Se connecterเซี่ยเยว่หลันไม่ได้ถอย นางมองหน้าซูเฟยนิ่ง “ข้าดูหมิ่นเจ้าตรงไหน?” “พระองค์เปรียบหม่อมฉันเป็นสุนัข!” “ข้าบอกว่าเจ้าคือสุนัขหรือ?” เซี่ยเยว่หลันถามกลับอย่างใจเย็น “ข้าเพียงเล่าเรื่องของข้าให้เจ้าฟัง หากเจ้าฟังแล้วคิดว่าตนเองเป็นสุนัข...” นางยักไหล่เบาๆ “ข้าก็ช่วยอะไรไม่ได้” “เจ้า!” ซูเฟยหมดความอดทนในที่สุด มือข้างหนึ่งยกขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียะ แต่ฝ่ามือนั้นยังไม่ทันตกถึงใบหน้าของเซี่ยเยว่หลัน ร่างของสตรีอีกคนกลับก้าวเข้ามาขวางตรงกลางเสียก่อน “หยุดนะ!” เสียงของจื่อจิ่วหลินดังขึ้นอย่างเย็นเยียบ ซูเฟยชะงัก แต่แรงที่องค์หญิงผลักออกไปกลับเกิดขึ้นในวินาทีต่อมา พลั่ก! ร่างของซูเฟยเซถอยหลังอย่างแรง ก่อนเสียหลักล้มลงกับพื้น ปิ่นผมที่ประดับอยู่บนศีรษะหลุดออกจากผม เส้นผมบางส่วนคลายตัวลงมาปรกไหล่ เหล่านางกำนัลที่ติดตามมาด้วยต่างตกใจจนรีบคุกเข่าลง “พระสนม!” ชิงหลัวเองก็เบิกตากว้าง ส่วนเซี่ยเยว่หลัน...ยืนนิ่งอยู่กับที่ นางมองจื่อจิ่วหลินอย่างคาดไม่ถึง องค์หญิงยืนบังนางอยู่ด้านหน้า สีหน้าสงบนิ่งราวกับเมื่อ
ก่อนที่นางจะก้าวพ้นระเบียง เสียงของซูเฟยก็ดังขึ้นด้านหลังอีกครั้ง “เซี่ยกุ้ยเฟย” เซี่ยเยว่หลันหยุดฝีเท้า นางหันกลับไปช้าๆ ซูเฟยยืนอยู่ที่เดิม รอยยิ้มยังคงประดับบนใบหน้า ทว่าแววตากลับไม่ได้มีความเป็นมิตรอยู่แม้แต่น้อย “มีอะไรหรือ?” “หม่อมฉันเพียงอยากเตือนกุ้ยเฟยสักเรื่องเพคะ” “เตือนข้า?” เซี่ยเยว่หลันเลิกคิ้วเล็กน้อย “เรื่องอะไร?” ซูเฟยเดินเข้ามาใกล้อีกสองก้าว ก่อนลดเสียงลง “ถึงอย่างไรฝ่าบาทก็ยังทรงเป็นพระสวามีของพระองค์นะเพคะ” เซี่ยเยว่หลันนิ่ง “หม่อมฉันคิดว่า...บางครั้งพระองค์ก็ควรวางตัวให้เหมาะสม” ชิงหลัวที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับขมวดคิ้ว แต่เซี่ยเยว่หลันกลับหัวเราะเบาๆ “ซูเฟย” “เพคะ?” “เจ้ากำลังเตือนข้าเรื่องการวางตัว?” “หม่อมฉันเพียงหวังดี” “เช่นนั้นข้าก็ขอบใจ” เซี่ยเยว่หลันพยักหน้าอย่างจริงใจเสียจนซูเฟยชะงัก “แต่ก่อนจะเตือนคนอื่น...” นางก้าวเข้าไปใกล้อีกฝ่ายเล็กน้อย “เจ้าควรเตือนตัวเองเสียก่อน” รอยยิ้มของซูเฟยหายไป “หมายความว่าอย่างไรเพคะ?”
เซี่ยเยว่หลันทำสีหน้าครุ่นคิดหนักขึ้น หากไม่ได้กลับไปในตอนนี้...นางอาจไม่มีวันได้เห็นเอกสารที่อยู่ในห้องลับด้วยตาตนเองแต่การกลับไปยังจวนร้างสกุลเซี่ยในเวลานี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย สถานที่แห่งนั้นถูกจับตามองอยู่แน่นอน “เราต้องคิดให้รอบคอบกว่านี้เพคะ” เซี่ยเยว่หลันเอ่ยเสียงเบา “หากพวกมันรู้ว่าพวกเราพบกุญแจแล้ว ห้องลับนั้นอาจถูกกำจัดก่อนที่เราจะไปถึง” หลี่เซวียนพยักหน้า “ข้าก็คิดเช่นนั้น” “แต่ถ้าชักช้า...” “ก็อาจไม่เหลือหลักฐาน” ทั้งสองสบตากันความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างพวกเขาอีกครั้ง ทว่าในจังหวะนั้นเอง...เสียงหวานของสตรีผู้หนึ่งกลับดังขึ้นจากด้านหลัง “โอ้...ไม่คิดว่าจะได้พบเซี่ยกุ้ยเฟยที่นี่เลยเพคะ” เซี่ยเยว่หลันชะงัก หลี่เซวียนเองก็หันกลับไปพร้อมกัน ปลายระเบียงปรากฏร่างของสตรีในชุดสีแดงเข้มปักลายดอกโบตั๋น เดินเข้ามาช้าๆ พร้อมนางกำนัลและขันทีติดตามอยู่ด้านหลัง ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มงดงาม แต่สายตากลับแฝงความท้าทายเอาไว้ชัดเจน ซูเฟย เซี่ยเยว่หลันมองนางนิ่งๆ ไม่คิดเลยว่า...สต
หลังการประชุมสิ้นสุดลงทุกคนทยอยออกจากท้องพระโรง เซี่ยเยว่หลันเดินตามหลี่จิ้งเหยียนออกมาโดยไม่พูดอะไร นางพยายามเก็บสีหน้าให้สงบ พยายามทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ทันทีที่เดินพ้นประตูท้องพระโรง เสียงของหลี่เซวียนก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “เยว่หลัน” นางหยุดแต่ไม่หันกลับไป “มีอะไรหรือเพคะ?” น้ำเสียงนั้นสุภาพจนผิดปกติ หลี่เซวียนเดินเข้ามาหยุดตรงหน้านาง “เจ้าโกรธข้าหรือ?” เซี่ยเยว่หลันเงยหน้าขึ้น “หม่อมฉันไม่มีสิทธิ์โกรธพระองค์เพคะ” คำตอบนั้นทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป “เจ้าอย่าพูดเช่นนั้น” “แล้วจะให้หม่อมฉันพูดอย่างไร?” ดวงตาของนางแดงขึ้น “เมื่อครู่พระองค์รับราชโองการต่อหน้าทุกคน” “เพราะข้าไม่ต้องการให้เจ้าต้องถูกลากเข้าไปในเรื่องนี้” “แต่หม่อมฉันก็เจ็บอยู่ดี!” เสียงของนางสั่นขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ หลี่เซวียนนิ่ง เซี่ยเยว่หลันพยายามกลั้นน้ำตา “เมื่อคืนพระองค์ยังบอกหม่อมฉันว่าจะไม่แต่งกับใคร วันนี้พระองค์กลับรับราชโองการต่อหน้าหม่อมฉัน แล้วจะให้หม่อมฉันคิดอย่างไร?” หลี่เ
หลี่เซวียนกำมือแน่นอยู่ใต้แขนเสื้อเขาไม่ได้ตอบในทันที สายตาของเขายังคงจับอยู่ที่เซี่ยเยว่หลัน แม้เพียงชั่วครู่เดียว แต่สำหรับนางกลับยาวนานราวกับผ่านไปหลายปี นางเห็นคำถามในดวงตาของเขาและในที่สุด...นางก็เข้าใจ เขาไม่ได้ถามว่านางรักเขาหรือไม่ เขากำลังถามว่า...หากเขาก้าวออกจากเส้นทางที่ฮ่องเต้ขีดไว้ นางจะยอมเดินไปพร้อมกับเขาหรือไม่ เซี่ยเยว่หลันอยากตอบว่า ใช่ อยากบอกเขาว่านางไม่กลัวอะไรอีกแล้วแต่ภาพบิดามารดา ภาพตระกูลเซี่ยที่ถูกกวาดล้าง และภาพอวี้หลิงที่ต้องหลบหนีเอาชีวิตรอดกลับผุดขึ้นมาในหัว นางไม่อาจเห็นเขาทิ้งทุกสิ่งเพื่อความรักของพวกเขาได้ ริมฝีปากของนางจึงขยับเพียงเล็กน้อย 'อย่า...' ไม่มีเสียงใดหลุดออกมาแต่หลี่เซวียนเห็น เขาเห็นชัดเจน และในวินาทีนั้นเอง...แววตาของเขาก็เปลี่ยนไปราวกับเข้าใจสิ่งที่นางต้องการจะบอก เขาหันกลับไปหาหลี่จิ้งเหยียน “กระหม่อมขอทูลตอบพ่ะย่ะค่ะ” ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบกริบ หลี่จิ้งเหยียนทอดพระเนตรน้องชาย “ตอบมา” หลี่เซวียนสูดลมหายใจเข้าช้าๆ ก่อนกล่าวว่า “กระหม่อม...รับราชโองการพ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยเ
หลี่จิ้งเหยียนไม่ได้ตรัสสิ่งใดอีก พระองค์เพียงทอดพระเนตรเซี่ยเยว่หลันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า ราวกับเรื่องเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น ทว่าไม่มีใครในโต๊ะเจรจาคิดเช่นนั้น หลี่เซวียนยังคงนั่งนิ่งอยู่ข้างองค์หญิงจื่อจิ่วหลิน แต่ปลายนิ้วของเขากลับกำเข้าหากันแน่นขึ้นใต้แขนเสื้อ เขารู้ดี...ความเงียบของเสด็จพี่ไม่เคยหมายความว่าเรื่องนั้นจบแล้วและครั้งนี้ก็เช่นกัน ผ่านไปครู่หนึ่ง หลี่จิ้งเหยียนจึงวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ เสียงกระทบของถ้วยกับจานรองดังขึ้นเพียงเบาๆ แต่กลับทำให้คนทั้งห้องเงียบลงโดยพร้อมเพรียง พระองค์ทอดพระเนตรไปยังเจ้าเมืองอู่หนาน “เรื่องเสบียงเอาตามนี้” “พ่ะย่ะค่ะ” “ส่วนเรื่องที่สอง...” หลี่จิ้งเหยียนหยุด สายพระเนตรกลับเลื่อนไปยังหลี่เซวียน “ข้ามีอีกเรื่องที่ต้องประกาศต่อหน้าทุกคน” หัวใจของเซี่ยเยว่หลันกระตุกวูบ หลี่เซวียนเองก็เงยหน้าขึ้นทันที องค์หญิงจื่อจิ่วหลินเองก็ชะงักเล็กน้อยแม้แต่เจ้าเมืองอู่หนานยังรีบวางถ้วยชาในมือลง “เรื่องอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?” เจ้าเมืองถามอย่างระมัดระวัง หลี่จิ้งเหยียนไม่ได้







