تسجيل الدخولบทที่ 3
“ให้เอยออกไปก่อนไหมคะ”
เอิงเอยเธอชอบเด็กแต่แค่ในครั้งนี้… เธอรับมือไม่ถูก
เสียงของเอิงเอยเอ่ยขึ้นมาเบา ๆ ก่อนที่หันไปมองใบหน้าของเจ้าสัวปรัชกรณ์อย่างรอคอยคำตอบ แต่กลับได้รับความเงียบกลับมาแทน
'คุณหนูปริม' เปลี่ยนจากมองหน้าของเอิงเอยเปลี่ยนไปเป็นหันหน้าไปซบกับอกหนาของผู้เป็นพ่อแทน
“ป๊าจะเอาคนนี้มาเป็นแม่ของหนูปริมเหรอคะ” เสียงใส ๆ ของเด็กน้อยเอ่ยขึ้นมาก่อนที่เงยหน้าไปมองที่เอิงเอยทีล่ะนิด
เอิงเอยทำสีหน้าลำบากใจ แต่กระนั้นก็รู้ว่าสิ่งที่เด็กน้อยเอ่ยถามออกมามันไม่ใช่ความจริง ความจริงมีเพียงอย่างเดียวคือ ‘เอิงเอยเป็นเพียงแค่เด็กเลี้ยงของเจ้าสัวปรัชกรณ์เพียงแค่นั้น’
เอิงเอยยอมรับสถานะของตัวเองดีในตอนนี้ เพราะอย่างไรเสียเธอก็ไม่มีทางเลือกอื่นเลย
“ไม่ค่ะ… ไม่มีใครมาแทนที่แม่ของหนูได้เลย”
“จริงเหรอคะ… ไม่มีใครมาแทนที่ของแม่หนูปริมจริง ๆ นะคะ”
“ค่ะ แม่ของหนูปริมก็คือของหนูปริมเท่านั้น ไม่ใช่คนอื่นค่ะ”
เจ้าสัวปรัชกรณ์เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงชัดเจน ก่อนที่จะโอบกอดพลางลูบหลังของลูกสาวเบา ๆ เพียงไม่นานนักดูเหมือนว่าเด็กน้อยจะดีขึ้น แต่ทว่าสายตาที่ยังคอยมองเอิงเอยยังคงเป็นสายตาที่ไม่ชอบเช่นเดิม
“ป๊าจะแนะนำให้รู้จักพี่เขานะคะ”
“หนูปริมไม่อยากรู้จักค่ะ”
เด็กน้อยเอ่ยขึ้นพลางกอดอกมองไปที่เอิงเอยก่อนที่จะเริ่มลุกขึ้นเตรียมตัวเดินออกไปจากบริเวณนี้แต่ทว่ายังไม่ทันที่จะได้ก้าวเดินไปไหน ผู้เป็นบิดาดึงแขนลูกสาวไว้เบา ๆ ก่อนที่กอดและดึงให้ลูกสาวมานั่งบนตักของตัวเอง
“ปะป๊า… หนูปริมไม่ชอบ” เด็กน้อยบอกสิ่งที่ตัวเองรู้สึกให้พ่อของตัวเองได้ฟัง
“ไม่เป็นไรค่ะ เพียงแค่ทำความรู้จักไว้ก็พอ”
“ก็ได้ค่ะ แต่อย่าเขามายุ่งกับหนูปริม”
“แต่พี่เขาจะมาเป็นพี่เลี้ยงของหนูปริมน่ะสิคะ คงจะไม่ยุ่งกันไม่ได้หรอก”
“ปะป๊า!” เสียงของหนูปริมที่เสียงดังขึ้นมาเพราะไม่ชอบใจกับสิ่งที่บิดาของตัวเองเอ่ยขึ้นมา
เอิงเอยที่ได้ฟังแบบนั้นก็แสดงสีหน้าตกใจออกมาก่อนที่จะเงยหน้าไปมองที่เจ้าสัวปรัชกรณ์ เมื่อเห็นว่าอีกคนไม่ได้เงยหน้าหน้ามามองที่ตัวเองก็หันไปหาคำตอบกับคนสนิทของเจ้าสัวแทนอย่างแทนคุณที่กำลังมองมาทิศทางนี้ อีกคนได้แต่ส่ายหน้าเบา ๆ เชิงว่าไม่อยากตอบอะไรทั้งนั้น
“ใจเย็น ๆ แล้วฟังปะป๊านะคะ”
น้ำเสียงที่เจ้าสัวปรัชกรณ์เอ่ยออกมาเป็นน้ำเสียงที่อ่อนนุ่มต่างกับตอนที่พูดกับเอิงเอยอย่างสิ้นเชิง
“พี่เขาจะมาเป็นพี่เลี้ยงให้หนูปริม วันนั้นหนูปริมบอกปะป๊าว่าต้องการเพื่อนเล่นด้วยไม่ใช่เหรอคะ พี่เขาใจดีนะคะ”
เจ้าสัวปรัชกรณ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ตัวเขาเงยหน้ามองใบหน้าของเอิงเอยเล็กน้อย ก่อนที่ทั้งคู่จะได้สบตากัน
“พี่เขาเป็นอะไรกับปะป๊า”
“เป็นพี่เลี้ยงของหนูปริมค่ะ”
เจ้าสัวปรัชกรณ์ตอบไม่ตรงคำถามเลย
“หนูปริมจะเอาแต่ใจให้ถึงที่สุดเลย!” เด็กน้อยเอ่ยออกมาแค่นั้นก่อนที่จะวิ่งหนีไปให้เร็วที่สุดก่อนที่ปะป๊าตัวเองจะจับได้
เจ้าสัวปรัชกรณ์ส่ายหน้าให้กับความดื้อของลูกสาวตัวเอง มองลูกสาววิ่งหนีขึ้นบันไดไปจนลับสายตา หลังจากนั้นก็หันมาสนใจคนที่นั่งอยู่ข้างกายของตัวเอง
“ได้ยินแล้วใช่ไหมว่าฉันจะให้เธอมาทำอะไรที่นี่”
“เอยไม่เคยเป็นพี่เลี้ยงเด็กค่ะ”
“ก็ลองดู”
“คุณ… เอ่ยเจ้าสัวจะให้เอยมาเป็นแค่พี่เลี้ยงของคุณหนูปริมจริง ๆ เหรอคะ”
“เธอก็รู้ว่ามันไม่ใช่แค่นั้น”
เจ้าสัวตอบด้วยน้ำเสีที่จริงจังก่อนที่จะเอื้อมมือขยับแว่นของตัวเองเล็กน้อย หลังจากนั้นเองก็ลุกขึ้นพลางจัดระเบียบเสื้อผ้าของตัวเองให้ดูเรียบร้อย
เจ้าสัวปรัชกรณ์ก้มลงมองเอิงเอยก่อนที่เอ่ยออกคำสั่งขึ้นมา
“เดินตามฉันไปที่ห้องทำงานด้วย”
“ห้องทำของเจ้าสัวอยู่ตรงไหนคะ”
“แค่เดินตามฉันไป”
เจ้าสัวไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีกทำเพียงแค่เดินขึ้นบันไดโดยไม่ได้สนใจคนด้านหลังเลยว่าจะเดินตามมาทันหรือเป็น เอิงเอยก็รีบเร่งฝีเท้าเพื่อที่จะได้เดินตามอีกคนให้ทัน แต่ทว่าชุดกลับบ้านที่เธอใส่อยู่ในตอนนี้เป็นชุดเดรสที่ยาวเลยหัวเข่าไปเล็กน้อย ถ้าเกิดวิ่งเร็ว ๆ กระโปรงก็อาจจะเปิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นแล้วเธอจึงต้องคอยระวัง
ชุดใส่กลับบ้านที่เธอกำลังใส่ในตอนนี้เป็นชุดที่แทนคุณได้บอกไว้ว่าทางด้านของเจ้าสัวให้คนเตรียมไว้ให้ และต้องการที่จะให้เธอได้ใส่ชุดนี้กลับ เพราะว่าคนที่มารับเธอกลับบ้านคือเจ้าสัวปรัชกรณ์ เธอเลยจำใจต้องใส่ชุดนี้
เมื่อเธอเดินผ่านเหล่าแม่บ้านไปก็มีเสียงซุบซิบเกิดขึ้น
“คนนั้นจะมาเป็นคุณนายเหรอป้า” เด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกันกับเอิงเอยพูดขึ้น
“ไม่ใช่หรอกน่า เอ็งก็น่าจะได้ยินไม่ใช่หรือไงว่าคนนั้นจะมาพี่เลี้ยงให้คุณหนูปริมเฉย ๆ”
“คุณหนูปริมไม่มีทางชอบแน่นอน”
“คุณหนูปริมเคยชอบผู้หญิงคนอื่นนอกจากแม่ตัวเองด้วยหรือไง” เด็กสาวอีกคนพูดขึ้นบ้าง
“ไป ๆ ไปทำงานได้แล้วไม่ใช่เรื่องของพวกเรา”
“พวกหนูก็นึกว่าป้าจะรู้นี่น่า เห็นทำงานกับเจ้าสัวท่านมานาน”
“เป็นคนใช้จะไปรู้เรื่องของเจ้านายได้ยังไง”
“พูดกันจบหรือยังจะได้ไปทำงานกันต่อ”
เสียงเข้ม ๆ ดังขึ้นมาเมื่อเหล่านักซุบซิบหันไปมองก็ปรากฏให้เห็นว่าเป็นแทนคุณคนสนิทของเจ้านายตัวเองนั่นเอง
“คุณแทนคุณ”
“เอาเวลาไปทำงานเถอะครับ อย่าไปพูดเรื่องเจ้านายเลย อีกอย่างอย่าให้ผมได้ยินว่าพวกคุณคุยเรื่องพวกนี้ให้กับคุณหนูปริมได้ยินนะครับ ไม่นั้นเรื่องพวกนี้ถึงหูของเจ้าสัวแน่นอน”
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้วเหล่าแม่บ้านทั้งหลายต่างก็รีบแยกย้ายกันไปทำงานของตัวเอง ทำเอาแทนคุณที่เห็นแบบนั้นก็ต้องส่ายหน้าให้กับความที่ของเม้าท์ของแม่บ้านของบ้านหลังนี้
ตอนพิเศษ 7“ตกลงไปทะเลนะ” เสียงของปรางนลินเอ่ยขึ้นมาก่อนที่จะพลิกตัวไปมาอยู่บนที่นอนของแฝดน้องตัวเอง “ปราณ ไปทะเลนะ!” เสียงดังขึ้นมากกว่าเดิมเมื่อเห็นว่าน้องชายของตัวเองไม่ตอบ“รู้แล้ว แล้วเมื่อไหร่ปรางจะไปนอนห้องตัวเอง โตขนาดนี้แล้วนะยังจะมานอนห้องคนอื่นเขาอีก” ถึงแม้ว่าจะบ่นมากมายขนาดไหนปรางนลินเองก็ไม่มีท่าทีว่าจะลึกขึ้นเลยสักนิด ยังนอนเล่นโทรศัพท์อยู่แบบนั้นจนกระทั่งว่ามีเสียงประตูดังขึ้นเลยทำให้ทั้งสองหันไปสนใจที่ประตูมากกว่า ปราณพิศุทธ์เป็นคนเดินไปเปิดประตู เมื่อประตูเปิดปรากฏว่าคนตรงหน้าก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นมารดาของเจ้าแฝด“แม่คิดไว้แล้วเชียวว่าหนูปรางต้องอยู่ที่นี่”ปรางนลินเห็นว่าเป็นแม่ของตัวเองก็ลุกขึ้นจากเตียงนอนทันทีก่อนที่จะรีบวิ่งไปกอดเอวของแม่จ๋าตัวเองไว้หลวม ๆ นำใบหน้าไปซบกับบริเวณช่วงอกของเอิงเอย “แม่เอยมีอะไรเหรอ”“เรื่องเที่ยวนั่นแหละ ปะป๊าเขาให้แม่มาถามว่าตกลงอยากไปไหนหรือเปล่า หรือจะรอเจเจ๊กลับมาก่อน”“รอเจเจ๊อยู่แล้ว แต่เจเจ๊บอกว่าปราณกับปรางเลือกสถานที่รอเลย” ปราณพิศุทธ์เป็นคนเอ่ยตอบมารดาของตัวเอง “โอเคค่ะ งั้นหนูปรางกลับห้องกับแม่เลย ทำไมนะชอบมาอยู่กับ
ตอนพิเศษ 6“ม่ายยยยย ปาน ๆ ทำ แง” เสียงเด็กน้อยในวัยหนึ่งขวบร้องไห้ดังสนั่น เด็กน้อยผู้หญิงดังกล่าวก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็น ‘คุณหนูปราง’ ลูกคนที่สองของเจ้าสัวปรัชกรณ์ “ปางทำ ๆ ปานไม่ได้ทำ” เด็กผู้ชายเองก็ไม่น้อยหน้ากันชี้หน้าแฝดตัวเองพร้อมกับกับบอกอีกคนต่างหากที่เป็นฝ่ายทำ “แฝด! ทะเลาะกันอีกแล้วเหรอ” เจเจ๊คนโตของบ้านรีบวิ่งมาดูน้องแฝดของตัวเองทันทีที่ได้ยินน้องสาวร้องไห้ พี่สาวในวัยสิบขวบกำลังกอดโอ๋น้องสาวก่อนที่จะหันไปหาน้องชายของตัวเอง หนูปริมยื่นไปหาน้องชายก่อนที่เด็กน้อยตรงหน้าจะยื่นมือมาจับกับมือของพี่สาว “ทะเลาะอะไรกันเนี่ย” เพียงแค่ได้ยินคำถามนั่นแฝดทั้งสองต่างก็ชี้ใส่หน้าอีกคนก่อนที่หนูปรางจะเบะเตรียมตัวจะร้องไห้อีกรอบหนึ่ง “เจเจ๊แค่ถาม ๆ ไม่ร้องไห้นะ เฮียปราณทำหนูปรางเหรอคะ” พี่คนโตเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่ไม่ใช่การดุเลยสักนิด “ฮะ…เฮียไม่ได้ทำนะ!”“โอเค ๆ ไม่ได้ทำก็ไม่ได้ทำ” หนูปริมกอดปลอบน้องแฝดของตัวเอง “แล้วหนูปรางล่ะได้ทำเฮียปราณไหม”“ม่ะ…ไม่!”“ไม่ได้แกล้งกันเหรอเนี่ย… แล้วแฝดจะเสียงดังใส่กันทำไมล่ะ รู้เปล่าทุกคนตกใจกันหมดเลยนะ” เพียงแค่พี่สาวของตัวเองพูดแบบ
ตอนพิเศษ 5คุณหนูปริมเกาะกระจกแน่น ภายในห้องแห่งนั้นมีน้องแฝดของตัวเองนอนอยู่ ตัวเธอยกยิ้มดีใจก่อนที่จะหันไปมองที่พี่เลี้ยงของตัวเอง“พี่พลอย ๆ ดูน้องของหนูปริมสิ แฝดน่ารักจังเลย” “น้องชายกับน้องสาวของคุณหนูปริมน่าเกลียดน่าชังเหมือนหนูปริมเลยนะคะ”“เอ๋… น่าเกลียดน่าชังเหรอ?” คุณหนูปริมไม่เข้าใจในคำพูดของพลอย “มันเป็นคำโบราณค่ะ คนที่มีอายุมากมักจะอวยพรเด็กน้อยที่เพิ่งคลอดค่ะ” พลอยอธิบายให้กับคุณหนูของตัวเองได้ฟัง “อ๋อ… แบบนี้นี่เอง หนูปริมเข้าใจแล้วค่ะ”เพียงไม่นานนักเด็กน้อยหนูปริมก็เดินไปหาเอิงเอยที่ห้องพิเศษ พร้อมกับพี่เลี้ยงที่เดินตามหลังไม่ห่าง พลอยรับหน้าที่เคาะประตูห้องพิเศษอยู่สองสามครั้ง คนด้านในออกมาเปิดประตูซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็น ‘ปะป๊าลูกสาม’ นั่นเองตัวของปะป๊ายกยิ้มทันทีเมื่อเห็นลูกสาวคนโตของตัวเองยืนอยู่หน้าประตูห้อง “ไปหาน้องมาแล้วเหรอคะ” เจ้าสัวปรัชกรณ์เอ่ยถามขึ้นพร้อมกับยื่นมือไปด้านหน้าเพื่อที่จะให้ลูกสาวได้จับมือ“ไปหาน้องมาแล้วค่ะ แต่น้องกำลังหลับเลย”“ชอบน้องไหมคะ” ทั้งสองคนพ่อลูกเดินเข้าไปในห้องช้า ๆ ส่วนพลอยนั่นยืนอยู่ด้านนอกกับแทนคุณ ที่เพิ่งจะเดินม
ตอนพิเศษ 4ณ ตอนนี้เอิงเอยกำลังตั้งครรภ์สู่เดือนที่เจ็ดแล้ว คนที่ตื่นเต้นที่สุดคงจะเป็นเจเจ๊ปริมแน่นอน ถามทุกวันทุกช่วงเวลาว่าน้องจะมาตอนไหน จะมาเมื่อไหร่เหรอ และยิ่งตื่นเต้นไปกว่านั้นอีก เพราะ… เอิงเอยได้ตั้งครรภ์ลูกแฝด เจ้าสัวปรัชกรณ์ตอนได้รับข่าวดีนี่นั้นดีใจมากนัก แต่กระนั้นก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรมากมาย แต่เอิงเอยรับรู้ดีว่าอีกคนดีใจมากแน่ ๆ เพราะยิ้มไม่หุบนั่นแหละคืออาการดีใจของอีกคน“คุณเอยวันนี้อยากทานอะไรเป็นพิเศษไหมคะ” พลอยได้รับหน้าที่ให้เป็นคนดูแลเอิงเอยในช่วงนี้ “เอยยังไม่อยากได้อะไรเลย หนูปริมกลับกี่โมงเหรอพลอย” เอิงเอยเงยหน้าไปสบตากับพลอยเล็กน้อย ก่อนที่จะหันกลับไปสนใจที่หน้าจอโทรทัศน์เช่นเดิม วันนี้เจ้าสัวปรัชกรณ์มีคุยงานแต่เช้า ได้ก่อนที่จะออกเดินทางได้ปลุกภรรยาของตัวเองเพื่อบอกกล่าวเรียบร้อยแล้ว ถ้าถามว่าทำไมถึงต้องปลุกเพราะเคยมีครั้งหนึ่งที่เจ้าสัวรีบไปคุยงานคนท้องอย่างเอิงเอยตื่นมาไม่เจอหน้าสามีก็ร้องห่มร้องไห้ใหญ่เลย จนต้องให้แม่บ้านรีบโทรหาเจ้าสัวปรัชกรณ์โดยด่วนเอิงเอยรู้สึกไม่ดีเล็กน้อยในวันนี้แทบจะไม่อยากคุยกับใครเลย แม้กระทั่งว่ากับเจ้าสัวปรัชกรณ์เองก็ตาม แต
ตอนพิเศษ 3เอิงเอยตื่นเช้ามาพร้อมกับความหนักบริเวณช่วงเอวของตัวเอง แต่ทว่าตัวเธอกลับไม่ต้องเดาเสียให้ยุ่งยากว่าความหนักนี้มาจากอะไร เอิงเอยพลิกตะแคงข้างไปอีกฝั่งเผชิญหน้ากับอีกคนที่กำลังหลับใหลอยู่ ตัวเธอค่อย ๆ ยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่จะถือวิสาสะเอื้อมมือไปลูบไล้ตามกรอบหน้าของอีกคน “อ๊ะ” เอิงเอยร้องเสียงหลงเพราะอยู่ดี ๆ อีกคนก็เอามือมาบีบบริเวณเอวเล็กของเธอเบา ๆ “เฮียปล่อยเอยเลยนะคะ อย่ามาบีบแบบนี้” “บีบนิดบีบหน่อยไม่ได้เลยหรือไง”“เอยเจ็บ… เมื่อคืนเอยเจ็บ” เสียงเอิงเอยบ่นออกมาเบา ๆ “ฉันขอโทษ” เจ้าสัวปรัชกรณ์เอ่ยขึ้นมาก่อนที่ขยับตัวลุกขึ้นและโน้มศีรษะไปใกล้กับหน้าผากของอีกคนก่อนที่จะจุ๊บลงเบา ๆ “เมื่อคืนฉันเอาแต่ใจไม่หน่อย ฉันขอโทษ”“เอยให้อภัยค่ะ”เอิงเอยยิ้มแย้มขึ้นมา ความจริงแล้วไม่ได้เจ็บขนาดนั้นหรอก เพียงแค่อยากแกล้งผู้เป็นสามีของตัวเองแค่นั้นเอง“ไปกันเถอะ”“เฮียยังไม่บอกเลยว่าวันนี้จะพาเอยไปไหน”“ไปเดท”“คะ…” เอิงเอยทำหน้าสงสัยใส่อีกคน “เฮียจะพาเอยไปเดทเนี่ยนะ?” เอิงเอยถามออกมาด้วยความตกใจ“ก็ใช่ ฉันจะพาเธอไปเดทแล้วมันทำไม”“ก็เฮีย.. รู้จักคำนี้ด้วยเหรอ อ๊ะโอ๊ยยย เฮียเอ
ตอนเพิเศษ 2ณ ตอนนี้ทั้งสามคนก็เดินทางมาถึงร้านอาหารเรียบร้อยแล้ว เหมือนเช่นเดิมเลยคุณหนูปริมและเอิงเอยใส่ชุดคู่กันอีกแล้ว แต่ทว่าในคราวนี้แปลกไปเพราะทางด้านของเจ้าสัวปรัชกรณ์ก็ใส่ชุดเหมือนเช่นพวกเขา แต่ใช่ว่าจะใส่เหมือนกันซะแบบเป๊ะ ๆ เลย มีเพียงแค่สีชุดเหมือนกันเท่านั้นเอง เอิงเอยจับมือคุณหนูปริมเดินเข้าไปภายในร้านอาหาร ส่วนเจ้าสัวปรัชกรณ์ก็เดินตามหลังทั้งคู่ช้า ๆ คอยมองแผ่นหลังของทั้งสองคนเผลอแอบยิ้มตามไปบ้าง เพราะทั้งสองคนคือดวงใจของเขา“เฮียคะ เอยอยากไปเข้าห้องน้ำก่อน” เอิงเอยหันมาบอกกับสามีของตัวเอง ก่อนที่จะปล่อยมือของหนูปริม “งั้นเอยไปนะ”“เดี๋ยวให้คนไปเป็นเพื่อน”“เอยไปคนเดียวได้นะคะ”“ไม่ได้”จนสุดท้ายเองเอิงเอยก็พยักหน้ารับทราบทันที โดยคนที่จะไปเป็นเพื่อนเธอก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นบอดี้การ์ดประจำตัวของเธอเอง นั่นคือกานต์ “พี่กานต์ไปกันค่ะ” ณ ตอนนี้เจ้าสัวเริ่มที่จะไม่ค่อยชอบใจมากนักเวลาที่ภรรยาตัวเองเรียกบอดี้การ์ดว่า ‘พี่’ แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะเอิงเอยมักจะบอกว่าเจ้าสัวไม่ยอมให้เอยสนิทกับใครเลยสินะ จนตัวเขาต้องยอมเองในที่สุดเพียงไม่นานนักเอิงเอยก็กลับเข้ามาภายในห้องอาหา





![คุณหมอจองจำรัก [นิยายชุด จำยอมรัก 1]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

