เข้าสู่ระบบ@หลายวันต่อมา
ดวงตาคู่สวยหลังเลนส์แว่นกลอกมองไปทางซ้ายทีขวาที ปลายนิ้วก็กดรัวบนแป้นพิมพ์ ผ่านไปเกือบชั่วโมงงานที่คาดว่าน่าจะเป็นชิ้นสุดท้ายของวันนี้ก็เสร็จสมบูรณ์
เจณิสตาเหลือบตามองข้อความบนโน้ตที่แนบมาด้วยแวบหนึ่งก็ดึงสายตากลับไปตรวจตราความเรียบร้อย ก่อนจะแนบไฟล์งานทั้งหมด ส่งไปให้เจ้านายทางอีเมล โดยไม่ลืมสำเนาถึงพัดชา เออีสาวรุ่นพี่ที่ตอนนี้เป็นทั้งพี่เลี้ยงตามคำสั่งที่รุ่นพี่เขียนไว้บนกระดาษโน้ต
ผ่านมาสามวันแล้วที่เธอง่วนอยู่กับการแปลเอกสาร และพบว่า ‘สองถึงสามบริษัท’ ที่เขาเคยกล่าวถึง ไม่ได้แปลว่าหนึ่งบริษัทต่อหนึ่งชิ้นงาน แต่มันคือจำนวนบริษัทที่มีงานค้าง รอให้เธอมาแปลกองเป็นภูเขา
อาจเพราะทุกอย่างสะสมมาตั้งแต่ก่อนปีใหม่ล่ะมั้ง เอกสารทุกตัวจึงคล้ายจะด่วนไปเสียหมด กระนั้นก็ไม่ได้มีเพียงเธอที่งานรัดตัวจนไม่อาจกระดิกไปไหนได้
ช่วงนี้แทบทุกโต๊ะมีเสียงเคาะแป้นพิมพ์ดังระคนกับเสียงครืดคราดของเครื่องพรินต์กระดาษ บางครั้งก็มีเสียงพนักงานทะเลาะกับเครื่องเพราะมันงอแง ทำกระดาษติดจนต้องงัดแงะแกะฝากันอยู่ตลอดแทบทั้งวัน
ส่วนเจ้านายของเธอนั้นมีนัดออกไปคุยงานไม่เว้นวัน ล่าสุดเธอได้ยินมาว่าเขาถึงขั้นลงไปตรวจสถานที่ที่จะใช้จัดนิทรรศการในอีกไม่กี่วันข้างหน้าด้วยตัวเอง นึก ๆ แล้วก็ต้องขอบคุณงานกองนี้ที่ทำให้เธอรอดพ้นจากการโดนดึงตัวไปทำงานนอกสถานที่
หญิงสาวยืดแขนแล้วหมุนคอ บิดไหล่ไล่ความปวดเมื่อยจากการนั่งจมอยู่กับเก้าอี้เป็นเวลานาน ๆ มุมปากมีรอยยิ้มเมื่อเหลือบตาไปมองตัวเลขที่มุมล่างของหน้าจอแล้วพบว่าอีกไม่ถึงชั่วโมงเธอก็จะได้เลิกงานแล้ว
ครืดครืด
‘เจ้านายจอมเฮี้ยน’
ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอทำเอาคนเพิ่งกระหยิ่มยิ้มย่อง ผงะตกใจจนเกือบหงายหลัง นับตั้งแต่เจ้านายบังคับขืนใจเอาเบอร์ส่วนตัวเธอไปเมื่อวันก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาโทรมาหา
ว่าแต่เขาโทรมาหาเธอทำไม อย่าบอกนะว่าจะโทรมาสั่งงานเพิ่ม หญิงสาวถอนหายใจพรืด เธอกำลังจะเริ่มเผชิญชะตากรรมของคนเป็นเลขาแบบเต็มตัวแล้วสินะ
“ค่ะคุณก้องภพ”
( คุณยังอยู่ออฟฟิตใช่ไหม )
ยังไม่ถึงเวลาเลิกงาน เธอก็ต้องอยู่ที่ออฟฟิตสิ!
“ค่ะ”
( ดี เตรียมสัญญาของบีเอ็นจีที่คุณแปลเมื่อวานให้หน่อย พรินต์มาสองชุดนะ ต้นฉบับกับคู่ฉบับ คืนนี้เราจะไปเซ็นสัญญากับลูกค้ากัน อ้อ แล้วอีกครึ่งชั่วโมงผมน่าจะถึงออฟฟิต เตรียมตัวให้ดี )
รัวคำสั่งเสร็จอีกฝ่ายก็กดวางสายไป ทิ้งให้เจณิสตานั่งกระพริบตาปริบ ๆ ถือโทรศัพท์ค้างอยู่ท่านั้นหลายวินาทีกว่าจะลดมือลง อะไรคือเรา อะไรคือเตรียมตัวให้ดี นี่เขาคงไม่ได้คิดจะลากเธอไปเจอลูกค้าด้วยหรอกใช่ไหม?
หัวใจดวงน้อยพลันห่อเหี่ยว วันนี้เธอตั้งใจจะกลับบ้านเร็ว เพราะลูกค้าเจ้าประจำเพิ่งส่งงานแปลมาให้ทำ แถมเป็นงานด่วนที่ลูกค้าเต็มใจจ่ายค่าเร่งงานให้เธอเพิ่มอีกตั้งหลายพันด้วย ไหนใครบอกศุกร์ต้นเดือนคือวันหรรษา!
“เฮ้อ เซ็ง!”
แล้วเจณิสตาก็ยิ่งเซ็งมากกว่าเดิมเป็นสองเท่าตอนเพิ่งระลึกได้ว่าวันนี้เธอแต่งตัวมาอย่างไร โอ๊ย นี่มันวันอะไรของเธอเนี่ย
รถยนต์สีขาวแล่นเข้ามาจอด ณ ที่จอดประจำ ก้องภพมาถึงตึกช้ากว่าที่คาดการณ์เล็กน้อย เขาชำเลืองมองไปทางประตูตึกแล้วก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดต่อสายหาเลขาส่วนตัว เสียงสัญญาณรอสายดังก้องห้องโดยสารเพียงสองครั้งก็เปลี่ยนเป็นเสียงหวานใส
( ค่ะคุณก้องภพ )
“ผมอยู่ลานจอดรถ”
( ค่ะ จะไปเดี๋ยวนี้ค่ะ )
ก้องภพไม่ได้ดับเครื่องยนต์เพราะคิดว่าคงใช้เวลาไม่นาน แล้วก็ไม่นานจริง ๆ คล้อยหลังเธอวางสายไปไม่ถึงนาทีอีกฝ่ายก็ผลักประตูกระจกแล้วเดินตรงมาหา
ดวงตาคู่คมปรากฎร่องรอยความขบขัน วันนี้เขาติดนัดข้างนอกทั้งวันเลยไม่ได้เข้าบริษัทจึงเพิ่งเห็นว่าวันนี้ยายเลขาหน้านิ่งของเขาแต่งตัวอย่างไร
เสื้อแขนยาวคอวีสีครีม จับคู่กับกระโปรงทรงสอบสีกรมท่ายาวกรอมเข่า ใบหน้าภายใต้แว่นมีเครื่องสำอางแต้มอยู่เบาบางพอให้ดูไม่ซีดเซียว ส่วนทรงผมนั้นก็เป็นทรงเดิมที่เธอทำเป็นประจำคือรวบตึงเป็นผมหางม้า
มองเผิน ๆ ก็ดูเรียบร้อยดี แต่พอมองอีกที …
“ถ้าถือไม้เรียวด้วยนี่ใช่เลย”
ครูสอนภาษาไทยควบด้วยตำแหน่งครูฝ่ายปกครอง!
เพราะไม่อยากให้กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต เจณิสตาจึงบอกไปตามตรงว่าเธอแค่ปวดท้องรอบเดือน และขอรับเพียงยาลดปวดก็พอซึ่งแม้คุณหมอจะสั่งจ่ายยาให้ แต่ไม่วายแนะนำกึ่งเกลี่ยกล่อมว่าหากมีอาการปวดรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันแบบนี้มาตลอด ควรเข้ารับการตรวจภายในอีกครั้งอย่างละเอียดเจณิสตาพนมมือไหว้ ขอบคุณคุณหมอยังสาวเมื่อการตรวจเสร็จสิ้น พลันเธอก็ชะงัก แววตาล่อกแล่ก อย่างควบคุมไม่อยู่เมื่อสบเข้ากับสายตาดุ ๆ ของเจ้านายที่นั่งกอดอก ทำหน้าบูดอยู่หน้าห้องฉุกเฉินแถมสีหน้าเขาดูจะถมึงทึงขึ้นด้วย เมื่อเห็นว่าเธอเดินออกจากห้องฉุกเฉินมาด้วยสองขาของตัวเอง ปราศจากรถเข็น“เอ่อ...”“รถเข็นไปไหน”น้ำเสียงเข้มงวดแทบลอยมากระแทกหน้า เจณิสตาพยายามใช้รอยยิ้มลดทอนความขุ่นเคืองของเจ้านาย“คือฉันไม่ปวดท้อง ไม่ปวดหัวแล้วก็เลยคืนรถเข็น เผื่อมีคนอื่นที่เขาจำเป็นต้องใช้มากกว่าน่ะค่ะ”“แล้วใครบอกว่าเธอไม่จำเป็นต้องใช้”เธอนี่แหละบอก!แต่เพราะไม่อยากให้เจ้านายเรียกหาเจ้ารถเข็นนั้นกลับมา เจณิสตาจึงเลือกไม่ตอบแล้วเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น“แล้วคุณก้องล่ะคะ คุณหมอว่ายังไงบ้าง เรื่อง เอ่อ... จมูก”“หนัก ปวดไปครึ่งหน้า เลือดเพิ
เนื่องจากทั้งไม่สบายตัวจากอาการปวดที่รุมเร้า และไม่สบายใจกับบรรยากาศภายในห้องโดยสารที่เงียบเฉียบ ไร้บทสนทนาจนรู้สึกอึดอัด เจณิสตาจึงแสร้งทำเป็นนอนหลับตาแต่แล้วลมเย็นที่เป่าเข้าหน้าก็ดันทำให้เธอผล็อยหลับไปจริง ๆ กว่าจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกที ก็ตอนรับรู้ได้ถึงแรงสะบัดของเข็มขัดนิรภัย“อื้อ”หญิงสาวสะดุ้งตกใจ และเพราะยังไม่ตื่นดี มือจึงคว้าหมับที่สายเข็มขัดนิรภัย ขณะที่อีกมือก็ยื่นไปหาเงาดำที่คร่อมอยู่เหนือร่าง โดยไม่รู้เลยว่าการกระทำนั้นจะกลายเป็นการล่วงเกินเจ้านายในเวลาต่อมาเพี้ยะ!หือ? เสียงอะไรแล้วทำไมสันมือเธอถึงได้เจ็บ ๆ ตึง ๆเจณิสตาขมวดคิ้ว กระพริบตาถี่ ๆ ชั่วอึดใจดวงตาก็เปลี่ยนเป็นเบิกโตเมื่อภาพตรงหน้าค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นฉิบหายแล้ว!ความแดงที่ปลายจมูกบอกให้รู้โดยไม่ต้องถามว่าเมื่อครู่สันมือของเธอปะทะเข้ากับส่วนไหนของเจ้านาย และยิ่งไปกว่านั้น ...“คะ...คุณก้องภพ เอ่อ ในรถมีทิชชูไหมคะ?”“...” แม้จะยังงุนงงกับคำถาม หากเจ้าของรถก็พยักพเยิดหน้า ใช้สายตาชี้แทนคำตอบเจณิสตากระวีกระวาดดึงทิชชูออกจากซองที่ซ่อนอยู่ในช่องเก็บของคอนโซลรถด้านหน้า ช้อนสายตามองเจ้านายแวบหนึ่งแล้วอ้อมแอ้มเสีย
“คงงั้นค่ะ น้องหน้าซีดมาก แล้วปิ่นก็ได้ยินน้องบ่น ๆ ว่าปวดหัว ที่เดินมารถก็เพราะมาหายาให้น้อง แต่ไม่มี”“แล้วทำไมไม่มี!”“แล้วทำไมต้องเสียงดังใส่ปิ่นด้วยล่ะเนี่ย!”กิติมาแกล้งท้วง เธอกลั้นยิ้มแทบตายตอนเห็นก้องภพหลุดหน้าเหวอ“ก็...ก็มันเป็นยาขั้นพื้นฐานที่ปิ่นมีติดตัวตลอดนี่”“ก็ใช่ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วไงคะ”“งั้นก็ออกไปซื้อสิ ให้ใครไปก็ได้”“แล้วพี่ก้องจะให้ใครไปล่ะคะ หันไปดูสิ ตอนนี้มีใครว่างที่ไหน แม้แต่ตัวปิ่นเองเดี๋ยวก็ต้องไปรอรับเครื่องเสียงแล้วเนี่ย”กิติมาแจ้งเหตุผลเสียงอ่อน ชำเลืองมองคนยืนทำหน้าเครียดแวบหนึ่งก็แสร้งทำเอาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมามองแล้วทำหน้าตกใจ“อุ้ย พูดถึงก็มาเลย ปิ่นต้องไปทำงานต่อแล้ว ไงถ้าพี่ก้องเห็นใครว่างอยู่ก็ฝากจัดการบอกให้เขาไปซื้อยาให้ทีนะคะ อ้อ แล้วเร็ว ๆ หน่อยก็ดีนะ คือน้องเขมเขา...หนักอยู่”กิติมาทำหน้าจริงจังส่งท้าย ก่อนจะปลีกตัวกลับไปหาทีมที่ตอนนี้เริ่มทยอยนำลูกโป่งขึ้นล้อมเสาและซุ้มทางเข้า โดยไม่สนใจว่าคนข้างหลังจะหน้าบูดบึ้ง มองเธอด้วยแววตาขุ่นขวางแค่ไหนแล้วดูนะ ถ้าอุตส่าห์บอกใบ้ เปิดทางให้ขนาดนี้แล้วยังไม่รู้ว่าควรทำอะไรต่ออีก เธอจะดึงตัวน้องมาทำงานด
"แล้วถามจริง ๆ นะคะ หน้าฉันดูเหมือนคนอยากกระโจนใส่คุณก้องตลอดเวลาเหรอคะ?”“เหมือน หน้าคุณมันฟ้องมากว่าถ้ามีไม้หน้าสามอยู่แถวนั้น คุณกระโจนใส่ผมแน่”เจณิสตาถึงกับหลุดหัวเราะร่า ไม่คิดปฏิเสธ เพราะตอนนั้นในใจเธอก็แอบคิดแบบนั้นจริง ๆส่วนตอนนี้ ...หากตัดเรื่องที่เขาพูดจาไม่เข้าหูเพราะตั้งแง่กับเธอตั้งแต่วันแรก และชอบพูดจากวนโอ๊ยจนอยากทุบหลังในบางครั้ง เธอว่าเขาก็ไม่ได้เป็นเจ้านายที่แย่อาจจะดุบ้างในเวลางาน แต่มันเกิดจากความต้องการให้งานออกมาดีที่สุด ตรงตามโจทย์ที่ลูกค้าบรีฟไว้ที่สุด และที่สำคัญเขาไม่ใช่เจ้านายประเภทถนัดแต่ชี้นิ้วสั่งงานไปวัน ๆ เขามีความรู้ความสามารถ คิดและมองอย่างนักธุรกิจกระนั้นเขาก็ยังปฏิบัติต่อคนที่มีตำแหน่งต่ำกว่าอย่างสุภาพ เปิดใจรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น และมันจะมีผู้บริหารระดับสูงสักกี่คนที่กล้าลงไปช่วยทีมงานแบกเสาเต็นท์จนเสื้อเปรอะเปื้อนมาวันนี้เธอเลยไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมทุกคนในบริษัท รวมถึงทีมสถานที่ถึงพร้อมใจให้ความเคารพ และบอกว่าเขาคือเจ้านายในฝันแล้วเจณิสตาก็สะดุ้ง หลุดจากห้วงความคิดเมื่อแก้วในมือถูกดึงออกไป ก่อนที่เขาจะรินไวน์ให้เธอเพิ่ม“พอแล้วค่ะ”เธอรีบ
“ทำไมถึงอยากมาทำงานที่นี่”“นี่คุณก้องภพคิดจะสัมภาษณ์งานรอบสองเหรอคะ?”“ก็แค่อยากรู้ แล้วนี่ก็หมดเวลางานแล้ว เลิกเรียกผมเต็มยศแบบนั้นเถอะ”“ถ้าไม่ให้เรียกว่าคุณก้องภพ แล้วจะให้เรียกว่าอะไรคะ ลุงก้อง?”คิ้วเข้มพลันกระตุกยิก ๆ อายุเขาเพิ่งก้าวผ่านเลข 3 มาไม่กี่ปีนะ แถมหน้าก็ยังไร้ริ้วรอย เอาอะไรมาลุง!ก้องภพถลึงตาใส่เลขาที่นั่งทำหน้าตาใสซื่อราวกับเมื่อครู่ไม่ได้หลอกด่าใคร“มีใครเคยบอกไหมว่าคุณนี่ปากร้ายเอาเรื่อง”“ก็...เยอะอยู่ค่ะ”เจณิสตาพยักหน้ายิ้ม ๆ ส่วนสาเหตุที่เธอใช้คำว่า ‘ลุง’ ไม่ใช่เพราะเขาหน้าแก่ แต่เป็นเพราะเขามีนิสัยบางอย่างคล้ายกับลุงข้างบ้านเธอไม่มีผิด“เขมิกา”อุ้ย! มีคนเริ่มไม่พอใจแล้ว หญิงสาวรีบเก็บรอยยิ้มขัน“ค่า ๆ งั้นเรียกคุณก้องแทน ดีไหมคะ?”“หึ” ก้องภพแค่นหัวเราะ พยักหน้ารับหากไม่วายส่งสายตาคาดโทษ“แล้วตกลงทำไมถึงอยากมาทำงานที่นี่” “จริง ๆ ตอนแรกก็ไม่คิดจะมาหรอกค่ะ”“โอเค งั้นพรุ่งนี้ไปลาออกเลยไหม เดี๋ยวโทรบอกดิเรกให้”“เดี๋ยวสิคะ! ฉันยังพูดไม่จบเลย”หญิงสาวค้อนใส่อย่างลืมตัว“ตอนแรกค่ะ แค่ตอนแรก ก็แบบ...ถ้าให้พูดตรง ๆ เลยก็กลัวค่ะ ฉันกลัวปรับตัวไม่ได้ การเปลี่ยนงา
“...”“...”ปฏิกิริยานั้นพลอยทำเจณิสตาชะงักตาม และเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขาอาจไม่ชอบที่เธอถือวิสาสะทำอะไรตามอำเภอใจ เธอก็ตาโต ลนลานเก็บไม้เก็บมือแล้วผละออกห่าง“ขอโทษค่ะ”ริมฝีปากหยักลึกเดี๋ยวเม้มเดี๋ยวคลาย ครู่หนึ่งก็เผยอขึ้น เจณิสตารีบหดคอ เตรียมใจรับคำดุ“นี่”“คะ...คะ?”“ทีหลังอย่าไปเช็ดหน้าใครแบบนี้ ถ้าไม่อยากมีปัญหากับแฟน”“แฟน?”เจณิสตาทวนคำเสียงสูง งุนงงอยู่ชั่วอึดใจก็หลุดยิ้มขำกับคำเตือนนั่น“ขอบคุณค่ะ เอาไว้ฉันมีแฟนเมื่อไร ฉันจะระวังแล้วกันค่ะ”จบคำหญิงสาวก็หมุนตัวไปบริการปิดท้ายรถให้ ทำให้เธอไม่มีโอกาสเห็นเลยว่าหลังพูดออกไป มุมปากของใครบางคนโค้งตัวสูงนานหลายวินาทีทีเดียวกลับมาถึงที่พักเจณิสตาก็ตรงดิ่งมาอาบน้ำก่อนเป็นอันดับแรก กระทั่งสบายตัวก็ลากกระเป๋าออกมาจัดจากข้อความที่คุยกับพัดชา ทีมอีเว้นท์ที่เหลือจะมาถึงช่วงเที่ยง และเธอจะได้ย้ายไปพักรวมกับพี่ ๆ ในทีม อาจไม่สะดวกสบายและมีวิวสวยเท่ากับวิลล่าหลังนี้ แต่ก็คงสนุกและรู้สึกผ่อนคลายกว่าอยู่ที่นี่มือเรียวหยิบชุดที่จะใส่ในวันพรุ่งนี้ออกมาแขวน แล้วย้ายชุดที่ยังไม่ใส่ไปอยู่ฝั่งเดียวกัน ส่วนตัวไหนที่ใช้งานแล้ว เธอแยกมันใส่ถุงพลาสต







