FAZER LOGINโทรศัพท์เงียบเชียบ ตั้งแต่เฮ่อจือโจวโทรหาฉันเมื่อคืน เขาก็ไม่ได้สนใจฉันอีกเลยบางทีเขาอาจจะรู้ตั้งนานแล้วว่าฉันย้ายออกจากคฤหาสน์หลังนั้น เพียงแต่เขาไม่ใส่ใจฉันล้วงเอากำไลหยกที่หักสองท่อนออกมาวันนี้นัดช่างซ่อมกำไลวงนี้ไว้แล้ว ไม่รู้ว่าจะซ่อมได้ไหมพอมาถึงร้านแปรรูปหยก ช่างดูกำไลสองท่อนที่หักของฉันแล้วอดอุทานไม่ได้ “ของชิ้นนี้สุดยอดไปเลยนะ ตอนนี้ในตลาดหาเนื้อหยกสีแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว ทำไมคุณถึงปล่อยให้มันตกแตกได้ล่ะครับ”พอช่างพูดแบบนี้ ฉันก็นึกถึงวันนั้นตอนคุณย่ามอบกำไลให้ฉันขึ้นมาอีกครั้ง ความรู้สึกผิดเอ่อล้นขึ้นมาในใจฉันถามเขา “พอจะซ่อมได้ไหมคะ”ช่างตอบ “ของล้ำค่าแบบนี้ ผมย่อมต้องใช้เทคนิคที่ดีที่สุดซ่อมให้อยู่แล้วครับ เพียงแต่ว่า...”“เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาค่ะ ขอแค่ซ่อมได้ก็พอ” ฉันรีบตอบ“ไม่ใช่เรื่องเงินหรอกครับ เพียงแต่ต่อให้ซ่อมออกมาดีแค่ไหน หรือแทบจะมองไม่เห็นร่องรอย แต่มันก็ยังมีรอยร้าวอยู่ดีเฮ้อ น่าเสียดายจริง ๆ”ฉันหลุบตาลง ความเศร้าเอ่อท้นขึ้นมาในใจนั่นสินะต่อให้ซ่อมกำไลออกมาได้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติแค่ไหน แต่รอยร้าวรอยนั้นก็ยังคงอยู่ในใจของคุณย่าค่าซ่อมกำไลอยู
ประธานกู้กำลังนั่งพิงเก้าอี้ดื่มกาแฟพอเห็นฉันเดินเข้าไป เขาก็วางแก้วลงแล้วเอ่ยถาม “ทำไมไม่พักอยู่ที่บ้านต่ออีกสักสองสามวันล่ะ”ตอนที่ถาม น้ำเสียงของเขากลับไม่หลงเหลือความอ่อนโยนเหมือนเมื่อก่อน ซ้ำยังแฝงแววเย้ยหยันอยู่นิด ๆไม่รู้ว่าเป็นเพราะเรื่องที่ฉันขาดงานเมื่อวานหรือเปล่าถึงทำให้เขาไม่พอใจฉันจึงรีบอธิบาย “ที่เมื่อวานฉันไม่ได้มาทำงาน เป็นเพราะที่บ้านมีเรื่องนิดหน่อยน่ะค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะ ต่อไปฉันจะตั้งใจทำงาน จะไม่ลางานพร่ำเพรื่ออีกแล้วค่ะ”ประธานกู้ปรายตามองฉันแวบหนึ่ง ก่อนที่สายตาของเขาจะเลื่อนลงมาหยุดอยู่ที่หน้าท้องของฉันสายตาที่ดูแปลกไปของเขาทำให้ฉันรู้สึกหวั่นใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกฉันจึงยกมือขึ้นมากุมหน้าท้องไว้โดยสัญชาตญาณจู่ ๆ เขาก็แค่นหัวเราะออกมา คล้ายกับกำลังเยาะเย้ย “ท้องจริง ๆ เหรอ”ฉันเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบส่ายหน้าปฏิเสธรัว ๆ “มะ ไม่ได้ท้องค่ะ”ให้ตายเถอะ นี่ประธานกู้ก็คิดว่าฉันท้องเหมือนกันเหรอเนี่ยแต่ประเด็นคือนี่มันไม่ใช่เรื่องที่เขาควรจะมาใส่ใจเลยสักนิดฉันเป็นแค่พนักงานใหม่ ต่อให้จะท้องจริง ๆ ก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบอะไรกับประธานบริษัทอย่างเขาเ
ฉันอดหัวเราะเยาะตัวเองไม่ได้ท้ายที่สุดแล้ว ทั้งบ้านก็มีแค่ฉันคนเดียวที่ยังปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงจากเศรษฐีกลายเป็นคนจนไม่ได้ดูสิ พี่ชายของฉันยังทนอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ได้ แล้วทำไมฉันถึงจะอยู่ไม่ได้ล่ะไหนจะเหล่าคนทำงานหาเช้ากินค่ำสู้ชีวิต พวกเขายังอยู่ที่นี่ได้ แล้วคนที่มีหนี้สินมากมายแถมยังแทบไม่เหลือเงินติดตัวอย่างฉัน จะเอาสิทธิ์อะไรมาต่อต้านและเลือกนักล่ะฉันปาดน้ำตา ปีนขึ้นเตียง แล้วข่มตาหลับพรุ่งนี้ยังต้องไปทำงานอีก ฉันจะเอาแต่บั่นทอนตัวเองแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้วตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ฉันจะต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างจริงจังเสียทีชีวิตใหม่ที่ไม่มีเฮ่อจือโจว!วันรุ่งขึ้น เมื่อแสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามา ก็ราวกับช่วยปัดเป่าเมฆหมอก ขับไล่ความมืดมนในใจของฉันไปจนหมดสิ้นพอจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ ร่างกายก็กลับมากระปรี้กระเปร่าอีกครั้งฉันแวะซื้ออาหารเช้าจากร้านข้างทาง เดินกินไปพลางมุ่งหน้าไปยังป้ายรถเมล์หน้าหมู่บ้านไปพลางผู้คนที่ออกไปทำงานในตอนเช้าตรู่นั้นเยอะมากจริง ๆตอนที่ฉันไปถึงป้ายรถเมล์ ตรงนั้นก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คนแล้วกว่าจะเบียดเสียดขึ้นรถเมล์มาได้ ฉันก็พบว่
ฉันกำโทรศัพท์แน่น มองชื่อที่สว่างวาบขึ้นมาบนหน้าจออย่างเหม่อลอยหลังจากที่คุณย่าถูกฉันทำให้โมโหจนล้มป่วย ฉันเคยโทรหาเขาหลายครั้ง แต่เขาก็ไม่รับสายมาตอนนี้ ทำไมเขาถึงโทรหาฉันก่อนล่ะหรือว่ารู้แล้วว่าฉันย้ายออกไป ก็เลยโทรมาเอาเรื่องฉันเหรอแต่เขาไม่อยากเห็นหน้าฉันอีกแล้วไม่ใช่เหรอฉันย้ายออกไปแล้ว เขาควรจะดีใจไม่ใช่เหรอภายในใจที่สับสนว้าวุ่นเอ่อล้นไปด้วยความคาดหวังที่อธิบายไม่ถูกอย่างควบคุมไม่ได้ฉันเม้มริมฝีปาก อดกดรับสายไม่ได้พอกดรับสาย ฉันฟังเสียงสูดหายใจลึกของเขา ด้วยหัวใจที่เต้นแรงมาก ไม่รู้เลยว่าจะพูดอะไรดีเงียบไปไม่กี่วินาที ในที่สุดเขาก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อนน้ำเสียงของเขาเรียบเฉยมาก ราวกับเป็นน้ำเสียงออกคำสั่ง “คุณย่าอยากเจอคุณ พรุ่งนี้มาที่โรงพยาบาลด้วย”ความคาดหวังในใจพังทลายลงทันทีฉันกระตุกยิ้มเยาะตัวเองฉันก็นึกว่าเขาโทรหาฉันเพราะเรื่องที่ฉันย้ายออกไปเสียอีกแต่ที่แท้เรื่องที่ฉันจะย้ายหรือไม่ย้ายออกไปก็ไม่มีค่าพอที่จะเอ่ยถึงสำหรับเขาเลยถ้าไม่ใช่เพราะคุณย่าอยากเจอฉัน เกรงว่าเขาคงไม่อยากจะสนใจฉันด้วยซ้ำ เรื่องโทรหาฉันก่อนยิ่งไม่ต้องพูดถึงจริง ๆ นะ ถังอันหร
ตอนที่ฉันลากร่างที่ทั้งเหนื่อยทั้งหิวปีนขึ้นมาถึงชั้นหก ชายหนุ่มก็กำลังรอฉันอยู่ตรงหน้าบันได “น้องสาว เธออยู่ห้องไหนเหรอ”“ฉัน...ฉันอยู่ห้อง 606 ค่ะ”ความจริงฉันอยากจะบอกว่าหลังจากนี้ฉันลากกระเป๋าไปเองก็ได้แต่ยังไงเขาก็อุตส่าห์ช่วยฉัน ฉันก็เลยไม่อยากปฏิเสธความกระตือรือร้นของเขาชายหนุ่มฟังจบก็ลากกระเป๋าเดินทางเดินไปทางห้อง 606 ทันที พลางหันกลับมาบอกฉันเป็นระยะ “ฉันกับแม่พักอยู่ห้อง 602 เธอมีธุระอะไรก็มาหาเราได้ตลอดเลยนะ”“ค่ะ ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะ”พอถึงหน้าห้อง 606 ชายหนุ่มก็มองฉัน เหมือนกำลังรอให้ฉันเปิดประตู ไม่มีทีท่าว่าจะไปเลยแม้แต่น้อยฉันรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาทันที แต่กลับไม่รู้ว่าควรจะพูดยังไงดีเงียบไปอึดใจหนึ่ง ฉันก็รับกระเป๋าเดินทางมา บอกเขาด้วยความซาบซึ้งใจว่า “วันนี้ขอบคุณคุณมากจริง ๆ ค่ะ วันหลังฉันจะเลี้ยงข้าวคุณกับคุณป้านะคะ”“ไม่เป็นไรน่า เรื่องเล็กน้อย” ชายหนุ่มพูดจบก็มองฉัน ยังคงไม่มีทีท่าว่าจะไปฉันพลันไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีไม่เชิญเขาเข้าไป ยืนอยู่ตรงนี้ก็พิลึกกระอักกระอ่วนจะเปิดประตูเชิญเขาเข้าไปก็กลัวว่าเขาจะเป็นคนไม่ดีทว่าเขาก็กระตือรือร้นมากจริง ๆ ก
ลมในคืนฤดูใบไม้ร่วงหนาวเย็นมากฉันลากกระเป๋าเดินทาง เดินไปตามท้องถนนอย่างคนไร้วิญญาณจู่ ๆ ฉันก็คิดขึ้นมาว่าถ้าชีวิตนี้ฉันไม่ได้เจอเฮ่อจือโจวก็คงดีตระกูลตกต่ำก็ตกต่ำไปสิ อย่างมากก็แค่เปลี่ยนวิถีชีวิตแล้วเริ่มต้นใหม่ อย่างน้อยฉันก็คงไม่เจ็บปวดเหมือนอย่างตอนนี้ฉันยืนอยู่ใต้ไฟถนน มองท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มืดมิดแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนถึงจะลืมผู้ชายคนนี้ได้อย่างสมบูรณ์ ถึงจะเยียวยาบาดแผลนี้ได้อย่างสมบูรณ์ใบไม้ร่วงที่ถูกลมพัดหมุนวนอยู่ข้างกายฉัน ลมที่พัดพาละอองฝนปะทะลงบนใบหน้า ให้ความรู้สึกเย็นเฉียบฉันกระชับคอเสื้อ รู้สึกว่าฤดูใบไม้ร่วงปีนี้หนาวเย็นเป็นพิเศษฉันยืนเหม่ออยู่ใต้ไฟถนนเนิ่นนาน ถึงได้เดินไปที่ห้องเช่าของพี่ชายตามที่อยู่ที่เขาให้มาที่ที่เขาเช่าอยู่เป็นหมู่บ้านกลางเมือง รอบ ๆ มีบ้านเช่าราคาถูกมากมาย บ้านเรือนตั้งอยู่กันอย่างแออัด สภาพแวดล้อมไม่ค่อยดีนักเมื่อกี้เพิ่งจะมีฝนตกปรอย ๆ พื้นดินเฉอะแฉะ มีขยะให้เห็นอยู่ทุกที่ มองปราดเดียวก็เห็นว่าสภาพแวดล้อมค่อนข้างสกปรกแต่ว่าคนที่มาเช่าอาศัยอยู่ในแถบนี้กลับมีเยอะเป็นพิเศษตอนที่ฉันไปถึงเป็นเวล







