Masukซูย่างรับแบบทดสอบมาดู และหยิบปากกาหมึกแดงขึ้นมาตรวจแก้ด้วยความตั้งใจไม่นาน เธอก็นำแบบทดสอบอีกชุดมาวางลงตรงหน้าหรงอวี้ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เดี๋ยวคุณตอบคำถามฉันพร้อมกับทำแบบทดสอบชุดนี้ไปด้วยนะคะ หนึ่งคำถามต่อหนึ่งข้อ”ขณะเดียวกัน เธอก็หยิบนาฬิกาจับเวลาขึ้นมาถือถึงหรงอวี้จะไม่เข้าใจนัก แต่ก็ยังพยักหน้าตอบรับด้วยความมึนงงซูย่างมองดูเขาก้มหน้าลงมือทำอย่างตั้งใจ แบบทดสอบชุดนี้เป็นโจทย์คณิตศาสตร์ระดับสูงทั่วไป แม้ไม่ได้ยากเย็นอะไร แต่ก็ต้องอาศัยความรอบคอบและระมัดระวัง หากเหม่อลอยเพียงนิดก็อาจตอบผิดได้ทันทีเธอถามว่า “เมื่อสามปีก่อน คุณมีแฟนไหม?”ปลายปากกาของหรงอวี้สั่นไหว นึกไม่ถึงเลยว่าพอเริ่มมาก็... เข้าประเด็นทันทีเขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงตอบ “มีครับ”ซูย่างมองเขาทำโจทย์ข้อแรกเสร็จ ก็กดนาฬิกาจับเวลาเพื่อบันทึกเวลาไว้เมื่อหรงอวี้เริ่มลงมือทำโจทย์ข้อที่สอง ซูย่างก็ถามต่อ “บอกฉันหน่อยสิ แฟนของคุณคือเวินจ่านใช่ไหม?”“ไม่ใช่!” เขาตอบกลับด้วยความหนักแน่น“งั้นคุณรู้จักฉันหรือเปล่า?” เธอถามขึ้นอีกครั้งหรงอวี้เขียนตัวหนังสือลงไปบรรทัดหนึ่ง “ไม่ทำแล้วครับ”เขาค่อย ๆ
สีหน้าเธอผ่อนคลายลง ขณะมองฝู่เฉินซีด้วยความเคร่งขรึมพลางกล่าว “ถึงฉันจะรวบรวมหลักฐานเอาผิดเมียคุณได้แล้วจริง ๆ แต่ฉันยังไม่ทันได้ส่งให้ตำรวจ เมียคุณก็ถูกจับไปซะก่อน”กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เธอไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กู้อวี่หนิงถูกจับกุมในครั้งนี้ฝู่เฉินซีเบิกตาโต ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยินหมายความว่าคนที่ไปแจ้งความครั้งนี้ไม่ใช่ซูย่างงั้นเหรอ? แล้วมันจะเป็นใครไปได้ล่ะ?“แต่นอกจากคุณที่มีเหตุผลให้แจ้งความแล้ว คนอื่นก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องมายุ่งเรื่องชาวบ้านสักหน่อย” ฝู่เฉินซีขมวดคิ้วมุ่นซูย่างหัวเราะหยัน “ฝู่เฉินซี อย่าลืมสิว่ากู้อวี่หนิงยังมีศัตรูคนอื่นอยู่อีกนะ เช่น คุณหนูเวินจ่านที่คิดใช้เมียคุณเป็นแพะรับบาปนั่นไง”ฝู่เฉินซีพลันเข้าใจขึ้นมาในทันใด ใช่แล้ว! ยังมีเวินจ่านอีกคน! เขาหวนนึกถึงคำพูดของกู้อวี่หนิง เวินจ่านคงกลัวว่าอีกไม่นานซูย่างต้องสืบสาวมาถึงตัวแน่ จึงได้พยายามหาวิธีทำให้กู้อวี่หนิงกลายเป็นแพะรับบาปแบบนี้ฝู่เฉินซีทอดถอนใจ ก่อนพูดกับซูย่างด้วยความรู้สึกผิด “ซูย่าง เรื่องก่อนหน้านี้กู้อวี่หนิงทำไม่ถูกจริง ๆ ฝ่ายหยาฮุ่ยเองก็ผิดต่อคุณมาก แต่ตอนนี้หยาฮุ่ยเข้าไปอยู
"กู้อวี่หนิงถูกจับขนาดนี้แล้ว แม่ยังคิดจะมาเกลี้ยกล่อมให้หนูไปรับผิดแทนอีกเหรอ?" ฝู่หยาฮุ่ยถามด้วยความฉุนเฉียวใบหน้าของแม่ฝู่ปรากฏความกระดากใจ แต่ก็ยังกล่าวเสียงแข็ง "หยาฮุ่ย เรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว แกก็หัดทำตัวให้มันรู้ความสักทีเถอะ""ยังไงตอนนี้มันก็ไม่ใช่เวลาปกติ ถ้าพี่สะใภ้แกไม่ได้ท้อง แม่ก็ต้องช่วยแกแน่ เพราะเป็นตายร้ายดียังไงแกก็คือลูกสาวแท้ ๆ ของแม่ แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนกัน เด็กในท้องนั่นคือทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลฝู่ ไม่ว่ายังไงแม่ก็ต้องปกป้องไว้ให้ได้ อีกอย่าง แกวางใจเถอะ ต่อให้แกต้องรับโทษแทนพี่สะใภ้ แต่แม่กับพี่แกก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยแกออกมาให้ได้"ฝู่หยาฮุ่ยแค่นหัวเราะ "แม่คะ คำพูดไร้สาระพวกนี้ ตอนที่แม่มาเยี่ยมหนูครั้งก่อนก็พูดไปรอบหนึ่งแล้ว ดูเหมือนแม่จะลืมไปแล้วนะว่าตอนที่แม่พูดแบบนี้เมื่อครั้งก่อน มันเกิดอะไรขึ้น"เธอรู้สึกเพียงว่ามันน่าตลกสิ้นดี ตั้งแต่ถูกตำรวจจับจนกระทั่งโดนส่งตัวมาอยู่โรงพยาบาลจิตเวช แม่ฝู่มาหาเธอนับได้สองครั้งถ้วน ซึ่งครั้งแรกมาเพื่อเกลี้ยกล่อม แล้วเธอก็พยายามฆ่าตัวตาย ส่วนครั้งที่สองก็ยังคงมาเพื่อเกลี้ยกล่อมเหมือนเดิมอีกตอนนี้เพิ่งผ่
เธอเงยหน้าขึ้นมองหรงอวี้ผู้เดินจูงมืออยู่ด้านหน้า นานมากแล้วที่เธอกับเขาไม่ได้จับมือกันแบบนี้ บอกไม่ถูกว่าในใจรู้สึกขมขื่นหรืออะไร แต่ถ้าเป็นนิสัยตามปกติของซูย่าง เธอจะต้องสะบัดมือเขาทิ้งไปโดยไม่ลังเลแล้ว ทว่าครั้งนี้ เธอกลับนิ่งเงียบคล้ายไม่เป็นตัวของตัวเองนี่เป็นครั้งแรกที่เธออยากจะทำตามความรู้สึกที่แท้จริงและปล่อยตัวปล่อยใจดูสักครั้ง เธอชอบหรงอวี้ นั่นคือเรื่องที่ไม่อาจปฏิเสธ เธอเฝ้ารอให้หรงอวี้มาหา และกุมมือของเธอเอาไว้แนบแน่นเช่นนี้ร่างสูงโปร่งนั้นคอยขยับสลับซ้ายขวาเพื่อบังผู้คนที่เดินผ่านไปมาให้เธอ เขาช่างปกป้องเธอดีเหลือเกินในที่สุด พวกเขาก็เดินมาถึงริมแม่น้ำ คนส่วนใหญ่ที่ถือโคมไฟดอกไม้ สุดท้ายก็ล้วนต้องเดินมาที่ริมแม่น้ำเพื่อลอยโคมไฟในมือพร้อมกับคนรักซูย่างถูกดันมาจนถึงริมแม่น้ำด้วยความทำตัวไม่ถูก หรงอวี้เดินตามประกบอยู่ข้างกายเพื่อปกป้องเธออย่างใกล้ชิดซูย่างเห็นว่าโคมไฟในมือคนรอบข้างล้วนเขียนชื่อของคนสองคนเอาไว้ ทั้งยังมีคำอวยพรอันงดงาม แต่โคมไฟในมือเธอกลับมีแค่ชื่อเธอคนเดียว“รอฉันเดี๋ยวนะ!” เธอพูดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปจากริมแม่น้ำหรงอวี้
กู้อวี่หนิงได้ยินมารดาพูดเช่นนั้นก็ดวงตาแดงเรื่อ “แม่คะ อย่าพูดแบบนั้นเลย เฉินซีไม่มีทางทิ้งหนูแน่ เขาต้องช่วยหนูออกไปได้อยู่แล้วค่ะ”ต่อให้ฝู่เฉินซีไม่ช่วย แม่ฝู่ก็ไม่มีทางทอดทิ้งเธอแน่ กู้อวี่หนิงขยับมือลูบหน้าท้อง แม้จะทำไปเพื่อเด็กในท้องก็ยังดีแต่แล้วความสงบสุขทั้งหมดก็ถูกทำลายลงในยามค่ำคืน แม่ฝู่เพิ่งจะส่งน้ำซุปมาให้ ซดไปได้ไม่กี่คำ ตำรวจก็เข้ามาคุมตัวกู้อวี่หนิง“พวกคุณจะทำอะไรน่ะ!” แม่ฝู่คว้าแขนของกู้อวี่หนิงไว้พลางแผดเสียงตะโกนก้องกู้อวี่หนิงเองก็นึกไม่ถึงว่าเหตุการณ์จะกลายเป็นเช่นนี้ เธอถูกพาตัวไปขึ้นรถตำรวจ แม่ฝู่ยืนอยู่หน้าโรงพยาบาลด้วยความเดือดดาล ก่อนโทรศัพท์หาฝู่เฉินซี แล้วก็โทรศัพท์หาคุณปู่ฝู่เป็นลำดับต่อมามหาวิทยาลัยเอ ซูย่างเพิ่งเก็บข้าวของเสร็จเตรียมตัวเลิกงาน แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะได้พบหรงอวี้ที่หน้าประตู เธอตั้งใจจะหลบหน้า แต่กลับได้ยินเสียงของหลินลู่ซีดังขึ้นว่า“ย่างย่าง! อย่าเพิ่งไปสิ เดี๋ยวเราไปเที่ยวงานเทศกาลโคมไฟด้วยกันเถอะ!”งานเทศกาลโคมไฟเหรอ?ซูย่างพลันนึกขึ้นได้ว่าในบอร์ดของมหาวิทยาลัยก็เริ่มคุยเรื่องนี้กันอย่างคึกคักตั้งแต่ช่วงบ่ายแล้ว งานเทศกาลโ
ต่อให้ชายชราไม่ได้ไปร่วมงาน แต่ก็ไม่อาจขัดขวางให้มีคนมากมายนำคลิปเสียงมาส่งมอบอยู่ดีเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เวินจ่านก็ยิ่งเดือดดาล “คุณปู่คะ! ผู้เฒ่าหยางปากพร่ำบอกว่าเห็นคุณปู่เป็นพี่น้องแท้ ๆ แต่เขาก็ทำกับพวกเราแบบนี้ได้ลงคอ! แถมตัวเขาเองก็แสดงละครเก่งเหลือเกิน ตอนอยู่ในงานแทบจะยกป้ายสู้ราคาที่ดินมันซะทุกแปลง ดูไม่ออกเลยว่ามีแผน ตอนแรกหนูยังหลงนึกสงสารที่เขาประมูลอะไรไม่ได้สักอย่าง คนอะไรร้ายกาจจริง ๆ”คุณปู่เวินทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง น้ำเสียงราบเรียบ “นึกว่าไอ้เฒ่านั่นมันจะเห็นแกเป็นหลานสาวจริง ๆ หรือไง? พวกเราเป็นนักธุรกิจ ไม่ว่าเรื่องอะไรที่มีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้องก็อย่าได้หลงเชื่อใจคนอื่นง่าย ๆ เด็ดขาด นี่แกคงเอาคำเตือนของปู่โยนทิ้งไปหมดแล้วสินะ”เวินจ่านรู้สึกน้อยใจอยู่บ้าง แต่ก็ต้องยอมรับผิด ด้วยรู้ตัวดีว่าครั้งนี้ตนเองวู่วามเกินไปคุณปู่เวินมองดูแผนงานตรงหน้า น้ำเสียงเย็นเยียบ “แผนงานฉบับนี้เอากลับไปทำมาใหม่ ทิวทัศน์ของเกาะป้านเยว่ว่าไปก็ไม่เลว ถึงไม่ได้อยู่บนเส้นทางเดินเรือสายใหม่ แต่ตอนนี้เมืองหนานเฉิงกำลังสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ถ้าวางแผนใช้งานเกาะป้านเยว่ให้ด
หลังเลิกเรียน หรงอินรีบมาหาซูย่างทันที แต่กลับพบว่าซูย่างเอาแต่นั่งเหม่อ ใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว“พี่ซูย่าง เป็นอะไรไปเหรอ?” ตลอดมาซูย่างในสายตาของเธอเป็นคนที่ไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไร ก็มักจะใจเย็นและมีสติอยู่เสมอซูย่างยิ้มบาง ๆ แล้วพูดว่า “ไม่มีอะไรใหญ่โตหรอก”“พี่โกหกแน่เลย ใช่เพราะเรื่องที่ทุ
เขาหันไปพูดกับจ้าวเสี่ยวฉีต่อว่า “งั้นเอาเมนูที่นายคิดว่าอร่อยทั้งหมดมาเลยก็แล้วกัน”จ้าวเสี่ยวฉีรับเมนูไปด้วยความพอใจ ในตอนแรกเขายกกุ้งลายเสือออสเตรเลียที่พูดถึงเมื่อครู่มาเสิร์ฟบนโต๊ะ หรงอินถึงกับตาโตทันทีตระกูลฝู่ฝู่หยาฮุ่ยพอกลับถึงบ้านก็อาละวาดใหญ่โต “แม่! อายจะตายอยู่แล้ว! วันนี้ในเว็บบอร์
เธอถือแก้วเข้าไปใกล้หรงอวี้ตั้งใจจะชนแก้วด้วย แต่หรงอวี้หลบแล้วพูดว่า “ขอโทษนะคุณฝู่ ผมมากับย่างย่างครับ” สีหน้าของฝู่หยาฮุ่ยซีดลงทันที มืออีกข้างกำชายเสื้อไว้แน่น ส่วนมือที่ถือแก้วอยู่นั้น จะยกต่อก็ไม่ได้ จะลดลงก็ไม่กล้าเธอโกรธจนแทบอยากไม่มาหาหรงอวี้คุยด้วยตั้งแต่แรก “ย่างย่าง” คำเรียกที่สนิทส
หรงอินพูดต่ออย่างเป็นธรรมชาติว่า “ไม่เจอกันแค่วันเดียว ก็เหมือนห่างกันตั้งสามปีแน่ะ!”หรงอวี้หัวเราะเบา ๆ แล้วพูดว่า “อินอินพูดถูก”ซูย่างได้ยินแล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ สวยสว่างเจิดจ้าดั่งดอกไม้ไฟในงานเลี้ยง หลายคนต่างตื่นเต้นมองไปทางหรงอวี้ งานเลี้ยงของตระกูลฝู่ถึงแม้จะเชิญแขกที่มีชื่อเสียงและมี







