LOGINมื้อเย็นวันนี้แปลกที่เขาต้องรับประทานอาหารคนเดียว ยอดชีวาไม่ได้ลงมากินข้าวเย็นด้วย ประภาสาวรับใช้เข้ามารายงานเขาด้วยสีหน้าแปลกพิกล แล้วพูดกำกวมเพื่อให้เขาถามถึงเหตุผลที่เธอไม่ลงมารับประทานอาหารมื้อเย็น แต่ทีปต์ก็ไม่ได้ทำ แม่สาวใช้ถึงกับค้อนปะหลับประเหลือก แล้วพูดบ่นบางประโยค ที่เขาไม่ได้ใส่ใจ
เขาเผลอคิดแวบขึ้นมา ขณะที่กำลังบอกปัดของหวานสำหรับวันนี้ ทั้งที่ปรกติแล้ว ทีปต์จะรับครบทั้งอาหารคาวและหวาน
“เก็บโต๊ะเลยนะครับคุณท่าน”
ทีปต์พยักหน้าอนุญาต แล้วจิบน้ำเย็น เขาลุกเดินออกมาจากห้องรับประทานอาหาร เดินเลยเข้าไปยังห้องนั่งเล่น เลือกแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ขึ้นมาเรื่องหนึ่ง ตั้งใจว่าจะดูให้จบก่อนแล้วค่อยขึ้นไปยังห้องนอน แน่นอนว่า จะต้องเป็นห้องนอนของยอดชีวา
ทีปต์ดูหนังแทบไม่รู้เรื่อง เพราะมัวแต่คอยมองนาฬิกา ภาพยนตร์กินเวลาฉายไปเกือบสองชั่วโมงกว่า ทีปต์เดินไปยังบาร์ที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้อง มันมีตู้เย็นขนาดเล็ก มีเหล้าหลากหลายยี่ห้อที่เขาโปรดปรานตั้งเก็บไว้ ทีปต์มักจะใช้มุมนี้เป็นพื้นที่พักผ่อนส่วนตัว
ชายหนุ่มเดินช้าๆ ไปยังบริเวณห้องของยอดชีวา เขาเคาะประตู เสียงหวานๆเอ่ยพร่าดังตอบกลับมา ทำให้ทีปต์ถึงกับหรี่ตา
“เข้ามาสิคะ”
เสียงนั่นเชื้อเชิญนัก และเหมือนไม่ใช่ยอดชีวาเวลาปรกติเลยสักนิด นี่คงจะกลัวเขาส่งกลับบ้านมาก ถึงได้กล้าลงทุนทำอะไรแบบนี้ ชายหนุ่มยิ้มร้ายก่อนจะผลักประตูเข้าไป และสภาพของหญิงสาวที่นั่งรอเขาอยู่กลางเตียง ก็ทำให้ทีปต์ถึงกับนิ่งตะลึงค้าง
ร่างแน่งน้อยอยู่ในชุดเสื้อคลุมผ้าขนหนูสีชมพูหวาน ผมยาวปล่อยสยายล้อมกรอบใบหน้าหวานเนียน นัยน์ตาโตสีน้ำตาลฉายแววเยิ้มหยาด แก้มแดงเรื่อ ริมฝีปากอิ่มสีกุหลาบเผยออย่างเชิญชวน เธอหัวเราะคิกคักเมื่อเห็นเขามายืนจ้องมองแบบนั้น ก่อนจะดึงคอเสื้อให้เปิดกว้าง อวดลาดไหล่กลมมนขาวเนียน
“ฉันพร้อมแล้ว”
จับคนขโมยได้เต็มๆ แล้วตอนนี้ ยอดชีวาหัวเราะคิกคัก หน้าแดงตัวแดงไปหมด เธอโบกมือให้เขาท่าทางพยายามยั่ว แต่ทีปต์มองแล้วเหมือนเด็กน้อยโบกมือบ้ายบายให้เสียมากกว่า
“มาสิคะ...มา”
“เมาหรือนั่น”
ทีปต์ยืนกอดอก มองภาพของเจ้าสาวคนสวยของเขา ในชุดเสื้อผ้าน้อยชิ้น เหล้าทำให้เจ้าตัวกล้าที่จะรอคอยเขาบนเตียง แบบไม่สวมอะไรเลยนอกจากเสื้อคลุมผ้าขนหนูเพียงตัวเดียว
“ไม่เมาเสียหน่อย”
“ฉันไม่ชอบมีเมียขี้เมา”
ทีปต์ส่ายหน้าน้อยๆ แล้วทำท่าจะเดินหนีจากไป ยอดชีวารีบลุกขึ้นมาดึงแขนเขาไว้ เธอกลัวเพียงอย่างเดียวว่าเขาจะส่งเธอกลับบ้าน และส่งบิดาเธอเข้าคุก
“กรุณา นอนกับฉันเถอะ”
“ยอดชีวา”
ริมฝีปากสีกุหลาบเรื่อ ทาบมาบนริมฝีปากได้รูปของเขาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว แล้วทิ้งค้างไว้แบบนั้น เหมือนกับคนจู่โจมจูบไม่รู้ว่าเวลาจุมพิตควรทำอย่างไร ร่างน้อยกอดรัดเขาแนบแน่น กลิ่นของเธอกำลังทำให้เขาเมา ทีปต์หรี่ตาลง แล้วประคองใบหน้าหวานนั้นไว้ในอุ้งมือ นัยน์ตาสีน้ำตาลฉ่ำวาวไปด้วยหยาดน้ำตา เธอเผยอริมฝีปากน้อยๆ แค่นี้มันก็แทบจะทำให้เขาหมดความยับยั้งชั่งใจ
“คุณทีปต์...อย่าไล่ฉันไปเลย”
“คิดดีแล้วหรือ?”
ยอดชีวาถึงกับขาอ่อน เมื่อเขาสอนจูบแบบล้ำลึกให้ แขนเรียวเกาะเกี่ยวเขาอย่างไร้เรี่ยวแรงทรงตัว ทีปต์ประคองร่างบางขึ้นไปบนเตียงนุ่ม ไม่เคยคิดจะเอาเปรียบคนไม่รู้สึกตัวมาก่อน แต่ยอดชีวากำลังจะกลายเป็นข้อยกเว้น ทีปต์ไม่อาจจะห้ามตัวเองได้อีกแล้ว เมื่อจุมพิตเธออย่างเร่าร้อน
เขาค่อยแหวกสาบเสื้อออกจากกัน เปิดเผยเนื้อตัวงดงามสมส่วน เปิดเปลือยแบบไม่ต้องจินตนาการ นัยน์ตาของเขาลุกโชน เสียงครางแผ่วดังออกมาจากลำคอหนาแกร่งอย่างไม่รู้ตัว เมื่อเห็นความงามเป็นหนึ่งนั้นชัดกับตาตน เธอเป็นดอกเบี้ยราคาแพงที่แสนจะคุ้มค่ายิ่งนัก
“เธอสวยมาก”
เสียงทุ้มเอ่ยพึมพำ ยอดชีวามองหน้าเขาอย่างไม่ชัดเจนนัก ทีปต์ยิ้มให้น้อยๆ เขาละทิ้งเธอไปเพียงครู่ แล้วทุกอย่างก็มืดมิดลงมีเพียงแสงสลัวของแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านลอดม่านหน้าต่างเข้ามา ร่างน้อยถูกดึงเข้าไปโอบกอดกระชับแน่น ริมฝีปากอิ่มถูกทาบจุมพิตอีกหน หนนี้มันราวกับเขาสูบลมหายใจออกไปจากเธอ
หญิงสาวสะดุ้งเมื่อมือแกร่งทาบบนเนื้อนวล ค่อยคลึงเคล้า ปลายยอดทับทิมถูกบีบเคล้นเบาๆ จนมันชูชันสู้มือเขา ทีปต์ครางแนบปากอิ่มที่แทบช้ำ ค่อยแต้มจูบไล้ลงมาตามซอกคอสาวหอมกรุ่น กลิ่นกายของเธอหอมยวนยั่วชวนให้อยากกินนัก และค่ำคืนนี้ เขาจะกลืนกินเธอด้วยเสน่หาร้อนแรง
มือใหญ่ไล้เรื่อยมาสัมผัสกุหลาบสาว แตะเคล้นเกสรเพียงเบาบาง ความร้อนชื้นก็กลั่นออกมาให้ได้สัมผัส ร่างน้อยบิดทุรน สัมผัสช่ำชองนั่นกำลังพาเธอให้ลอยสูงขึ้นลิบลิ่ว ยอดชีวาครางออกมาเสียงแผ่ว รัญจวนกับสิ่งที่เขากำลังสอน พลุนับพันพุ่งระเบิดในสมอง เมื่อถึงสุดยอดของอารมณ์ปรารถนา
“ยอดชีวา...”
เสียงทุ้มนั้นครางเรียกชื่อเธอ กุหลาบสาวเต้นตุบหนีบรัดนิ้วของเขาจนรู้สึกได้ นัยน์ตาปรือปรอยมองเขาฉ่ำเยิ้มไปด้วยแรงดำฤษณา ทีปต์แทบจะร้อนเป็นไฟแล้วตอนนี้ แก่นกายแกร่งร้อนผ่าว และพรั่งพร้อมที่จะสัมผัสแทรกลึกเป็นส่วนหนึ่งของกายเธอ
บางสิ่งที่แกร่งและแข็งร้อนกำลังถูกสอดเข้ามาช้าๆ ร่างน้อยสะดุ้งเฮือก เจ็บแปลบและคับแน่นจนแทบอยากจะผลักร่างใหญ่ที่กำลังอยู่บนกายเธอให้ออกไปเสีย มันเจ็บจนน้ำตาไหลริน ทีปต์เองก็สูดปากเบาๆ เขามองเธอที่เห็นในเงาสลัว ใบหน้าหวานกำลังส่ายไปมาบนหมอน กลั้นสะอื้นไว้อย่างน่าสงสาร เขาช่วยไม่ได้จริงๆ กับขนาดของเขาและเธอที่ต่างกันมาก ครั้งแรกของหญิงสาวแม้จะพยายามละมุนละไมแค่ไหน ก็ห้ามไม่ได้ที่จะเจ็บปวด
“ใจเย็นๆ คนดี”
เสียงห้าวนั้นปลอบประโลม จุมพิตซับน้ำตาให้ ทีปต์พยายามชะงักตนไว้ ไม่ให้เข้าไปลึกกว่านี้ ยอดชีวากัดริมฝีปาก เอ่ยเสียงสั่นพร่า
“คุณใจร้าย...เจ็บ...พอแล้ว...ฉะ...ฉันเป็นเมียคุณแล้ว”
“หืม”
เขาอดฉงนกับคำพูดของเธอไม่ได้ คนใต้ร่างใหญ่เอ่ยเสียงพร่า
ตอนนี้เจ้าหล่อนหายเมาไปแล้วเกือบครึ่ง สติเริ่มมีเต็มร้อย เธอผลักเขาออกห่าง เขายังจะมานิ่งค้างอยู่แบบนี้ทำไมนะ มันทั้งเจ็บ ทั้งอึดอัดไปหมด
“โถ...”
อยากจะหัวเราะแต่ก็หัวเราะไม่ออก นี่แม่คุณไม่รู้หรือว่าแกล้งกันนะ ยอดชีวาตีความไปว่าการที่เขาสอดแทรกไปในตัวเธอแค่นี้ มันคือการที่เธอเป็นเมียเขาแล้วอย่างนั้นหรือ แม่เด็กน้อย...เซ็กซ์มันมีอะไรอีกเยอะ ความแนบแน่นบีบรัดจนเขาแทบจะหายใจไม่ออก ร่างกายร้อนผ่าวด้วยพิษเสน่หา
“เธอต่างหากใจร้าย ยอดชีวา ถ้าให้ฉันหยุดตอนนี้ อย่าเกร็งนะคนดี ฉันยังไม่ได้ทำหน้าที่ผัวครบถ้วนเลย”
“อื้อ...ไม่เอาแล้ว ปละ...”
เสียงหวานถูกปิดไปด้วยริมฝีปากร้อนผ่าว มือหนาหนักเคล้นคลึงปลายยอดถันชูชัน อีกมือแตะเคล้นเกสรสาว ร่างแกร่งค่อยขยับทีละนิด ก่อนจะตัดสินใจแทรกลึกลงไปทั้งตัว ร่างน้อยสะดุ้งสุดตัว
คนใจร้าย นี่มันเจ็บ...เจ็บแทบขาดใจ
“ไม่เจ็บแล้วนะ คนดี ไม่เจ็บแล้วใช่ไหม”
เสียงทุ้มกระซิบถาม เมื่อค่อยเคลื่อนกายได้สะดวกยิ่งขึ้น เขาขบกรามกรอดกับร่างสาวแน่นหนึบ เพราะห่างเซ็กซ์ไปนานหรือเปล่านะถึงได้รู้สึกดีมากถึงขนาดนี้ เนื้อตัวเธอหอมกรุ่น นิ่มนวล ชวนให้จาบจ้วงหลงไหล เขาจูบเธอไปพร้อมๆ กับขยับจังหวะรัก ร่างน้อยที่ผลักไสเขาตอนแรก ตอนนี้เกาะกอดเขาไว้แน่น เสียงหวานครางอย่างรัญจวน บ่งบอกว่าเธอคงจะไม่เจ็บปวดกับการชำแรกพรหมจรรย์อีกต่อไปแล้ว
ร่างสองร่างเกาะกอดกันไปสู่ปลายทางวิมานสีน้ำผึ้ง ทีปต์สอนให้ยอดชีวารู้ว่า การเป็นเมียของเขาจะต้องทำหน้าที่อย่างไรบ้างบนเตียง เกือบทั้งคืน
ร่างน้อยค่อยขยับตัว เมื่อรู้สึกตัวตื่นในตอนเช้า เธอรู้สึกหนักๆ บริเวณสะโพกเหมือนมีอะไรมาทับไว้ และปวดหน่วงร่างกายไปหมดราวกับไปออกกำลังหนักๆ มา สรีระบางส่วนปวดแปลบยามขยับตัว ยอดชีวาลืมตาโพลงเมื่อนึกได้ว่าอะไรเป็นอะไร หลังจากที่เธอทำใจกล้าดื่มเหล้าเข้าไปจนเมา และนอนรอทีปต์อยู่บนเตียง
เมื่อคืนนี้...เธอได้กลายเป็นเมียของเขาแล้วจริงๆ
หญิงสาวค่อยๆ ปลดมือเขาที่พาดเอวเธอออก แก้มสาวแดงก่ำจนร้อน เมื่อสำนึกได้ว่าเนื้อตัวเธอและเขาเปลือยเปล่า ยอดชีวาย่นจมูกน้อยๆ เมื่อขยับขา ทำไมมันเจ็บแบบนี้กันนะ เมื่อคืนเขา...เรียกร้องสิทธิ์ไปกี่หนกันหนอ จำได้แวบๆ ว่า...หลายหนหลายครั้ง แล้วแต่ละครั้งก็ทำให้เธอรู้สึก...
โอย...จะบ้าหรือยังไงกันยัยเบบี้ ทำไมถึงได้รู้สึกแบบนั้นกันนะ
“ตื่นแล้วเหรอ?”
“ค่ะ”
ยอดชีวาทำตาโต ตัวแข็งไปหมด กับสัมผัสแนบชิดแบบนั้น กลิ่นกายของเขากำลังห้อมล้อมตัวเธอ มันให้เธอรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างประหลาด บางส่วนฉ่ำชื้นขึ้นมาทั้งๆ ที่เขายังไม่ได้แตะสัมผัส
“อย่ารีบลุกไปไหนเลย”
เสียงห้าวเอ่ย จมูกโด่งได้รูปกดแต้มมาตามซอกคอหอมกรุ่น ยอดชีวาขนลุกเกรียว ตัวอ่อนไปหมดกับสัมผัสแบบนั้น
“คือ...คุณไม่หิวหรือคะ”
“ไม่...”
“คุณทีปต์ เอ่อ...”
“มีอะไร”
เขาหรี่ตาลง ผมยาวปรกลงมาตรงซีกหน้าด้านที่มีแผลเป็น นัยน์ตาสองคู่มองจ้องสบกัน ยอดชีวาอึกอัก แก้มแดงก่ำ รู้ทันว่าเขาคิดจะทำอะไรเธออีก เมื่อคืนนี้ก็ตั้งหลายหนแล้ว เขายังไม่พออีกหรือยังไงกันนะ
“คุณบอกว่าฉันมีหน้าที่ผลิตทายาทให้คุณ”
เธอหลับหูหลับตาพูด มือบางยังคงยันอกเขาไว้แน่น ทีปต์หรี่ตาลง แล้วตอบเสียงทุ้ม
“ใช่”
“เมื่อคืนนี้...”
โอยเธออายจนแทบจะควันออกหูอยู่แล้ว ยอดชีวาไม่กล้ามองหน้าเขา มองแต่ตรงแผงอกกว้างที่มีขนรำไรแทน
“คะ...คุณทำหน้าที่นั้นไปแล้ว ตอนนี้คุณก็ควรรอให้ฉันมีลูก”
“หืม?”
“คุณทีปต์!”
“เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะผลิตทายาทกันสำเร็จ เธอคงจะต้องช่วยทำหน้าที่นั้นทุกคืน จนกว่ามันจะเห็นผลนะยอดชีวา”
พูดจบแล้วทีปต์ก็ประกบริมฝีปากของตนลงมา ยุติการเจรจาต่อรองใดๆ เสียจากยอดชีวา แล้วพลิกร่างน้อยลงใต้ร่างเขา ชวนเธอไปทำหน้าที่ ‘ผลิตทายาท’ เสียจนยอดชีวาต้องหลับไปอีกรอบในอ้อมแขน
หลังจากผ่านพ้นเรื่องราวร้ายๆ เสร็จสิ้นงานศพของหิรัญ ทีปต์ก็ทำบุญบ้านครั้งใหญ่ เหมือนจะขับไล่เสนียดจัญไรให้ไปให้ไกลเสียจากตระกูลทีฆทัศน์ เขาได้บทเรียนมากมาย จากเรื่องของหิรัญ เขาไล่ประภาออกเพราะหล่อนเหมือนงูพิษที่เลี้ยงไม่เชื่อง ประจักษ์ผู้เป็นลุงและรั้งตำแหน่งสำคัญของคฤหาสน์มันทนา เป็นคนบอกกล่าวกับเจ้านายด้วยตนเอง ว่าหลานสาวมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมหลายอย่าง ทีปต์ทำตามคำแนะนำนั้น แม้ว่าจะสงสารประภาที่ร้องไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ ก่อนจะก่นด่ามากมายเมื่อเห็นว่าเขาไล่เธอออกจริงๆ คุณอารยาอาการดีขึ้น แม้จะต้องไปทำกายภาพบำบัดบ้าง แต่เธอก็มีความสุข ยิ้มแย้มแจ่มใส ยาใจที่ทำให้เธอหายในเร็ววัน นั่นก็คือทายาททีฆทัศน์ตัวน้อยๆ ที่ตอนนี้กำลังน่ารักน่าชัง ด้วยวัยหกเดือน เจ้าหนูทีฆาเป็นขวัญใจของคนทั้งบ้าน คุณอารยาอยากจะเดินได้พร้อมๆ กับหลานชาย เลยขยันไปทำกายภาพ และดูแลรักษาตัวเองตามที่หมอสั่งอย่างเคร่งครัดเรื่องของหิรัญเหมือนฝันร้ายของพวกเขา แต่คนตายไปแล้ว และทีปต์เองก็คิดว่าตนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หิรัญเกิดบาดแผลขึ้นในจิตใจ เขายังรักน้องชายนอกไส้ แม้ว่าหิรัญจะทำร้ายเขาอย่างแสนสาหัสก็ตามที ทีปต์อโหสิกรรม จัด
ยอดชีวามองเพื่อนด้วยสายตาชนิดหนึ่ง ที่ทำให้ช่อชนิดายิ้มแหยพลางเอื้อมมือจะไปบีบมือเธอ แต่เธอชักหนีเสียก่อน แล้วหันมองข้างหน้าต่างรถที่กำลังแล่นด้วยความเร็วสูง ท่าทีเย็นชาของเพื่อนสนิททำให้ช่อชนิดาอดรนทนไม่ไหว ต้องคว้าเจ้าหล่อนมากอด หากถูกปัดป้อง แล้วทำหน้าบึ้งใส่“โธ่...เบบี้จ๋า หายโกรธนะ เราจะพาเบบี้ไปดูแลที่กรุงเทพฯ อยู่คนเดียวได้ยังไงกันนั่น”“จะพาเราไปที่ไหน”เสียงหวานเอ่ยขึ้น พร้อมกับสายตาดุๆ ที่ตวัดมองไปยังด้านหลังของคนที่นั่งข้างคนขับ รัตนฤทธิ์หันมายิ้มให้กับเธอ เพราะเห็นหน้าเขานี่แหละ ยอดชีวาถึงได้รู้ว่ามันชักจะไม่ชอบมาพากล และรู้ว่าถูกเล่นตลกก็ตอนที่รถแล่นไกลออกมาเรื่อยๆ ไม่ได้พาเธอไปที่วัดซึ่งเพื่อนรักบอกไว้แต่แรกว่าจะพาเธอไปทำบุญ“ไปที่บ้าน...”“บ้านใคร” ยอดชีวาเอ่ยขัดก่อนที่เพื่อนรักจะพูดจบ หน้าหวานงอง้ำ แล้วเธอก็ไม่ยอมพูดจาอีกเลย ช่อชนิดาเอื้อมมือไปสะกิดรัตนฤทธิ์ ที่หันมายิ้มแหยส่งให้เธอ หญิงสาวไม่กล้าคุยอะไรอีก เพราะรู้ว่าเพื่อนรักกำลังโกรธจัดมาก เป็นแบบนี้แล้วถึงที่หมาย ยอดชีวาจะอาละวาดหรือเปล่าหนอคุณรับผิดชอบด้วย ยัยเบบี้โกรธฉันมาก...เดี๋ยวผมจะให้กำลังใจ จุ๊บ..
หิรัญรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่เปลี่ยนเป็นเอ่ยชื่นชม เมื่อเห็นพี่ชายของเขา ในสภาพที่มีใบหน้าหล่อเหลาดั่งเดิม เดินตรงเข้ามาหาเขาในห้องทำงาน ทีปต์ยิ้มตอบเล็กน้อย แต่นัยน์ของเขามันไม่ยิ้มด้วยเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะทรุดลงนั่งตรงกันข้ามกันกับน้องชาย สายตาคมกล้าจ้องเขม็ง มองอาการของหิรัญ ที่ยังคงเอ่ยพร่ำชมเชยถึงความสมบูรณ์แบบของการผ่าตัดศัลยกรรม“ไม่น่าเชื่อเลยครับพี่ทีปต์ หมอที่นั่นเก่งจริงๆ พี่ทีปต์ไม่ได้หน้าตาน่าเกลียดแบบเดิมแล้ว มันยอดมาก ไม่มีแม้แต่รอยสักรอย หมอเก่งมากๆ”“พี่ลบรอยแผลเป็นนั่นไปแล้ว แผลเป็นที่ทำให้ชีวิตของพี่พลิกผันไปมากมาย แผลเป็นที่ทำร้ายพี่ได้อย่างหนักเหลือเกิน นิกซ์” คำพูดนั้นทำให้หิรัญเลิกคิ้วนิดหน่อย แต่ก็ยังยิ้มส่งให้กับทีปต์“ดีแล้วครับ พี่จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ผมคิดว่ามันจะสดใสแน่นอน”“พี่ยังเริ่มต้นใหม่ไม่ได้ นิกซ์ จนกว่าพี่จะจัดการกับแผลเป็นอีกแผลหนึ่งก่อน แผลนี้มันใหญ่มากเสียด้วย และที่สำคัญ พี่ต้องขอความร่วมมือจากนายในการกำจัด”“เอ...ผมตามไม่ทัน พี่ทีปต์หมายความว่าอะไรหรือครับ”“นายยังไงล่ะ นิกซ์ แผลเป็นของทีฆทัศน์ สิ่งที่นายทำ มันเป็นเหมือนแผลร้าย ที่ก
นัยน์ตาสีนิลคมกริบนั่น รูปหน้าเรียวได้ส่วน ริมฝีปากนั่น...มันช่างเหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว แม้กระทั่งกลิ่นน้ำหอม ถ้าเธอจมูกไม่เพี้ยน เขาก็ยังใช้กลิ่นเดียวกัน ต่างกันแค่คนตรงหน้าเธอ ดูเปิดเผย จริงใจ และอบอุ่นกว่าเขามากนัก เป็นส่วนที่แตกต่างกันมาก แต่เหตุไฉน ใจเธอกลับวนเวียนไปคิดถึงแต่อสูรใจร้ายอย่างทีปต์ มากกว่าคนตรงหน้าเธอ ที่รูปร่างหน้าตาเหมือนกับพิมพ์กันมา ทั้งที่เขาดูอ่อนโยนและเอาใจเธอนัก ไม่รังเกียจแม้รู้ว่าเธอตั้งครรภ์แบบไม่สามารถบอกได้ว่าพ่อของเด็กในท้องคือใคร “ผมซื้อมาฝาก ไปลองชิมมาแล้วอร่อยมาก เห็นคุณบอกว่าอยากกินขนมไทยๆ” เขายื่นถุงพลาสติกบรรจุขนมหน้าตาน่ากินส่งให้เธอ ยอดชีวายิ้มน้อยๆ แล้วเอื้อมมือรับ ชายหนุ่มชักมือกลับ ก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้ม“อุตส่าห์ซื้อของมาฝาก ใจคอจะไม่ต้อนรับแขกเลยหรือครับ”“เชิญเข้ามาก่อนก็ได้ค่ะ” เธอไขกุญแจให้เขา พลางย่นจมูกอย่างลืมตัว ท่าทีน่ารักนั้นทำให้ธนัยมองเธอตาปรอย เขามองใบหน้าหวานนั่นอย่างชื่นชมเปิดเผย แทบจะช่วยประคองด้วยซ้ำ เมื่อยอดชีวาทำท่าจะสะดุดล้ม เธอต้องปัดมือของเขาที่ทำท่าจะเอื้อมมาจับเธอไว้ แล้วพึมพำบอกว่าไม่เป็นไรหญิงสาวรับแขกของ
ช่อชนิดาเฝ้าแอบมองหญิงสาวในชุดกระโปรงสีหวาน ที่กำลังล็อกประตูรั้วบ้าน หันหลังให้กับเธออย่างไม่ทันระวังตัว ร่างบางจึงปราดจากที่ซ่อน แล้วตรงเข้าประชิดทันที มือบางรวบเอวเล็กของอีกฝ่ายไว้ ทางนั้นร้องอุทานอย่างตกใจ “ยัยเบบี้ โอย...ดีใจจริงๆ จับตัวได้แล้ว”“อีฟ” ยอดชีวากะพริบตาปริบๆ หน้าแดงสลับซีดด้วยความรู้สึกหลากหลายปนเป ช่อชนิดารัดเธอไปกอดไว้แน่น ก่อนจะละล่ำละลัก อุทานซ้ำๆ “อย่าไปไหนอีกนะ อย่าไปไหนอีกเลย เพื่อนรัก เราดีใจเหลือเกิน โอย...เบบี้ ดีใจจริงๆ”“เราก็ดีใจอีฟ ฮือๆ เราดีใจที่เจออีฟ”“แล้วหนีมาทำไมถึงนี่ จะบ้าหรือยังไงกัน หนีมาไม่บอกไม่กล่าว หลังงานศพพ่อเธอ เธอก็หายไปเลย อะไรกันน่ะ เราทั้งงง ทั้งใจหาย จะเป็นบ้าที่เพื่อนรักหนีหายมา เกิดอะไรขึ้น”“ไปคุยกันในบ้านดีกว่า เรื่องมันยาว แต่ว่าอีฟตามหาเราได้ยังไงกันนี่” ยอดชีวาปาดน้ำตาแห่งความดีใจที่รินไหลออกทิ้ง แล้วยิ้มกว้างให้กับเพื่อนรัก มือทั้งสองจับกันแน่น เหมือนกลัวว่าที่เห็นตรงหน้าจะเป็นภาพลวงตา“เราตามเพจของเบบี้มายังไงล่ะ ดีนะที่เบบี้เปิดเพจไว้ เพจขายน้ำหอมของเบบี้น่ะ เราจำได้ว่าอีเมลนั้นเป็นอีเมลของเบบี้ ที่ติดต่อ ก็เร
ทีปต์อ่านจดหมายด้วยมือที่สั่นเทา เขานั่งทรุดลงอย่างหมดแรง ตู้ที่เปิดอ้าไว้ แง้มให้เห็นว่าของภายในถูกเก็บกวาดไปจนเกลี้ยง ของทุกสิ่งที่เป็นของยอดชีวาอันตธานออกไปจากห้องนี้ เหมือนที่เธอเดินไปจากชีวิตเขา หิรัญยืนพิงกรอบประตู มองดูพี่ชายของเขาที่นั่งนิ่งเหมือนหิน เขาเดินก้าวเข้าไปใกล้ แล้วตบบ่าของทีปต์เบาๆ ก่อนจะเอ่ยปลอบโยนด้วยน้ำเสียงทุ้ม“ปล่อยเขาไปเถอะครับพี่ทีปต์”“ยอดชีวาแท้งลูก พี่จะปล่อยเขาไปแบบนั้นได้ยังไงกัน” ชายหนุ่มเม้มปาก “แล้วเรื่องฤทธิ์มันอะไรกัน พี่งงไปหมดแล้ว”“ถ้าไม่แท้ง พี่จะแน่ใจได้ยังไงกันว่าเป็นลูกของพี่ นังเด็กนั่นก็บอกแจงในจดหมายอยู่ ว่าเป็นลูกใครกันแน่ หึ!สันดานร่านนัก ไอ้เพื่อนเลวนั่นก็เหลือเกิน ผมมีพยานนะครับพี่ทีปต์ ประภาเด็กรับใช้เป็นพยานให้ได้ ว่าเคยเห็นพวกมัน...”“พอเถอะ พอที พี่อยากอยู่คนเดียว” ทีปต์ปัดมือที่โอบไหล่เขาออก ก่อนจะเอ่ยเสียงเครียด หิรัญลุกขึ้น มองหน้าทีปต์ที่ตอนนี้อ่านความรู้สึกไม่ออก ว่ากำลังคิดอย่างไรกันแน่ จดหมายจากยอดชีวายับยู่ยี่อยู่ในมือเขา นัยน์ตาคมของเขาฉายแววเย็นชา ไม่แสดงความรู้สึก ทั้งที่ตอนแรกมันฉายแววเจ็บปวดอย่างเหลือแสน สิ่งท





![มาเฟียร้าย [ ขัง ] รักเมียเด็ก](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

