...” นางยักไหล่เบาๆ “ข้าก็ช่วยอะไรไม่ได้” “เจ้า!” ซูเฟยหมดความอดทนในที่สุด มือข้างหนึ่งยกขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียะ แต่ฝ่ามือนั้นยังไม่ทันตกถึงใบหน้าของเซี่ยเยว่หลัน ร่างของสตรีอีกคนกลับก้าวเข้ามาขวางตรงกลางเสียก่อน “หยุดนะ!” เสียงของจื่อจิ่วหลินดังขึ้นอย่างเย็นเยียบ ซูเฟยชะงัก แต่แรงที่องค์หญิงผลักออกไปกลับเกิดขึ้นในวินาทีต่อมา พลั่ก! ร่างของซูเฟยเซถอยหลังอย่างแรง ก่อนเสียหลักล้มลงกับพื้น ปิ่นผมที่ประดับอยู่บนศีรษะหลุดออกจากผม เส้นผมบางส่วนคลายตัวลงมาปรกไหล่ เหล่านางกำนัลที่ติดตามมาด้วยต่างตกใจจนรีบคุกเข่าลง “พระสนม!” ชิงหลัวเองก็เบิกตากว้าง ส่วนเซี่ยเยว่หลัน...ยืนนิ่งอยู่กับที่ นางมองจื่อจิ่วหลินอย่างคาดไม่ถึง องค์หญิงยืนบังนางอยู่ด้านหน้า สีหน้าสงบนิ่งราวกับเมื่อ
ก่อนที่นางจะก้าวพ้นระเบียง เสียงของซูเฟยก็ดังขึ้นด้านหลังอีกครั้ง “เซี่ยกุ้ยเฟย” เซี่ยเยว่หลันหยุดฝีเท้า นางหันกลับไปช้าๆ ซูเฟยยืนอยู่ที่เดิม รอยยิ้มยังคงประดับบนใบหน้า ทว่าแววตากลับไม่ได้มีความเป็นมิตรอยู่แม้แต่น้อย “มีอะไรหรือ?” “หม่อมฉันเพียงอยากเตือนกุ้ยเฟยสักเรื่องเพคะ” “เตือนข้า?” เซี่ยเยว่หลันเลิกคิ้วเล็กน้อย “เรื่องอะไร?” ซูเฟยเดินเข้ามาใกล้อีกสองก้าว ก่อนลดเสียงลง “ถึงอย่างไรฝ่าบาทก็ยังทรงเป็นพระสวามีของพระองค์นะเพคะ” เซี่ยเยว่หลันนิ่ง “หม่อมฉันคิดว่า...บางครั้งพระองค์ก็ควรวางตัวให้เหมาะสม” ชิงหลัวที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับขมวดคิ้ว แต่เซี่ยเยว่หลันกลับหัวเราะเบาๆ “ซูเฟย” “เพคะ?” “เจ้ากำลังเตือนข้าเรื่องการวางตัว?” “หม่อมฉันเพียงหวังดี” “เช่นนั้นข้าก็ขอบใจ” เซี่ยเยว่หลันพยักหน้าอย่างจริงใจเสียจนซูเฟยชะงัก “แต่ก่อนจะเตือนคนอื่น...” นางก้าวเข้าไปใกล้อีกฝ่ายเล็กน้อย “เจ้าควรเตือนตัวเองเสียก่อน” รอยยิ้มของซูเฟยหายไป “หมายความว่าอย่างไรเพคะ?”







