Mag-log in“หม่อมฉันไม่อยากให้เรื่องเพียงเท่านี้ ทำให้ฝ่าบาทต้องทรงลำบากพระทัย” นางหยุดเพียงครู่ ก่อนกล่าวต่อด้วยรอยยิ้มบาง “อีกทั้ง...หากต้องให้ซูไฉเหรินมารับโทษที่หน้าตำหนักจี้เห่อ คนในวังคงกล่าวกันว่าหม่อมฉันใช้อำนาจกุ้ยเฟยรังแกผู้อื่นได้” ทุกถ้อยคำอ่อนโยนแต่กลับเหมือนคมมีดกรีดลงกลางพระทัยของหลี่จิ้งเหยียน เพราะนางไม่เคยเอ่ยแม้แต่คำเดียวว่า...พระองค์ต้องอยู่ข้างนาง นางเพียงผลักทุกอย่างออกจากตัวเองราวกับเรื่องของพระองค์และสตรีคนโปรด...ไม่เกี่ยวข้องกับนางอีกแล้ว ความเงียบแผ่ปกคลุมทั่วทั้งตำหนักหลี่จิ้งเหยียนมองใบหน้างดงามตรงหน้าอยู่นานก่อนตรัสเสียงแผ่ว “เช่นนั้นก็ปล่อยตามที่กุ้ยเฟยขอ” ซูไฉเหรินรีบเงยหน้าขึ้นด้วยความดีใจ “ขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ!” “อย่าเพิ่งดีใจ” พระสุรเสียงเย็นเยียบดังขึ้นอีกครั้ง “เจ้ารอดเพราะเซี่ยกุ้ยเฟย มิใช่เพราะข้า หากมีครั้งหน้า...ต่อให้ผู้ใดมาขอความเมตตา ข้าก็จะลดตำแหน่งเจ้าตามกฎวัง” ซูไฉเหรินหน้าซีด รีบก้มหน้ารับคำ “หม่อมฉัน...รับพระบัญชาเพคะ” หลี่จิ้งเหยียนไม่ได้ทอดพระเนตรนางอีก สายพระเนตรกลับห
อาภรณ์สีแดงเข้มปักหงส์พลิ้วลงจากตั่งอย่างสง่างามแม้ถูกกักบริเวณ แต่นางยังคงเป็น...กุ้ยเฟยผู้มีศักดิ์สูงสุดรองเพียงฮองเฮาที่ว่างอยู่ เยว่หลันเดินมาหยุดตรงหน้าซูไฉเหรินระยะห่างเพียงครึ่งก้าว “เจ้ารู้หรือไม่...เหตุใดตลอดสามวันที่ข้าถูกกักบริเวณจึงไม่มีผู้ใดกล้ามาเหยียบตำหนักจี้เห่อ” ซูไฉเหรินเม้มริมฝีปากแน่น เซ่ยเยว่หลันยิ้มเย็น “เพราะคนฉลาด...ย่อมรู้ว่า ต่อให้เสือบาดเจ็บก็ยังเป็นเสือ มีเพียงสุนัขโง่เขลาเท่านั้น...ที่คิดว่าเสือตายแล้ว”ทันทีที่สิ้นประโยคสีหน้าของซูไฉเหรินพลันบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ “พระองค์!” นางยกมือขึ้นหมายจะตบเซี่ยเยว่หลันอย่างลืมตัว "เหนียงเหนียง!" นางยืนนิ่งราวกับรู้ดีว่ามือของอีกฝ่ายไม่มีวันตกลงมา ทว่า...หมับ! ข้อมือของนางถูกคว้าไว้กลางอากาศอย่างแรง “อ๊ะ!” ซูไฉเหรินร้องออกมาเบาๆ ด้วยความเจ็บปวด พลางหันกลับไปด้วยความโมโห “ผู้ใดกล้า...” คำพูดพลันขาดหาย เบื้องหน้าคือ เกากงกงที่กำลังจับข้อมือนางไว้ สีหน้าของขันทีเฒ่าเคร่งขรึมผิดจากทุกครั้ง เขาค่อยๆ ปล่อยมือ ก่อนถอยหลังหนึ่งก้าว แล้วคุกเข่าลง
“รออะไร!” เสียงสตรีแหลมสูงดังลอดเข้ามา ชิงหลัวกับเม่ยจิงสบตากันทันที เซี่ยเยว่หลันเพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบราวกับรู้ดีทุกอย่างว่าสิ่งใดกำลังเกิดขึ้นหน้าตำหนัก สีหน้าของนางกลับไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย ใบหน้ายังคงเรียบนิ่ง เฉยชาและดูทรงอำนาจ นางไม่มีสิ่งใดต้องหวาดหวันอีกแล้วกับไฉเหรินผู้นี้ ไม่นานนักชิงหลัวและเม่ยจิงก็รีบวิ่งเข้ามา “เหนียงเหนียง...มีผู้มาขอเข้าเฝ้าเพคะ” “ซูไฉเหริน?...” ชิงหลัวก้มหน้าพลางพงักหน้ารับ “นางมาทำอะไรที่นี่” นางกำนัลส่ายหน้า “บ่าวก็ไม่ทราบเพคะ แต่นางยืนกรานว่าจะต้องพบเหนียงเหนียงให้ได้” เซี่ยเยว่หลันวางถ้วยชาลงช้าๆ “เชิญเข้ามา” “เหนียงเหนียง!” ชิงหลัวรีบเอ่ย “พระองค์ยังถูกกักบริเวณ หากมีเรื่องวุ่นวาย...” เซี่ยเยว่หลันยิ้มบาง “ยิ่งข้าถูกกักบริเวณ คนที่มาวันนี้...ก็ยิ่งไม่ได้มาด้วยความหวังดี” ไม่นานม่านประตูก็ถูกเปิดออกสตรีผู้หนึ่งก้าวเข้ามาอย่างเชิดหน้า นางสวมอาภรณ์สีชมพูอ่อนปักบุปผาดูอ่อนหวานยิ่งนัก เครื่องประดับทองบนมวยผมสั่นไหวทุกย่างก้าวแม้ตำแหน
อ๋องเจ็ดยืนมองคนตายอย่างวิเคราะห์...คนตายเคยสัมผัสกับต้นเพลิงนั่นหมายความว่า ก่อนตายนางเคยอยู่ใกล้หอเฉิงหมิงจริง หลี่เซวียนกำลังจะตรวจต่อ แต่ทันใดนั้น...เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นด้านนอก "อ๋องเจ็ด!" เกากงกงรีบเดินเข้ามา เมื่อเห็นหลี่เซวียนอยู่ในห้อง สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย "ดึกดื่นเช่นนี้ เหตุใดพระองค์..." หลี่เซวียนลุกขึ้นเต็มความสูง "ข้ามาดูศพ" เกากงกงยิ้มเจื่อน "ฝ่าบาทกำลังตามหาพระองค์พ่ะย่ะค่ะ" "มีเรื่องใด" "ฝ่าบาททรงรับสั่งให้พระองค์เสด็จไปตำหนักเฉียนชิงทันที" หลี่เซวียนมองศพอีกครั้ง ก่อนหันกลับ "บอกฝ่าบาท..." เขาหยุดเล็กน้อย "ข้าจะไปเดี๋ยวนี้" แต่ขณะที่กำลังเดินผ่านเกากงกง "อ๋องเจ็ดทรงพบสิ่งใดหรือไม่" หลี่เซวียนส่ายหัวพลางเอ่ยเบาๆ "ศพนี้...ห้ามผู้ใดแตะต้อง" เกากงกงชะงัก "พ่ะย่ะค่ะ" หลี่เซวียนเดินจากไป ทว่าทันทีที่ร่างสูงลับมุมระเบียง เงาร่างอีกสายหนึ่งกลับค่อยๆ ก้าวออกมาจากด้านหลังห้องเก็บศพ บุรุษผู้นั้นสวมชุดดำทั้งร่าง ใบห
เซี่ยเยว่หลันหันไปหาชิงหลัวพลางส่งสายตาไปยังหลินเจาหรงที่แอบอยู่ด้านหลังม่าน ชิงหลัวพงักหน้ารับก่อนจะเดินไปทางประตูเล็กด้านหลังของห้องหนังสือ เป็นเส้นทางลับที่เซี่ยเยว่หลัวใช้เป็นทางหนีทีไล่ในยามฉุกเฉินเมื่อต้องการออกจากตำหนักจี้เห่อ “หลินเจาหรง...เจ้ารีบกลับตำหนักเสีย...ข้าจะให้ชิงหลัวลอบพาเจ้าออกจากตำหนัก” น้ำเสียงของนางเย็นเยียบ เสียงกระซิบลอดผ่านริมฝีปาก มือข้างหนึ่งเอื้อมมือแตะเบาๆ ที่แขนหลินเจาหรง “ขอบพระทัยกุ้ยเฟย...หม่อมฉันจะรีบกลับตำหนักเจ้าค่ะ” นางก้มลงคารวะเซี่ยกุ้ยเฟย ชิงหลัวเดินเข้ามาใกล้เซี่ยเยว่หลันพลางกระซิบเบาๆ พอให้ได้ยินกันเพียงสองคน “เจ้าต้องรักษาตัวให้ดี...” "หากหม่อมฉันเป็นอะไร..." เซี่ยเยว่หลันส่ายหัวเบาๆ “เจ้าจะไม่เป็นไร...เชื่อข้า” “ทางพร้อมแล้วเจ้าค่ะเหนียงเหนียง” “พานางไป และส่งสิ่งนี้ให้คนของเราที่นอกเมือง” ชิงหลัวพยักหน้ารับพลางรับเอาผ้าไหมชิ้นบางซึ่งม้วนเป็นก้อนกลมเล็กแล้วเคลือบด้วยไขขี้ผึ้ง นางกำแผ่นผ้าไหมนั้นแน่นก่อนจะเดินนำไปที่ประตูช่องทางลับนั้น
คำพูดของหลินเจาหรงทำให้ทั้งห้องเงียบงัน เซี่ยเยว่หลันค่อยๆ วางเศษไม้ไหม้เกรียมลงบนโต๊ะ แววตาเย็นลงทันที นางผ่านความตายมามากมายตั้งแต่เริ่มเรียนรู้ศาสตรายุทธ์กับแม่ทัพเซี่ยผู้เป็นบิดา ความตายแทบจะเป็นเรื่องปกติสำหรับนาง แต่สำหรับชีวิตของนางกำนัลในวังหลวงนั้นการตายกลับทำให้นางรู้สึกหดหู่ “ตาย?” หลินเจาหรงพยักหน้าทั้งน้ำตา “เมื่อครู่...ระหว่างกลับตำหนัก นางตกสระน้ำ” ชิงหลัวขมวดคิ้วทันที “ตกสระน้ำรึ?” “เพคะ” หลินเจาหรงสูดลมหายใจลึก พยายามสะกดอารมณ์ที่สั่นไหว แม้น้ำหูน้ำตาจะไหลเอ่อ “แต่หม่อมฉันไม่เชื่อว่านางจะตกเอง” เซี่ยเยว่หลันจ้องหน้านางนิ่ง “เหตุใดกัน” “เย่หว่านว่ายน้ำเป็นเพคะ” คำตอบนั้นทำให้ชิงหลัวเบิกตากว้าง ส่วนหลินเจาหรงยิ่งกำชายกระโปรงแน่นขึ้น “บ้านของนางอยู่ริมน้ำ ตั้งแต่เด็กนางช่วยบิดาหาปลา นางว่ายน้ำเก่งกว่าบุรุษหลายคน” น้ำเสียงของนางเริ่มสั่นอีกครั้ง น้ำตาเริ่มไหลออกมา “ต่อให้ตกลงไปจริง...นางก็ไม่มีวันจมน้ำตาย” ภายในห้องเงียบลงอีกครั้ง เซี่ยเยว่หลันค่อยๆ หลับตา เร็ว..







