LOGIN“หูยยยย…ใจร้ายอะ”
จันทร์เจ้าขาเอ่ยเหมือนตัดพ้อ ทว่าสีหน้าและแววตายังคงสดใสและขี้เล่นไม่เปลี่ยน ด้วยรู้ดีว่าเรื่องบางเรื่องปล่อยให้มันเป็นลับเฉพาะคนสองคนน่ะดีแล้ว
“งั้นแลกกันไหม ลูกจันทร์เล่าเรื่องของลูกจันทร์กับเดือนคณะสัตวแพทย์ให้เราฟัง ส่วนเราก็จะเล่าเรื่องคุณหวงให้ลูกจันทร์ฟัง แลกกันแบบนี้ดีไหมจะได้แฟร์ๆ”
“ไม่เอา!” จันทร์เจ้าขาสวนกลับทันควัน แล้วทำหน้ามู่ทู่ “เราไม่อยากรู้แล้วก็ได้ แล้วแพรก็ห้ามเอ่ยถึงผู้ชายปากหมาที่เรียนหมอหมาอย่างนายนั่นให้เราได้ยินอีกเป็นอันขาด”
ท่าทางงอนๆ ปากยื่นๆ ทำให้ปานระพีหลุดขำออกมา
ข้อดีของจันทร์เจ้าขาที่ทำให้เธอคบกับอีกฝ่ายได้ยืดยาวพอๆ กับไคลีย์ มิลเลอร์ ซึ่งฝ่ายหลังอยู่ประเทศอังกฤษ ก็คือทั้งคู่เข้ามาอย่างมิตร ไม่มีพิษมีภัย ไม่มองถึงอดีตที่ผ่านมา ไม่ก้าวก่ายความเป็นส่วนตัวมากเกินไปจนกลายเป็นล้ำเส้น เคารพในการตัดสินใจ และที่สำคัญคือยอมรับในสิ่งที่เธอเป็น
เพื่อนรักทั้งคู่มักถามไถ่ถึงเรื่องของมหรรณพอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งทุกครั้งปานระพีก็จะตอบด้วยถ้อยคำเดิม ว่าเขาเคยช่วยชีวิตเธอไว้ แต่ไม่ยอมขยายความว่าช่วยยังไง นั่นเพราะเธออยากจะเก็บความรู้สึกพิเศษในช่วงเวลานั้นไว้แต่เพียงผู้เดียว ช่วงเวลาที่เธอมองว่าเขาเป็นฮีโร่ เป็นเทพบุตรขี่ม้าขาว ยังคงตราตรึงอยู่ในห้วงความรู้สึกไม่เสื่อมคลาย ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้มีความหมายอะไรต่อเขา แต่สำหรับเธอแล้วมันมีค่ายิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
“หยุดใจลอยถึงสามีได้แล้วจ้า โน่นแน่ะ…ตัวจริงเขามาแล้ว”
จันทร์เจ้าขาว่าพลางบุ้ยปากไปทางถนน แต่แทนที่จะสนใจปานระพีกลับก้มลงหยิบหนังสือตรงหน้ายัดใส่กระเป๋าสะพายข้างใบสีขาว ขณะขยับปากนุ่มเอ่ยตอบโต้
“อย่ามาโกหกเสียให้ยาก เมื่อเช้าคนที่บ้านก็แกล้งเราทีนึงแล้ว อยู่ๆ ก็โทรมาบอกว่าคุณหวงจะมารับเรา เขาหายไปตั้งสามปี อยู่ๆ จะโผล่มารับเราถึงมหา’ลัยเนี่ยนะ มันนอนเซ็นซ์ที่สุด”
“เราว่าคนที่บ้านแพรคงพูดจริงแหละ โน่นแน่ะ…เขามาจริงๆ”
ทันทีที่เงยหน้าขึ้น แล้วหันไปทางที่เพื่อนพยักพเยิด ปานระพีก็นิ่งอึ้ง ดวงตากลมโตเบิกโพลง นั่งตัวแข็งทื่อ แต่ที่ร้ายสุดคือหน้าอกข้างซ้ายของเธอเต้นกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง
ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีมหรรณพก็ยังคงมีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจเสมอ ร่างสูงสง่าในชุดเสื้อยืดคอกลมสีขาว สวมทับด้วยแจ๊กเกตหนังสีดำ และกางเกงยีนส์ ยืนกอดอกพิงรถสปอร์ตสีดำทะมึนด้วยท่าทีสบายๆ ทว่ากลับหล่อกระชากใจ ดึงดูดให้เธอละสายตาไปไหนไม่ได้
“หูยยยยย…ตะลึงในความหล่อของสามีจนอึ้งไปเลยเหรอจ๊ะคุณเพื่อน”
เสียงแซวทำให้คนที่เอาแต่นั่งนิ่งอึ้งได้สติ ปานระพีหันไปค้อนให้เพื่อนซี้หนึ่งที
“ไม่ใช่สักหน่อย”
“ยอมรับมาเถอะน่า ก็สามีแพรหล่อจริงๆ นี่นา ขนาดเรายังตาพร่ากับความหล่อดุดันสไตล์มาเฟียเถื่อนของสามีเธอเลย” จอมเซี้ยวยังไม่วายสัพยอก
“แล้วก็ไม่ใช่แค่เรานะ ที่ว่าสามีแพรหล่อ สาวๆ บริเวณนี้มองเขาตาเป็นมันกันทั้งนั้น โดยเฉพาะกลุ่มโน้น ดูสิ…มองสามีเธอเหมือนจะกลืนลงท้องเลยแน่ะ แหม! อยากเดินเข้าไปบอกเสียจริง ว่าสุดหล่อนั่นน่ะของเธอ”
“อย่าเชียวนะยัยลูกจันทร์!”
“โอ๊ย! เราไม่ทำหรอกน่า เอาเป็นว่าเห็นแก่สามีเธอแล้วกัน” แม่สาวจอมเฮี้ยวยักคิ้วอย่างทะเล้น จนปานระพีต้องส่งค้อนวงงามไปให้อีกหนึ่งที
“เอ้า…มัวแต่นั่งหน้าแดงตัวบิดอยู่นั่นแหละ รีบไปหาสามีสิยะ เขายืนพิงรถโพสต์ท่าหล่อยั่วน้ำลายสาวๆ รอเธอนานแล้วนะ เล่นตัวเกินไปเดี๋ยวก็มีใครมาลากสามีเธอไปกินหรอก”
“งั้นเราไปนะ”
“โอเคจ้า ไว้เจอกันเย็นวันศุกร์”
ปานระพีพยักหน้าเบาๆ ผุดลุกขึ้น คว้าสายกระเป๋ามาคล้องไหล่ ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่ค่อยมั่นคงนัก ทุกย่างก้าวหัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำจนเหมือนจะหลุดออกมานอกอก
ที่สุดปานระพีก็เดินมาหยุดลงตรงหน้าผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี ยิ่งได้มองใกล้ๆ เธอยิ่งใจสั่น มหรรณพ นิธิธาดา ในวัยยี่สิบเก้าย่างสามสิบ หล่อจนเกือบลืมหายใจ ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบดำคู่นั้นทำให้เธอเหมือนต้องมนตร์สะกด ผ่านไปสามปีเขาดูเป็นผู้ชายเต็มตัวมากขึ้น ใบหน้าหล่อเหลากระด้างและคมคายกว่าเดิมหลายเท่า รูปร่างสูงใหญ่ดูทรงพลัง อีกทั้งภูมิฐาน สง่า และน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกอย่างที่ประกอบขึ้นเป็นผู้ชายตรงหน้ามันยิ่งกว่าคำว่าลงตัว เขาทำให้หนุ่มที่ว่าหล่อสุดของมหา’ลัยดูเป็นเด็กน้อยหน่อมแน้มไปเลย
ปานระพีตกอยู่ในภวังค์พักใหญ่ เพราะเอาแต่มองหน้าหล่อๆ ด้วยท่าทางลอยๆ ราวคนละเมอ กระทั่งเสียงกระแอมดังขึ้น สติที่เตลิดไปกับความหล่อกระชากใจของเขาถึงได้กลับมาอีกครา ก่อนจะก็รวบรวมความกล้าเปิดรอยยิ้มน่ารักสดใส พร้อมเอ่ยทักทายเสียงหวานชวนฟัง ซึ่งไม่บ่อยนักที่เธอจะใช้น้ำเสียงแบบนี้กับใคร หากไม่พิเศษจริงๆ
“สวัสดีค่ะ คุณหวง”
หญิงสาวยกมือไหว้อย่างอ่อนช้อย
“อืม…”
เขาพยักหน้าเล็กน้อย มหรรณพก็ยังคงเย่อหยิ่ง ไว้ตัว และเข้าถึงยาก ไม่เคยเปลี่ยน แต่ก็ช่างเถอะ แค่เขาลงทุนมารับถึงมหา’ลัยเธอก็ปลื้มจะแย่อยู่แล้ว
“เมื่อเช้าคนที่บ้านโทรมาบอกว่าคุณหวงจะมารับแพร แพรยังคิดว่าเขาล้อแพรเล่นอยู่เลย ไม่คิดว่าคุณหวงจะมารับแพรจริงๆ ดีใจจัง”
ปานระพีชวนคุยเพื่อลดความประหม่า อีกทั้งอยากจะสร้างความคุ้นเคยกับเขา ทั้งที่ปกติเป็นคนสงบปากสงบคำ จนบางครั้งเข้าขั้นมนุษยสัมพันธ์ยอดแย่ หากไม่สนิทจริงๆ จะพูดแทบนับคำได้ แต่กับเขามันต่างออกไป มหรรณพพิเศษสำหรับเธอมากกว่าคนอื่น ท้ายประโยคสาวน้อยหลุดทำท่าเขินอายออกมา เพราะรู้สึกได้ว่าสายตาคมกล้าคู่นั้นจ้องหน้านวลนิ่ง มันนิ่งเหมือนสะกดวิญญาณ จนคนถูกมองทำตัวไม่ถูก พวงแก้มใสเป็นสีเลือดฝาด
“ขึ้นรถสิ ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”
เจ้าของร่างสูงใหญ่ไหล่กว้างที่ตกเป็นเป้าสายตาของสาวๆ บริเวณนั้นบุ้ยปากไปยังรถ ตัดบทเสียดื้อๆ จากนั้นก็เคลื่อนกายเข้าไปนั่งประจำตำแหน่งคนขับ เธอทำท่าเลิ่กลั่กอยู่สักพัก ก่อนจะก้าวขาตามขึ้นรถไปด้วยความสับสน
ไหนคุณย่าบอกว่าเขาเต็มใจแต่งงานกับเธอ แล้วทำไมถึงได้เย็นชานัก
นี่หรือท่าทีที่คนเป็นสามีภรรยากันแสดงออกมาหลังจากไม่พบหน้ากันมาถึงสามปี
“เอ่อ…เราจะคุยกันที่นี่เหรอคะ”
ครั้นเห็นว่าผ่านไปหลายนาทีคนที่นั่งกอดอกทำหน้านิ่งๆ อยู่หลังพวงมาลัยรถสปอร์ตคันหรูยังไม่มีทีท่าว่าจะสตาร์ตรถ ปานระพีจึงหันไปอ้อมแอ้มถามด้วยความสงสัย
“อือ…คุยเสร็จฉันก็จะไป ส่วนเธอก็ต้องลงจากรถฉัน เพราะฉันไม่คิดจะไปส่งเธอ” เสียงห้าวห้วนสวนกลับอย่างไม่รักษาน้ำใจ “ถ้ากลับบ้านเองไม่ได้ก็บอก จะได้เรียกแท็กซี่ให้”
“แพรกลับเองได้ค่ะ” เธออ้อมแอ้มออกมา สีหน้าไม่สู้ดีนัก
“ดี…งั้นเข้าเรื่องเลยแล้วกัน” เขาพยักหน้าเล็กน้อย แล้วเอ่ยต่อ “ฉันแค่จะมาบอกเธอว่าฉันจะย้ายกลับมาอยู่เมืองไทย”
“งั้นก็ดีสิคะ” คราวนี้หญิงสาวละล่ำละลักตาเป็นประกายด้วยความยินดี “เราจะได้ย้ายเข้าไปอยู่เรือนหอด้วยกันเสียที คุณย่าบอกว่าคุณหวงเป็นคนออกเงินสร้าง มันสวยมากเลยค่ะ ถูกใจแพรมากๆ”
“เธออยู่ไปเถอะ”
เสียงเรียบสนิทไร้อารมณ์ทำให้ปานระพีนิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนจะหันไปมองหน้าเขาเต็มตา
“หมายความว่ายังไงคะ?”
“ฉันยกให้”
“แล้วคุณหวงล่ะคะ”
“ฉันก็อยู่ส่วนฉัน เธอก็อยู่ส่วนเธอ”
“แล้วทำไมเราไม่ไปอยู่ด้วยกันล่ะคะ”
“ปัดโธ่โว้ย! เธอยังไม่เข้าใจอีกเหรอวะ ว่าฉันไม่อยากอยู่กับเธอ” น้ำเสียงกระด้างที่โพล่งขึ้นด้วยแรงอารมณ์เพราะเหลืออดทำให้ปานระพีสะดุ้งเฮือก แทบหยุดหายใจ ก่อนจะเอ่ยเสียงสะท้าน
“แต่เราเป็นสามีภรรยากันนะคะ”
บ้าเอ๊ย! ทำไมเขาต้องรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังรังแกเด็กด้วยวะ
“ฟังนะแม่ลูกหมูน้อย ฉันไม่เคยอยากเป็นสามีเธอ ไม่เคยอยากได้เธอเป็นเมีย แต่ในเมื่อพลาดพลั้งแล้วฉันก็ต้องจำใจรับผิดชอบเธอ” ชายผู้ไม่แคร์โลกเอ่ยอธิบายอย่างหัวเสีย
นักศึกษาหลายคนที่เดินผ่านไปมาตรงบริเวณลานใต้ต้นไม้หน้าคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ต่างเมียงมองชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ไหล่กว้าง ที่กำลังนั่งก้มหน้าก้มตาอ่านอะไรบางอย่างบนกระดาษสีขาวอย่างสนใจ โดยเฉพาะสาวๆ เพราะไม่บ่อยนักที่จะมีชายหนุ่มหน้าตาดี ภูมิฐาน และท่าทางสมาร์ท เหมือนหลุดออกมาจากปกนิตยสารหัวนอกที่เกี่ยวกับเรื่องธุรกิจ จะมานั่งทอดหุ่นล่ำๆ ยั่วสายตาอยู่หน้าคณะแบบนี้ นักศึกษาสาวบางคนถึงขั้นใจกล้าเดินเฉียดกายมาใกล้โต๊ะ แต่กลับต้องหน้าหงาย เพราะเขาดูไม่ได้สนใจอะไรมากไปกว่ากระดาษที่กำลังเพ่งอยู่ มีบ้างที่จะก้มลงไปมองร่างจ้ำม่ำที่นอนเอาหัวหนุนตักอยู่บนเก้าอี้ตัวเดียวกัน และท่าทางอ่อนโยนนั้นก็ทำให้สาวๆ ต่างมองตาเยิ้ม กระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้น “พ่อจ๋า”น้ำเสียงออดอ้อนชวนเอ็นดูติดจะงัวเงียทำให้คนที่เงยหน้ากลับไปอ่านเอกสารในมือได้ไม่นาน วางงานลงบนโต๊ะหินอ่อน แล้วก้มลงไปมองร่างอ้วนจ้ำม่ำที่กำลังบิดขี้เกียจน้อยๆ “จ๋า…ว่าไงครับลูก”คำว่า ‘ลูก’ ที่หลุดออกมาจากปากหยักลึกทำให้สาวๆ ที่รอลุ้นพากันทำหน้าผิดหวังแกมเสียดาย“น้องเลิฟปวดชิ้งฉ่องค่า”เด็กหญิงปาฏิหาริย์ นิธิธาดา หรื
เสียงรองเท้ากระทบพื้นเป็นจังหวะชวนใจสั่น ทำให้ร่างใหญ่ที่กำลังนั่งปลดกระดุมกางเกงอยู่บนปลายเตียง หลังจากที่สลัดเสื้อออกจากกาย ถึงกับชะงักกึก เงยหน้าขึ้น แล้วก็ต้องตาค้าง ร่างเย้ายวนยั่วน้ำลายสวมเสื้อคุณหมอสีขาวที่ชายสั้นเต่อจนเห็นสะดือบุ๋ม และหน้าท้องที่เริ่มนูนน้อยๆ โดยบนอกเสื้อมีรูปหูฟังของหมอ ส่วนช่วงล่างก็เป็นกระโปรงบานสั้นจู๋ โอยยยย…หัวใจจะวาย น้ำลายจะหกในวินาทีที่แม่เจ้าประคุณเยื้องย่างมาหยุดลงตรงหน้า กางขาน้อยๆ กอดอกยืนจังก้า แล้วส่งสายตาหยาดเยิ้มเชิญชวนมาให้เขาก็แทบจะกระโจนเข้าใส่ “ขี้ยั่ว” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างมันเขี้ยวปนคาดโทษ “แล้วชอบไหมล่ะ?”เธอแสร้งวางมือทาบตรงหน้าอกตัวเอง จากนั้นก็ขยำเบาๆ พลางกัดปากทำท่าเซ็กซี่ขยี้ใจ แว่วเสียงคำรามกระหึ่มหลุดออกมาจากปากหยักลึกของคนที่จ้องเธอตาวาบวับ “ที่สุด”“คนหื่น”ก็จริง เขายอมรับว่าหื่นหนักมาก“พี่ดุนะหนูไหวเหรอ”“ถ้าอยากรู้ว่าไหวไม่ไหว ก็นอนลงไปจ้ะพี่จ๋า” ยังไม่ทันจะขาดคำคนตัวเล็กก็ผลักอกเขาแรงๆ จนร่างทรงพลังลงไปนอนแผ่หลาบนเตียง จากนั้นก็ขยิบตาให้หนึ่งที ตวัดลิ้นเลียปากด้วยท่าทางเซ็กซี่ แล้วค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งยอง
“พี่จะส่งเราไปให้หมอเฉพาะทางดูแลต่อนะ”“อายขอเป็นคนไข้ของพี่แพรไม่ได้เหรอคะ”น้ำคำเว้าวอน และแววตาสั่นระริกที่ส่งมาทำให้คุณหมอสาวต้องเอื้อมมือไปกุมมือเรียว แล้วบีบเบาๆ อย่างให้กำลังใจ แกมปลอบประโลมให้อีกฝ่ายคลายกังวล“พี่เป็นหมอกระดูก ไม่ใช่นิวโรศัลย์ อาจดูเคสของเราได้ แต่ไม่สามารถผ่าตัดให้เราได้ แต่สัญญาว่าจะขอทางผู้อำนวยการของโรงพยาบาลไปสังเกตการณ์ตอนผ่าตัด” “พี่แพรสัญญาแล้วนะคะ”“จ้ะ”“อายขอร้องว่าอย่าบอกใครได้ไหมคะ”“หืม?”“เอ่อ…อายหมายถึง คนที่อาจรู้จักอายน่ะค่ะ เผื่อเขามาถามอะไรเกี่ยวกับอายจากพี่แพร”คนที่ออกอาการหวาดระแวงเอ่ยพลางบีบมือตัวเองแน่น กระทั่งเห็นคุณหมอสาวพยักหน้าเบาๆ ถึงได้ลอบผ่อนลมหายใจออกมา ปานระพีคงไม่รู้หรอกว่าตั้งแต่เหตุการณ์เลวร้ายที่อารญาเคยเล่าให้ฟัง สาวน้อยตรงหน้าก็ไม่เคยเปิดใจรับใครเข้ามาในชีวิตในทุกๆ แง่ของความสัมพันธ์ อาจจะมีบ้าง แต่ก็แค่ฉาบฉวย เพราะอารญามีแผลใจจากการถูกคนใกล้ตัวหักหลังและทำร้ายอย่างเลือดเย็น ซึ่งปานระพีเป็นคนแรกที่เธอยอมเปิดใจคบหาเป็นเพื่อนตอนอยู่ต่างแดน เพราะตอนนั้นปานระพีตามองไม่เห็น ส่วนเธอก็แค่คนระหกระเหินพลัดถิ่นที่อยากได้เพื่อ
ไชโย! เมียไลน์หาถามว่าแค่เมียไลน์หาจำเป็นต้องดีใจจนเนื้อเต้นขนาดนั้นไหม สำหรับมหรรณพต้องดีใจมากอยู่แล้ว เพราะเขากับปานระพีมีข้อตกลงร่วมกัน ว่าในระหว่างที่เธอตั้งครรภ์อ่อนๆ จะไม่มีการร่วมรัก ด้วยกลัวว่าจะกระทบกระเทือนไปถึงลูก ซึ่งมันเป็นอะไรที่ทรมานฉิบหาย เขาเกือบลงแดงตายไปหลายหน แต่บอกตัวเองให้อดทน เพราะกว่าลูกจะติดได้ไม่ใช่ง่ายๆ เขากับเธอรอมาตั้งนาน แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เมียเป็นฝ่ายสะกิด ก็แสดงว่าพ้นระยะอันตราย ฟีเจอริงกันได้ พิกกี้ตัวอวบ : คุณหวงขา อยู่เป็นก็เมียเขานี่แหละ อยากได้อะไรทีชอบเอาคำอ้อนหวานๆ มาล่อลวงสามี แถมพอแม่คุณท้องแล้วมันคือดี ชีวิตคู่ดีอย่างไร้คำบรรยาย เพราะเธอขี้อ้อนขึ้น ปากหวานขึ้น และที่สำคัญคือติดผัวแจ และอย่างหลังนี่แหละที่ทำให้เขาหลงเมียหนักมากจนหน้ามืดตามัว แทบจะไม่อยากห่างจากเธอ เจ้าของฟาร์มหมู (ที่มีหมูสองตัว) : ว่าไงครับพิกกี้?หมูสองตัวที่ว่าก็คือเมียกับลูกของเขานั่นเอง เมียเขาอวบเพราะช่วงนี้อยู่ในภาวะตั้งครรภ์ แม่ยอดยาหยีของเขามีน้ำมีนวลน่าจับฟัด แต่ก็ยังไม่ถึงกับอ้วน เพราะท้องยังไม่โตมากมายอะไร ยังไม่ต้องใส่ชุดคลุมท้อง พิกกี้ตัวอวบ : คิดถึงจั
สองปีผ่านไป“โอ๊ก! โอ๊ก! โอ๊ก!”เสียงประหลาดที่แว่วเข้ามาในหูตอนที่มหรรณพงัวเงียตื่น เพราะวาดมือไปข้างกาย แล้วไม่พบคนที่ตัวเองกกกอดไว้ทั้งคืน ทำให้คิ้วเข้มเหนือนัยน์ตาคมขมวดเข้าหากัน ก่อนที่เสียงประหลาดที่ว่าจะดังขึ้นอีกระลอก ทำเอาร่างใหญ่เด้งขึ้นจากที่นอน แล้วเดินแกมวิ่งไปยังห้องน้ำในสภาพที่ไม่มีเสื้อผ้าติดกายแม้แต่ชิ้นเดียว “แพร!”ทันทีที่เห็นร่างแน่งน้อยนั่งยองๆ เกาะขอบชักโครกโก่งคออาเจียนอย่างเอาเป็นเอาตาย เสียงห้าวก็หลุดอุทานออกมา ร่างใหญ่ถลาไปลูบหลังให้เบาๆ ครั้นเห็นเธอทำท่าขย้อนด้วยท่าทางสุดแสนทรมานก็ทำหน้าเหยเก จากนั้นก็คอยลูบหลังให้ไม่ห่าง กระทั่งเธอเงยหน้าขึ้นจากชักโครกด้วยสภาพเหนื่อยหอบ ใบหน้าซีดเผือดเต็มไปด้วยหยาดเงื่อ“มานี่มาที่รัก ผมพาไปล้างหน้า” ว่าแล้วเขาก็จัดการโอบประคองร่างอ่อนแรงไปยังเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า เปิดน้ำ แล้ววักน้ำล้างหน้าให้คนที่ยืนเอามือทั้งสองข้างค้ำขอบอ่างด้วยท่าทางยังไม่หายเหนื่อย จากนั้นก็หยิบแก้วมารองน้ำแตะมือเรียวให้เธอบ้วนปาก ปานระพีรับไปอย่างว่าง่าย บ้วนปากเสร็จก็พึมพำขอบคุณเสียงเนือยๆ ก่อนจะถูกสามีอุ้มกลับไปวางที่เตียงนอน“สีหน้าแพรไม่ดีเ
ไอ้หมาเวรติดสัด!แน่นอนมหรรณพเข้าใจในพฤติกรรมของสัตว์ ว่าจะต้องมีช่วงที่ถึงฤดูกาลหาคู่ผสมพันธุ์ แต่มันน่าโมโหตรงที่ไอ้หมาเวรลูกเทพของเมียเขา มันดันไปถูกตาต้องใจสาวเสียไกลถึงนนทบุรี และไม่ว่าจะหาหมาสาวๆ สวยๆ มาให้ไม่รู้กี่ตัวต่อกี่ตัว เจ้าซีซาร์ก็เข้าตำราหมาเมิน ไม่สน ทำเชิดหยิ่ง ไม่เข้าใกล้ และหวงตัวจนน่าหมั่นไส้ แต่อะไรก็ไม่น่าถีบเท่าตกดึกไอ้หมาจอมเรื่องมากจะร้องโหยหวนกวนประสาทรบกวนเวลานอน แถมเสียงของมันยังทำให้เมียเขาอยู่ไม่สุข จนต้องออกปากถามไถ่ถึงพฤติกรรมของมันในช่วงที่กลับมาจากไปเที่ยวในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าซีซาร์ดันไปเจอสาวที่ปั๊มน้ำมันตรงเซเว่นแห่งหนึ่งในชานเมืองนนทบุรี และไม่รู้ไปคุยกันอีท่าไหน ไม่นานมันก็พาสาวหายเข้าไปทางสุมทุมพุ่มไม้หลังห้องน้ำ ต่อมาก็มองตาละห้อยไปยังเบื้องหลังตลอดทางกลับบ้านจากนั้นไม่นานก็มีอาการกระวนกระวาย ไม่กิน ไม่นอน แถมยังทำท่าจะจับตุ๊กตาที่เขาซื้อไว้ให้ลูกที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะมาเกิดกระทำชำเรา ตีความหมายว่า ‘ติดสัด’ แต่หาสาวมาให้ดันไม่เอา ไม่ยอมฟีเจอริง ซึ่งเขาก็เดาว่ามันคงติดใจสาวเมืองนนท์เข้าเสียแล้ว ถึงได้มีอาการกินไม่ได้ นอนไม่หลับ กร







