로그인ชาติก่อนเป็นเธอเองที่โง่งม เลือกผู้ชายชั่วช้ามาเป็นพ่อของลูก จนทำให้ตนเองและลูกน้อยพบกับจุดจบอันน่าอนาจ ส่วนชาตินี้สวรรค์ให้โอกาส ‘ซุนจือหลิน’ จะเลือกพ่อของลูกอีกครั้งให้ดีกว่าชาติก่อน
더 보기ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บในช่วงกลางเดือนสุดท้ายของปี ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยการประดับประดาตกแต่งอย่างสวยงามเพื่อต้อนรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ หิมะที่โปรยปรายมาตั้งแต่เดือนที่แล้วนั้นปกคลุมไปทั่วบริเวณจนเป็นสีขาวโพลน
ทุกชีวิตก่อนจะออกนอกบ้านล้วนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ค่อนข้างหนาเพื่อไม่ให้รู้สึกหนาวเย็นจนเกินไป เว้นเพียงแต่หญิงสาวจากชนบทที่สวมเพียงเสื้อผ้าเนื้อบางค่อนไปทางหยาบ สวมทับด้วยเสื้อกันหนาวสภาพกลางเก่ากลางใหม่ที่ปกป้องร่างกายจากสภาวะอากาศย่ำแย่ได้ไม่ดีนัก ใบหน้าทรุดโทรมนั้นซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด ริมฝีปากได้รูปที่เคยอิ่มน้ำแห้งแตกจนมีเลือดซึมให้เห็น
ซุนจือหลิน พยายามพาร่างกายที่แทบจะไร้เรี่ยวแรงเดินไปยังบ้านพักของคนงานโรงงานผลไม้กระป๋องที่อยู่ในย่านเศรษฐกิจของปักกิ่ง ผู้คนรอบกายล้วนมองเธออย่างเวทนา แต่ก็ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือแต่อย่างใด รองเท้าผ้าที่ใช้มานานจนพื้นรองเท้าบางเฉียบ เมื่อย่ำลงบนพื้นที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งก็รู้สึกได้ถึงความหนาวเย็นจนจับขั้วหัวใจ
ร่างบางสภาพไม่ต่างจากคนเร่ร่อนเดินตรงไปยังกลุ่มหญิงสาวที่แต่งงานแล้ว พวกหล่อนกำลังนั่งจับกลุ่มพูดคุยเรื่องชาวบ้านกันอย่างออกรถ และเมื่อเห็นหญิงสาวที่แต่งตัวราวกับคนชนบทก็มีสีหน้าแปลกใจปนสงสัยออกมา
เวลาเช่นนี้หากไม่ใช่คนเมืองก็ควรต้องอยู่บ้านเพื่อเตรียมตัวสำหรับเทศกาลที่จะมาถึงไม่ใช่หรือ แต่สหายคนนี้กลับเดินอยู่ที่นี่ในสภาพค่อนข้างน่าเวทนาคาดว่าคงมีเรื่องสำคัญอย่างแน่นอน
ซุนจือหลินเดินตรงเข้าไปกลุ่มผู้หญิงห้าหกคนอย่างยากลำบาก เธอรู้สึกราวกับเข็มนับร้อยทิ่มแทงไปตามอนูรูขุมขน มันทั้งเจ็บทั้งทรมานเหลือเกิน แต่เพื่อลูกน้อยวัยสี่เดือนในท้อง เธอจำต้องมาตามหาพ่อของลูกอย่างเลี่ยงไม่ได้
“สวัสดีค่ะสหาย ฉันมาตามหาสามี เขาชื่อหวังซานเย่ คุณพอจะรู้จักเขาหรือเปล่าคะ?”น้ำเสียงแหบแห้งสั่นเครือเล็กน้อยเพราะความหนาวเหน็บทำให้ฟันกระทบกันขณะพูดอย่างยากจะควบคุม แต่ถึงอย่างนั้นท่าทีของเธอก็แสดงออกถึงความนอบน้อม ทำให้คนที่สนทนาด้วยอดมองเธอด้วยแววตาเจือความสงสารไม่ได้
มือเรียวกำกระดาษแผ่นเล็กไว้แน่นราวกับสิ่งล้ำค่า เธอออกจากหมู่บ้านมาตามหาสามีที่เป็นคนปักกิ่งวันนี้เข้าวันที่สี่แล้ว แม้จะพอเดาได้บ้างว่าต้องเจอกับอะไร แต่เธอก็ยังดื้อรั้นจะมาให้ได้ บนรถไฟระหว่างทางเธอทั้งเกือบถูกพวกค้ามนุษย์จับตัวไป ยังดีที่ได้นายทหารที่อยู่แถวนั้นผ่านมาเห็นพอดีจึงได้ช่วยไว้
พอลงจากรถไฟด้วยเพราะมาที่นี่เป็นครั้งแรก การเดินทางในที่ที่ไม่คุ้นชินทำให้เธอหลงทางอยู่หลายครั้ง อาศัยถามทางมาเรื่อย ๆ ตลอดทาง จนกระทั่งมาตามที่อยู่นี้จนถูก
“ตึกนี้ไม่มีคนแซ่หวังหรอกแม่หนู”หญิงสาววัยสามสิบกว่าที่ดูแล้วน่าจะมีอายุและเป็นผู้นำของกลุ่มนี้พูดขึ้น แววตาที่มองหญิงรุ่นลูกนั้นเจือความสงสารและเป็นกังวลอย่างมาก
อากาศหนาวเย็นเช่นนี้ ท้องก็เริ่มโต สามีของเธอช่างใจร้ายเหลือเกินที่ปล่อยให้ภรรยาตั้งท้องออกมาเผชิญสถานการณ์ยากลำบากเช่นนี้เพียงลำพัง
หัวอกคนเป็นแม่จึงอดรู้สึกเป็นห่วงหญิงสาวแปลกหน้าคนนี้ไม่ได้ หล่อนหยิบกระติกน้ำร้อนมาเทใส่แก้ว จากนั้นส่งให้หญิงสาวคนนี้อย่างเป็นธรรมชาติ
ซุนจือหลินที่แต่เดิมเริ่มมีความหวังว่าจะได้เจอสามี ทว่าพอได้ยินสิ่งที่หญิงตรงหน้ากล่าวก็รู้สึกไม่มั่นคงในจิตใจขึ้นมา
เธออุตส่าห์ฝ่าฟันสิ่งต่าง ๆ หอบท้องที่มีลูกของเขาดั้นด้นมาจนถึงที่นี่ จะเป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะเขียนที่อยู่ปลอมให้กับเธอ
“แต่ที่อยู่ที่เขาเขียนให้ฉันมันเป็น…ที่นี่”ซุนจือหลินยื่นกระดาษในมือให้หนึ่งในกลุ่มหญิงสาวดู ก่อนที่มือของเธอจะรับรู้ได้ถึงความอุ่นจากแก้วที่ถูกหญิงคนนี้หยิบยื่นมาให้
หญิงคนแรกเมื่อส่งแก้วใส่มือหญิงรุ่นลูกแล้ว ก็ยื่นกระดาษให้หญิงที่อ่อนกว่าดู ก่อนหญิงคนนั้นจะพูดขึ้นว่า “ถ้าเป็นที่อยู่นี้คือบ้านฉันเองล่ะ ฉันอยู่ที่นี่มาเกือบยี่สิบปี ไม่รู้จักคนแซ่หวังที่สหายพูดถึงแน่นอน”
“มาแล้วหรือ เข้ามาก่อนสิ”เสียงผู้หญิงค่อนข้างมีอายุดังขึ้นมาจากด้านข้างของกระท่อม ก่อนปรากฎร่างของหญิงวัยชราอายุราวหกสิบปีท่าทางแข็งแรงเดินออกมาใบหน้าดูใจดีและรอยยิ้มอบอุ่นของเจ้าของกระท่อมทำให้ซุนจือหลินรู้สึกอุ่นใจ แต่ก็แปลกใจในคำถามที่ได้ยินไม่น้อย “ฉันเหรอคะ?”คุณยายท่านนี้ถามเธอราวกับรู้อยู่ก่อนแล้วว่าเธอจะมา“ก็เธอนั่นแหละ เข้ามาก่อนสิ”ซุนจือหลินพยักหน้ารับก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตนเองเป็นวิญญาณที่ไม่มีคนมองเห็นมาตลอด จนตอนนี้คุณยายท่านนี้มองเห็นเธอ ช่างบังเอิญเกินไปแล้ว“คุณยายมองเห็นฉันด้วยเหรอคะ?”หญิงชราไม่ตอบเพียงแต่วาดยิ้มกว้างบนใบหน้าแทน เพียงเท่านั้นซุนจือหลินก็เข้าใจได้ทันที เธอรู้สึกดีใจมากที่ในที่สุดก็มีคนเห็นตนเองสักทีร่างบางนั่งบริเวณแคร่ไม้ที่อยู่เยื้องไปทางหลังกระท่อม หญิงชราเงยหน้าขึ้นมองเธอเพียงเล็กน้อย ก่อนจะหันไปสนใจกับสมุนไพรตรงหน้าต่อซุนจือหลินมองดูคุณยายท่านนี้คัดแยกพืชตากแห้งตรงหน้าอย่างใจเย็น ด้วยกลิ่นหอมเย็นของมันทำให้ซุนจือหลินพอรู้อยู่บ้างว่านี่คือส
ราวกับสวรรค์ต้องการให้หญิงสาวชดใช้กรรมอยู่ในโลกนี้อีกนานแสนนาน ผ่านไปนานนับปีซุนจือหลินในรูปแบบร่างโปร่งแสงยังคงล่องลอยอยู่รอบกายของสมาชิกในครอบครัวทุกคนอยู่เช่นนั้น รวมถึงโจวเหวินหลงด้วยเช่นกันในทุกวันซุนจือหลินจะเห็นเขาไปเคารพหลุมศพเธอพร้อมกับหลั่งน้ำตาออกมาเงียบ ๆ อย่างเจ็บปวด ริมฝีปากหยักที่พร่ำบอกรักเธอทุกวันพร้อมกับดอกไม้ในมือ ยิ่งทำให้วิญญาณสาวรู้สึกเสียใจและเสียดายเป็นอย่างมากแม้เธอจะเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณที่นอนนิ่งอยู่ใต้พื้นดิน แต่ผู้ชายคนนี้ไม่เคยปล่อยให้ที่อยู่ของเธอทรุดโทรมลงแม้แต่วันเดียว เขาลงมือปัดกวาดเช็ดฝุ่นถอนหญ้ารอบ ๆ ให้ทุกวัน ก่อนจากไปไม่ลืมวางดอกไม้ที่เธอชอบเอาไว้ข้างกระถางธูปทั้งที่เขาทั้งรักและหวังดีกับเธอเช่นนี้ กลับไปเลือกเอาขยะที่มาจากเมืองหลวง นี่ดวงตาเธอมืดบอดหรืออย่างไร…ผ่านไปอีกสามปีซุนจือหลินถูกดึงให้ไปยืนอยู่ตรงหน้าบ้านหลังหนึ่งในเมืองหลวง บ้านไม้ที่ค่อนข้างเก่าแต่ยังนับว่าดูดีอยู่ ตัวบ้านไม่ใหญ่มาก พื้นที่รอบบ้านมีไม่มาก ทำให้คนที่อยู่ในที่นี่จำต้องเบียดเสียดกันพอสมควร บริเวณหน้าบ้านหลังนี้ตกแต่งด้วยสีแดงมงคล
ทั้งที่คิดมาตลอดว่าที่โจวเหวินหลงเข้ามาข้องเกี่ยวกับครอบครัวเธอเพราะในฐานะสหายของพี่ใหญ่เท่านั้น แต่แล้วประโยคสนทนาระหว่างเขาทั้งสองก็ทำให้เธอรู้สึกแปลกใจขึ้นมา“นายควรตัดใจนะ อย่างไรจือจือก็จากไปแล้ว”ซุนไป่หานกล่าวขึ้นขณะอยู่กับสหายตามลำพังสองคน เรื่องนี้แม้จะไม่ได้เป็นความลับแต่ก็มีเพียงไม่กี่คนที่รู้ เพราะเจ้าตัวไม่อยากป่าวประกาศ เขาเป็นเพียงแค่สหายจะกล้าปากมากได้อย่างไร ตลอดเวลาที่ผ่านมาจึงคอยให้กำลังใจทั้งคู่อยู่ห่าง ๆ ก็เท่านั้นในความคิดของเขาโจวเหวินหลงเป็นผู้ชายที่ดีคนหนึ่ง ทั้งซื่อตรงและขยันขันแข็ง ในแต่ละวันนอกจากงานในแปลงนารวมแล้ว เขายังมีอาชีพเป็นนายพรานล่าสัตว์ไปขาย ขยันทำงานหาเงินตัวเป็นเกลียว ใครได้โจวเหวินหลงเป็นสามีก็นับว่าโชคดีไปสิบชาติเขาเองไม่ใช่ไม่อยากได้เป็นน้องเขย แต่ติดตรงที่เจ้าตัวปากหนักเหลือเกิน ไม่ยอมพูดความรู้สึกต่อหน้าน้องสาวเขาสักที จนในที่สุดก็พ่ายแพ้ให้กับหนุ่มเมืองหลวงอย่างหวังซานเย่ เพราะรายนั้นทั้งหล่อเหลา ผิวพรรณดี มีการศึกษา ทั้งยังปากหวาน รู้จักพูดจา ช่างเอาอกเอาใจไม่แปลกที่น้องสาวของเขาจะชอบแต่คนในครอ
ซุนจือหลินส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด มือสองข้างกำพนักเก้าอี้แน่น ยิ่งขยับกายมากเท่าไหร่ก็ราวกับว่าน้ำคร่ำที่อยู่ในท้องนั้นหลั่งออกมามากขึ้น อู๋สุ่ยหลิงรับรู้ได้ถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นหากน้ำคร่ำไหลออกมามากเกินไปทันใดนั้นสะใภ้ใหญ่จึงวิ่งไปตามสามีและพ่อสามีที่ข้างห้องให้มาช่วยกัน ไม่นานต่อจากนั้นร่างกายที่กำลังเจ็บปวดเพราะเด็กในท้องกำลังจะคลอดก็ถูกพามายังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดได้ทันเวลาหญิงสาวถูกเข็นเข้าไปภายในห้องคลอดโดยที่ญาติทั้งหมดต้องรออยู่ด้านนอก ความเจ็บปวดที่เพิ่มขึ้นเป็นระยะ ๆ นั้นทำให้ซุนจือหลินแทบไม่ได้สนใจรอบกายเลย เธอยังคงส่งเสียงร้องออกมาอย่างทรมานเมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วและปากมดลูกของเธอเปิดกว้างมากพอ สูตินารีแพทย์และพยาบาลอีกจำนวนหนึ่งก็เริ่มทำคลอดให้เธอในทันทีซุนจือหลินออกแรงเบ่งตามจังหวะที่พยาบาลสาวนับ ตลอดเวลาเธอจะต้องหายใจเข้าออกช้า ๆ ยาว ๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเบ่งในครั้งต่อไปจนแล้วจนรอดเวลาผ่านไปราวชั่วโมงเศษเสียงเบ่งคลอดยังคงดังอยู่ไม่ขาด ซุนจือหลินไม่สามารถคลอดออกมาได้เอง หมอที่ทำคลอดวินิจฉัยว่าเธอน่าจะมีภาวะคลอดยา

















