เข้าสู่ระบบอำนาจการแย่งชิงส่งผลให้นางสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง แรงรัก แรงแค้น แรงอาฆาต นำพาโอกาสให้นางได้ทวงคืนความไม่เป็นธรรมที่ได้รับ แต่เหตุไฉนเขาผู้นั้นกลับเปลี่ยนไป... “เชียนเชียน อันที่จริงข้าไม่เคยทรยศเจ้า ไม่เคยทรยศต่อความรักของเรา” เสียงหัวเราะขบขันดังขึ้น ดวงตาคู่งามแดงก่ำน่ากลัว เดินขึ้นหน้าเข้าไปจ้องตาชายหนุ่ม “ไม่เคยทรยศ? เช่นนั้นที่บ้านเมืองของข้าต้องล่มสลาย ครอบครัวถูกสังหารต่อหน้าต่อตา ตัวข้าถูกทรมานและเผาทั้งเป็น สิ้นใจตายท่ามกลางทะเลเพลิงในวันแต่งงานของเจ้ากับอสรพิษชั่วช้าตัวนั้น ทั้งหมดนี้หมายความว่าอย่างไร” “หากข้าอธิบาย เจ้ายินดีเชื่อข้าหรือไม่” ตอบอย่างไม่ลังเล ในใจเวลานี้มีเพียงความเคียดแค้นชิงชังยามนึกถึงความเจ็บปวดและสูญเสียที่ต้องแบกรับในชาติก่อน ต้องการให้ฝ่ายตรงข้ามชดใช้หนี้เลือดด้วยเลือด นี่คือความปรารถนาสูงสุดของนางตั้งแต่แรกเริ่มที่จำทุกอย่างได้ “ข้าย่อมไม่เชื่อ!”
ดูเพิ่มเติมลานประหารกลางเมืองแคว้นเยวี่ย แสงแดดร้อนระอุราวต้องการแผดเผาสรรพสิ่งเบื้องล่าง บนลานยกสูง หญิงสาวรูปร่างผ่ายผอม เส้นผมกระเซอะกระเซิงจับตัวเป็นกลุ่มก้อน ร่างกายมีบาดแผลจากการทรมาน ได้กลิ่นสาบไหม้ของเนื้อในอากาศ โลหิตสีแดงฉานอาบย้อมชุดนักโทษขาดวิ่น เป็นรอยแส้ที่ตวัดลงมาบนร่างทุกวัน วันละกี่ครั้งมิอาจนับ ดวงหน้าที่เคยงดงามล่มเมืองถูกกรีดเฉือนจนไม่เหลือเค้าโครงความเป็นใบหน้าคน ทั้งน่ากลัวและน่าสะอิดสะเอียน
ร่างอ่อนแอบอบบางที่เพียงลมพัดแรงก็อาจปลิวไปตามลมถูกตรึงไว้กับเสา ใต้เท้าคือกองฟืนขนาดใหญ่ราดน้ำมัน โยนคบเพลิงลงไปก็พร้อมเผาผลาญทุกอย่างให้มอดไหม้กลายเป็นเถ้าธุลี
สองตาหมดประกายกวาดมองชาวบ้านที่มารวมตัวดูการประหาร แต่ละคนพากันวิพากษ์วิจารณ์สนุกปาก สีหน้าแววตารังเกียจระคนดูแคลน บางคนถึงขั้นขว้างปาเศษผักเศษอาหารใส่นาง ไร้ซึ่งความเวทนาสงสารทั้งที่นางอยู่ในสภาพคนก็ไม่ใช่ผีก็ไม่เชิงแล้ว
เบื้องหน้าที่แม้จะไกลแต่ก็ยังมองเห็นคือพระราชวังอันยิ่งใหญ่ของแคว้นเยวี่ย ตอนนี้กำลังมีพิธีอภิเษกสมรสของรัชทายาทหวังเทียนซวี่ บุรุษที่นางทั้งรักทั้งเกลียด เขาคือคนที่นางรักสุดหัวใจ ขณะเดียวกันก็เป็นคนทำลายชีวิตนาง ครอบครัวนาง บ้านเมืองของนาง
รอยยิ้มหยันปรากฏบนริมฝีปากแตกยับชุ่มเลือด ตามด้วยเสียงหัวเราะบ้าคลั่งเฉกเช่นคนเสียสติ
นางคือองค์หญิงแปดจ้าวลี่เชียน พระธิดาองค์โปรดของกษัตริย์แคว้นหลัน เป็นที่รักของอาณาประชาราษฎร์ ทว่าต้องถูกตราหน้าว่าเป็นสตรีล่มเมือง สูญเสียบ้าน สูญเสียครอบครัว สูญเสียแผ่นดิน เพียงเพราะความโง่งมในรักของนาง
บุรุษชั่วช้าผู้นั้นหลอกใช้ความรักความเชื่อใจของนาง ตอบแทนนางด้วยการยกทัพเข้ามาเหยียบย่ำทำลายแผ่นดินแคว้นหลัน เหตุการณ์วันนั้นยังคงสลักลึกในใจเป็นบาดแผลฉกรรจ์ วันที่พระบิดาพระมารดาและญาติพี่น้องทั้งหมดถูกสังหาร วังหลวงกลายเป็นทะเลเลือด กลิ่นคาวคละคลุ้งชวนสะอิดสะเอียน ซากศพมากมายเกลื่อนพื้น เซ่นสังเวยงานอภิเษกองค์หญิงแปดของพวกเขา
หยาดน้ำตาไหลร่วงดั่งสายฝน ดวงตาอาฆาตแค้นจ้องมองพระราชวังแคว้นเยวี่ย เสียงดนตรีแห่งความสุขและการเฉลิมฉลองคล้ายมีคล้ายไม่มี เค้นเสียงลอดไรฟัน “หวังเทียนซวี่ ชาตินี้ข้าโง่เขลาถึงได้รักคนอย่างเจ้า หากชาติหน้ามีจริง ข้าจ้าวลี่เชียนขอตามจองล้างจองผลาญ ชิงชังเจ้าทุกภพทุกชาติ”
“ประหาร!” เสียงขุนนางผู้คุมการประหารดังขึ้น โยนแผ่นป้ายลงทัณฑ์บนพื้น
กองฟืนใต้ฝ่าเท้าถูกเปลวเพลิงกลืนกินอย่างรวดเร็ว กักขังร่างเล็กไว้ด้านในภายในเวลาไม่กี่อึดใจ เสียงกรีดร้องโหยหวนที่ทุกคนตั้งหน้าตั้งตารอฟังไม่มี เนื่องจากความแค้นความอาฆาตบดบังความรู้สึกต่าง ๆ ของหญิงสาวไปจนหมด นางไม่รับรู้ถึงความอึดอัด แสบร้อน เจ็บปวดทรมาน จากการถูกไฟแผดเผา
ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต นางวอนขอสวรรค์ให้เมตตาประทานโอกาสให้นางได้แก้แค้น ได้ทวงคืนความเป็นธรรม ให้คนชั่วได้ชดใช้อย่างสาสม แม้ว่าสิ่งที่ต้องแลกคือวิญญาณแตกสลาย ไม่ได้เวียนว่ายตายเกิดอีกก็ตาม
ภายในห้องพักที่ดีที่สุดของโรงเตี๊ยม สตรีนางหนึ่งนั่งหอบหายใจอยู่บนเตียง เม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มดวงหน้า เสื้อนอนเปียกชุ่มแนบติดแผ่นหลัง นางยกชายแขนเสื้อขึ้นมาซับเหงื่ออย่างอ่อนล้า ความฝันเมื่อครู่เสมือนจริงยิ่งนัก ราวกับว่านางไปยืนอยู่กลางทะเลเพลิงนั้นจริง ๆ ความเคียดแค้นอัดแน่นเต็มอก นึกไม่ถึงว่านางจะมีอารมณ์ร่วมถึงขั้นตื่นขึ้นมาก็ยังสัมผัสได้ถึงมัน
“เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะคุณหนู” สาวใช้ประจำตัวเปิดประตูเข้ามาหลังได้ยินความเคลื่อนไหวในห้องเจ้านาย จุดตะเกียงให้แสงสว่างก่อนรวบผ้าม่านหน้าเตียง
หญิงสาวที่เป็นคุณหนูนั่งปรับลมหายใจ เมื่ออารมณ์สงบจึงตอบว่า “ไม่มีอะไร แค่ฝันร้าย”
สาวใช้นั่งลงตรงขอบเตียง ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อให้ผู้เป็นนาย “คุณหนูฝันเห็นอะไรเจ้าคะ ไฉนเหงื่อท่วมตัวเช่นนี้”
ความฝันน่ากลัว จะมีสักกี่คนที่อยากเล่าอยากนึกถึง จึงตัดบทไปสั้น ๆ “ลืมแล้ว”
“ลืมแล้ว?” สาวใช้ทำหน้างุนงง ปกติคุณหนูของนางความจำดีมาก เป็นไปได้อย่างไรที่จะลืมความฝันทั้งที่เพิ่งตกใจตื่น จากที่ติดตามรับใช้อีกฝ่ายตั้งแต่เด็ก เห็นได้ชัดว่าไม่อยากพูดถึงฝันร้ายนั้น จึงไม่รั้นสอบถามอีก
“ยามใดแล้ว”
“ยามเหม่า*เจ้าค่ะ”
ท้องฟ้าด้านนอกยังไม่สว่าง คนเป็นคุณหนูใคร่ครวญครู่หนึ่ง “ให้คนจัดเตรียมรถม้าเถิด ข้าจะออกเดินทางแล้ว ช้ากว่านี้เกรงจะไปไม่ทันอวยพรวันคล้ายวันเกิดท่านย่า”
“แต่ว่าคุณหนูเร่งเดินทางทั้งวันทั้งคืนมาหลายวันแล้วนะเจ้าคะ เพิ่งได้นอนเตียงดี ๆ เมื่อคืนที่ผ่านมา พักผ่อนต่ออีกหนึ่งชั่วยาม**ดีหรือไม่ บ่าวคำนวณดูแล้วคุณหนูไปทันงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดฮูหยินผู้เฒ่าแน่นอนเจ้าค่ะ”
* ยามเหม่า คือเวลา ๐๕.๐๐ - ๐๖.๕๙ น.
** หนึ่งชั่วยาม เท่ากับ สองชั่วโมง
จ้าวลี่เชียนดึงความคิดของตนเองกลับมา ฟังจากคำพูดของเด็กหนุ่ม เป็นอันแน่ชัดว่าคือขอทานคนนั้น “จำได้สิ เจ้าเปลี่ยนไปจนข้าเกือบจำไม่ได้” “ต้องขอบคุณคุณชายหนานที่เมตตา อาซิ่นจึงมีชีวิตที่ดีขึ้น” จ้าวลี่เชียนเหลือบมองหนานไห่ ครั้นเก็บสายตากลับมาจึงพูดกับอาซิ่นว่า “น้องสาวเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” สายตาของอาซิ่นที่มองจ้าวลี่เชียนเต็มไปด้วยความเคารพเทิดทูน “เพราะคุณหนู น้องสาวของอาซิ่นจึงรอดพ้นจากความตาย เวลานี้หายดีแล้วขอรับ” “เป็นเรื่องดี วันหน้าต้องการความช่วยเหลือไปหาข้าที่จวนได้” “ในเมื่อคุณหนูจ้าวมีใจอยากช่วย มิสู้ให้เขาติดตามรับใช้ ร่างกายอาซิ่นเหมาะต่อการฝึกยุทธ์ ข้าจึงให้ซุนซือสอนการต่อสู้ให้เขา เนื่องจากระยะเวลากระชั้นชิด ฝีมืออาจไม่เก่งกาจเท่าคนที่ตั้งใจฝึกฝนตั้งแต่เด็ก แต่เชื่อว่าสามารถดูแลปกป้องคุณหนูได้ ช่วยทำงานหรือสืบข่าวในสถานที่ที่องครักษ์หญิงของคุณหนูไม่สะดวกเข้าไปได้ เก็บความลับได้ดีกว่าด้วย เขาเป็นคนขยัน วันหน้าความสามารถยังพัฒนาได้อีกไกล” “นี่คือของขวัญที่คุณชายหนานอยากมอบให้ข้า?” จ้าวลี่เชีย
จ้าวลี่เชียนลืมตาขึ้นมาพบว่าตนเองอยู่ในห้องนอนของจวนแม่ทัพใหญ่ บิดามารดาเรียกนางไปพบ สอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น ไฉนนางถึงหมดสติที่ตำหนักบูรพา นางไม่ตอบเรื่องนี้ บิดามารดาของนางก็ไม่บังคับ เปลี่ยนไปพูดเรื่องสำคัญ นั่นคือฮองเฮาอยากสู่ขอนางให้รัชทายาท บิดาไม่ได้ให้คำตอบในตอนนั้น บอกเพียงต้องการถามความเห็นของนางก่อน ฮ่องเต้ให้การสนับสนุน ตรัสว่าไม่รีบร้อน สกุลจ้าวสามารถขบคิดนานเท่าไรก็ได้ คนไม่รู้คงคิดว่าพระองค์มีเมตตา ไม่บีบบังคับคนให้ทำเรื่องไม่เต็มใจ ส่วนคนที่รู้ว่าลูกสะใภ้ที่ฮ่องเต้หมายตาไว้มานานคือหลี่ม่านโถว ย่อมมองออกถึงการถ่วงเวลา เพื่อที่ระหว่างนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลง นางเจอหลี่ม่านโถวในวัง คาดว่าคงเป็นการจัดการของฮ่องเต้ สร้างโอกาสให้หลี่ม่านโถวเอาชนะใจหวังเทียนซวี่ จะอย่างไรก็ตาม สำหรับนางมีแต่ได้ไม่มีเสีย ในเมื่อฮ่องเต้ให้เวลาขบคิด นางก็จะขบคิดนาน ๆ นานจนราชวงศ์หวังล่มสลาย ถึงเวลามีเรื่องพลิกฟ้าคว่ำดิน ใครจะยังมาสนใจเรื่องเสื่อมเสียของนางอีก วันเวลาผ่านไปอย่างสงบเงียบ บิดามารดาไม่เอ่ยเรื่องแต่งงาน นางก็หลีกเลี่ยงไม่พูดถึง หวังเทียนซวี่หายตัวไม่ได้
หวังเทียนซวี่วางจ้าวลี่เชียนบนตั่งยาวข้างหน้าต่าง ถอดถุงเท้าของนางเพื่อจะได้ทำการรักษาได้อย่างถูกต้อง จ้าวลี่เชียนรีบชักเท้าหลบ “สตรีไม่ควรเผยเท้าให้บุรุษที่มิใช่สามี” ดึงถุงเท้าที่เพิ่งถอดออกได้ครึ่งเดียวกลับ “ข้าต้องรับผิดชอบที่ล่วงเกินเจ้าอยู่แล้ว จะเห็นเท้าของเจ้าก่อนแต่งก็ไม่เป็นไรหรอก” จับเท้าของนางวางบนตัก เตรียมถอดถุงเท้าอีกครั้ง “หม่อมฉันไม่ต้องการความรับผิดชอบจากรัชทายาท หยุดทำเรื่องไม่สำรวมได้แล้วเพคะ” ปัดมือที่จับถุงเท้าของตนเองทิ้ง “รบกวนรัชทายาทให้นางกำนัลหรือขันทีก็ได้พาหม่อมฉันไปส่งที่รถม้า หม่อมฉันจะไปรอบิดาที่นั่น” ถึงจะรู้ว่าจ้าวลี่เชียนต้องปฏิเสธความรับผิดชอบของเขา แต่ในใจหวังเทียนซวี่ก็ยังรู้สึกหน่วงและผิดหวังอยู่ดี “การแต่งงานของบุตรเป็นบิดามารดาที่ตัดสินใจ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้า” จ้าวลี่เชียนแค่นหัวเราะ “สกุลอื่นอาจเป็นเช่นนั้น แต่ไม่ใช่สกุลจ้าวของหม่อมฉัน ความสุขทั้งชีวิตของลูก อย่างไรบิดามารดาก็ต้องถามความเห็น ซึ่งคำตอบของหม่อมฉันคือไม่ยินยอม” หวังเทียนซวี่สะกดความเสียใจ ระยะนี้
จังหวะที่หลี่ม่านโถวกำลังเดินผ่าน จ้าวลี่เชียนคว้าแขนอีกฝ่ายไว้ นัยน์ตาแดงฉานดุจปีศาจคลั่ง ยิ้มเหี้ยมเกรียมแล้วกดเสียงต่ำให้ได้ยินกันสองคน “คุณหนูหลี่รักษาตัวด้วย หมากกระดานนี้ไม่ใช่เจ้าวอดวายก็เป็นข้าที่สิ้นลม ดังนั้นข้าจะไม่ออมมือ” ร่างกายหลี่ม่านโถวสั่นสะท้าน ทั้งกลัวและโกรธ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครข่มขู่นางเช่นนี้มาก่อน สะบัดมือจ้าวลี่เชียนออก กดเสียงต่ำพูดว่า “อย่าทำตัวอวดเก่งจองหองให้มากนัก ข้าไม่ยอมเป็นผู้ถูกกระทำฝ่ายเดียวแน่ เจ้าเองก็รักษาตัวให้ดี หมากกระดานนี้ไม่เจ้าตายก็ข้าม้วยเช่นกัน” “เชิญคุณหนูจ้าวนั่ง” หวังเทียนซวี่พูดเมื่อหลี่ม่านโถวจากไปแล้ว เรื่องที่หญิงสาวทั้งสองกระซิบกระซาบกันเขาไม่สนใจ ความสนใจของเขาเวลานี้คืออยากพูดคุยกับจ้าวลี่เชียน จ้าวลี่เชียนเก็บสายตามาจากแผ่นหลังหลี่ม่านโถว เชื่อว่าอีกไม่นานศัตรูอันดับหนึ่งของนางคนนี้จะต้องมีความเคลื่อนไหว “ขอบพระทัยรัชทายาท หม่อมฉันไม่ได้คิดจะรั้งอยู่นาน ยืนเช่นนี้สะดวกกว่า” เรียกอู๋กงกงที่ยืนอยู่ด้านนอกหอเก๋งเข้ามา เนื่องจากเขาอาสาถือของขวัญที่นางจะมอบให้หวังเทียนซ

















