เข้าสู่ระบบ“เยว่เยว่ ข้าเบาแรงแล้ว”
“ข้าบอกให้เจ้าเบาแรงหรือ”
“ไม่ได้บอก”
“เช่นนั้นก็ทำแรง ๆ”
เขาเองก็อยากทำแรง ๆ
ในเมื่อนางเรียกร้อง ฉะนั้นแล้วเขาควรจะทำเช่นไร นอกจากโยกขยับสุดแรงเต็มกำลัง ต่อให้นางร้องครวญครางก็ไม่หยุดพัก สองร่างสอดประสานแนบชิดทั้งคืน กระทั่งฤทธิ์สุราหมดสิ้นก็ยังไม่ยอมหยุด เพียงแต่ทั้งคู่ยังคิดเข้าข้างว่าเป็นเพราะความเมามายจึงขาดสติ กว่าศึกรักจะจบลงก็ฟ้าสาง
หนิงหมิงเยว่กะพริบตาก่อนจะพาร่างกายอันบอบช้ำที่ถูกเคี่ยวกรำมาทั้งคืนลุกจากเตียงนอนกว้าง นางหันไปมองคนที่นอนนิ่งแผ่หลาอยู่เคียงข้าง เผลอมองร่างกายกำยำที่เปลือยเปล่าของเขา ก่อนจะรีบเบือนหน้าหนีเมื่อมองสบตาคม
คิดว่าชายหนุ่มหลับไปแล้ว ก็ทำมาทั้งคืนน่าจะเหนื่อยล้า
ที่ไหนได้มู่ไป่หานไม่ได้หลับ เขาไม่มีทางหลับลง หลังจากมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับสหายของตัวเอง
“ข้าขอโทษที่ล่วงเกิน” พูดจบก็วิ่งหนีออกมาจากห้องนอน
ทำคนที่หมดแรงต้องลุกพรวด ไม่คิดว่าหนิงหมิงเยว่จะหนี ทั้งไม่คิดว่านางจะขอโทษ คำพูดนี้สมควรเป็นบุรุษเช่นเขาที่เอ่ยเอื้อนไม่ใช่หรือ
“เยว่เยว่!”
คนหนึ่งมีพลังยุทธ์ขั้นสาม อีกคนมีพลังยุทธ์ขั้นสี่ แน่นอนว่าคนที่มีพลังยุทธ์ขั้นสี่ย่อมแข็งแกร่งกว่า แต่ฝีเท้าเขากลับไม่สู้คนตัวเล็ก แม้จะพยายามตามหลังของนางมาแล้ว แต่หนิงหมิงเยว่ก็หลบหนีได้สำเร็จ ทิ้งให้ร่างสูงยืนนิ่งอยู่หน้าประตูห้อง ไม่สามารถตามออกไปได้เพราะเรือนกายนั้นเปลือยเปล่า
มู่ไป่หานขบกราม มองประตูห้องที่ปิดสนิทก่อนจะหันกลับมามองรอบกายที่ข้าวของกระจัดกระจาย ทั้งหมดเป็นผลพวงจากการกระทำเมื่อคืน ก่อนจะสะดุดสายตากับเอี๊ยมบังทรงตัวหนา ที่ช่วยอำพรางหน้าอกขนาดใหญ่นั่นเอาไว้ อีกทั้งเพราะหญิงสาวสวมเกราะอ่อนแทบจะตลอดเวลาที่อยู่ค่ายทหาร ทำให้ยากจะมองเห็นทรวดทรงองค์เอวที่เย้ายวน
ทั้งที่เขากับนางเติบโตมาด้วยกัน มู่ไป่หานมองหนิงหมิงเยว่เป็นสหาย เป็นศิษย์น้อง เป็นคนที่เขาไว้ใจมากที่สุด
แต่ความไว้ใจก็ควรจะมีขอบเขต เขาน่าจะคิดได้ว่าไม่ควรชวนนางมาร่ำสุราสองต่อสองในห้องนอน ทั้งที่นางเป็นสตรี อาจเพราะไม่เคยมองนางเป็นสตรี หนิงหมิงเยว่ห้าวหาญเกินหญิง นางถูกเรียกว่าแม่เสือ จนมู่ไป่หานเลอะเลือนไป
ไม่ใช่ สุราไม่เคยทำให้แม่ทัพใหญ่แห่งทิศเหนือขาดสติถึงเพียงนี้
เมื่อวานมีบางอย่างที่ทำให้เขาขาดสติ
ไม่ใช่เพราะว่าสตรีที่หมายปองแต่งงานออกเรือน
ร่างสูงเดินกลับมาที่โต๊ะ แล้วหยิบสุราขึ้นมาดม ก่อนที่คิ้วคมจะขมวดแน่น มีกลิ่นสมุนไพร? ได้อย่างไร สุดท้ายเพื่อความกระจ่างก็เรียกพ่อบ้านมาถามไถ่ให้รู้เรื่อง
“นี่เป็นสุราที่ได้รับมาจากชนเผ่าจันทราที่โดดเด่นเรื่องสมุนไพรขอรับ นายท่านได้มาเมื่อตอนที่เดินทางไปช่วยเหลือพวกเขาจากพวกซากศพ จึงไม่แปลกที่ในสุราหมักก็น่าจะมีส่วนผสมของสมุนไพร” พ่อบ้านซ่งตอบกลับอย่างมั่นใจ เขาเป็นพ่อบ้านคนใหม่ที่มาทำหน้าที่แทนบิดาที่ลื่นล้ม
กระนั้นแม้จะยังอายุไม่มากก็ละเอียดรอบคอบ สุรานั่นเขาตรวจสอบดีแล้ว ไม่มีพิษแน่นอน
“สมุนไพรใด เจ้ารู้หรือไม่”
“เป็นโสมแดงครวญขอรับ”
“โสมแดงครวญ?”
“ขอรับ ได้ยินว่าบุรุษเผ่าจันทรานิยมดื่มมาก โดยเฉพาะในคืนเข้าหอ มันจะช่วยบำรุงร่างกายให้อึด ถึก ทน กระปรี้กระเปร่า กระตุ้นกำหนัดได้ดีมาก”
“แล้วเจ้าก็นำมาให้ข้าดื่มงั้นรึ!”
“ก็สุราหมดคลังแล้ว เหลือเพียงสุราไหนี้เท่านั้นขอรับ” พ่อบ้านหนุ่มตอบกลับหน้าซื่อ ราวกับไม่รู้ว่าตนทำสิ่งใดผิดพลาด
“แล้วเหตุใดเจ้าไม่บอกข้าว่าในสุรามีสมุนไพรที่ช่วยกระตุ้นกำหนัด!”
“ข้าบอกนายท่านแล้วนะขอรับ” ซ่งเยี่ยนมองเจ้านายอย่างโง่งม ในขณะที่มู่ไป่หานจำไม่ได้ว่าอีกฝ่ายบอกเรื่องสรรพคุณของสุราแล้ว ตอนนั้นเขาเมามากและเรียกให้พ่อบ้านนำสุรามาให้เพิ่ม ตั้งใจว่าจะกินไหสุดท้ายแล้วพอ
ไม่คิดว่าสุราไหสุดท้ายจะสร้างเรื่องให้เช่นนี้
บัดซบ!
“หากข้าแพศยา ท่านมันก็แค่บุรุษน่ารังเกียจ ไม่มีอะไรที่ท่านสู้มู่ไป่หานได้เลย”“หลิวซิ่นอี้!” เขามองจ้องนาง“ได้ในเมื่อเจ้ายังคิดไม่ได้ กล้าเอาข้าไปเปรียบกับขุนพลชั้นต่ำ เช่นนั้นวันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าให้รู้สำนึก!” หูจื่อหางตวาดเสียงดัง ก่อนจะหันไปทางบ่าวรับใช้“เอาตัวนางไปโบย!”หลิวซิ่นอี้เบิกตากว้าง“ไม่นะ ท่านพี่!” แม้จะร้องโวยวายหรือขัดขืน แต่ไม่มีใครฟังนาง ร่างบางถูกลากไป ไม่นาน เสียงหวดแส้ก็ดังขึ้นในลานจวนเพียะ!เพียะ!เพียะ!เสียงร้องไห้ของหญิงสาวดังสะท้อนอย่างน่าเวทนา แต่ไม่มีผู้ใดสงสาร ฮูหยินผู้สูงส่งแห่งจวนโหว ตอนนี้กลับนอนฟุบอยู่บนม้านั่งลงโทษ เสื้อผ้าเปื้อนเลือดและฝุ่นดิน ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่าง แต่ที่เจ็บยิ่งกว่า...คือหัวใจหลิวซิ่นอี้ร้องไห้จนแทบขาดใจ ขณะที่หูจื่อหางตอนนี้กลับไปนอนกอดบรรดาอนุของเขานี่คือบุรุษที่นางเลือกเองหรือ นี่คือชีวิตที่นางเคยใฝ่ฝันหรือครั้งหนึ่งนางเคยมีโอกาสยืนอยู่ข้างมู่ไป่หาน บุรุษผู้ที่ซื่อตรงกับความรู้สึกตน ยกนางเป็นคนสำคัญ เขาไม่เคยทำร้าย ไม่เคยเหยียดหยา
ทั้งที่เป็นฮูหยินเอกกลับไม่มีผู้ใดไว้หน้า เมื่อประตูจวนโหวปิดลงเสียงดังสนั่น หลิวซิ่นอี้ก็ถูกผลักจนล้มลงกับพื้นหินเย็นยะเยือก ร่างบอบบางสั่นเทา เสื้อผ้าหรูหราที่เคยประณีตยับย่นไม่เหลือสภาพนางเพิ่งถูกพาตัวกลับมาจากกำแพงตะวันออก กลับมาพร้อมข่าวลือหนาหูที่นางเป็นคนจงใจสร้างมันขึ้นมา ไม่คิดว่าการกระทำนั้นจะย้อนกลับมาทำร้ายนางเร็วถึงเพียงนี้ ฮูหยินจวนโหวยังไม่ตัดใจจากรักเก่า พัวพันกับขุนพลมู่ แม้แต่งงานแล้วก็ยังตามติดอีกฝ่ายไม่เลิกราจนน่ารำคาญ สร้างความปั่นป่วนที่กำแพงรอบนอกแม้ความจริงจะไม่ถึงขั้นนั้น แต่สำหรับบุรุษอย่างหูจื่อหาง เรื่องพวกนี้ก็เพียงพอให้เขาเสียหน้าแล้ว“สารเลว!” เสียงตวาดดังขึ้นพร้อมแรงถีบหนักเข้าที่เอวหลิวซิ่นอี้ร้องเสียงหลง ร่างบางล้มคว่ำไปกับพื้น เขาไม่ปรานีนาง ไม่มองว่านางเป็นภรรยา กระทำการรุนแรงราวกับนางไม่ต่างจากเดรัจฉานหูจื่อหางยืนมองนางด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม ชายหนุ่มกำลังมีโทสะ ต่างจากตอนก่อนแต่งงานโดยสิ้นเชิง ครั้งนั้นเขาเอาอกเอาใจ พูดจาหวานหู ซื้ออัญมณีล้ำค่าให้นางไม่ขาด ราวกับนางคือสตรีสูงส่งที่สุดในใต้หล้
เหอพ่านพ่านน้ำตารินไหล นางผิดอะไร ผิดที่รักเขาเช่นนั้นหรือ นึกย้อนไปถึงชายที่เป็นคู่หมั้นของนาง ความจริงเขาแสนดีมาก ทำไมนางถึงไม่เห็นค่าเขา แล้วคว้าตัวอะไรไม่รู้มาเป็นสามีถ้าตอนนั้นหากนางไม่เลือกตู้กวนหยาง ชีวิตนางเองก็ยังคงดีพร้อม ไม่เสื่อมเสีย ไม่เป็นได้เพียงฮูหยินรองที่ไม่มีใครเห็นค่าคนที่ผิดไม่ใช่นาง เป็นเขาต่างหาก!มือบางกำแน่น ก่อนที่เหอพ่านพ่านจะตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ในคืนวิวาห์ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความมงคล ตู้กวนหยางกำลังเข้าหอกับฮูหยินเอกของเขา บทรักบนเตียงกำลังเร่าร้อน แต่ไม่นานก็รู้สึกว่าร้อนผิดปกติ จนเมื่อมองไปรอบกาย เห็นว่าที่เขาร้อนมาก เป็นเพราะว่าไฟไหม้!ตู้กวนหยางพยายามหาทางหนีเอาตัวรอด แต่ที่ทางออกกลับถูกปิดตาย กว่าคนนอกจะรู้ตัวว่าเกิดเหตุไฟไหม้ บ่าวสาวก็สำลักควันตายในกองเพลิง ขณะเดียวกันที่เรือนหลังของฮูหยินรอง เหอพ่านพ่านตัดสินใจจบชีวิตลง หากว่าชาติหน้ามีจริง ขอให้นางได้มีโอกาสเลือกอีกครั้งนางจะไม่หักหลังเพื่อนอย่างหนิงหมิงเยว่ไม่หักหลังคู่หมั้นที่แสนดีและทำให้ครอบครัวต้องผิดหวังและจะไม่
จีอันฉีเคยคิดว่าเมื่อโตขึ้นนางจะได้แต่งงานเป็นเจ้าสาวของเหลียงคัง ตอนเด็กพวกนางเป็นเพียงชาวบ้านที่มีชีวิตเรียบง่าย แต่พอเติบโตในขณะที่นางได้เป็นบุตรสาวของนายกอง เขากลายเป็นแม่ทัพที่มีชื่อเสียง ทั้งหมดเป็นเพราะการระบาดของโรคและพวกซากศพแม้จะมีเรื่องมากมาย แต่ความคิดของนางก็ไม่เปลี่ยนไปเลย นางยังอยากแต่งงานกับเขา พี่ชายผู้นั้นแต่วันเวลาผันผ่านกระทั่งนางปักปิ่น ก็ไม่มีแม่สื่อสักคนมาที่จวนนาง เหลียงคังเองก็ไม่พูดจา นับวันยิ่งมีสตรีมากมายหมายปองเขา จีอันฉียิ่งร้อนรน และคนที่ทำให้นางร้อนรนที่สุดก็คือหญิงที่มาจากตะวันออก หนิงหมิงเยว่จีอันฉีเข้าไปหาเรื่องอีกฝ่ายอย่างถือดี ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางหาเรื่องสตรีที่กล้าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเหลียงคังแต่หนิงหมิงเยว่เป็นคนแรกที่สอนบทเรียนนางการทำอะไรไม่รู้จักคิด ไม่รู้จักประมาณตน จะต้องเตรียมใจยอมรับผลกระทบที่จะตามมา นางถูกลงโทษอย่างรุนแรง บิดาก็ถูกเพ่งเล็ง ชาวกำแพงใต้ล้วนวิพากษ์วิจารณ์ สร้างความอับอายให้ตระกูลจีเป็นอย่างมาก นางได้รับสายตาที่ผิดหวังจากคนในครอบครัว แต่ที่มากที่สุดคือการห้ามไม่ให้นางไปเหยียบท
ขุนพลหญิงรู้สึกเหมือนมีไฟลุกขึ้นมากลางอกทันที ควันแทบออกหูจริง ๆ เหล่าทหารทั้งหมดเห็นเช่นนั้นก็เริ่มหน้าซีด“แย่แล้ว” ใครบางคนพึมพำเสียงสั่นเพราะรู้ดี ขุนพลหนิงยามปกติก็น่ากลัวอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงยามที่มีโทสะ นี่น่ากลัวกว่าตอนที่ออกรบ ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะโดนหางเลขไปด้วย หลายคนลอบกลืนน้ำลายแต่คณิกาสาวยังไม่รู้สถานการณ์ จึงเอ่ยขึ้นอ่อนหวาน“พวกท่านเหตุใดจึงไม่ดื่มล่ะเจ้าคะ หรือต้องให้ข้าน้อยป้อน...”“ออกไป”กึกเสียงของหนิงหมิงเยว่เย็นชาจนหญิงสาวสะดุ้ง นางตัวสั่น ก่อนรีบถอยห่างราวกับกำลังเอาชีวิตรอด ส่วนเหล่าทหารไม่รู้ว่าใครเริ่มก่อน แต่เพียงพริบตาเดียว ทั้งห้องก็วุ่นวายทันที ขนาดรองแม่ทัพยังไม่อยู่“ข้านึกขึ้นได้ว่าพรุ่งนี้ต้องเข้ายาม!”“ข้าด้วย!”“โอ๊ย! สุราหมดแล้ว!”“ข้ากลับล่ะ”ทุกคนพากันเผ่นหนีราวกับสนามรบแตก ที่วิ่งเร็วที่สุดเห็นจะเป็นอู๋เฉาหยุนกับเย่ชิงเหวิน เพราะรู้ดียามที่หนิงหมิงเยว่ลงมือ นางไร้ปรานีภายในเวลาไม่กี่อึดใจ ห้องใหญ่ที่เคยครึกครื้นก็เหลือเพียงสองสามีภร
ค่ำคืนที่ค่ายบูรพาครึกครื้นเป็นพิเศษ หลังผ่านพ้นโรคระบาดทั้งพวกซากศพก็ไม่ค่อยมารุกรานทำให้กำแพงตะวันออกนั้นค่อนข้างสงบ เหล่าแม่ทัพนายกองจึงพากันจัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองขึ้นที่หอสุราใหญ่ริมแม่น้ำ และคนที่ถูกลากตัวมาด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้...ก็คือมู่ไป่หาน“ขุนพลมู่! วันนี้ท่านห้ามกลับก่อนเด็ดขาด!”“ใช่แล้ว! นานทีจะได้ฉลองกัน!”“ดื่มอีกจอก!”เสียงโหวกเหวกดังลั่นทั้งห้อง นายกองแต่ละคนหน้าแดงก่ำ ที่สนุกสนานที่สุดจะเป็นผู้ใดได้หากไม่ใช่สหายเจ้าสำราญทั้งสองของมู่ไป่หานอย่างอู๋เฉาหยุนกับเย่ชิงเหวิน เย่ชิงเหวินน่ะไม่เท่าไร ยามที่เมาไม่ค่อยมีปากมีเสียง ไม่เหมือนอู๋เฉาหยุน ที่ร้องรำทำเพลงราวกับตนเองไม่ใช่ทหารกล้ามู่ไป่หานขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ใช่คนชอบงานสังสรรค์นัก แต่เพราะช่วงนี้ทุกคนเหน็ดเหนื่อยมานาน จึงไม่อยากขัดบรรยากาศ อีกทั้งจะสลัดอู๋เฉาหยุนทิ้งก็ไม่ง่ายเลยชายหนุ่มจึงได้แต่นั่งนิ่ง ๆ ปล่อยให้คนอื่นกรอกสุราใส่มือ“พอแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบหลังดื่มไปหลายจอก“ข้าต้องรีบกลับจวน”รองแม่ทัพคนหนึ่งหัวเราะเสียงดัง“กลับไปหาฮูหยิ







