LOGINลมเย็นจากสวนพัดผ่านชายแขนเสื้อของนางเบาๆ แต่เซี่ยเยว่หลันกลับรู้สึกเหมือนทั่วทั้งร่างถูกตรึงเอาไว้ นางเงยหน้ามองหลี่จิ้งเหยียน คำถามของฮ่องเต้เหมือนรู้ทุกอย่างแต่แรกแล้วแค่เพียงรอให้นางเฉลยในสิ่งที่สงสัยเพียงเท่านั้น “เหตุใดฝ่าบาทจึงทรงถามเช่นนั้นเพคะ?” หลี่จิ้งเหยียนไม่ได้ตอบในทันที พระองค์เพียงมองนางนิ่งๆ ราวกับกำลังรอคอยคำตอบบางอย่างที่แม้แต่ตัวพระองค์เองก็ยังไม่แน่ใจว่าต้องการได้ยินหรือไม่ “ข้าถามเพราะอยากรู้” “อยากรู้...หรือทรงต้องการทดสอบหม่อมฉันเพคะ?” แววตาของหลี่จิ้งเหยียนไหววูบเล็กน้อย “หากข้าบอกว่าเป็นทั้งสองอย่างเล่า?” เซี่ยเยว่หลันนิ่งไป นี่ไม่ใช่คำถามธรรมดา ไม่ใช่คำถามของสามีที่ถามภรรยาว่าในหัวใจยังเหลือความรักอยู่หรือไม่ แต่มันเหมือนคำถามของฮ่องเต้ที่กำลังหยั่งเชิงสตรีคนหนึ่ง...ว่าหัวใจของนางกำลังหันไปอยู่กับผู้ใด “หม่อมฉันไม่เข้าใจเพคะ” “เจ้าเข้าใจ” เสียงของหลี่จิ้งเหยียนแผ่วลง “เพียงแต่เจ้าไม่อยากตอบ นับตั้งแต่วันที่หว่านหนิงเข้าวังมา ใจเจ้าก็แปรเป็นอื่นไปหมดสิ้นแล้ว” เซี่ยเยว่หลันกำมือแน่นอยู่ใต้แขนเสื้อ
หลี่จิ้งเหยียนบอกให้เซี่ยเยว่หลันรอเขาอยู่ตรงนี้ เพื่อไปจัดการราชกิจบางอย่างเพียงครู่หนึ่ง ส่วนหลี่เซวียนที่เพิ่งเดินมาถึงปลายระเบียง เมื่อเห็นหลี่จิ้งเหยียนเดินจากไป ประกอบกับได้ยินประโยคสุดท้ายพอดี มุมปากของเขาก็ยกขึ้นเล็กน้อย เพราะในที่สุด...เซี่ยเยว่หลันคนเดิมของเขาก็กลับมาแล้วไม่ใช่สตรีที่ยอมให้ใครทำร้ายแล้วเก็บทุกอย่างเอาไว้ในใจอีกต่อไปแต่เป็นสตรีที่ต่อให้ถูกบีบจนถึงที่สุด...ก็ยังสามารถยืนหยัดด้วยตัวเองได้อย่างสง่างาม เขาเดินเข้ามาช้าๆ “ดูเหมือนข้าจะพลาดเรื่องสนุกไปเสียแล้ว” เซี่ยเยว่หลันหันกลับไปมอง เมื่อเห็นว่าเป็นเขา นางกลับรีบเก็บรอยยิ้มบนใบหน้าลงทันที “อ๋องเจ็ด” “เมื่อครู่ข้าได้ยินไม่ผิดใช่หรือไม่?” หลี่เซวียนมองนางด้วยแววตาขบขัน “เจ้าบอกว่า...หากซูเฟยตบเจ้าจริง เจ้าจะไม่ปล่อยให้นางตบเป็นครั้งที่สอง?” เซี่ยเยว่หลันเม้มริมฝีปาก “พระองค์ได้ยินแล้วจะถามอีกทำไมเพคะ” “ข้าเพียงอยากแน่ใจ” เขาเดินเข้ามาใกล้อีกก้าว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆ “เพราะข้ากำลังเสียดาย”
เซี่ยเยว่หลันไม่ได้ถอย นางมองหน้าซูเฟยนิ่ง “ข้าดูหมิ่นเจ้าตรงไหน?” “พระองค์เปรียบหม่อมฉันเป็นสุนัข!” “ข้าบอกว่าเจ้าคือสุนัขหรือ?” เซี่ยเยว่หลันถามกลับอย่างใจเย็น “ข้าเพียงเล่าเรื่องของข้าให้เจ้าฟัง หากเจ้าฟังแล้วคิดว่าตนเองเป็นสุนัข...” นางยักไหล่เบาๆ “ข้าก็ช่วยอะไรไม่ได้” “เจ้า!” ซูเฟยหมดความอดทนในที่สุด มือข้างหนึ่งยกขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียะ แต่ฝ่ามือนั้นยังไม่ทันตกถึงใบหน้าของเซี่ยเยว่หลัน ร่างของสตรีอีกคนกลับก้าวเข้ามาขวางตรงกลางเสียก่อน “หยุดนะ!” เสียงของจื่อจิ่วหลินดังขึ้นอย่างเย็นเยียบ ซูเฟยชะงัก แต่แรงที่องค์หญิงผลักออกไปกลับเกิดขึ้นในวินาทีต่อมา พลั่ก! ร่างของซูเฟยเซถอยหลังอย่างแรง ก่อนเสียหลักล้มลงกับพื้น ปิ่นผมที่ประดับอยู่บนศีรษะหลุดออกจากผม เส้นผมบางส่วนคลายตัวลงมาปรกไหล่ เหล่านางกำนัลที่ติดตามมาด้วยต่างตกใจจนรีบคุกเข่าลง “พระสนม!” ชิงหลัวเองก็เบิกตากว้าง ส่วนเซี่ยเยว่หลัน...ยืนนิ่งอยู่กับที่ นางมองจื่อจิ่วหลินอย่างคาดไม่ถึง องค์หญิงยืนบังนางอยู่ด้านหน้า สีหน้าสงบนิ่งราวกับเมื่อ
ก่อนที่นางจะก้าวพ้นระเบียง เสียงของซูเฟยก็ดังขึ้นด้านหลังอีกครั้ง “เซี่ยกุ้ยเฟย” เซี่ยเยว่หลันหยุดฝีเท้า นางหันกลับไปช้าๆ ซูเฟยยืนอยู่ที่เดิม รอยยิ้มยังคงประดับบนใบหน้า ทว่าแววตากลับไม่ได้มีความเป็นมิตรอยู่แม้แต่น้อย “มีอะไรหรือ?” “หม่อมฉันเพียงอยากเตือนกุ้ยเฟยสักเรื่องเพคะ” “เตือนข้า?” เซี่ยเยว่หลันเลิกคิ้วเล็กน้อย “เรื่องอะไร?” ซูเฟยเดินเข้ามาใกล้อีกสองก้าว ก่อนลดเสียงลง “ถึงอย่างไรฝ่าบาทก็ยังทรงเป็นพระสวามีของพระองค์นะเพคะ” เซี่ยเยว่หลันนิ่ง “หม่อมฉันคิดว่า...บางครั้งพระองค์ก็ควรวางตัวให้เหมาะสม” ชิงหลัวที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับขมวดคิ้ว แต่เซี่ยเยว่หลันกลับหัวเราะเบาๆ “ซูเฟย” “เพคะ?” “เจ้ากำลังเตือนข้าเรื่องการวางตัว?” “หม่อมฉันเพียงหวังดี” “เช่นนั้นข้าก็ขอบใจ” เซี่ยเยว่หลันพยักหน้าอย่างจริงใจเสียจนซูเฟยชะงัก “แต่ก่อนจะเตือนคนอื่น...” นางก้าวเข้าไปใกล้อีกฝ่ายเล็กน้อย “เจ้าควรเตือนตัวเองเสียก่อน” รอยยิ้มของซูเฟยหายไป “หมายความว่าอย่างไรเพคะ?”
เซี่ยเยว่หลันทำสีหน้าครุ่นคิดหนักขึ้น หากไม่ได้กลับไปในตอนนี้...นางอาจไม่มีวันได้เห็นเอกสารที่อยู่ในห้องลับด้วยตาตนเองแต่การกลับไปยังจวนร้างสกุลเซี่ยในเวลานี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย สถานที่แห่งนั้นถูกจับตามองอยู่แน่นอน “เราต้องคิดให้รอบคอบกว่านี้เพคะ” เซี่ยเยว่หลันเอ่ยเสียงเบา “หากพวกมันรู้ว่าพวกเราพบกุญแจแล้ว ห้องลับนั้นอาจถูกกำจัดก่อนที่เราจะไปถึง” หลี่เซวียนพยักหน้า “ข้าก็คิดเช่นนั้น” “แต่ถ้าชักช้า...” “ก็อาจไม่เหลือหลักฐาน” ทั้งสองสบตากันความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างพวกเขาอีกครั้ง ทว่าในจังหวะนั้นเอง...เสียงหวานของสตรีผู้หนึ่งกลับดังขึ้นจากด้านหลัง “โอ้...ไม่คิดว่าจะได้พบเซี่ยกุ้ยเฟยที่นี่เลยเพคะ” เซี่ยเยว่หลันชะงัก หลี่เซวียนเองก็หันกลับไปพร้อมกัน ปลายระเบียงปรากฏร่างของสตรีในชุดสีแดงเข้มปักลายดอกโบตั๋น เดินเข้ามาช้าๆ พร้อมนางกำนัลและขันทีติดตามอยู่ด้านหลัง ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มงดงาม แต่สายตากลับแฝงความท้าทายเอาไว้ชัดเจน ซูเฟย เซี่ยเยว่หลันมองนางนิ่งๆ ไม่คิดเลยว่า...สต
หลังการประชุมสิ้นสุดลงทุกคนทยอยออกจากท้องพระโรง เซี่ยเยว่หลันเดินตามหลี่จิ้งเหยียนออกมาโดยไม่พูดอะไร นางพยายามเก็บสีหน้าให้สงบ พยายามทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ทันทีที่เดินพ้นประตูท้องพระโรง เสียงของหลี่เซวียนก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “เยว่หลัน” นางหยุดแต่ไม่หันกลับไป “มีอะไรหรือเพคะ?” น้ำเสียงนั้นสุภาพจนผิดปกติ หลี่เซวียนเดินเข้ามาหยุดตรงหน้านาง “เจ้าโกรธข้าหรือ?” เซี่ยเยว่หลันเงยหน้าขึ้น “หม่อมฉันไม่มีสิทธิ์โกรธพระองค์เพคะ” คำตอบนั้นทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป “เจ้าอย่าพูดเช่นนั้น” “แล้วจะให้หม่อมฉันพูดอย่างไร?” ดวงตาของนางแดงขึ้น “เมื่อครู่พระองค์รับราชโองการต่อหน้าทุกคน” “เพราะข้าไม่ต้องการให้เจ้าต้องถูกลากเข้าไปในเรื่องนี้” “แต่หม่อมฉันก็เจ็บอยู่ดี!” เสียงของนางสั่นขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ หลี่เซวียนนิ่ง เซี่ยเยว่หลันพยายามกลั้นน้ำตา “เมื่อคืนพระองค์ยังบอกหม่อมฉันว่าจะไม่แต่งกับใคร วันนี้พระองค์กลับรับราชโองการต่อหน้าหม่อมฉัน แล้วจะให้หม่อมฉันคิดอย่างไร?” หลี่เ







