Masukหรงอวี้ฟุบหน้าอยู่กับพวงมาลัย บนหน้าผากเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อผุดซึม“หรงอวี้!” เธอร้องเรียกชื่อหรงอวี้อย่างหมดเรี่ยวแรงกระจกหน้าต่างรถคาเยนแตกละเอียด แถมประตูรถก็ยุบตัวลึกลงไปเป็นวงกว้างถุงลมนิรภัยในรถของหรงอวี้พองตัวออก อัดร่างเขาติดอยู่ภายในห้องโดยสาร“หรงอวี้! รีบตื่นสิ!”ภายใต้เสียงตะโกนเรียกนับครั้งไม่ถ้วน ในที่สุด หรงอวี้ก็ลืมตาขึ้น เขาขยับตัวเล็กน้อยการขยับตัวขณะถูกอัดด้วยถุงลมนิรภัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ชายหนุ่มรู้สึกปวดร้าวบริเวณต้นขาเหลือเกินเขาพูดด้วยเสียงแหบพร่า “ย่างย่าง ผมไม่เป็นไร แล้วคุณล่ะ?”ตอนนี้ ซูย่างหลงลืมเรื่องราวที่ผ่านมาหมดสิ้น ดวงตาของเธอแดงเรื่อขณะจ้องมองหรงอวี้ “ฉันไม่เป็นไรค่ะ ว่าแต่คุณจะออกมายังไง?”“โทรขอความช่วยเหลือหรือยัง?” หรงอวี้ถามเมื่อซูย่างหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ก็พบว่าไม่มีสัญญาณ จึงโทรขอความช่วยเหลือไม่ได้“ไม่มีสัญญาณเลยค่ะ” เมื่อครู่ตอนอยู่บนสะพาน สัญญาณโทรศัพท์ของเธอก็ขาด ๆ หาย ๆ อยู่แล้วรถยนต์ที่ขับไล่ล่าเธอนั้น คันหนึ่งร่วงตกเหวไปแล้ว ส่วนอีกคันก็ถูกชนจนพลิกคว่ำ ในรถสองคันนี้คงต้องติดตั้งเครื่องตัดสัญญาณเอาไว้แน่ซูย่างมองไ
ซูย่างขับรถพุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วเต็มอัตรา ส่วนด้านหลังก็ยังมีรถสีดำสองคันขับตามมาติด ๆเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ดังขึ้นไม่หยุด เธออยากรับสายใจจะขาด แต่สถานการณ์ตอนนี้ทำให้เธอไม่กล้าแม้แต่ขยับตัว เสียงล้อรถเสียดสีกับพื้นถนนดังสนั่นจนน่าขนลุกตลอดทางมีแต่ฝุ่นควันฟุ้งตลบ รถคันหลังยังคงพุ่งชนรถของเธออย่างไม่คิดชีวิต คล้ายกับพร้อมจะตกตายไปตามกัน เธอมั่นใจว่าคนที่โทรหาเธอขณะนี้จะต้องเป็นหรงอวี้แน่ เมื่อกี้พอได้ยินเธอบอกไปแบบนั้น หรงอวี้คงร้อนใจไม่ใช่น้อยแต่รถยนต์คันหลังก็ยังคงไล่ล่าไม่ลดละ ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ เธอไม่อาจชะล่าใจได้เลยแม้แต่นิดเดียวเพียงแต่เธอประเมินความดื้อรั้นของคนพวกนั้นต่ำเกินไป เมื่อมาถึงบริเวณหัวโค้งแห่งหนึ่ง สติของซูย่างก็เริ่มเลื่อนลอย ความคิดความอ่านสับสน เธอขบกรามกรอด บังคับตัวเองให้ตั้งสติอีกครั้งถนนบนภูเขาทั้งคดเคี้ยว คับแคบและสูงชัน หากไม่ทันระวังก็อาจตกถนน และถ้ารถพลิกคว่ำตกลงไป นั่นก็หมายถึงความตายอย่างไม่ต้องสงสัยท้องฟ้ามืดแล้ว ถนนบนภูเขาที่ไร้ซึ่งเสาไฟฟ้ายิ่งทวีความอันตราย รถคันหลังเปิดไฟสูงสาดส่องมาโดยตรง พร้อมทั้งกะพริบไฟเป็นร
ฝู่หยาฮุ่ยคิดไม่ถึงว่าคนเป็นแม่จะพูดเช่นนี้ จึงถอนหายใจด้วยความจนปัญญา แม่ฝู่มองออกว่าลูกสาวตัดสินใจแน่วแน่ แต่ในท้องของกู้อวี่หนิงก็คือทายาทตระกูลฝู่ หากกู้อวี่หนิงติดคุกขึ้นมาจริง ๆ เด็กน้อยก็ต้องเกิดมาพร้อมตราบาปติดตัวไปชั่วชีวิตทันใดนั้น แม่ฝู่ก็มองฝู่หยาฮุ่ยก่อนคุกเข่าลงหัวใจของฝู่หยาฮุ่ยกระตุกวูบ เธอไม่อยากเห็นแม่ฝู่ต้องยอมทำถึงขั้นนี้เพื่อเด็กคนหนึ่งเลยจริง ๆ“แม่คะ หนูยอมแล้ว!” เธอกัดฟันกรอดพูดออกไปตอนแรกเข้าใจว่าตัวเองยินดีสละได้ทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ แต่เมื่อเห็นแม่ฝู่คุกเข่าลงตรงหน้า เธอก็ยังไม่อาจควบคุมตัวเองได้อยู่ดีหลังงานเทศกาลโคมไฟจบลง ซูย่างก็รู้สึกขมขื่นอยู่ในใจ ซึ่งเมื่อก่อนเธอไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนี้เธอเพียงไม่รู้ว่าควรจัดการกับความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับหรงอวี้อย่างไร ความเย็นชาในอดีตราวกับถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกแปลกใหม่หลังงานเทศกาลโคมไฟ มันคืออารมณ์ที่สลับสับเปลี่ยนไปมาระหว่างความอยากถอยห่างกับความกระตือรือร้นซูย่างขับรถไปบนสะพานข้ามเมือง ซึ่งเป็นสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองหนานเฉิงกับเกาะซงอู้ด้วยความที่เกาะซงอู้ถูกทิ้งร้างมานาน สะพานข้ามเมืองแ
แม่ฝู่พลันชี้หน้าคำรามใส่ซูย่างทันที "นังแพศยา! นี่แกตั้งใจแกล้งกันชัด ๆ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าอวี่หนิงเองก็เป็นเหยื่อ เรื่องทั้งหมดเป็นฝีมือของนังผู้หญิงที่ชื่อเวินจ่านคนนั้น! ทำไมถึงไม่ไปแจ้งความจับหล่อนล่ะ? หรือว่าแกเก่งแต่กับคนที่อ่อนแอกว่าเท่านั้น?"ซูย่างแค่นหัวเราะ "คุณไม่รู้หรือไงคะว่าคนที่ปล่อยหลักฐานมัดตัวกู้อวี่หนิงจนดิ้นไม่หลุดน่ะก็คือเวินจ่าน? จะว่าไปตัวการใหญ่ในเรื่องนี้ก็คือเวินจ่านไม่ใช่เหรอ? คุณนายฝู่เอาแต่วิ่งโร่มาหาฉัน แต่กลับไม่ไปหาหล่อน หรือเป็นเพราะเก่งแต่กับคนที่อ่อนแอกว่าเหมือนกันล่ะคะ?""นี่แก!" แม่ฝู่โกรธจัดจนหน้าซีด ซูย่างไม่ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายได้จับผิดต่อ จึงจ้องมองแม่ฝู่ด้วยความเย็นชาห่างเหิน "เชิญออกไปได้แล้วค่ะ ที่นี่ไม่ต้อนรับคุณ"แม่ฝู่ทิ้งท้ายไว้อีกประโยคหนึ่งก่อนไปว่า "แล้วเราจะได้เห็นดีกัน!"ภายในโรงพยาบาลจิตเวช ฝู่หยาฮุ่ยเพิ่งกินมื้อเช้าเสร็จ เธออยู่ที่นี่มาหลายวันจนเริ่มเกิดความคุ้นชิน และตั้งแต่ที่แม่ฝู่เที่ยวมาเซ้าซี้ให้เธอยอมรับผิดแทนคนอื่น ฝู่หยาฮุ่ยก็เลิกหวังที่จะได้ออกไปจากที่นี่แล้วเธอถึงขั้นเริ่มกลัวว่าจะมีใครมาเยี่ยม เพราะไม่อยากได้ย
ซูย่างรับแบบทดสอบมาดู และหยิบปากกาหมึกแดงขึ้นมาตรวจแก้ด้วยความตั้งใจไม่นาน เธอก็นำแบบทดสอบอีกชุดมาวางลงตรงหน้าหรงอวี้ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เดี๋ยวคุณตอบคำถามฉันพร้อมกับทำแบบทดสอบชุดนี้ไปด้วยนะคะ หนึ่งคำถามต่อหนึ่งข้อ”ขณะเดียวกัน เธอก็หยิบนาฬิกาจับเวลาขึ้นมาถือถึงหรงอวี้จะไม่เข้าใจนัก แต่ก็ยังพยักหน้าตอบรับด้วยความมึนงงซูย่างมองดูเขาก้มหน้าลงมือทำอย่างตั้งใจ แบบทดสอบชุดนี้เป็นโจทย์คณิตศาสตร์ระดับสูงทั่วไป แม้ไม่ได้ยากเย็นอะไร แต่ก็ต้องอาศัยความรอบคอบและระมัดระวัง หากเหม่อลอยเพียงนิดก็อาจตอบผิดได้ทันทีเธอถามว่า “เมื่อสามปีก่อน คุณมีแฟนไหม?”ปลายปากกาของหรงอวี้สั่นไหว นึกไม่ถึงเลยว่าพอเริ่มมาก็... เข้าประเด็นทันทีเขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงตอบ “มีครับ”ซูย่างมองเขาทำโจทย์ข้อแรกเสร็จ ก็กดนาฬิกาจับเวลาเพื่อบันทึกเวลาไว้เมื่อหรงอวี้เริ่มลงมือทำโจทย์ข้อที่สอง ซูย่างก็ถามต่อ “บอกฉันหน่อยสิ แฟนของคุณคือเวินจ่านใช่ไหม?”“ไม่ใช่!” เขาตอบกลับด้วยความหนักแน่น“งั้นคุณรู้จักฉันหรือเปล่า?” เธอถามขึ้นอีกครั้งหรงอวี้เขียนตัวหนังสือลงไปบรรทัดหนึ่ง “ไม่ทำแล้วครับ”เขาค่อย ๆ
สีหน้าเธอผ่อนคลายลง ขณะมองฝู่เฉินซีด้วยความเคร่งขรึมพลางกล่าว “ถึงฉันจะรวบรวมหลักฐานเอาผิดเมียคุณได้แล้วจริง ๆ แต่ฉันยังไม่ทันได้ส่งให้ตำรวจ เมียคุณก็ถูกจับไปซะก่อน”กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เธอไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กู้อวี่หนิงถูกจับกุมในครั้งนี้ฝู่เฉินซีเบิกตาโต ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยินหมายความว่าคนที่ไปแจ้งความครั้งนี้ไม่ใช่ซูย่างงั้นเหรอ? แล้วมันจะเป็นใครไปได้ล่ะ?“แต่นอกจากคุณที่มีเหตุผลให้แจ้งความแล้ว คนอื่นก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องมายุ่งเรื่องชาวบ้านสักหน่อย” ฝู่เฉินซีขมวดคิ้วมุ่นซูย่างหัวเราะหยัน “ฝู่เฉินซี อย่าลืมสิว่ากู้อวี่หนิงยังมีศัตรูคนอื่นอยู่อีกนะ เช่น คุณหนูเวินจ่านที่คิดใช้เมียคุณเป็นแพะรับบาปนั่นไง”ฝู่เฉินซีพลันเข้าใจขึ้นมาในทันใด ใช่แล้ว! ยังมีเวินจ่านอีกคน! เขาหวนนึกถึงคำพูดของกู้อวี่หนิง เวินจ่านคงกลัวว่าอีกไม่นานซูย่างต้องสืบสาวมาถึงตัวแน่ จึงได้พยายามหาวิธีทำให้กู้อวี่หนิงกลายเป็นแพะรับบาปแบบนี้ฝู่เฉินซีทอดถอนใจ ก่อนพูดกับซูย่างด้วยความรู้สึกผิด “ซูย่าง เรื่องก่อนหน้านี้กู้อวี่หนิงทำไม่ถูกจริง ๆ ฝ่ายหยาฮุ่ยเองก็ผิดต่อคุณมาก แต่ตอนนี้หยาฮุ่ยเข้าไปอยู
"หรงอวี้?" ฝู่เฉินซีหรี่ตาลงเล็กน้อยมืดค่ำป่านนี้แล้ว ทำไมเขาถึงมาปรากฏตัวที่ห้องของซูย่างได้ล่ะ?"ผมมาหาซูย่างเพราะมีธุระต้องจัดการ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณหรงมั้งครับ?"หรงอวี้มองฝู่เฉินซี ดวงตาฉายแววเย็นเยียบราวน้ำแข็ง "คุณหลินบอกแล้วว่าไม่ต้อนรับคุณ ถ้าคุณว่างมากก็เอาเวลาไปคิดหาวิธีช่วยน้องส
"ไม่ได้นะ!" ฝู่หยาฮุ่ยตะเกียกตะกายลุกขึ้นคล้ายได้แรงฮึดกลับคืน เธอกรีดร้องโหยหวนประหนึ่งคนเสียสติ "ท่านอธิการคะ! ห้ามแจ้งตำรวจเด็ดขาดนะคะ! ถ้าแจ้งตำรวจละก็ ชีวิตฉันจบเห่แน่! ไม่ได้เด็ดขาด! ฉันเป็นคนตระกูลฝู่ พี่ชายฉันอยู่ในคณะบอร์ดบริหาร ท่านจะเมินเฉยต่อบอร์ดบริหารไม่ได้นะคะ!"จะให้เป็นแบบนั้นไม่ได
"คุณมั่นใจใช่ไหมครับ?"ซูย่างพยักหน้า "อุปสรรคที่ยากสุดระหว่างจิตแพทย์กับผู้ป่วยส่วนใหญ่ ไม่ใช่สาเหตุของการกำเริบหรือรูปแบบการแสดงอาการของโรคหรอกค่ะ แต่มันคือความไว้วางใจต่างหาก ถ้าผู้ป่วยเชื่อใจหมออย่างหมดหัวใจไร้เงื่อนไข ก็จะได้ผลลัพธ์คุ้มค่าเกินกว่าที่ลงแรงไปแน่นอน และเมื่อกี้ฉันก็เห็นแล้วว่าเธอ
ครึ่งชั่วโมงก่อน ตอนแรกซูย่างคิดจะลุกไปต้มบะหมี่ในครัว แต่กลับพบว่าเจ็บขาจนทนไม่ไหว จึงโทรไปหาหลินลู่ซีซูย่างบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในงานแข่งขันให้หลินลู่ซีฟังทั้งหมด รวมถึงเรื่องที่ฝู่หยาฮุ่ยสาดน้ำร้อนใส่ และเรื่องที่ฝู่เฉินซีตามมาคาดคั้นเธอถึงห้องพยาบาลหลังรับฟังเรื่องราวทั้งหมด หลินลู่ซีก







