تسجيل الدخولกรุงเทพฯ สามปีต่อมา
หลังจากปานระพีและมหรรณพจดทะเบียนสมรสกันแบบงงๆ ทั้งสองก็ไม่ได้พบหน้ากันอีกเลย ต่างฝ่ายก็ต่างแยกย้ายไปใช้ชีวิตของตัวเอง เธอก็ยังคงเป็นนางสาวปานระพี พงศ์วิริยะสกุล เพราะไม่ได้เปลี่ยนคำนำหน้าจากนางสาวเป็นนาง และไม่ได้เปลี่ยนนามสกุล เพราะไตร่ตรองดีแล้ว ว่าการเปลี่ยนไปใช้นามสกุลของนักธุรกิจคนดังอาจทำให้เธอถูกเพ่งเล็งจากใครก็ตามที่ไม่หวังดี โดยเฉพาะเพื่อนร่วมคณะที่ต่างพากันไม่ชอบขี้หน้าเธอ เพียงเพราะเธอเก่งกว่า หัวสมองดีเยี่ยม อาจารย์สอนอะไรก็จำได้หมด แถมยังสอบเข้ามหา’ลัยได้ในวัยเพียงสิบหก และกำลังจะจบแพทย์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ด้วยเกรดเฉลี่ยสูงที่สุดของรุ่น ในวัยเพียงยี่สิบสองปี
หากแต่พวกเขาเหล่านั้นไม่รู้ความลับอยู่อย่างว่า การเป็นอัจฉริยะต้องแลกมาด้วยการไร้สังคม ปานระพีมีปัญหาในการปรับตัวเข้าสังคมกับเพื่อนวัยเดียวกันเป็นอย่างมาก เพราะเธอกลายเป็นตัวแปลกแยก เนื่องจากมีพัฒนาการในการพูดช้า จนครูหลายคนคิดว่าเธอเป็นเด็กออทิสติก แต่ในทางกลับกันพัฒนาการทางด้านสมองกลับก้าวกระโดด สามารถคิดคำนวณตัวเลขได้อย่างแม่นยำ และสนใจกายวิภาค ซึ่งเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของวิชาชีววิทยาเป็นพิเศษ ยังผลให้เธอคุยกับเด็กในวัยเดียวกันไม่รู้เรื่อง ทุกคนต่างมองว่าเธอเป็นตัวประหลาด บ้างก็ว่าเธอบ้า พากันล้อเลียนว่าเธอเป็นยัยหมูอ้วนจอมเอ๋อ หรือไม่ก็ยัยอ้วนปัญญาอ่อนบ้างล่ะ ไปๆ มาๆ ก็ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ และเล่นด้วย
ฉะนั้นชีวิตในวัยเด็กของปานระพีจึงว้าเหว่ จากการขาดพ่อและแม่จนต้องมาอยู่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า เหงาเพราะไม่มีเพื่อน แต่ยังดีที่สวรรค์เมตตา ส่งคุณหญิงแม้นมาศมาช่วยเยียวยาแผลใจ ท่านไปที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าอยู่บ่อยครั้ง พาบริวารทำอาหารไปเลี้ยงเด็กๆ กระทั่งวันหนึ่งท่านบังเอิญเห็นเธอถูกแกล้ง แล้วไปแอบซุกตัวร้องไห้อยู่คนเดียว ขณะที่เด็กคนอื่นๆ พากันทานอาหารกลางวันอย่างเอร็ดอร่อย ท่านจึงสอบถามความเป็นมาจากผู้ดูแลสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า และด้วยความเวทนาที่สุดท่านก็ทำเรื่องรับเธอไปเลี้ยงดู ให้ชีวิตใหม่แก่เธอ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องที่อยู่อาศัย การศึกษาที่แวดล้อมไปด้วยเด็กอัจฉริยะที่คุยกับเธอรู้เรื่อง คอยพร่ำสอนให้เธอเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับสังคม สอนให้รู้จักการใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น และรักเธอประดุจหลานสาวในไส้ จากปานระพี กล้าใจดี เด็กกำพร้าข้างถนนที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้านำมาดูแล จึงกลายมาเป็น ปานระพี พงศ์วิริยะสกุล อย่างเช่นทุกวันนี้
ปานระพีเคยถามท่านว่า ทำไมท่านถึงรับเธอมาอุปการะ ทั้งที่เด็กคนอื่นหน้าตาน่าเอ็นดู ช่างพูดจาออดอ้อนฉอเลาะ และน่ารักกว่าเด็กที่กลัวสังคมอย่างเธอหลายเท่า ท่านก็ตอบว่า
‘เธอหน้าตาคล้ายลูกสาวคนเล็กของท่าน’
ปานระพีอยากจะสอบถามเกี่ยวกับลูกสาวคนเล็กของคุณย่ามากกว่านั้น หากแต่ความใคร่รู้กลับต้องถูกพับเก็บไว้ ในวินาทีที่เหลือบไปเห็นแววตาเศร้าหมองที่ไม่เคยปรากฏ ซึ่งเธอก็เพิ่งประจักษ์เมื่อไม่นานมานี้ ว่าลูกสาวคนเล็กของท่านก็คือมารดาของมหรรณพ ผู้ซึ่งได้ล่วงลับไปเมื่อหลายปีก่อน การจากลาอันแสนเจ็บปวด เพราะทิฐิทำให้ไม่ยอมเปิดอกคุยกัน ไม่ยอมพบหน้า และไม่มีแม้กระทั่งคำล่ำลา คงทำให้คนแก่เสียใจและทุกข์ระทมไม่น้อยเลยทีเดียว
“ปานระพี!”
เสียงเรียกจากทางเบื้องหลังมิอาจทำให้ผู้ที่หมกมุ่นอยู่กับความคิดของตัวเองได้ยินแต่อย่างใด เจ้าของร่างอวบอั๋น ผิวขาวอมชมพู ผมดำขลับยาวไปถึงกลางหลัง ในชุดนักศึกษาตัวโคร่งจนร่างดูเทอะทะเหมือนคนอ้วน ยังคงนั่งนิ่ง และทอดนัยน์ตากลมโตภายใต้แพขนตางอนยาวไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย
“ยัยแพร! วู้! คุณหมอแพร!”
ครั้นแสร้งเรียกชื่อจริงไม่หัน คนที่ป้องปากตะโกนเพราะต้องการแกล้งเพื่อนก็เรียกเชื่อเล่นเสียงดัง ทว่าอีกฝ่ายกลับยังไม่มีทีท่าว่าจะขานรับ เห็นดังนั้นผู้มาใหม่จึงเดินหัวเราะคิกคักมาหาเจ้าตัวเสียเอง
“ใจลอยไปถึงไหนน้อคุณเพื่อน ลอยไปถึงโมนาโกไหมนั่น ถึงได้เรียกยังไงก็ไม่หัน”
น้ำเสียงกระเซ้าเย้าแหย่ปนเสียงหัวเราะคิกคักทำให้ผู้ที่จมปลักอยู่กับอดีตหลุดจากภวังค์ หันไปมองคนที่กำลังทรุดกายลงนั่งบนม้านั่งหินอ่อนตัวข้างกัน แล้วยิ้มอ่อน
“เธอเรียกเสียงเบาล่ะสิ เราถึงไม่ได้ยิน”
“เบาที่ไหน เราเรียกเสียงดังจะตาย แต่แพรมัวแต่ใจลอยเลยไม่ได้ยินต่างหากล่ะ” แม่สาววิศวะโยธาจอมเซี้ยวเอ่ยค้านด้วยท่าทางทะเล้น “ว่าแต่…ใจลอยไปถึงคนไกลจริงป่ะ”
“ใช่ที่ไหนกันล่ะ เราแค่คิดอะไรเพลินๆ เลยไม่ได้ยินเท่านั้นเอง”
เจ้าของใบหน้าหวานใสขยับปากรูปกระจับตอบหน้าตาย แต่พวงแก้มอิ่มกลับเป็นสีระเรื่อชวนมอง จนอีกฝ่ายต้องเอ่ยปากล้อเลียนอย่างอดใจไม่ไหว
“ฮั่นแน่! หน้าแดงแบบนี้ คิดถึงสามีอยู่แหงๆ อย่ามาโกหกเสียให้ยาก”
“ชู่ว์…อย่าเอ็ดไปสิยัยลูกจันทร์ เดี๋ยวใครก็มาได้ยินเข้าหรอก”
หลังจากหันซ้ายแลขวาด้วยสีหน้าไม่สบายใจ ปานระพีก็หันกลับมาปรามเพื่อนซี้ตัวแสบพร้อมทำหน้าดุใส่ แต่นอกจากจะไม่สะทกสะท้านแล้ว จันทร์เจ้าขา เมธาวดี สาวงามผู้ที่มีชื่อแสนจะหวานหยดย้อยเหมือนใบหน้า แต่ขัดกับบุคลิกห้าวๆ ลุยๆ อย่างสิ้นเชิง กลับอมยิ้มแก้มตุ่ย แถมยังทำท่าสูดปากแซว
“หูยยยย…ความปกป้องสามี”
“หยุดแซวเราได้แล้วน่า”
ทนไม่ไหวคนถูกล้อมากๆ เข้าก็ฟาดมือลงที่แขนอีกฝ่ายเบาๆ แต่แทนที่จะเลิกคุยเรื่องสามีของปานระพี สาวห้าวกลับวกมาถามไถ่ถึงสิ่งที่ยังค้างคาใจเสมอมา
“งั้นก็บอกเรามาเสียที ว่าแพรคิดยังไงถึงได้จดทะเบียนสมรสกับคุณมหรรณพ และเพราะอะไรถึงทำให้แพรตกหลุมรักเขามากมายถึงเพียงนี้” คำถามอย่างกรรมการนางสาวไทยมาเป็นชุด
“ก็บอกแล้วไง ว่าเขาเคยช่วยชีวิตเราไว้” ว่าที่คุณหมอสาวตอบอย่างยิ้มๆ แต่เป็นรอยยิ้มที่คนเฝ้ารอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อเบ้หน้า ทำท่าเซ็งจัด
“โธ่! ตอบแบบนี้ไม่ตอบเสียยังดีกว่า”
“แล้วถามทำไมล่ะ”
“ก็เราอยากรู้นี่นา ว่าเขาช่วยแพรยังไง เล่าให้เราฟังมั่งดิ…นะๆๆ” ท้ายประโยคแม่สาวหน้าหวานดาวมหา’ลัยทำตาปริบๆ ออดอ้อน
“ไม่บอก เป็นความลับ”
นักศึกษาหลายคนที่เดินผ่านไปมาตรงบริเวณลานใต้ต้นไม้หน้าคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ต่างเมียงมองชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ไหล่กว้าง ที่กำลังนั่งก้มหน้าก้มตาอ่านอะไรบางอย่างบนกระดาษสีขาวอย่างสนใจ โดยเฉพาะสาวๆ เพราะไม่บ่อยนักที่จะมีชายหนุ่มหน้าตาดี ภูมิฐาน และท่าทางสมาร์ท เหมือนหลุดออกมาจากปกนิตยสารหัวนอกที่เกี่ยวกับเรื่องธุรกิจ จะมานั่งทอดหุ่นล่ำๆ ยั่วสายตาอยู่หน้าคณะแบบนี้ นักศึกษาสาวบางคนถึงขั้นใจกล้าเดินเฉียดกายมาใกล้โต๊ะ แต่กลับต้องหน้าหงาย เพราะเขาดูไม่ได้สนใจอะไรมากไปกว่ากระดาษที่กำลังเพ่งอยู่ มีบ้างที่จะก้มลงไปมองร่างจ้ำม่ำที่นอนเอาหัวหนุนตักอยู่บนเก้าอี้ตัวเดียวกัน และท่าทางอ่อนโยนนั้นก็ทำให้สาวๆ ต่างมองตาเยิ้ม กระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้น “พ่อจ๋า”น้ำเสียงออดอ้อนชวนเอ็นดูติดจะงัวเงียทำให้คนที่เงยหน้ากลับไปอ่านเอกสารในมือได้ไม่นาน วางงานลงบนโต๊ะหินอ่อน แล้วก้มลงไปมองร่างอ้วนจ้ำม่ำที่กำลังบิดขี้เกียจน้อยๆ “จ๋า…ว่าไงครับลูก”คำว่า ‘ลูก’ ที่หลุดออกมาจากปากหยักลึกทำให้สาวๆ ที่รอลุ้นพากันทำหน้าผิดหวังแกมเสียดาย“น้องเลิฟปวดชิ้งฉ่องค่า”เด็กหญิงปาฏิหาริย์ นิธิธาดา หรื
เสียงรองเท้ากระทบพื้นเป็นจังหวะชวนใจสั่น ทำให้ร่างใหญ่ที่กำลังนั่งปลดกระดุมกางเกงอยู่บนปลายเตียง หลังจากที่สลัดเสื้อออกจากกาย ถึงกับชะงักกึก เงยหน้าขึ้น แล้วก็ต้องตาค้าง ร่างเย้ายวนยั่วน้ำลายสวมเสื้อคุณหมอสีขาวที่ชายสั้นเต่อจนเห็นสะดือบุ๋ม และหน้าท้องที่เริ่มนูนน้อยๆ โดยบนอกเสื้อมีรูปหูฟังของหมอ ส่วนช่วงล่างก็เป็นกระโปรงบานสั้นจู๋ โอยยยย…หัวใจจะวาย น้ำลายจะหกในวินาทีที่แม่เจ้าประคุณเยื้องย่างมาหยุดลงตรงหน้า กางขาน้อยๆ กอดอกยืนจังก้า แล้วส่งสายตาหยาดเยิ้มเชิญชวนมาให้เขาก็แทบจะกระโจนเข้าใส่ “ขี้ยั่ว” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างมันเขี้ยวปนคาดโทษ “แล้วชอบไหมล่ะ?”เธอแสร้งวางมือทาบตรงหน้าอกตัวเอง จากนั้นก็ขยำเบาๆ พลางกัดปากทำท่าเซ็กซี่ขยี้ใจ แว่วเสียงคำรามกระหึ่มหลุดออกมาจากปากหยักลึกของคนที่จ้องเธอตาวาบวับ “ที่สุด”“คนหื่น”ก็จริง เขายอมรับว่าหื่นหนักมาก“พี่ดุนะหนูไหวเหรอ”“ถ้าอยากรู้ว่าไหวไม่ไหว ก็นอนลงไปจ้ะพี่จ๋า” ยังไม่ทันจะขาดคำคนตัวเล็กก็ผลักอกเขาแรงๆ จนร่างทรงพลังลงไปนอนแผ่หลาบนเตียง จากนั้นก็ขยิบตาให้หนึ่งที ตวัดลิ้นเลียปากด้วยท่าทางเซ็กซี่ แล้วค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งยอง
“พี่จะส่งเราไปให้หมอเฉพาะทางดูแลต่อนะ”“อายขอเป็นคนไข้ของพี่แพรไม่ได้เหรอคะ”น้ำคำเว้าวอน และแววตาสั่นระริกที่ส่งมาทำให้คุณหมอสาวต้องเอื้อมมือไปกุมมือเรียว แล้วบีบเบาๆ อย่างให้กำลังใจ แกมปลอบประโลมให้อีกฝ่ายคลายกังวล“พี่เป็นหมอกระดูก ไม่ใช่นิวโรศัลย์ อาจดูเคสของเราได้ แต่ไม่สามารถผ่าตัดให้เราได้ แต่สัญญาว่าจะขอทางผู้อำนวยการของโรงพยาบาลไปสังเกตการณ์ตอนผ่าตัด” “พี่แพรสัญญาแล้วนะคะ”“จ้ะ”“อายขอร้องว่าอย่าบอกใครได้ไหมคะ”“หืม?”“เอ่อ…อายหมายถึง คนที่อาจรู้จักอายน่ะค่ะ เผื่อเขามาถามอะไรเกี่ยวกับอายจากพี่แพร”คนที่ออกอาการหวาดระแวงเอ่ยพลางบีบมือตัวเองแน่น กระทั่งเห็นคุณหมอสาวพยักหน้าเบาๆ ถึงได้ลอบผ่อนลมหายใจออกมา ปานระพีคงไม่รู้หรอกว่าตั้งแต่เหตุการณ์เลวร้ายที่อารญาเคยเล่าให้ฟัง สาวน้อยตรงหน้าก็ไม่เคยเปิดใจรับใครเข้ามาในชีวิตในทุกๆ แง่ของความสัมพันธ์ อาจจะมีบ้าง แต่ก็แค่ฉาบฉวย เพราะอารญามีแผลใจจากการถูกคนใกล้ตัวหักหลังและทำร้ายอย่างเลือดเย็น ซึ่งปานระพีเป็นคนแรกที่เธอยอมเปิดใจคบหาเป็นเพื่อนตอนอยู่ต่างแดน เพราะตอนนั้นปานระพีตามองไม่เห็น ส่วนเธอก็แค่คนระหกระเหินพลัดถิ่นที่อยากได้เพื่อ
ไชโย! เมียไลน์หาถามว่าแค่เมียไลน์หาจำเป็นต้องดีใจจนเนื้อเต้นขนาดนั้นไหม สำหรับมหรรณพต้องดีใจมากอยู่แล้ว เพราะเขากับปานระพีมีข้อตกลงร่วมกัน ว่าในระหว่างที่เธอตั้งครรภ์อ่อนๆ จะไม่มีการร่วมรัก ด้วยกลัวว่าจะกระทบกระเทือนไปถึงลูก ซึ่งมันเป็นอะไรที่ทรมานฉิบหาย เขาเกือบลงแดงตายไปหลายหน แต่บอกตัวเองให้อดทน เพราะกว่าลูกจะติดได้ไม่ใช่ง่ายๆ เขากับเธอรอมาตั้งนาน แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เมียเป็นฝ่ายสะกิด ก็แสดงว่าพ้นระยะอันตราย ฟีเจอริงกันได้ พิกกี้ตัวอวบ : คุณหวงขา อยู่เป็นก็เมียเขานี่แหละ อยากได้อะไรทีชอบเอาคำอ้อนหวานๆ มาล่อลวงสามี แถมพอแม่คุณท้องแล้วมันคือดี ชีวิตคู่ดีอย่างไร้คำบรรยาย เพราะเธอขี้อ้อนขึ้น ปากหวานขึ้น และที่สำคัญคือติดผัวแจ และอย่างหลังนี่แหละที่ทำให้เขาหลงเมียหนักมากจนหน้ามืดตามัว แทบจะไม่อยากห่างจากเธอ เจ้าของฟาร์มหมู (ที่มีหมูสองตัว) : ว่าไงครับพิกกี้?หมูสองตัวที่ว่าก็คือเมียกับลูกของเขานั่นเอง เมียเขาอวบเพราะช่วงนี้อยู่ในภาวะตั้งครรภ์ แม่ยอดยาหยีของเขามีน้ำมีนวลน่าจับฟัด แต่ก็ยังไม่ถึงกับอ้วน เพราะท้องยังไม่โตมากมายอะไร ยังไม่ต้องใส่ชุดคลุมท้อง พิกกี้ตัวอวบ : คิดถึงจั
สองปีผ่านไป“โอ๊ก! โอ๊ก! โอ๊ก!”เสียงประหลาดที่แว่วเข้ามาในหูตอนที่มหรรณพงัวเงียตื่น เพราะวาดมือไปข้างกาย แล้วไม่พบคนที่ตัวเองกกกอดไว้ทั้งคืน ทำให้คิ้วเข้มเหนือนัยน์ตาคมขมวดเข้าหากัน ก่อนที่เสียงประหลาดที่ว่าจะดังขึ้นอีกระลอก ทำเอาร่างใหญ่เด้งขึ้นจากที่นอน แล้วเดินแกมวิ่งไปยังห้องน้ำในสภาพที่ไม่มีเสื้อผ้าติดกายแม้แต่ชิ้นเดียว “แพร!”ทันทีที่เห็นร่างแน่งน้อยนั่งยองๆ เกาะขอบชักโครกโก่งคออาเจียนอย่างเอาเป็นเอาตาย เสียงห้าวก็หลุดอุทานออกมา ร่างใหญ่ถลาไปลูบหลังให้เบาๆ ครั้นเห็นเธอทำท่าขย้อนด้วยท่าทางสุดแสนทรมานก็ทำหน้าเหยเก จากนั้นก็คอยลูบหลังให้ไม่ห่าง กระทั่งเธอเงยหน้าขึ้นจากชักโครกด้วยสภาพเหนื่อยหอบ ใบหน้าซีดเผือดเต็มไปด้วยหยาดเงื่อ“มานี่มาที่รัก ผมพาไปล้างหน้า” ว่าแล้วเขาก็จัดการโอบประคองร่างอ่อนแรงไปยังเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า เปิดน้ำ แล้ววักน้ำล้างหน้าให้คนที่ยืนเอามือทั้งสองข้างค้ำขอบอ่างด้วยท่าทางยังไม่หายเหนื่อย จากนั้นก็หยิบแก้วมารองน้ำแตะมือเรียวให้เธอบ้วนปาก ปานระพีรับไปอย่างว่าง่าย บ้วนปากเสร็จก็พึมพำขอบคุณเสียงเนือยๆ ก่อนจะถูกสามีอุ้มกลับไปวางที่เตียงนอน“สีหน้าแพรไม่ดีเ
ไอ้หมาเวรติดสัด!แน่นอนมหรรณพเข้าใจในพฤติกรรมของสัตว์ ว่าจะต้องมีช่วงที่ถึงฤดูกาลหาคู่ผสมพันธุ์ แต่มันน่าโมโหตรงที่ไอ้หมาเวรลูกเทพของเมียเขา มันดันไปถูกตาต้องใจสาวเสียไกลถึงนนทบุรี และไม่ว่าจะหาหมาสาวๆ สวยๆ มาให้ไม่รู้กี่ตัวต่อกี่ตัว เจ้าซีซาร์ก็เข้าตำราหมาเมิน ไม่สน ทำเชิดหยิ่ง ไม่เข้าใกล้ และหวงตัวจนน่าหมั่นไส้ แต่อะไรก็ไม่น่าถีบเท่าตกดึกไอ้หมาจอมเรื่องมากจะร้องโหยหวนกวนประสาทรบกวนเวลานอน แถมเสียงของมันยังทำให้เมียเขาอยู่ไม่สุข จนต้องออกปากถามไถ่ถึงพฤติกรรมของมันในช่วงที่กลับมาจากไปเที่ยวในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าซีซาร์ดันไปเจอสาวที่ปั๊มน้ำมันตรงเซเว่นแห่งหนึ่งในชานเมืองนนทบุรี และไม่รู้ไปคุยกันอีท่าไหน ไม่นานมันก็พาสาวหายเข้าไปทางสุมทุมพุ่มไม้หลังห้องน้ำ ต่อมาก็มองตาละห้อยไปยังเบื้องหลังตลอดทางกลับบ้านจากนั้นไม่นานก็มีอาการกระวนกระวาย ไม่กิน ไม่นอน แถมยังทำท่าจะจับตุ๊กตาที่เขาซื้อไว้ให้ลูกที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะมาเกิดกระทำชำเรา ตีความหมายว่า ‘ติดสัด’ แต่หาสาวมาให้ดันไม่เอา ไม่ยอมฟีเจอริง ซึ่งเขาก็เดาว่ามันคงติดใจสาวเมืองนนท์เข้าเสียแล้ว ถึงได้มีอาการกินไม่ได้ นอนไม่หลับ กร
วาจาน่าตบนั่น ทำให้คนฟังกางมือขยุ้มผมดกหนา แล้วกระชากแรงๆ เรียกเสียงคำรามกลั้วลำคอหนา ทว่าแทนที่จะเลิกระรานเธอ คนกักขฬะกลับตอบแทนท่าทางพยศด้วยการปาดลิ้นเลียตรงรอยแยกของกลีบสาว ทำเอาร่างบางสะดุ้งเฮือก ความเสียวแล่นวาบ แรงประทุษร้ายลดลง เมื่อผู้ชายร้ายกาจเลียกลีบสาวถี่ยิบ วาดมือไปบดขยี้ปุ่มกระสันอย่า
“งั้นก็มีลูกด้วยกันสักโหล คุณจะได้หัวหมุนกับเบบี๋ตัวน้อยๆ ของเรา จนไม่มีเวลาคิดหนีไปไหน”คำว่า ‘ลูก’ ทำเอาคนฟังนิ่งค้างเหมือนถูกสาป ก่อนจะส่ายหน้าละล่ำละลักออกมา “ฉันไม่มีวันมีลูกกับคุณ! ไม่มีวัน!”“มีผัวแล้วก็ต้องมีลูก เราจดทะเบียนสมรสกันมาตั้งหลายปี สมควรจะมีพยานรักได้แล้ว”ยังไม่ทันจะขาดคำเจ้าข
“หนาว” หนาวบ้าหนาวบออะไรล่ะ คืนนี้อากาศดีจะตาย“ถ้าหนาวทำไมไม่ใส่เสื้อ” “ร้อน”เอ้า! เขากวนประสาทเธอใช่ไหม? “ขยับไปนอนไกลๆ เลย เตียงออกกว้าง” “อยากนอนกอดเมีย” ชายหนุ่มว่าพลางวาดแขนกำยำมากอดเอวคอดอย่างหน้าตาเฉย น้ำคำออดอ้อนตรงข้างหูทำให้คนตัวเล็กหน้าร้อนวาบ ใจสั่น หากแต่ต้องข่มอารมณ์เตือนสติตั
“ไปไม่ไป ก็ต้องไป”ขาดคำคนโอหังก็ส่งซิกให้ลูกน้องจัดการขั้นเด็ดขาด วินาทีถัดมาวิชัยซึ่งย่องมาทางด้านหลังอย่างเงียบเชียบก็เข้าล็อกตัวปานระพี ส่วนลูกน้องอีกคนเข้าล็อกตัวแม่เลี้ยงจันทน์กะพ้อ โดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว ทั้งคู่ต่างสะดุ้งเฮือก เพราะจู่ๆ ก็ถูกจู่โจมในชั่วพริบตา ปานระพีดิ้นรนขัดขืนเจ้า







