Mag-log inท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริเวณผู้โดยสารขาออก
ร่างเพรียวในชุดสีดำทันสมัย ของสตรีสาวนางหนึ่ง ก้าวเดินอย่างมั่นใจด้วยทีท่าและบุคคลิกที่น่าจับตามอง เธอมองกวาดสายตาไปทั่วบริเวณ เพื่อมองหาบุคคลที่มารับ สายตาสะดุดกับชายร่างสูงในชุดสูททำงานสีครีม เขาโบกมือให้เธอ พร้อมกับรอยยิ้ม
“รอนานไหมคะ นิกซ์”
“ไม่นานหรอกครับ”
“ไปรับเจ้านีโมมาให้ริน่าด้วยหรือเปล่าคะ”
เธอถามถึงสุนัขตัวโปรดที่ถูกส่งมาทางเครื่องบิน ก่อนที่เจ้านายจะตามมาภายหลัง ปริณาห์ไปอยู่ฝรั่งเศสมาเกือบสามปี เพราะตามคู่หมั้นหนุ่มไปอยู่ที่นั่น แต่เมื่อเธอถอนหมั้นจากเขา ปริณาห์ก็ทิ้งทุกอย่างไว้ แล้วกลับมาเมืองไทยเงียบๆ
“เรียบร้อยสิครับ ดีใจจริงๆ ที่ริน่าติดต่อมา ผมรู้สึกภูมิใจที่ริน่ายังคงเห็นผมเป็นเพื่อน”
“ริน่าสิคะต้องดีใจ ที่นิกซ์ยังยอมพูดคุย แล้วก็ดีกับริน่าเหลือเกิน”
มือของเธอทาบที่แขนของเขา หิรัญยิ้มน้อยๆ แล้วทาบมือของตนลงไปบนมือนุ่ม
“เราไม่มีอะไรต้องโกรธกันนี่ครับ”
“นั่นสิคะ”
เธอหัวเราะเบาๆ แล้วเอียงหน้าลงกับแขนเขา หิรัญพาเธอไปยังบริเวณลานจอดรถ พาเธอขึ้นรถคันหรูไปส่งยังคอนโดมิเนียมที่ตนเป็นคนจัดหาไว้ให้กับปริณาห์ ก่อนที่หญิงสาวจะกลับมาเมืองไทย
หมาน้อยพันธุ์ชิสุ วิ่งกระดิกหางฟูๆ ของมันเข้าหาเจ้านายสาวทันทีเมื่อเห็นหน้า ปริณาห์ร้องกรี๊ดกร๊าดดีใจเมื่อได้เจอสุนัขตัวโปรด หิรัญอาสาเอากระเป๋าไปเก็บให้เธอ และชวนเธอดูความเรียบร้อยของคอนโดที่เขาตระเตรียมไว้ให้ ทุกสิ่งตกแต่งไว้อย่างรู้รสนิยมเธอ ปริณาห์ยิ้มอย่างพอใจกับสิ่งที่เห็น
“ขอบคุณอีกครั้งนะคะนิกซ์ ทุกอย่างเพอร์เฟกต์มากค่ะ”
“น่ารักจริงๆ มายฮันนี่”
ร่างเพรียวของหญิงสาวสวยโถมมากอด แล้วจุ๊บแก้มเขาเบาๆ หิรัญยืนนิ่ง แล้วหัวเราะ เขาลูบข้างแก้มข้างที่ถูกเธอจูบเอาเบาๆ ปริณาห์สั่นหน้าน้อยๆ แล้วเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ
“ไม่ต้องถูหรอกค่ะนิกซ์ ไม่มีรอยลิปหรอกค่ะ ลิปสติกยี่ห้อนี้จูบไม่หลุด รับรองว่าไม่ติดสีไปให้สาวๆ ของนิกซ์ต้องโมโหหึงแน่นอน”
“หึๆ ไปก่อนนะครับ”
เขาบอกลาเธออีกหน ปริณาห์มาส่งเขาที่ประตูพร้อมกับเจ้าหมาน้อยในอ้อมแขน หิรัญมองหน้างดงามนั้นอีกหน เธอสวยดูอ่อนวัยกว่าอายุจริง ทั้งที่อายุมากกว่าเขาสามปี
สวย ฉลาด ชาติตระกูลดี
แน่นอนว่าเขาเองก็ไม่ได้ติดต่อเธอ เพราะยุ่งๆ เกี่ยวกับเรื่องบริษัท จนเพิ่งมาได้ข่าวคราว และพูดคุยติดต่อกับเธออีกหน เมื่อปีที่แล้ว ปริณาห์เป็นสาวสังคม ข่าวคราวของเธอจะต้องมีมาให้เห็นในหน้าหนังสือบันเทิงบ้าง ล่าสุดคือเธอหมั้นกับชายหนุ่มลูกครึ่ง เจ้าของนักธุรกิจเครื่องสำอาง และบินไปทำธุรกิจร่วมกันที่ฝรั่งเศส แต่นาวารักไม่ถึงฝั่ง ปริณาห์เลิกรากับฝ่ายชาย และบินกลับมาเมืองไทย
แปลกใจอยู่บ้างที่เธอเลือกติดต่อเขา ทั้งที่เขาเป็นน้องชายของทีปต์ อดีตคนรักของเธอ หิรัญหรี่ตาลง เขาก้าวขึ้นมานั่งบนรถยนต์ แล้วสตาร์ทเครื่อง นัยน์ตาเปล่งประกายวาวระยับ พลางยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย
บางอย่าง...รู้แล้วแกล้งทำเป็นโง่ บางทีก็ยังดีเสียกว่าทำเป็นฉลาดรู้มากไปทุกสิ่งสินะ
“เรียบร้อยแล้วครับคุณฤทธิ์ แขกรายนี้เรื่องมากจริงๆ เฮ้อ...ผมจะตายเอา”
เสียงบ่นนั้นเรียกให้รัตนฤทธิ์ตื่นขึ้นจากภวังค์ เขาเม้มริมฝีปากละสายตาจากทิศทางที่กำลังจ้องมองก่อนจะหันมายิ้มให้กับคนเรียก
“ใจเย็นๆ น่า เขารักเขาชอบพี่ภูมิหรอก ถึงได้เรียกใช้แบบนี้ นี่ได้ทิปมาหรือเปล่าครับ”
“นี่ไงครับ”
เกียรติภูมิชูธนบัตรใบละยี่สิบบาทให้ดู เล่นเอารัตนฤทธิ์อยากจะหัวเราะออกมาดังๆ แต่ก็เกรงใจเพื่อนรุ่นพี่นัก เขามาส่งลูกค้าของบริษัทกับเกียรติภูมิที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แต่ก่อนจะมาที่นี่ ลูกค้าก็เรียกร้องจะเอานั่นนี่ ทำให้รุ่นพี่แผนกต้อนรับของเขาหาให้จนหัวหมุน
“เฮ้อ...” เขายัดธนบัตรกลับใส่กระเป๋า แล้วพูดคล้ายประชด
“หนนี้ดีนะครับให้ตั้งยี่สิบ นึกว่าเจ๊กงกแล้ว เจอแขกมาเลย์มหางกเข้าไป ผมนี่นั่งหงอยเลย กะว่าจะเอาแบงก์นี้ไปใส่กรอบไว้เป็นเกียรติแก่ประวัติการทำงานสักหน่อย เพราะว่าหนแรกที่แกทิปผมด้วยเงินมากขนาดนี้”
“เดี๋ยวผมจะรายงานความดีความชอบให้นะครับพี่ภูมิ” รัตนฤทธิ์นวดแขนของเพื่อนรุ่นพี่อย่างหยอกๆ
“วันนี้ผมต้องเข้าไปหาเจ้านาย รายงานเรื่องการประชุมกับลูกค้า จะขอค่าเหนื่อยมาให้พี่ภูมิสักพันสองพัน”
“โอย...ไม่เป็นไรครับ หน้าที่น่ะครับ ผมก็บ่นๆ ไปอย่างนั้นแหละ คุณฤทธิ์อย่าไปรายงานคุณทีปต์ท่านเลยนะครับ ผมกลัวจะโดนไล่ออกแทนจะได้ความดีความชอบ”
ว่าแล้วก็ทำคอย่น รัตนฤทธิ์หัวเราะก๊าก นี่เพื่อนเขากลายเป็นยักษ์เป็นมารไปแล้วหรืออย่างไรนะ ตั้งแต่หลังประสบอุบัติเหตุนั่นแล้วทำตัวลึกลับ พวกพนักงานก็กลัวกันหัวหด
หิรัญ...
มันไม่แปลกถ้าจะเจอหมอนั่นที่นี่ แต่แปลกและทำให้เขาจนต้องหันไปมองซ้ำสองและต้องเอามานั่งคิดอยู่นี่ ก็เพราะน้องชายของเพื่อนสนิท ควงมากับสตรีสาวสวยอดีตเคยทำร้ายหัวใจทีปต์เสียจนยับเยิน
รัตนฤทธิ์หรี่ตาลง บางทีเขาอาจจะลองคุยเกริ่นๆ เรื่องนี้ดูกับเพื่อนรัก อะไรบางอย่างดูมีเงื่อนงำจนน่าสงสัย เขาไม่เคยไว้วางใจในตัวของน้องชายบุญธรรมของทีปต์เลยสักนิด นัยน์ตาคมกริบนั่น ดูเหมือนจะมีเล่ห์ร้ายอะไรบางอย่างแฝงอยู่
ประวัติของชายผู้นี้ น่าสนใจนัก เขาเป็นเสือร้ายในวงการธุรกิจ ก่อนจะพ่ายกลับไปหลบเลียแผลใจหลายปี กลับมาผงาดอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ หลังจากอุบัติเหตุที่เกือบจะคร่าชีวิตเขา สิ่งที่เปลี่ยนไปของทีปต์ คือเขาเก็บตัว งดออกงานสังคมหลังประสบอุบัติเหตุและหายไปกอบกู้ชื่อเสียงบริษัท ทุกวันนี้มีน้องชายของเขาอย่างหิรัญ ทำหน้าที่แทนพี่ชายในการเป็นหัวโขน ออกงานสังคมต่างๆ และติดต่อธุรกิจ ทีปต์ยังคงมีชื่อเป็นเจ้าของบริษัท เขาแทบจะไม่ย่างกรายเข้าออฟฟิศ และซื้อคฤหาสน์แยกต่างหากจากครอบครัว หลังจากประสบอุบัติเหตุ ทำตัวลึกลับ แม้จะมีข่าวลือต่างๆ นานามากมาย แต่ทีปต์ก็ไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าสังคมเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“อีตานี่...ทำตัวลึกลับยังกับเป็นแวมไพร์เลยแหะ แล้วทำไมต้องจำเพาะเจาะจงยัยเบบี้ไปทำงานนั่นด้วยก็ไม่รู้”
ช่อชนิดาบ่นพึม เธอมองผู้หญิงในภาพพลางเม้มปาก คนนี้ก็หน้าตาคุ้นมาก เหมือนกับเป็นไฮโซสาวชื่อดังคนหนึ่ง แล้วเธอก็ต้องร้องอ๋อเมื่อมองดูชัดๆ
“แล้วยัยนี่ใครกันนะ อ๋อ...ปริณาห์ หงษ์สธร สาวไฮโซนี่นา เคยหมั้นกันด้วยหรือนี่”
เธอกวาดสายตาอ่านข่าวเกี่ยวกับทีปต์และปริณาห์ที่มีในกรอบข่าวเล็กๆ ของข่าวสังคมในหน้าอินเตอร์เนต มือเรียวจดทุกอย่างลงในสมุดโน้ตตามความเคยชิน หน้านิ่วคิ้วขมวดกับข้อมูลของทีปต์ ราวกับเป็นรายงานสุดสำคัญที่ต้องเอาไปนำเสนอเจ้านาย
“อะแฮ่ม!”
“ไปก่อนเลยไป๊ ฉันกำลังทำงานอยู่ไม่เห็นเรอะ”
“เห็นแต่หารูปผู้ชายย่ะ งานที่ฉันให้หล่อนทำน่ะ ไม่เห็นเลยสักนิ้ด”
เสียงคุ้นเคยนั่นเล่นเอา ช่อชนิดาหน้าซีด หันขวับไปยิ้มแหยให้เจ้าของเสียง ที่ยืนพิงโพเทชั่นแล้วกอดอก พลางขึงตาดุใส่เธอ
“พะ...พี่เกรซ”
“ย่ะ...”
“คือว่ามันเป็นข้อมูล...”
ช่อชนิดากำลังจะอ้าปากอธิบาย สมองกำลังคิดว่าจะโกหกอย่างไรดี กรกฤษณ์ ยกมือขึ้นมาชูห้านิ้วให้เธอ แล้วเอ่ยเสียงขรึม
“ห้านาที งานฉันต้องได้ แค่นี้นะ ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ มาส่งงานบรีฟฉันด่วน ยัยอีฟ”
“ค่ะ”
แต่เอาน่า ยอมล่ะงานนี้ได้ข้อมูลของนายทีปต์อะไรนั่นมาเพียบ เธอจะไม่ปล่อยให้เพื่อนรักต้องเผชิญหน้ากับอีตาแวมไพร์ลึกลับนี้ตามลำพังแน่ๆ ช่วยเท่าที่ช่วยได้ก็แล้วกันนะ ยัยอีฟเอ๊ย...
หลังจากผ่านพ้นเรื่องราวร้ายๆ เสร็จสิ้นงานศพของหิรัญ ทีปต์ก็ทำบุญบ้านครั้งใหญ่ เหมือนจะขับไล่เสนียดจัญไรให้ไปให้ไกลเสียจากตระกูลทีฆทัศน์ เขาได้บทเรียนมากมาย จากเรื่องของหิรัญ เขาไล่ประภาออกเพราะหล่อนเหมือนงูพิษที่เลี้ยงไม่เชื่อง ประจักษ์ผู้เป็นลุงและรั้งตำแหน่งสำคัญของคฤหาสน์มันทนา เป็นคนบอกกล่าวกับเจ้านายด้วยตนเอง ว่าหลานสาวมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมหลายอย่าง ทีปต์ทำตามคำแนะนำนั้น แม้ว่าจะสงสารประภาที่ร้องไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ ก่อนจะก่นด่ามากมายเมื่อเห็นว่าเขาไล่เธอออกจริงๆ คุณอารยาอาการดีขึ้น แม้จะต้องไปทำกายภาพบำบัดบ้าง แต่เธอก็มีความสุข ยิ้มแย้มแจ่มใส ยาใจที่ทำให้เธอหายในเร็ววัน นั่นก็คือทายาททีฆทัศน์ตัวน้อยๆ ที่ตอนนี้กำลังน่ารักน่าชัง ด้วยวัยหกเดือน เจ้าหนูทีฆาเป็นขวัญใจของคนทั้งบ้าน คุณอารยาอยากจะเดินได้พร้อมๆ กับหลานชาย เลยขยันไปทำกายภาพ และดูแลรักษาตัวเองตามที่หมอสั่งอย่างเคร่งครัดเรื่องของหิรัญเหมือนฝันร้ายของพวกเขา แต่คนตายไปแล้ว และทีปต์เองก็คิดว่าตนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หิรัญเกิดบาดแผลขึ้นในจิตใจ เขายังรักน้องชายนอกไส้ แม้ว่าหิรัญจะทำร้ายเขาอย่างแสนสาหัสก็ตามที ทีปต์อโหสิกรรม จัด
ยอดชีวามองเพื่อนด้วยสายตาชนิดหนึ่ง ที่ทำให้ช่อชนิดายิ้มแหยพลางเอื้อมมือจะไปบีบมือเธอ แต่เธอชักหนีเสียก่อน แล้วหันมองข้างหน้าต่างรถที่กำลังแล่นด้วยความเร็วสูง ท่าทีเย็นชาของเพื่อนสนิททำให้ช่อชนิดาอดรนทนไม่ไหว ต้องคว้าเจ้าหล่อนมากอด หากถูกปัดป้อง แล้วทำหน้าบึ้งใส่“โธ่...เบบี้จ๋า หายโกรธนะ เราจะพาเบบี้ไปดูแลที่กรุงเทพฯ อยู่คนเดียวได้ยังไงกันนั่น”“จะพาเราไปที่ไหน”เสียงหวานเอ่ยขึ้น พร้อมกับสายตาดุๆ ที่ตวัดมองไปยังด้านหลังของคนที่นั่งข้างคนขับ รัตนฤทธิ์หันมายิ้มให้กับเธอ เพราะเห็นหน้าเขานี่แหละ ยอดชีวาถึงได้รู้ว่ามันชักจะไม่ชอบมาพากล และรู้ว่าถูกเล่นตลกก็ตอนที่รถแล่นไกลออกมาเรื่อยๆ ไม่ได้พาเธอไปที่วัดซึ่งเพื่อนรักบอกไว้แต่แรกว่าจะพาเธอไปทำบุญ“ไปที่บ้าน...”“บ้านใคร” ยอดชีวาเอ่ยขัดก่อนที่เพื่อนรักจะพูดจบ หน้าหวานงอง้ำ แล้วเธอก็ไม่ยอมพูดจาอีกเลย ช่อชนิดาเอื้อมมือไปสะกิดรัตนฤทธิ์ ที่หันมายิ้มแหยส่งให้เธอ หญิงสาวไม่กล้าคุยอะไรอีก เพราะรู้ว่าเพื่อนรักกำลังโกรธจัดมาก เป็นแบบนี้แล้วถึงที่หมาย ยอดชีวาจะอาละวาดหรือเปล่าหนอคุณรับผิดชอบด้วย ยัยเบบี้โกรธฉันมาก...เดี๋ยวผมจะให้กำลังใจ จุ๊บ..
หิรัญรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่เปลี่ยนเป็นเอ่ยชื่นชม เมื่อเห็นพี่ชายของเขา ในสภาพที่มีใบหน้าหล่อเหลาดั่งเดิม เดินตรงเข้ามาหาเขาในห้องทำงาน ทีปต์ยิ้มตอบเล็กน้อย แต่นัยน์ของเขามันไม่ยิ้มด้วยเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะทรุดลงนั่งตรงกันข้ามกันกับน้องชาย สายตาคมกล้าจ้องเขม็ง มองอาการของหิรัญ ที่ยังคงเอ่ยพร่ำชมเชยถึงความสมบูรณ์แบบของการผ่าตัดศัลยกรรม“ไม่น่าเชื่อเลยครับพี่ทีปต์ หมอที่นั่นเก่งจริงๆ พี่ทีปต์ไม่ได้หน้าตาน่าเกลียดแบบเดิมแล้ว มันยอดมาก ไม่มีแม้แต่รอยสักรอย หมอเก่งมากๆ”“พี่ลบรอยแผลเป็นนั่นไปแล้ว แผลเป็นที่ทำให้ชีวิตของพี่พลิกผันไปมากมาย แผลเป็นที่ทำร้ายพี่ได้อย่างหนักเหลือเกิน นิกซ์” คำพูดนั้นทำให้หิรัญเลิกคิ้วนิดหน่อย แต่ก็ยังยิ้มส่งให้กับทีปต์“ดีแล้วครับ พี่จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ผมคิดว่ามันจะสดใสแน่นอน”“พี่ยังเริ่มต้นใหม่ไม่ได้ นิกซ์ จนกว่าพี่จะจัดการกับแผลเป็นอีกแผลหนึ่งก่อน แผลนี้มันใหญ่มากเสียด้วย และที่สำคัญ พี่ต้องขอความร่วมมือจากนายในการกำจัด”“เอ...ผมตามไม่ทัน พี่ทีปต์หมายความว่าอะไรหรือครับ”“นายยังไงล่ะ นิกซ์ แผลเป็นของทีฆทัศน์ สิ่งที่นายทำ มันเป็นเหมือนแผลร้าย ที่ก
นัยน์ตาสีนิลคมกริบนั่น รูปหน้าเรียวได้ส่วน ริมฝีปากนั่น...มันช่างเหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว แม้กระทั่งกลิ่นน้ำหอม ถ้าเธอจมูกไม่เพี้ยน เขาก็ยังใช้กลิ่นเดียวกัน ต่างกันแค่คนตรงหน้าเธอ ดูเปิดเผย จริงใจ และอบอุ่นกว่าเขามากนัก เป็นส่วนที่แตกต่างกันมาก แต่เหตุไฉน ใจเธอกลับวนเวียนไปคิดถึงแต่อสูรใจร้ายอย่างทีปต์ มากกว่าคนตรงหน้าเธอ ที่รูปร่างหน้าตาเหมือนกับพิมพ์กันมา ทั้งที่เขาดูอ่อนโยนและเอาใจเธอนัก ไม่รังเกียจแม้รู้ว่าเธอตั้งครรภ์แบบไม่สามารถบอกได้ว่าพ่อของเด็กในท้องคือใคร “ผมซื้อมาฝาก ไปลองชิมมาแล้วอร่อยมาก เห็นคุณบอกว่าอยากกินขนมไทยๆ” เขายื่นถุงพลาสติกบรรจุขนมหน้าตาน่ากินส่งให้เธอ ยอดชีวายิ้มน้อยๆ แล้วเอื้อมมือรับ ชายหนุ่มชักมือกลับ ก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้ม“อุตส่าห์ซื้อของมาฝาก ใจคอจะไม่ต้อนรับแขกเลยหรือครับ”“เชิญเข้ามาก่อนก็ได้ค่ะ” เธอไขกุญแจให้เขา พลางย่นจมูกอย่างลืมตัว ท่าทีน่ารักนั้นทำให้ธนัยมองเธอตาปรอย เขามองใบหน้าหวานนั่นอย่างชื่นชมเปิดเผย แทบจะช่วยประคองด้วยซ้ำ เมื่อยอดชีวาทำท่าจะสะดุดล้ม เธอต้องปัดมือของเขาที่ทำท่าจะเอื้อมมาจับเธอไว้ แล้วพึมพำบอกว่าไม่เป็นไรหญิงสาวรับแขกของ
ช่อชนิดาเฝ้าแอบมองหญิงสาวในชุดกระโปรงสีหวาน ที่กำลังล็อกประตูรั้วบ้าน หันหลังให้กับเธออย่างไม่ทันระวังตัว ร่างบางจึงปราดจากที่ซ่อน แล้วตรงเข้าประชิดทันที มือบางรวบเอวเล็กของอีกฝ่ายไว้ ทางนั้นร้องอุทานอย่างตกใจ “ยัยเบบี้ โอย...ดีใจจริงๆ จับตัวได้แล้ว”“อีฟ” ยอดชีวากะพริบตาปริบๆ หน้าแดงสลับซีดด้วยความรู้สึกหลากหลายปนเป ช่อชนิดารัดเธอไปกอดไว้แน่น ก่อนจะละล่ำละลัก อุทานซ้ำๆ “อย่าไปไหนอีกนะ อย่าไปไหนอีกเลย เพื่อนรัก เราดีใจเหลือเกิน โอย...เบบี้ ดีใจจริงๆ”“เราก็ดีใจอีฟ ฮือๆ เราดีใจที่เจออีฟ”“แล้วหนีมาทำไมถึงนี่ จะบ้าหรือยังไงกัน หนีมาไม่บอกไม่กล่าว หลังงานศพพ่อเธอ เธอก็หายไปเลย อะไรกันน่ะ เราทั้งงง ทั้งใจหาย จะเป็นบ้าที่เพื่อนรักหนีหายมา เกิดอะไรขึ้น”“ไปคุยกันในบ้านดีกว่า เรื่องมันยาว แต่ว่าอีฟตามหาเราได้ยังไงกันนี่” ยอดชีวาปาดน้ำตาแห่งความดีใจที่รินไหลออกทิ้ง แล้วยิ้มกว้างให้กับเพื่อนรัก มือทั้งสองจับกันแน่น เหมือนกลัวว่าที่เห็นตรงหน้าจะเป็นภาพลวงตา“เราตามเพจของเบบี้มายังไงล่ะ ดีนะที่เบบี้เปิดเพจไว้ เพจขายน้ำหอมของเบบี้น่ะ เราจำได้ว่าอีเมลนั้นเป็นอีเมลของเบบี้ ที่ติดต่อ ก็เร
ทีปต์อ่านจดหมายด้วยมือที่สั่นเทา เขานั่งทรุดลงอย่างหมดแรง ตู้ที่เปิดอ้าไว้ แง้มให้เห็นว่าของภายในถูกเก็บกวาดไปจนเกลี้ยง ของทุกสิ่งที่เป็นของยอดชีวาอันตธานออกไปจากห้องนี้ เหมือนที่เธอเดินไปจากชีวิตเขา หิรัญยืนพิงกรอบประตู มองดูพี่ชายของเขาที่นั่งนิ่งเหมือนหิน เขาเดินก้าวเข้าไปใกล้ แล้วตบบ่าของทีปต์เบาๆ ก่อนจะเอ่ยปลอบโยนด้วยน้ำเสียงทุ้ม“ปล่อยเขาไปเถอะครับพี่ทีปต์”“ยอดชีวาแท้งลูก พี่จะปล่อยเขาไปแบบนั้นได้ยังไงกัน” ชายหนุ่มเม้มปาก “แล้วเรื่องฤทธิ์มันอะไรกัน พี่งงไปหมดแล้ว”“ถ้าไม่แท้ง พี่จะแน่ใจได้ยังไงกันว่าเป็นลูกของพี่ นังเด็กนั่นก็บอกแจงในจดหมายอยู่ ว่าเป็นลูกใครกันแน่ หึ!สันดานร่านนัก ไอ้เพื่อนเลวนั่นก็เหลือเกิน ผมมีพยานนะครับพี่ทีปต์ ประภาเด็กรับใช้เป็นพยานให้ได้ ว่าเคยเห็นพวกมัน...”“พอเถอะ พอที พี่อยากอยู่คนเดียว” ทีปต์ปัดมือที่โอบไหล่เขาออก ก่อนจะเอ่ยเสียงเครียด หิรัญลุกขึ้น มองหน้าทีปต์ที่ตอนนี้อ่านความรู้สึกไม่ออก ว่ากำลังคิดอย่างไรกันแน่ จดหมายจากยอดชีวายับยู่ยี่อยู่ในมือเขา นัยน์ตาคมของเขาฉายแววเย็นชา ไม่แสดงความรู้สึก ทั้งที่ตอนแรกมันฉายแววเจ็บปวดอย่างเหลือแสน สิ่งท







