تسجيل الدخولบทที่ 4
เอิงเอยเดินตามเจ้าของบ้านอย่างเจ้าสัวมาถึงภายในห้องทำงานของอีกคน เมื่อย่างก้าวเข้ามาภายในห้องทำงานเรียบร้อยแล้ว เจ้าสัวปรัชกรณ์ก็เดินไปนั่งยังเก้าอี้ประจำตัวของตัวเอง โดยทิ้งให้เอิงเอยยืนยิ่งอยู่กลางห้อง
เอิงเอยทำตัวไม่ถูก ได้แต่ยืนมองเจ้าของห้องอยู่แบบนั้น
“คุณ…ไม่สิ เจ้าสัวจะให้เอยนั่งตรงไหนคะ” เอิงเอยตัดสินใจถามออกไป แต่สุดท้ายแล้วก็ได้คำตอบมาเพียงความเงียบ “เจ้าสัวปรัชกรณ์คะ จะให้เอยนั่งตรงไหนคะ”
“พูดกับผู้เสียงแข็ง ๆ แบบนี้เหรอ” เจ้าสัวปรัชกรณ์เงยหน้าจากกองเอกสารมามองใบหน้าของเอิงเอยแทน
“แล้วเจ้าสัวจะให้เอยนั่งตรงไหน”
จากคราแรกที่มีคำลงท้าย พอได้ยินอีกคนตำหนิมาแบบนั้นเอิงเอยเลยเปลี่ยนทั้งน้ำเสียง และไม่พูดคำลงท้ายซะด้วยเลย
เจ้าสัวปรัชกรณ์ลุกขึ้นจากเก้าอี้ และเดินตรงมาหาเอิงเอย ในตอนนี้หญิงสาวได้แต่ค่อย ๆ เดินถอยหลัง แต่แล้วเมื่อไร้ทิศทางหนีก็ต้องยอมที่จะพิงหลังไปกับผนังห้อง โดยที่เจ้าสัวของห้องอย่างเจ้าสัวปรัชกรณ์ยังคงเดินตามมาเรื่อย ๆ และจนสุดท้ายก็เกือบจะไม่มีช่องว่างระหว่างกัน
เจ้าสัวปรัชกรณ์เอื้อมมือไปแตะใบหน้าแสนหวานของเอิงเอยและหลังจากนั้นก็ค่อย ๆ ลูบไล้ตามกรอบหน้าของอีกคนเบา ๆ ตัวเขาค่อย ๆ โน้มหน้าเข้าไปใกล้กับบริเวณหูของเอิงเอย ทำเอาเอิงเอยแก้มและหูเริ่มขึ้นสีแดงจาง ๆ ด้วยความเคาะเขิน
เอิงเอยยกมือขึ้นมาดันหน้าอกของเจ้าสัวปรัชกรณ์ออก แต่ทว่าดันเท่าไหร่ก็ไม่ออกสักที จนสุดท้ายเองเป็นเจ้าของห้องทำงานแห่งนี้เป็นฝ่ายรวบมือของเอิงเอยทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน
“ใจเย็น ๆ เอิงเอย ฉันไม่ทำอะไรเธอในตอนนี้หรอก”
“เจ้า… เจ้าสัวก็ถอยออกไปหน่อยได้ไหมคะ เอยหายใจลำบากนะ”
อย่างที่เคยบอกไปว่าใบหน้าแสนหวานแบบนี้มักจะมีความดื้อซ่อนอยู่ และในตอนนี้เอิงเอยกำลังแสดงความดื้อออกมา
“หายใจลำบากเหรอ”
เจ้าสัวปรัชกรณ์แกล้งขยับใบหน้าเข้าไปใกล้กับใบหน้าของเอิงเอยอีกนิด แต่ในครานี้เอิงเอยไม่ยอมให้ตัวเองโดนแกล้งอยู่ฝ่ายเดียว เพราะตัวเธอก็กล้าที่จะสบตากับคนตรงหน้าแล้ว กลายเป็นว่าเจ้าสัวปรัชกรณ์ที่ขยับใบหน้าเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ จนกระทั่งว่าปลายจมูกของทั้งสองคนใกล้กันเกินไป
เอิงเอยเอียงคอเล็กน้อย ส่วนเจ้าสัวปรัชกรณ์นั่นเห็นแบบนั้นแล้วก็มีเสียง ‘หึ’ หลุดออกมาจากลำคอ แต่ก็ใช่ว่าคนอย่างเจ้าสัวปรัชกรณ์จะปล่อยเวลานี้ไปโดยเปล่าประโยชน์
เจ้าสัวปรัชกรณ์เอื้อมมือมาจับกรอบหน้าของเอิงเอยอีกครั้งแต่ในครั้งนี้ตัวเขาค่อย ๆ บีบแก้มของอีกคนด้วยแรงไม่หนักมากนัก หลังจากนั้นเจ้าของบ้านอย่างเจ้าสัวก็โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้มากยิ่งขึ้นจนกลายเป็นว่าในตอนนี้เจ้าสัวปรัชกรณ์กำลังมอบจูบให้กับเอิงเอย ทางด้านของหญิงสาวอย่างเอิงเอยที่ยังคงไร้ความสามารถในด้านนี้ทำได้ไม่ดีนัก แต่ในส่วนตรงนี้นั่นทำเอาคนอย่างเจ้าสัวปรัชกรณ์หลงเสน่ห์ได้ไม่น้อยเลย
“อึก…” เสียงหลุดครางออกมาจากปากของเอิงเอย ตัวเธอดันหน้าอกของเจ้าสัวปรัชกรณ์ออกจากตัวเอง ในครานี้เจ้าสัวยอมถอยหลังเสียโดยดี
“หึ เดี๋ยวฉันให้คนเอาสัญญามาให้เธออ่าน”
เจ้าสัวปรัชกรณ์เอ่ยออกมาแค่นั้นก่อนที่ยิ้มมุมปากส่งท้าย และเดินกลับไปนั่งที่เดิม ส่วนทางด้านของเอิงเอยแทบจะนั่งลงไปกองกับพื้น เข่าของเธออ่อนอย่างเห็นได้ชัด และนั้นทำให้เจ้าสัวที่คอยมองดูอยู่หัวเราะในลำคอขึ้นมาเบา ๆ
เอิงเอยพยายามที่จะกลับมาหายใจให้เป็นปกติก่อนที่จะเดินไปนั่งบริเวณโซฟาที่รับรองสำหรับคุยงาน เอิงเอยนั่งลงโดยที่เอาหนอมอิงมาวางไว้บนตักของตัวเองเพื่อระวังไม่ให้กระโปรงเปิดขึ้น
ในระหว่างนี้ท่านเจ้าสัวเองก็คอยเซ็นเอกสารไปเรื่อยเปื่อย ส่วนเอิงเอยก็ใช้เวลานี้สำรวจภายในห้องแห่งนี้ และรวมไปถึงสำรวจใบหน้าของว่าที่เจ้านายของตัวเธอเองด้วย
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นทั้งสองคนหันไปมองตามประตู เพียงไม่นานคนด้านหลังประตูก็เปิดออกมาปรากฏว่าเป็นแทนคุณนั่นเอง
“นี่ครับสัญญาที่คุณเอิงเอยต้องอ่าน และต้องเซ็นให้เรียบร้อย”
เอิงเอยพยักหน้าแทนคำตอบ และใช้เวลาที่เหลืออ่านเอกสารที่ได้รับมา
กฎของการเป็นเด็กเลี้ยงของท่านเจ้าสัวปรัชกรณ์
- อย่าแสดงตัวตนว่าเป็นอะไรกับท่านเจ้าสัวปรัชกรณ์
- อย่าคิดที่จะรักท่านเจ้าสัวปรัชกรณ์
- เวลาที่ท่านเรียกหา ต้องรีบมา
- ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธไม่ว่าอย่างไรก็ตาม
- เงินเดือนจะได้รับ 200,000 บาทต่อเดือน
- มีรถ มีคอนโด ให้อยู่ แต่ห้ามพาคนนอกเข้าห้อง
- ท่านเจ้าสัวจะไปหาตอนไหนก็ได้ และตอนนั้นต้องพร้อมที่จะรับใช้ท่านเจ้าสัวเสมอ
เอิงเอยอ่านไปด้วยพยักหน้ารับทราบไปด้วยก่อนที่จะพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
‘ห้ามรัก’ งั้นเหรอ คนอย่างเจ้าสัวปรัชกรณ์มีอะไรให้หลงรักกัน
“เงินเดือนสองแสนต่อเดือน… นี่จริงหรือเปล่าคะ” เอิงเอยถามออกไปความแน่ใจว่าอ่านผิดไปหรือเปล่า
“แล้วเธอเห็นว่าฉันเป็นคนหลอกลวงเหรอ ถึงคิดว่าเงินสองแสนนั้นฉันถึงให้เธอไม่ได้”
“ก็เงินตั้งเยอะนี่คะ ใครเขาจะให้กันเยอะขนาดนั้น”
“มากกว่าสองแสนฉันก็ให้เธอได้”
“แล้วทำไมไม่ให้คะ” เอิงเอยถามออกไปพลางทำสีหน้ากวนนิดหน่อย ก่อนที่จะยกยิ้มให้กับอีกคน แต่ทว่าเจ้าสัวเองก็คงรู้ว่าเป็นยิ้มแบบใด
“เธอมีค่ามากกว่าเงินสองแสนหรือไง”
คำนี้ที่เจ้าสัวเอ่ยออกมาทำเอิงเอยเถียงไม่ออกเลย ก็จริงคนอย่างเอิงเอยไม่มีค่าพอสำหรับใครทั้งนั้น ขนาดแม่แท้ ๆ ยังทิ้งกันไปเลย
“สองแสนก็มากพอแล้วค่ะ” เอิงเอยไม่อยากที่จะเถียงต่อไปแล้ว
“รีบเซ็นซะ เดี๋ยวฉันจะให้คนพาเธอไปที่คอนโดของเธอ”
“คอนโดเป็นชื่อใครเหรอคะ”
“ชื่อฉัน แต่อาทิตย์หน้าจะโอนเป็นชื่อของเธอ”
“ขอบคุณค่ะ” เอิงเอยยกมือขึ้นมาไหว้พลางพูดขอบคุณ “มีอะไรที่เอยต้องระวังมากกว่านี้ไหมคะ”
“มี”
“เรื่องอะไรคะ”
“เรื่องลูกสาวของฉัน”
“อ่า… คุณหนูปริม” เอิงเอยเอ่ยออกมาเบา ๆ “มีเรื่องอะไรที่เกี่ยกวับคุณหนูที่เอยต้องระวังเหรอคะ”
“เธอต้องคอยมาอยู่เป็นเพื่อนเล่นกับลูกสาวของฉันทุกวัน”
“แต่เอยมีเรียน” เอิงเอยแทรกขึ้นทันที
“ฟังผู้ใหญ่พูดไม่จบแล้วแทรกขึ้นมา เธอคิดว่ามันควรไหม”
น้ำเสียงที่ดังขึ้นมาเชิงตำหนิ ทำเอาเอิงเอยขนลุกเพราะกลัวคนตรงหน้า ตัวเธอค่อย ๆ ก้มหน้าลง
“เอยขอโทษค่ะ”
เธอพูดขึ้นมาเบา ๆ พลางยกมือไหว้ขอโทษ ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นไปมองใบหน้าของเจ้าสัวปรัชกรณ์อีกครั้ง
“ในระหว่างที่เธอไม่มีเรียนก็มาอยู่กับหนูปริม วันไหนมีเรียนก็ไปเรียน ฉันไม่ได้บอกให้เธอขาดเรียน”
“เอยขอโทษค่ะ แล้วเอยต้องงานวันไหนคะ”
“งานอะไรล่ะ”
“ก็งาน… แล้วเจ้าสัวอยากให้เอยทำอะไรก่อนละคะ”
“หึ… วันนี้เธอเตรียมตัวไปอยู่ที่คอนโดใหม่เถอะ เพราะเมื่อกี้ถือว่าฉันได้ทดลองงานไปแล้ว”
“คะ… ทดลองงานงั้นเหรอ”
เอิงเอยนึกไปตอนที่พวกเราสองคนจูบกันอย่างดูดดื่ม แต่นึกได้เพียงไม่นานนัก ก็เป็นเจ้าของห้องอีกนั่นแหละที่ทำลายบรรยากาศเมื่อกี้ไป แต่ก็ดีแล้วถ้าเอิงเอยนึกนาน ๆ อาจจะมีหน้าแดงขึ้นมาจนทำให้ใครบางคนแถวนี้รู้เอาได้
“แทนคุณ ไปส่งเธอด้วย”
“ได้ครับเจ้าสัว”
เอิงเอยหันไปมองเจ้าของห้องทำงานนี้อีกครั้ง เมื่อเห็นว่าอีกคนไม่ได้สนใจที่เธอกำลังจะเดินออกไปเธอเลยหันกลับไป และเดินตามหลังของแทนคุณไปติด ๆ
แต่เมื่อเอิงเอยเดินออกไปได้ไม่เท่าไหร่นัก เจ้าสัวปรัชกรณ์ก็เงยหน้าขึ้นมา และมองไปที่ประตูห้องทำงานของตัวของก่อนที่จะยกยิ้มมุมปากขึ้นมา
ตอนพิเศษ 7“ตกลงไปทะเลนะ” เสียงของปรางนลินเอ่ยขึ้นมาก่อนที่จะพลิกตัวไปมาอยู่บนที่นอนของแฝดน้องตัวเอง “ปราณ ไปทะเลนะ!” เสียงดังขึ้นมากกว่าเดิมเมื่อเห็นว่าน้องชายของตัวเองไม่ตอบ“รู้แล้ว แล้วเมื่อไหร่ปรางจะไปนอนห้องตัวเอง โตขนาดนี้แล้วนะยังจะมานอนห้องคนอื่นเขาอีก” ถึงแม้ว่าจะบ่นมากมายขนาดไหนปรางนลินเองก็ไม่มีท่าทีว่าจะลึกขึ้นเลยสักนิด ยังนอนเล่นโทรศัพท์อยู่แบบนั้นจนกระทั่งว่ามีเสียงประตูดังขึ้นเลยทำให้ทั้งสองหันไปสนใจที่ประตูมากกว่า ปราณพิศุทธ์เป็นคนเดินไปเปิดประตู เมื่อประตูเปิดปรากฏว่าคนตรงหน้าก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นมารดาของเจ้าแฝด“แม่คิดไว้แล้วเชียวว่าหนูปรางต้องอยู่ที่นี่”ปรางนลินเห็นว่าเป็นแม่ของตัวเองก็ลุกขึ้นจากเตียงนอนทันทีก่อนที่จะรีบวิ่งไปกอดเอวของแม่จ๋าตัวเองไว้หลวม ๆ นำใบหน้าไปซบกับบริเวณช่วงอกของเอิงเอย “แม่เอยมีอะไรเหรอ”“เรื่องเที่ยวนั่นแหละ ปะป๊าเขาให้แม่มาถามว่าตกลงอยากไปไหนหรือเปล่า หรือจะรอเจเจ๊กลับมาก่อน”“รอเจเจ๊อยู่แล้ว แต่เจเจ๊บอกว่าปราณกับปรางเลือกสถานที่รอเลย” ปราณพิศุทธ์เป็นคนเอ่ยตอบมารดาของตัวเอง “โอเคค่ะ งั้นหนูปรางกลับห้องกับแม่เลย ทำไมนะชอบมาอยู่กับ
ตอนพิเศษ 6“ม่ายยยยย ปาน ๆ ทำ แง” เสียงเด็กน้อยในวัยหนึ่งขวบร้องไห้ดังสนั่น เด็กน้อยผู้หญิงดังกล่าวก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็น ‘คุณหนูปราง’ ลูกคนที่สองของเจ้าสัวปรัชกรณ์ “ปางทำ ๆ ปานไม่ได้ทำ” เด็กผู้ชายเองก็ไม่น้อยหน้ากันชี้หน้าแฝดตัวเองพร้อมกับกับบอกอีกคนต่างหากที่เป็นฝ่ายทำ “แฝด! ทะเลาะกันอีกแล้วเหรอ” เจเจ๊คนโตของบ้านรีบวิ่งมาดูน้องแฝดของตัวเองทันทีที่ได้ยินน้องสาวร้องไห้ พี่สาวในวัยสิบขวบกำลังกอดโอ๋น้องสาวก่อนที่จะหันไปหาน้องชายของตัวเอง หนูปริมยื่นไปหาน้องชายก่อนที่เด็กน้อยตรงหน้าจะยื่นมือมาจับกับมือของพี่สาว “ทะเลาะอะไรกันเนี่ย” เพียงแค่ได้ยินคำถามนั่นแฝดทั้งสองต่างก็ชี้ใส่หน้าอีกคนก่อนที่หนูปรางจะเบะเตรียมตัวจะร้องไห้อีกรอบหนึ่ง “เจเจ๊แค่ถาม ๆ ไม่ร้องไห้นะ เฮียปราณทำหนูปรางเหรอคะ” พี่คนโตเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่ไม่ใช่การดุเลยสักนิด “ฮะ…เฮียไม่ได้ทำนะ!”“โอเค ๆ ไม่ได้ทำก็ไม่ได้ทำ” หนูปริมกอดปลอบน้องแฝดของตัวเอง “แล้วหนูปรางล่ะได้ทำเฮียปราณไหม”“ม่ะ…ไม่!”“ไม่ได้แกล้งกันเหรอเนี่ย… แล้วแฝดจะเสียงดังใส่กันทำไมล่ะ รู้เปล่าทุกคนตกใจกันหมดเลยนะ” เพียงแค่พี่สาวของตัวเองพูดแบบ
ตอนพิเศษ 5คุณหนูปริมเกาะกระจกแน่น ภายในห้องแห่งนั้นมีน้องแฝดของตัวเองนอนอยู่ ตัวเธอยกยิ้มดีใจก่อนที่จะหันไปมองที่พี่เลี้ยงของตัวเอง“พี่พลอย ๆ ดูน้องของหนูปริมสิ แฝดน่ารักจังเลย” “น้องชายกับน้องสาวของคุณหนูปริมน่าเกลียดน่าชังเหมือนหนูปริมเลยนะคะ”“เอ๋… น่าเกลียดน่าชังเหรอ?” คุณหนูปริมไม่เข้าใจในคำพูดของพลอย “มันเป็นคำโบราณค่ะ คนที่มีอายุมากมักจะอวยพรเด็กน้อยที่เพิ่งคลอดค่ะ” พลอยอธิบายให้กับคุณหนูของตัวเองได้ฟัง “อ๋อ… แบบนี้นี่เอง หนูปริมเข้าใจแล้วค่ะ”เพียงไม่นานนักเด็กน้อยหนูปริมก็เดินไปหาเอิงเอยที่ห้องพิเศษ พร้อมกับพี่เลี้ยงที่เดินตามหลังไม่ห่าง พลอยรับหน้าที่เคาะประตูห้องพิเศษอยู่สองสามครั้ง คนด้านในออกมาเปิดประตูซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็น ‘ปะป๊าลูกสาม’ นั่นเองตัวของปะป๊ายกยิ้มทันทีเมื่อเห็นลูกสาวคนโตของตัวเองยืนอยู่หน้าประตูห้อง “ไปหาน้องมาแล้วเหรอคะ” เจ้าสัวปรัชกรณ์เอ่ยถามขึ้นพร้อมกับยื่นมือไปด้านหน้าเพื่อที่จะให้ลูกสาวได้จับมือ“ไปหาน้องมาแล้วค่ะ แต่น้องกำลังหลับเลย”“ชอบน้องไหมคะ” ทั้งสองคนพ่อลูกเดินเข้าไปในห้องช้า ๆ ส่วนพลอยนั่นยืนอยู่ด้านนอกกับแทนคุณ ที่เพิ่งจะเดินม
ตอนพิเศษ 4ณ ตอนนี้เอิงเอยกำลังตั้งครรภ์สู่เดือนที่เจ็ดแล้ว คนที่ตื่นเต้นที่สุดคงจะเป็นเจเจ๊ปริมแน่นอน ถามทุกวันทุกช่วงเวลาว่าน้องจะมาตอนไหน จะมาเมื่อไหร่เหรอ และยิ่งตื่นเต้นไปกว่านั้นอีก เพราะ… เอิงเอยได้ตั้งครรภ์ลูกแฝด เจ้าสัวปรัชกรณ์ตอนได้รับข่าวดีนี่นั้นดีใจมากนัก แต่กระนั้นก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรมากมาย แต่เอิงเอยรับรู้ดีว่าอีกคนดีใจมากแน่ ๆ เพราะยิ้มไม่หุบนั่นแหละคืออาการดีใจของอีกคน“คุณเอยวันนี้อยากทานอะไรเป็นพิเศษไหมคะ” พลอยได้รับหน้าที่ให้เป็นคนดูแลเอิงเอยในช่วงนี้ “เอยยังไม่อยากได้อะไรเลย หนูปริมกลับกี่โมงเหรอพลอย” เอิงเอยเงยหน้าไปสบตากับพลอยเล็กน้อย ก่อนที่จะหันกลับไปสนใจที่หน้าจอโทรทัศน์เช่นเดิม วันนี้เจ้าสัวปรัชกรณ์มีคุยงานแต่เช้า ได้ก่อนที่จะออกเดินทางได้ปลุกภรรยาของตัวเองเพื่อบอกกล่าวเรียบร้อยแล้ว ถ้าถามว่าทำไมถึงต้องปลุกเพราะเคยมีครั้งหนึ่งที่เจ้าสัวรีบไปคุยงานคนท้องอย่างเอิงเอยตื่นมาไม่เจอหน้าสามีก็ร้องห่มร้องไห้ใหญ่เลย จนต้องให้แม่บ้านรีบโทรหาเจ้าสัวปรัชกรณ์โดยด่วนเอิงเอยรู้สึกไม่ดีเล็กน้อยในวันนี้แทบจะไม่อยากคุยกับใครเลย แม้กระทั่งว่ากับเจ้าสัวปรัชกรณ์เองก็ตาม แต
ตอนพิเศษ 3เอิงเอยตื่นเช้ามาพร้อมกับความหนักบริเวณช่วงเอวของตัวเอง แต่ทว่าตัวเธอกลับไม่ต้องเดาเสียให้ยุ่งยากว่าความหนักนี้มาจากอะไร เอิงเอยพลิกตะแคงข้างไปอีกฝั่งเผชิญหน้ากับอีกคนที่กำลังหลับใหลอยู่ ตัวเธอค่อย ๆ ยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่จะถือวิสาสะเอื้อมมือไปลูบไล้ตามกรอบหน้าของอีกคน “อ๊ะ” เอิงเอยร้องเสียงหลงเพราะอยู่ดี ๆ อีกคนก็เอามือมาบีบบริเวณเอวเล็กของเธอเบา ๆ “เฮียปล่อยเอยเลยนะคะ อย่ามาบีบแบบนี้” “บีบนิดบีบหน่อยไม่ได้เลยหรือไง”“เอยเจ็บ… เมื่อคืนเอยเจ็บ” เสียงเอิงเอยบ่นออกมาเบา ๆ “ฉันขอโทษ” เจ้าสัวปรัชกรณ์เอ่ยขึ้นมาก่อนที่ขยับตัวลุกขึ้นและโน้มศีรษะไปใกล้กับหน้าผากของอีกคนก่อนที่จะจุ๊บลงเบา ๆ “เมื่อคืนฉันเอาแต่ใจไม่หน่อย ฉันขอโทษ”“เอยให้อภัยค่ะ”เอิงเอยยิ้มแย้มขึ้นมา ความจริงแล้วไม่ได้เจ็บขนาดนั้นหรอก เพียงแค่อยากแกล้งผู้เป็นสามีของตัวเองแค่นั้นเอง“ไปกันเถอะ”“เฮียยังไม่บอกเลยว่าวันนี้จะพาเอยไปไหน”“ไปเดท”“คะ…” เอิงเอยทำหน้าสงสัยใส่อีกคน “เฮียจะพาเอยไปเดทเนี่ยนะ?” เอิงเอยถามออกมาด้วยความตกใจ“ก็ใช่ ฉันจะพาเธอไปเดทแล้วมันทำไม”“ก็เฮีย.. รู้จักคำนี้ด้วยเหรอ อ๊ะโอ๊ยยย เฮียเอ
ตอนเพิเศษ 2ณ ตอนนี้ทั้งสามคนก็เดินทางมาถึงร้านอาหารเรียบร้อยแล้ว เหมือนเช่นเดิมเลยคุณหนูปริมและเอิงเอยใส่ชุดคู่กันอีกแล้ว แต่ทว่าในคราวนี้แปลกไปเพราะทางด้านของเจ้าสัวปรัชกรณ์ก็ใส่ชุดเหมือนเช่นพวกเขา แต่ใช่ว่าจะใส่เหมือนกันซะแบบเป๊ะ ๆ เลย มีเพียงแค่สีชุดเหมือนกันเท่านั้นเอง เอิงเอยจับมือคุณหนูปริมเดินเข้าไปภายในร้านอาหาร ส่วนเจ้าสัวปรัชกรณ์ก็เดินตามหลังทั้งคู่ช้า ๆ คอยมองแผ่นหลังของทั้งสองคนเผลอแอบยิ้มตามไปบ้าง เพราะทั้งสองคนคือดวงใจของเขา“เฮียคะ เอยอยากไปเข้าห้องน้ำก่อน” เอิงเอยหันมาบอกกับสามีของตัวเอง ก่อนที่จะปล่อยมือของหนูปริม “งั้นเอยไปนะ”“เดี๋ยวให้คนไปเป็นเพื่อน”“เอยไปคนเดียวได้นะคะ”“ไม่ได้”จนสุดท้ายเองเอิงเอยก็พยักหน้ารับทราบทันที โดยคนที่จะไปเป็นเพื่อนเธอก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นบอดี้การ์ดประจำตัวของเธอเอง นั่นคือกานต์ “พี่กานต์ไปกันค่ะ” ณ ตอนนี้เจ้าสัวเริ่มที่จะไม่ค่อยชอบใจมากนักเวลาที่ภรรยาตัวเองเรียกบอดี้การ์ดว่า ‘พี่’ แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะเอิงเอยมักจะบอกว่าเจ้าสัวไม่ยอมให้เอยสนิทกับใครเลยสินะ จนตัวเขาต้องยอมเองในที่สุดเพียงไม่นานนักเอิงเอยก็กลับเข้ามาภายในห้องอาหา







