Share

บทที่ 2

Author: พบวันฟ้าใส
"สวี่เยี่ยนโจว!"

เสียงกรีดร้องแทบขาดใจของพี่สาวผมดังขึ้นข้างหลัง

ลมพัดผ่านข้างหู ผมหลับตาลงแล้วปล่อยมือออก

ชั่วพริบตาที่ร่างกายทิ้งตัว มือใหญ่คู่หนึ่งก็คว้าปกเสื้อของผมไว้แน่น!

แรงฉุดมหาศาลรัดคอผมจนเจ็บไปหมด

พี่สาวผมยื่นตัวออกไปนอกราวกันตกแล้วครึ่งหนึ่ง ข้อมือเธอกระแทกเข้ากับขอบกระจกแตกอย่างแรง เลือดสด ๆ พุ่งออกมาทันที เลือดหยดลงบนใบหน้าของผม

เธอดันทุรังดึงผมกลับขึ้นมา ทั้งสองคนล้มลงบนพื้นหินอ่อนที่เย็นเฉียบอย่างแรง

เสียงกรีดร้องสติหลุดของแม่ผมดังมาจากข้าง ๆ

"แกบ้าไปแล้วเหรอ!"

พ่อผมโมโหจนตัวสั่น ชี้หน้าด่าผมยกใหญ่ "เพื่อหัวใจดวงเดียว แกถึงกับจะมาฆ่าตัวตายต่อหน้าคนทั้งครอบครัวเลยเหรอ แกดูสิว่าพี่สาวแกเจ็บตัวขนาดไหนเพื่อช่วยแก!"

ผมนอนอ่อนยวบอยู่บนพื้นเหมือนเศษผ้าเก่า ๆ มองดูพวกเขาด้วยสายตาเย็นชา

พี่สาวผมกัดฟันแน่น หางตาแดงฉาน ชูมือที่เลือดเนื้อเละปนกันมาจ่อตรงหน้าผม

"มองดูให้เต็มตา! เพื่อที่จะฉุดนายขึ้นมา เอ็นหลังมือของฉันแทบจะขาดแล้ว!

สวี่เยี่ยนโจว ถ้านายยังพอมีจิตสำนึกอยู่บ้าง ก็ควรจะรู้ว่าคนทั้งบ้านตามใจนายมากแค่ไหน! จะก่อเรื่องไปถึงไหนถึงจะยอมหยุด?!"

ผมมองดูเลือดที่ไหลพลั่กออกมาจากมือของเธอ

แดงฉานจนบาดตา

แต่ในใจผมไม่สั่นไหวอีกแล้วแม้แต่น้อย

จู่ ๆ ผมก็หัวเราะออกมา

เสียงหัวเราะดังขึ้นเรื่อย ๆ ช่องอกกระเพื่อมอย่างรุนแรง จนกระทั่งกระแอมลิ่มเลือดออกมา

"จิตสำนึก?"

ผมค่อย ๆ แงะนิ้วมือที่เต็มไปด้วยเลือดของพี่สาวออก เช็ดรอยเลือดที่เปื้อนบนชุดผู้ป่วยอย่างรังเกียจ

"พี่ มีหน้ามาพูดเรื่องจิตสำนึกกับผมด้วยเหรอ

มือบาดเจ็บก็ร้องเจ็บงั้นเหรอ แล้วเมื่อสองปีก่อนล่ะ"

พี่สาวผมสั่นเกร็งไปทั้งตัว

ผมจ้องเขม็งไปเข้าไปในดวงตาของเธอ พร้อมพูดเสียงเบาเหมือนผี

"เมื่อสองปีก่อน เสิ่นมู่ไป๋แพ้คัดเลือกเพราะฝีมือสู้ผมไม่ได้ ร้องไห้บอกว่าฝันอยากจะขึ้นเวทีแข่งขันสตรีทแดนซ์นั่นใจจะขาด

เพื่อให้เขาสมหวัง ในตรอกมืดตอนที่ผมซ้อมเสร็จกำลังกลับบ้าน พี่เลยใช้กระสอบคลุมหัวผมจากด้านหลัง

แล้วก็ใช้ท่อนเหล็กทุบกระดูกสะบ้าหัวเข่าขวาของผม ผมที่เป็นถึงนักเต้นหลักสตรีทแดนซ์จนแหลกเลย!

พี่บอกว่า มีแต่ต้องให้ผมพิการ นักเต้นนำของโชว์นั้นถึงจะเปลี่ยนเป็นเสิ่นมู่ไป๋ได้อย่างชอบธรรม"

อากาศรอบข้างเหมือนถูกสูบจนแห้งในชั่วพริบตาเดียว

พี่สาวผมหน้าซีดทันที รูม่านตาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง

ผมหันหน้าไปมองพ่อกับแม่ที่หน้าซีดไม่แพ้กัน

"แล้วก็พวกคุณด้วย" ผมยกมุมปากแสยะยิ้ม

"พวกคุณตรวจกล้องวงจรปิดตรงปากซอยแล้วแท้ ๆ รู้ดีว่าเธอเป็นคนทำลายขาของผม

แต่เพื่อปกป้องลูกสาวคนโตที่เพียบพร้อม เพื่อชดเชยให้เสิ่นมู่ไป๋ผู้น่าสงสาร พวกคุณเลยทำลายคลิปนั่นกับมือ"

พวกเขาคิดว่าทำทุกอย่างได้อย่างแนบเนียน ไร้ร่องรอย คิดว่าผมไม่รู้อะไรเลย

แม่ผมแข้งขาอ่อน แทบจะทรุดนั่งลงกับพื้น พยายามขยับริมฝีปากที่สั่นเทิ้มอยู่นาน แต่เปล่งเสียงไม่ออกสักคำ

"มู่ไป๋น่าสงสารมาก แกมีอะไรตั้งมากมาย เสียสละเวทีให้สักเวทีจะเป็นไรไป" ผมเลียนแบบน้ำเสียงของพ่อเมื่อครู่ พูดประชดออกมาทีละคำ ๆ

"ตอนนี้ พวกคุณถึงขั้นเอาชีวิตผมไปประเคนให้เขาแล้ว

พวกคุณสามคนนี่ช่างเป็นคนดีที่เปี่ยมคุณธรรมจริง ๆ"

ผมใช้มือยันพื้นหินอ่อนที่เย็นเชียบเพื่อลุกขึ้น แล้วมองพวกเขาเป็นครั้งสุดท้าย

นั่นเป็นสายตาที่เหมือนใช้มองคนตาย

"บุญคุณของพวกคุณ ผมชดใช้หมดแล้ว ผมควรตายแล้วเหมือนกัน

ขออวยพรให้พวกคุณ ฝันร้ายทุกคืนไปทั้งปีทั้งชาติ"

พูดจบ ผมก็หันหลังเดินจากไป

พี่สาวของผมทำตัวเหมือนคนบ้า ล้มลุกคลุกคลานพุ่งเข้ามาฉุดผมไว้

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • หลังยกหัวใจให้เขา ทั้งบ้านเสียใจแทบบ้า   บทที่ 12

    กำหนดเวลาถอดถอดเครื่องช่วยชีวิตคือเวลาบ่ายสองโมงของวันถัดไปก่อนหน้านั้น หมอได้หยุดให้ยาแก้ปวดผมไปบางส่วน เพื่อให้ผมคงสติสัมปชัญญะและให้ความร่วมมือดำเนินการตามขั้นตอนสุดท้ายความรู้สึกปวดหน่วง ๆ ที่ไม่ได้สัมผัสมานานแผ่ซ่านออกมาจากทรวงอกประตูห้องผู้ป่วยถูกผลักเปิดออก สวี่เหยียนเฉินและแม่ผมเดินเข้ามา ส่วนพ่อยังให้น้ำเกลืออยู่ที่ห้องข้าง ๆ จึงไม่ได้มาด้วยพวกเขาดูราวกับแก่ชราลงไปสิบปีในชั่วข้ามคืนสวี่เหยียนเฉินคุกเข่าข้างเตียงเสียงดังตุ้บ เธอไม่ได้ตะโกนโวยวายอีก ได้แต่ซบหน้าลงกับขอบเตียงของผม แล้วส่งเสียงสะอื้นไห้เหมือนสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บแม่กุมมือที่เย็นเฉียบของผมไว้ หยดน้ำตาร่วงหล่นลงบนหลังมือผม"ลูกแม่..." แม่เรียกแค่นี้ แล้วก็พูดอะไรต่อไม่ออกอีกเลยเวลาบ่ายสองโมงตรง หมอพาพยาบาลเดินเข้ามาพวกเขาดูข้อมูลบนเครื่องมือทางการแพทย์ แล้วยืนยันกับผมเป็นครั้งสุดท้าย "คุณสวี่เยี่ยนโจว คุณยังยืนยันที่จะให้ยุติการยื้อชีวิตใช่ไหมครับ""ผมยืนยันครับ" ผมพยักหน้า ไม่มีการแหกปากทะเลาะเบาะแว้ง ไม่มีบทดราม่ารั้งให้อยู่ต่อเบื้องหน้ากฎหมายและขั้นตอนทางการแพทย์ สวี่เหยียนเฉินและแม่ผมไม่มีแ

  • หลังยกหัวใจให้เขา ทั้งบ้านเสียใจแทบบ้า   บทที่ 11

    เช้าวันต่อมา ทนายความในชุดสูทกับรองเท้าหนังคนหนึ่งก็เข้ามาในห้องผู้ป่วยของผมนี่คือคนที่ผมวานให้พยาบาลหัวหน้าเวรช่วยติดต่อให้สวี่เหยียนเฉินกับพ่อแม่ของผมต่างก็อยู่ข้างนอกประตู แต่ถูกคนที่ทนายความพามาด้วยขวางเอาไว้ผมยื่นเอกสารที่เซ็นชื่อเรียบร้อยแล้วฉบับหนึ่งให้แก่ทนายความ"ทนายเฉิน นี่คือหนังสือมอบอำนาจของผมครับผมต้องการฟ้องพ่อแม่กับพี่สาวของผม โดยขอให้เพิกถอนสิทธิ์ในการเป็นผู้ปกครองของพวกเขา ขณะเดียวกัน ผมต้องการแต่งตั้งคุณให้เป็นตัวแทนเจตจำนงทางการแพทย์ของผม"ทนายเฉินพิจารณาเอกสารอย่างละเอียดก่อนพยักหน้า "คุณสวี่ ตามข้อบังคับทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่คุณยังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ คุณมีสิทธิ์แต่งตั้งผู้แทนเจตจำนงทางการแพทย์ของตัวเองได้จริงครับและมีสิทธิปฏิเสธการรักษาเพื่อยื้อชีวิตที่เกินความจำเป็นใด ๆ ได้ด้วยแต่คุณต้องคิดให้ดี ๆ นะครับ เมื่อยื่น 'หนังสือยินยอมปฏิเสธการรักษาเพื่อยื้อชีวิต' ไปแล้ว ทางโรงพยาบาลจะถอดหัวใจเทียมภายนอกร่างกายของคุณออกทันที""ผมคิดดีแล้วครับ" ผมพูดโดยไม่ลังเลเลยสักนิดนอกประตู สวี่เหยียนเฉินคล้ายจะรับรู้อะไรบางอย่าง จึงเริ่มทุบประตูอย่างบ

  • หลังยกหัวใจให้เขา ทั้งบ้านเสียใจแทบบ้า   บทที่ 10

    ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมก็ไม่ยอมพูดกับพวกเขาอีกเลยคนตระกูลสวี่ได้เริ่มต้นแสดงบท "ไถ่บาป" อันยาวนานและแสนเจ็บปวดทุกเช้าตอนเจ็ดโมง แม่ผมจะนำน้ำซุปกระดูกที่ตุ๋นนานหลายชั่วโมงมาส่งตรงเวลาเธอเทน้ำซุปใส่ชาม เป่าให้เย็น แล้วยื่นมาจ่อปากผมผมหลับตา ไม่อ้าปาก และไม่ตอบสนองใด ๆครึ่งชั่วโมงต่อมา น้ำซุปเย็นชืดลง เธอก็ยกออกไปเททิ้งอย่างเงียบ ๆ แล้ววันรุ่งขึ้นก็นำชามใหม่มาส่งอีกสวี่เหยียนเฉินทำยิ่งกว่านั้น เธอถึงขั้นยกเตียงสนามมานอนอยู่หน้าห้องผู้ป่วยของผมเลยแต่ก่อนเธอเป็นคุณหนูรักความสะอาด แต่ตอนนี้กลับหน้าสดไร้เครื่องสำอาง เสื้อผ้าก็มักจะมอมแมมได้ยินมาว่า เพื่อหาเงินมารวบรวมเป็นค่าผ่าตัดรักษาต่อให้ผม เธอถึงกับขายรถสปอร์ต ไปยืมเงินพวกเพื่อนกินเพื่อนเที่ยว แล้วยังโดนซ้อมกลับมาด้วยเธอมองผมผ่านกระจกทุกวัน สายตาฉายความหวังอันต่ำต้อย หวังแค่ให้ผมหันไปมองเธอสักครั้งแต่ผมไม่เคยทำเลยสักครั้งวันหนึ่งหลังจากผ่านไปครึ่งเดือน เสียงทะเลาะวิวาทอย่างรุนแรงก็ดังขึ้นที่นอกห้องผู้ป่วยผมเอียงหน้า มองออกไปทางช่องกระจกที่ประตูเป็นเสิ่นมู่ไป๋เขาซูบผอมจนผิดตา ใส่เสื้อผ้าธรรมดา ผมเผ้ายุ่งเหยิง

  • หลังยกหัวใจให้เขา ทั้งบ้านเสียใจแทบบ้า   บทที่ 9

    เสียงสัญญาณเตือนจากเครื่องควบคุมหัวใจเทียมนอกร่างกาย ดังขึ้นในห้องผู้ป่วยที่เงียบสงบสวี่เหยียนเฉินพุ่งเข้ามาเหมือนโดนไฟช็อต แล้วบีบมือผมไว้แน่นเธอออกแรงเยอะจนแทบจะบดขยี้กระดูกข้อมือของผม "หมอคะ! หมอ!" เธอหันไปตะโกนลั่นใส่นอกประตู แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวหมอหลายคนพุ่งเข้ามา กดตัวผมไว้และรีบตรวจสอบข้อต่อสายยางทันที เมื่อแน่ใจแล้ว่าไม่มีจุดหลุดหลวม ถึงได้ถอนหายใจยาวออกมาผมเอนหลังพิงหัวเตียง มองดูสวี่เหยียนเฉินที่เหงื่อท่วมหัว"พี่ ทำไมมือสั่น" ผมถามอย่างเรียบเฉยสวี่เหยียนเฉินหันขวับกลับมามองผม เธอขอบตาแดงก่ำ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง"สวี่เยี่ยนโจว นายบ้าไปแล้วเหรอ เครื่องนี้คือชีวิตของนายนะ! ถอดออกนายจะตาย!""ผมรู้" ผมมองเธอ "ผมควรจะตายไปตั้งนานแล้ว ควรตายไปตั้งแต่สองเดือนก่อน เป็นพวกคุณเองที่ดึงดันจะยื้อผมไว้"พ่อผมยืนอยู่ตรงปลายเตียง โซเซจนต้องเกาะราวไว้ถึงทรงตัวได้"เยี่ยนโจว แกกำลังลงโทษพวกเราอยู่เหรอ" น้ำเสียงของเขาแห้งผาก "พ่อไม่สนใจบริษัทอีกแล้ว ตั้งใจว่าต่อไปจะชดเชยให้แกเต็มที่เลยเพื่อหาเงินมาจ่ายค่าบำรุงรักษาเครื่องนี้ให้แก พี่สาวแกต้องไปคุยโครงการท

  • หลังยกหัวใจให้เขา ทั้งบ้านเสียใจแทบบ้า   บทที่ 8

    เธอคิดว่าเธอทำได้ดีมากแล้วเธอคิดว่าขอแค่ไล่เสิ่นมู่ไป๋ออกไป ขอแค่ทุ่มเงินจนหมดตัวเพื่อติดเครื่องหัวใจเทียมนี้ให้ผม บาดแผลในอดีตก็สามารถลบล้างหายกันไปได้ผมมองดูเธอ แล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ"พี่ พี่ไปด่าเขาทำไม"ผมจ้องตาเธอ แล้วเอ่ยทีละคำอย่างชัดเจน"คนที่ทุบขาผมจนหักคือพี่ คนที่เซ็นหนังสือยินยอมยกหัวใจให้เขาคือพ่อ เขาแค่รับความลำเอียงจากพวกคุณไปอย่างสบายใจก็เท่านั้นเอง"สวี่เหยียนหน้าเฉินซีดลงในพริบตาแม่ผมร้องไห้สะอื้นอยู่ข้าง ๆ "เยี่ยนโจว พอเถอะลูก สองเดือนมานี้พี่สาวของลูกตบหน้าตัวเองทุกวัน เธอสำนึกผิดแล้วจริง ๆ นะ...""เธอสำนึกผิดเหรอ" ผมถอนหายใจ รู้สึกอ่อนล้าเต็มทีเธอไม่ได้สำนึกผิด เธอแค่กลัว"กลัวว่าผมจะตายไปจริง ๆ กลัวว่าชีวิตที่เหลือทุกคืนตอนหลับตาลง จะเห็นตัวเองเป็นฆาตกร พวกคุณคิดจนหัวแทบแตกเพื่อช่วยผม ก็แค่เพื่อให้ตัวเองสบายใจขึ้นมาบ้างเท่านั้น"เมื่อถูกเปิดโปงความคิด พ่อผมยืนนิ่งอยู่กับที่ ราวกับแก่ชราลงไปสิบปีทันทีสวี่เหยียนเฉินริมฝีปากสั่นอย่างรุนแรง จู่ ๆ ก็ยื่นมือออกมาตบหน้าตัวเองอย่างจัง"ใช่! ฉันกลัว! ฉันกลัวจะตายอยู่แล้ว!"เธอกรีดร้องอย่างแตกสลาย ตาส

  • หลังยกหัวใจให้เขา ทั้งบ้านเสียใจแทบบ้า   บทที่ 7

    ความรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออกดึงรั้งผมลงมาอย่างรุนแรงข้างหูมีเสียงเครื่องมือแพทย์ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอผมลืมตาขึ้น ไม่เห็นพี่สาวที่ซื้อเค้กให้ผม และไม่ได้กลิ่นหอมของซุปซี่โครงหมูในร้านก๋วยเตี๋ยวสิ่งแรกที่ผมสัมผัสได้ คือแรงสั่นสะเทือนทางจักรกลอันอึมครึมภายในช่องอกนอกกำแพงกระจก สวี่เหยียนเฉินผมเผ้ากระเซิง หมอบกอดกระจกอยู่อย่างหมดสภาพเมื่อเห็นผมลืมตาขึ้น เธอดีดตัวขึ้นทันที ตบตีแพทย์ข้าง ๆ อย่างบ้าคลั่งแม่ผมปิดปากทรุดลงกับพื้น พ่อผมน้ำตานองใบหน้าชราครึ่งวันต่อมา ผมถูกย้ายไปยังห้องผู้ป่วยพิเศษระดับพรีเมียมหมอบอกผมว่า หลังจากหัวใจผมหยุดเต้น พ่อผมทุ่มเงินมหาศาล บังคับให้โรงพยาบาลใช้เครื่องเอคโม่ และขนส่งหัวใจเทียมแบบพกพาที่ทันสมัยที่สุดมาจากต่างประเทศโดยด่วนพวกเขายื้อชีวิตผมกลับมาอย่างสุดกำลัง"เยี่ยนโจว ในที่สุดแกก็ฟื้นแล้ว..."แม่ผมโถมตัวมาข้างเตียง อยากจะแตะต้องตัวผมแต่ก็ไม่กล้า น้ำตาไหลไม่หยุด "ลูกหมดสติไปเต็ม ๆ สองเดือน แม่สวดอ้อนวอนพระโพธิสัตว์ทุุกวัน..."สวี่เหยียนเฉินขอบตาแดงก่ำ นั่งอยู่ข้างเตียงผม"ฟื้นก็ดีแล้ว ฟื้นก็ดี พี่ขายกิจการในนามตัวเองหมดแล้ว บริษัทก็ยกให้ผ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status