LOGINเมื่อสี่พยัคฆ์หนุ่มเจ้าสำราญและจอมเสเพล มาพบเจอสี่สาวแห่งตระกูลเซียว พวกเขาคิดจะกำราบพวกนางให้ตกอยู่ใต้อาณัติเหมือนกับสตรีที่ผ่านมา แต่ว่าใครจะตกอยู่ใต้อาณัติของใครนั้น เซียวเยว่ฉียกยิ้มมุมปากงั้นเรามาดูกัน...
View Moreเซียวเยว่ฉีลงจากรถม้าด้วยความมั่นใจและเต็มไปด้วยความทระนง นางปรายตามองไปโดยรอบด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ก่อนจะแหงนหน้ามองป้ายด้านหน้าจวนอย่างเย็นชา “จวนตระกูลหวัง” เซียวเยว่ฉีแสยะยิ้มออกมาอย่างดูแคลน พวกรวยแต่เปลือกนอก หวังมาเกาะตระกูลเซียวเพื่อความอยู่รอด
น้องสาวของนางคือ คุณหนูรองเซียวเยว่ซื่ออายุ 20 ปี รักบุรุษนามว่าหวังเจียเฉิงอย่างหัวปักหัวปำ นางอยากแต่งเข้าตระกูลหวังโดยไม่ฟังคำทัดทานจากนางเลยสักนิด นางได้ข่าวว่าหลังจากแต่งงานเข้ามา ตระกูลหวังก็รักและเอ็นดูนางเป็นอย่างมาก แต่พอวันเวลาผ่านไป พวกเขาปฏิบัติกับนางราวกับเป็นบ่าวในจวนผู้หนึ่ง ตำแหน่งฮูหยินใหญ่เป็นเพียงตำแหน่งที่ทุกคนเรียกขาน แต่แท้จริงแล้ว นางอยู่ที่จวนแห่งนี้ไม่ต่างอะไรกับบ่าวรับใช้ เพราะรักจึงยอมเพราะรักจึงต้องอดทน เซียวเยว่ฉีคิดแล้วก็นึกขันกับความโง่เขลาของเซียวเยว่ซื่อ สตรียุคใหม่อย่างเซียวเยว่ฉีมองว่า มันไร้สาระสิ้นดี ที่ต้องมาจมอยู่กับความรักเช่นนี้ นางมาอยู่ในร่างของคุณหนูใหญ่เซียวเยว่ฉีได้ห้าปีแล้ว นางเข้ามาในยามที่บิดาและมารดาของร่างนี้ จากไป จากการถูกปล้นในระหว่างการเดินทางไปค้าขาย นางมาอยู่ในร่างนี้ตอนที่นางอายุได้ 15 ปี ปัจจุบันร่างนี้มีอายุ 22 ปี เซียวเยว่ฉียังไม่ได้ออกเรือนแต่อย่างใด เพราะนางไม่คิดอยากจะมีใคร อีกอย่างตระกูลเซียวเป็นตระกูลพ่อค้า นางต้องช่วยดูแลกิจการและช่วยดูแลน้องสาวอีกสามคน ชีวิตที่ทะลุมิติมาอยู่ที่นี่จึงค่อนข้างยุ่งเหยิงจนนางไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องคู่ครอง นางเข้ามาในยามที่ตระกูลเซียวต้องการเสาหลัก นางช่วยดูแลกิจการและดูแลน้องสาวอีกสามคนให้อยู่รอดปลอดภัย จากการฮุบสมบัติจากตระกูลเซียวสายรอง ที่จ้องมองทรัพย์สมบัติที่บิดาของนางทิ้งเอาไว้ตาเป็นมัน การตายของบิดามารดา เซียวเยว่ฉีไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะนางคิดว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำแปลก ๆ นางจึงคิดจะสืบเรื่องราวอยู่เงียบ ๆ “ข้าต้องการมาหาน้องสาวของข้า” เซียวเยว่ฉีบอกเจตจำนงในการมาของนางทันที “เชิญขอรับคุณหนูใหญ่” บ่าวที่เป็นยามเฝ้าประตูจวนที่จริงถูกสั่งเอาไว้ว่า หากคุณหนูใหญ่เซียวมาให้รีบไปบอกทันที แต่ว่าเขานึกสงสารคุณหนูรอง จึงอยากให้พี่สาวของนางไปเห็นด้วยตาตนเองว่าเกิดอะไรขึ้น เยว่ฉีเดินเข้าไปในจวนอย่างมาดมั่นพร้อมบ่าวคนสนิทอย่างลู่หมิงและลู่หลิง ทั้งสองคนเป็นพี่น้องกันมีวรยุทธ์ค่อนข้างแข็งแกร่ง พวกเขาจึงเป็นมือขวาและมือซ้ายให้นาง อีกทั้งค่อยดูแลและคุ้มครองเยว่ฉีอย่างใกล้ชิด เมื่อเดินมาที่เรือนของฮูหยินใหญ่ สิ่งแรกที่นางเห็นก็คือเซียวเยว่ซื่อกำลังตากผ้าอย่างขะมักเขม้น เซียวเยว่ฉีจึงรีบหลบเพื่อมาแอบมองว่า น้องสาวของนางทำอะไรบ้าง หลังจากตากผ้าเสร็จนางก็เตรียมจะไปทำอย่างอื่นต่อ แต่ทว่าหวังเจียอีน้องสาวของหวังเจียเฉิง ก็ก้าวเข้ามาพร้อมผ้าในมือ “พี่สะใภ้ท่านซักผ้าอย่างไรกัน!! ดูสิเจ้าคะ... สีตกปนกันแบบนี้ได้อย่างไร ชุดนี้ข้าซื้อมาแพงมากด้วย ท่านต้องรับผิดชอบซื้อชุดใหม่ให้ข้า” หวังเจียอีโยนชุดลงไปตรงหน้าเซียวเยว่ซื่อด้วยความกราดเกรี้ยว จากนั้นแม่สามีอย่างหวังไฉ่หงก็ก้าวเข้ามาพร้อมบ่าวข้างกาย “เยว่ซื่องานปักปิ่นของเจียอีข้าสั่งอาหารมาจากเหลาอาหารชื่อดัง อย่างไรเจ้าก็ช่วยจัดการจ่ายด้วยแล้วกันนะ” “เจ้าค่ะท่านแม่” เยว่ซื่อก้มหน้าตอบกลับไปอย่างอ่อนน้อม ทำให้เซียวเยว่ฉีถึงกับกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ นางโกรธทั้งคนยอมให้รังแก โกรธทั้งคนที่รังแกเอาเปรียบผู้อื่นอย่างเห็นแก่ตัว ความรักทำให้สตรีผู้หนึ่งต้องยอมถึงเพียงนี้เชียวหรือ “ไม่ทราบว่างานปักปิ่นจะเชิญข้าด้วยหรือไม่เจ้าคะ?” เสียงของเซียวเยว่ฉีทำเอาทุกคนตกใจจนหน้าซีดเผือด โดยเฉพาะหวังไฉ่หงและหวังเจียอี เหตุใดนางมาอยู่ตรงนี้ ทำไมไม่มีบ่าวมาแจ้ง เห็นทีว่าต้องหักเบี้ยหวัดเสียแล้วทำงานไม่ได้เรื่อง! “คุณหนูใหญ่มาได้อย่างไรเจ้าคะ?” หวังไฉ่หงรีบเข้ามาทักทายอย่างประจบประแจง แต่เซียวเยว่ฉีกลับปรายตามองอย่างเย้ยหยัน “ข้าเพิ่งรู้ว่าตระกูลหวังดูแลลูกสะใภ้เยี่ยงนี้ แล้วไหนหวังเจียเฉิงเขาอยู่ที่ใด ข้าอยากพบเขาเสียหน่อย” เอ่ยจบเซียวเยว่ฉีก็เดินตรงไปที่เรือนใหญ่ทันที หวังไฉ่หงและหวังเจียอีตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนพวกนางตั้งตัวไม่ทัน นางมารเยว่ฉีมาเหตุใดไม่มีใครไปแจ้ง บ่าวพวกนี้ไม่ได้เรื่องเลยจริง ๆ เห็นทีว่าต้องทำโทษกันหน่อยแล้ว เซียวเยว่ฉีเดินมาถึงเรือนใหญ่ ก็ต้องชะงักหยุดนิ่งอยู่กับที่ เสียงร่วมรักที่ดังออกมาในยามกลางวันแสก ๆ ทำเอาแก้มของนางขึ้นสีแดงจาง ๆ ก่อนเซียวเยว่ฉีจะกำหมัดขึ้นมาอีกครั้ง สารเลว! ให้มารดาและน้องสาวโขกสับภรรยาตัวเอง ส่วนตัวเขามาร่วมรักกับสตรีอื่นอย่างไม่อายฟ้าดิน เซียวเยว่ฉีเดินขึ้นเรือนไปด้วยความโมโหสุดขีด จากนั้นก็ถีบประตูเข้าไปสุดแรง ปัง! “ใครกัน! บังอาจ…” หวังเจียเฉิงรีบหุบปากเอาไว้อย่างรวดเร็ว นี่นางมารเยว่ฉีมาได้อย่างไรกัน! เหตุใดไม่มีใครมาแจ้ง เขารีบหยิบเสื้อคลุมมาสวมใส่อย่างลวก ๆ “วันนี้ตระกูลหวังทำให้ข้าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว เยว่ซื่อเจ้าจะทนอยู่หรือว่าจะหย่าแล้วกลับไปกับข้า?” เยว่ซื่อยืนมองหวังเจียเฉิงด้วยสายตาเจ็บปวด สองปีมานี้นางรู้สึกว่ามันช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี ความรักที่นางคาดหวังว่าจะได้จากเขา นางได้รับเพียงช่วงแรก ๆ เท่านั้น เงินทองที่นางนำมาถูกพวกเขาเอาไปจนหมด พอนางไม่เหลืออะไร พวกเขาก็ปฏิบัติกับนางแตกต่างออกไป นางไม่น่าโง่งมเชื่อคำลวงของบุรุษเช่นเขาเลย พอกันทีนางจะหย่าบรรดาคุณหนูต่างจับคู่กัน แล้วคุยกันว่าใครจะเป็นคนปิดตาและใครจะเป็นคนถูกแต่งหน้า จึงได้มาทั้งหมด 10 คู่ คนของเยว่ฉีนำโต๊ะที่มีอุปกรณ์แต่งหน้ามาตั้ง 10 โต๊ะ เยว่ฉีอธิบายให้คนที่ปิดตาฟังว่า ให้มองและจดจำอุปกรณ์แต่งหน้า ว่าวางไว้ตรงจุดใดและมีอะไรบ้าง ทุกคนจะได้เลือกหยิบใช้ได้ถูกเก้าอี้ 10 ตัวถูกนำมาวางให้คนที่ถูกแต่งหน้าได้นั่ง จากนั้นเยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ก็มาช่วยกันใช้ผ้าปิดตาให้กับคนที่จะแต่งหน้า“คนที่ให้แต่งหน้าสามารถบอกคนที่ปิดตาได้นะเจ้าคะ” เยว่ฉีบอกคนที่นั่งรอบนเก้าอี้ “เวลาหนึ่งก้านธูปทุกคนเริ่มแต่งได้เจ้าค่ะ”ทั้งเสียงเชียร์และเสียงให้กำลังใจดังขึ้นมา คนที่ปิดตาในคราแรกเหมือนจะจดจำได้ว่าอุปกรณ์แต่งหน้ามีอะไรบ้าง แต่ว่าพอเริ่มขึ้นมาจริง ๆ กลับลืมจนหมดสิ้น คราวนี้เริ่มสะเปะสะปะหยิบจับของขึ้นมา ก็ไม่แน่ใจว่ามันคือสิ่งใดองค์หญิงที่เลือกที่จะเป็นคนแต่งหน้าให้กับฮองเฮา หยิบดินสอเขียนคิ้วขึ้นมา นางพยายามสัมผัสไปที่ใบหน้าของฮองเฮา ใช้มือข้างซ้ายจับไปคิ้วเพื่อให้มั่นใจว่า มือข้างขวาจะวาดไม่ผิดตำแหน่งแน่ แต่พอวาดลงไปจริง ๆ นางกลับวาดเหนือคิ้วไปไกลทุกคนต่างหัวเราะกันออกมาอย่า
ตำหนักฮองเฮายามนี้เปิดตำหนักจัดงานเลี้ยงการดื่มชายามบ่าย โดยฮ่องเฮาได้เชิญเหล่าคุณหนูและคุณชายมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ส่วนองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง นางเชิญคุณหนูตระกูลเซียวมาร่วมงานด้วยตัวเอง และแน่นอนว่าเมื่อมีพวกนางมาร่วมงาน สี่บุรุษจอมเสเพล ย่อมต้องเข้าร่วมงานด้วยอย่างแน่นอน และเมื่อมี 4 จอมเสเพลเข้าร่วมงาน ไหนเลยจะขาดฮ่องเต้และองค์ไท่จื่อ ที่พร้อมจะเข้างานด้วยเช่นกัน จากงานจิบชายามบ่ายดูเหมือนจะกลายเป็นจิบชายามเย็นไปเสียแล้ว เพราะเหล่าบุรุษต่างตบมือเข้าร่วมงานกันอย่างมากมาย ทำเอาฮองเฮารู้สึกปวดพระเศียรขึ้นมาทันที เหตุใดช่วงนี้ฮ่องเต้ทำตัวคล้ายกับสี่บุรุษจอมเสเพลเข้าไปทุกที หากว่าพวกเขาเข้าร่วม แน่นอนว่าคงจะไม่จิบชา แต่จะเปลี่ยนเป็นจิบสุราแทนเป็นแน่ “ฮ่องเต้เสด็จ” เสียงประกาศของขันทีดังขึ้นจนแสบแก้วหู ทุกคนต่างลุกขึ้นทำความเคารพกันอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นก็เป็นฮองเฮาและเหล่าพระสนม ต่อด้วยองค์ไท่จื่อและไท่จื่่อเฟยที่เดินเข้างานมา ต่อด้วยองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง และบรรดาองค์หญิง องค์ชาย ที่ผ่านพ้นวันปักปิ่นมาแล้วจึงสามารถเข้ารวมงานได้องค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียงตรงมา
วันต่อมาผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กก็ได้เข้าจับกุมเจิ้งอ๋องและคนของเขาเพื่อไปไต่สวน บางคนที่ทนการทรมานไม่ได้ก็ยอมสารภาพความจริงออกมา บางคนที่ยังพอทนความเจ็บปวดได้ก็ยังปากแข็งกันต่อไปผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กนำคนอีกจำนวนหนึ่งไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นโรงตีเหล็กที่ทำขึ้นในป่าทึบไกลออกไป เมื่อไปถึงก็พบลังไม้ที่ใส่อาวุธเอาไว้เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กยังไปตรวจสอบคลังเก็บเกลือเถื่อนและยังไปตรวจสอบ จวนที่เก็บสตรีเอาไว้เพื่อส่งออกไปยังต่างแคว้น ซึ่งพอไปตรวจค้นก็พบสตรีหลายสิบคนที่ถูกขังเอาไว้ ทุกคนให้การสารภาพว่า ทำงานให้กับเจิ้งอ๋อง เมื่อมีคนสารภาพและยังมีหลักฐานอย่างแน่นหนา เจิ้งอ๋องจึงไม่อาจปฏิเสธข้อกล่าวหาได้ เขาจึงรอเพียงคำตัดสินจากฮ่องเต้ที่จะประกาศลงมาเพียงเท่านั้น ซึ่งเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่า การค้าอาวุธเถื่อนให้กับต่างแคว้นมีโทษสถานใด ยามนี้เขาจึงทำได้เพียงนั่งนิ่ง แล้วหลับตาลงอย่างสงบเพราะทุกอย่างมันจบแล้วและก็เป็นจริงตามที่คาดไว้พระราชโองการประกาศลงมา เจิ้งอ๋องตัดสินประหารชีวิตรวมถึงคนที่มีส่วนรู้เห็นถูกประหารชีวิตทั้งหมด ส่วนเซียวอี้เฉินมีส่วนรู้เห็นในการสังหาร
ผ่านไปสองสัปดาห์ทหารของทางการที่ลงไปสำรวจพื้นที่ เพื่อตามหาศพของทุกคนที่ตกหน้าผา แต่ก็ไร้วี่แววไม่พบเจอศพแต่อย่างใด ทางการจึงยกเลิกการตามหาและเดินทางกลับเมืองหลวงเซียวอี้เฉินเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก เขาให้คนช่วยกันค้นหาตราประจำตระกูลหรือป้ายคำสั่งของตระกูลเซียวสายหลัก แต่ว่าหาอย่างไรก็หาไม่พบ ไม่รู้ว่านางเอาไปเก็บซ่อนเอาไว้ตรงที่ใดเขากลัดกลุ้มเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจออกมานั่งดื่มกับสหายที่ร้านแห่งหนึ่ง“นางปีศาจเยว่ฉี ขนาดนางไม่อยู่แล้วยังทิ้งความร้ายกาจเอาไว้เบื้องหลัง โรงเตี๊ยมนางยกให้ฮ่องเต้ เจ้าคิดดูสิ…ข้าที่เป็นอาของนางแท้ ๆ นางกลับไม่คิดจะยกให้ หากว่านางยังไม่ตายข้าก็จะฆ่าให้นางตาย” เขาเอ่ยด้วยความเจ็บแค้นใจ ดวงตาแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุราและความโกรธแค้น“หลานสาวของเจ้าคนนี้มันร้ายจริง ๆ เขียนพินัยกรรมยกสมบัติให้พ่อสามีที่เป็นถึงฮ่องเต้ แทนที่จะนึกถึงคนในครอบครัวก่อน กลับเห็นพ่อสามีดีกว่า สมควรตกหน้าผาตายแล้ว”“งานก่อสร้างที่ทำรายได้มากที่สุด มีหัวหน้าสามคน พวกเขาบอกว่า…ถึงข้าจะเป็นตระกูลเชียวสายรอง แต่หากไม่มีป้ายคำสั่ง พวกเขาก็ไม่อาจเชื่อฟังและทำตามคำสั่งได้” สหายของอี้เฉินพอได้ฟัง

















