INICIAR SESIÓNตอนที่ 5 ไม่พอใจ
ซินอิงตัวแข็งทื่อทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น ใบหน้าเล็กๆ ที่กำลังมีความสุขซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด นางรีบหลบสายตาและก้มหน้ามองถ้วยข้าวต้มในมือราวกับกลัวว่าบิดาจะโกรธเมื่อเห็นนาง ซูเยว่หลิงสัมผัสได้ถึงความสั่นเทาของบุตรสาว นางรีบวางช้อนลงทันที มือเรียวสวยเอื้อมไปลูบศีรษะของซินอิงเบาๆ อย่างปลอบโยน “ไม่ต้องกลัวนะซินอิง” นางเหลือบมองไปที่ประตูห้อง ทันใดนั้น ร่างสูงสง่าภายใต้เสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มปักดิ้นทองก็ก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นอายของความเย็นชาและอำนาจแผ่ซ่านไปทั่วห้อง หลี่อี้เหรินมองมายังภรรยาของตนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและอ่านไม่ออก ซูเยว่หลิงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างสง่างาม ในชุดกระโปรงผ้าฝ้ายสีอ่อนที่ดูเรียบง่ายแต่กลับขับเน้นความงดงามตามธรรมชาติของนางออกมา ริมฝีปากที่เคยแต่งแต้มด้วยสีแดงสดบัดนี้กลับมีเพียงสีชมพูอ่อนๆ เท่านั้น ที่สำคัญที่สุดคือ ความนิ่งเฉยของนาง ในอดีต หากเขามาที่นี่ ซูเยว่หลิงจะรีบลุกขึ้นอย่างตื่นเต้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดีที่จะได้พบเขา พยายามแสดงความอ่อนหวานและโหยหาอย่างเปิดเผยเพื่อให้เขาได้เห็น แต่ตอนนี้ นางกลับนั่งนิ่ง ไม่แม้แต่จะลุกขึ้นคำนับ ไม่แสดงความดีใจที่เห็นเขามา “พระชายาดูเหมือนจะอารมณ์ไม่ดี” หลี่อี้เหรินเปิดประโยคด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น แต่ดวงตาคมกริบของเขากลับกวาดมองไปที่ซินอิงที่นั่งตัวลีบอยู่ข้างๆนาง “ข้าได้ยินว่าเจ้าลงโทษสาวใช้และพาลูกสาวกลับมาที่นี่” หลี่อี้เหรินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลง “ซูเยว่หลิง เจ้ากำลังวางแผนอะไรอยู่? อย่าคิดว่าการใช้ลูกสาวเป็นเครื่องมือเรียกร้องความสนใจจะทำให้ข้าสนใจเจ้าได้” ซูเยว่หลิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาของนางแสดงถึงความผิดหวังอย่างชัดเจน แต่ไม่ใช่ความผิดหวังในตัวเขา... แต่เป็นความผิดหวังในความคาดเดาที่ผิดพลาดของเขา “วางแผน?” ซูเยว่หลิงทวนคำอย่างแผ่วเบา แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้อ๋องผู้สูงศักดิ์รู้สึกว่าตนเองถูกดูแคลนอย่างรุนแรง “หากหม่อมฉันกำลังวางแผนจริง... แล้วอย่างไรเพคะ?” นางเงยหน้าขึ้นมองหลี่อี้เหรินตรงๆ แววตาที่เคยเต็มไปด้วยความรักโหยหาบัดนี้กลับมีเพียงความว่างเปล่าที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกราวกับถูกมองเป็นอากาศธาตุ “หม่อมฉัน...เพิ่งรู้ว่าตนเองโง่เขลาเพียงใดที่พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อเรียกร้องความสนใจจากท่านอ๋องตลอดหลายปีที่ผ่านมา” นางพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ “แต่ตอนนี้... ท่านอ๋องกลับกล่าวหาว่าหม่อมฉันใช้บุตรสาวเป็นเครื่องมือ…ซินอิงสำคัญกับพระองค์ถึงขนาดนั้นเลยหรือ?... ถึงจะทำให้ท่านมาสนใจข้าได้?” คำประชดประชันนี้รุนแรงกว่าการด่าทอใดๆ มันเป็นการตบหน้าหลี่อี้เหรินอย่างไม่ไว้หน้า ด้วยการชี้ให้เห็นถึงความจริงที่ว่า...เขาไม่เคยใส่ใจบุตรสาวของตนเองเลยแม้แต่น้อย แล้วจะมากล่าวหานางว่าใช้สิ่งที่เขาไม่สนใจมาเป็นเครื่องมือได้อย่างไร ความโกรธเกรี้ยวพุ่งพล่านขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนหลี่อี้เหรินต้องกำมือแน่นใต้แขนเสื้อ “ซูเยว่หลิง! เจ้ากล้าพูดจาเช่นนี้กับข้าอย่างนั้นรึ!” เขาก้าวเข้าหาโต๊ะอาหารด้วยความกราดเกรี้ยว กลิ่นอายของอำนาจที่แผ่ออกมาทำให้สาวใช้ที่ยืนอยู่ข้างประตูต้องทรุดตัวลงคุกเข่าด้วยความหวาดกลัว ซินอิงที่นั่งอยู่ข้างๆ มารดาก็เริ่มตัวสั่นอย่างเห็นได้ชัด เด็กน้อยที่ไม่เคยถูกบิดาใส่ใจรับรู้ได้ถึงความโกรธเกรี้ยวที่รุนแรงของเขา นางจึงรีบซุกใบหน้าเล็กๆ เข้ากับแขนเสื้อของซูเยว่หลิงด้วยความกลัว “เหตุใดจะกล้าไม่ได้เพคะ?” ซูเยว่หลิงไม่แม้แต่จะผงะ นางยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง “ท่านอ๋อง...หม่อมฉันไม่ได้ต้องการให้ท่านมาสนใจ หรือแม้แต่ต้องการความรักจากท่านอีกต่อไปแล้ว หากไม่มีเรื่องสำคัญอื่นใดอีกแล้ว...หม่อมฉันขอความกรุณาท่านอ๋องโปรดเสด็จออกไปให้ความสงบแก่ข้ากับลูกด้วย” หลี่อี้เหรินรู้สึกเลือดขึ้นหน้า ที่ถูกซูเยว่หลิงไล่ซึ่งๆหน้า สตรีที่เคยคุกเข่าวิงวอนขอความรักจากเขาอย่างน่าสมเพช บัดนี้กลับมาเอ่ยปากไล่เขาอย่างไม่ไยดี แววตาที่เย็นชาและเฉยเมยของนางมองเขา... เหมือนมองคนแปลกหน้า “เจ้ากำลังไล่ข้า?” เขาถามเสียงต่ำ ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่นาง ซูเยว่หลิงหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง นางไม่หลบสายตาเลยแม้แต่น้อย “แล้วแต่ท่านอ๋องจะคิดเพคะ” ความรู้สึกที่ถูกมองข้ามทำให้หลี่อี้เหรินรู้สึกสับสนและขุ่นเคืองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาง “ดี...” หลี่อี้เหรินกัดฟันพูด “เจ้าดูแลบุตรสาวของเจ้าให้ดีก็แล้วกัน อย่าให้ข้าต้องได้ยินเรื่องไร้สาระของเจ้าอีก” เขาไม่ต้องการปะทะกับนางอีกต่อไปแล้ว เขาหันหลังเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว เหลือทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายของความเย็นชา ซูเยว่หลิงมองตามร่างสูงสง่าที่หายไปจากกรอบประตูจนกระทั่งเสียงฝีเท้าหนักๆ จางหายไป นางจึงถอนหายใจออกมาอย่างเงียบเชียบ ความตึงเครียดที่กักเก็บไว้คลายตัวลงทันที นางก้มลงมองซินอิงที่ยังคงซุกตัวอยู่กับนาง “ซินอิง... ท่านพ่อไปแล้วพวกเรากินข้าวกันต่อเถอะ” ซูเยว่หลิงพูดพลางประคองซินอิงให้นั่งลงดีๆ ซินอิงพยักหน้าเล็กน้อย แล้วจึงเริ่มกินข้าวอย่างเงียบๆ อีกครั้ง ซูเยว่หลิงมองบุตรสาวด้วยความรักใคร่ ความเกลียดชังในใจต่อหลี่อี้เหรินได้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นแรงผลักดันที่จะต้องพาลูกสาวไปจากจวนแห่งนี้ให้จงได้! หลังจากที่บุตรสาวเข้านอนแล้ว ซูเยว่หลิงก็เดินมาที่โต๊ะเครื่องแป้ง ดวงตาคู่สวยสะท้อนภาพของตัวเองในกระจกทองเหลือง ในฐานะ คุณหนูใหญ่ตระกูลซู นางควรจะมีสินเดิมติดตัวที่มากมายมหาศาล ทว่าชะตากรรมเล่นตลก มารดาของนางจากไปอย่างกะทันหันตั้งแต่นางยังเล็ก สินเดิมส่วนใหญ่ที่ควรจะเป็นของนางจึงถูกมารดาเลี้ยงและญาติทางตระกูลซูเอาไปแทบทั้งหมด สินเดิมที่ท่านย่ามอบให้หลานสาวอาภัพอย่างนาง ล้วนเป็นหีบผ้าไหมชั้นดีที่ไม่มีลวดลายอันใด ดูผิวเผินเหมือนผ้าไหมธรรมดาที่ไม่อาจนำมาใช้ตัดเย็บเป็นอาภรณ์หรูหราได้ นางจึงไม่เคยสนใจไยดีมันเลย เพราะมันดูไม่คู่ควรกับฐานะพระชายาเอกของต๋วนอ๋องอย่างนาง ไม่นานชิงเถาก็ยกชามาให้ ดวงตาของสาวใช้เต็มไปด้วยความวิตกกังวลที่ยังคงหลงเหลืออยู่จากการปะทะคารมกันระหว่างเจ้านาย “ชิงเถา” ซูเยว่หลิงเอ่ยขึ้นเบาๆ อย่างใช้ความคิด “เจ้าไปเอาสมุดบัญชีและรายการสินเดิมของข้าทั้งหมดมาให้ข้าดูหน่อย” ชิงเถาตัวแข็งทื่อทันที สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนงงงวย เพราะเมื่อก่อนเจ้านายที่ไม่เคยสนใจเรื่องเงินทองเลยแม้แต่น้อย นางมีหน้าที่แค่ใช้เงินอย่างเดียวเท่านั้นถ้าเดือนไหนเบิกพ่อบ้านไม่ได้ พระชายาก็จะให้นางไปหยิบเงินจากหีบสินเดิมมาใช้ก่อน จนตอนนี้ในหีบเหลือตำลึงทองแค่ไม่กี่ก้อน “พะ...พระชายาต้องการสมุดบัญชีหรือเพคะ?” “มีปัญหาอะไรหรือ?” ซูเยว่หลิงเลิกคิ้วถามอย่างสงสัย “มะ...ไม่มีเพคะ!” ชิงเถารีบตอบอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกุลีกุจอเดินไปเปิดหีบใบใหญ่ที่มุมห้อง และนำสมุดบัญชีเก่าๆ สองสามเล่มและม้วนกระดาษยาวม้วนหนึ่งออกมาวางตรงหน้าเจ้านาย นางหยิบรายการสินเดิมขึ้นมาคลี่ดูอย่างช้าๆ ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกครั้งอย่างขมขื่น นางจดจำได้ดีว่าเงินหนึ่งพันตำลึงทองนั้นได้ถูกนางใช้จ่ายไปเกือบหมดแล้ว เพื่อซื้อเครื่องประดับและผ้าไหมชั้นดีที่ต้องการใช้ประชันกับสตรีชั้นสูงในวังและบรรดาพระชายาของอ๋องคนอื่นๆ ส่วนร้านค้าทั้งสองแห่งนั้น…นางก็ไม่เคย ย่างกรายเข้าไปจัดการหรือดูแลเลยแม้แต่ครั้งเดียว ในชาติที่แล้ว นางเพียงแค่สั่งให้สาวใช้ส่งคนไปเก็บผลกำไรรายเดือนมาอย่างส่งเดชเท่านั้น เพราะนางมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับการเรียกร้องความรักจากสามี จนละเลยทรัพย์สมบัติของตนเอง ‘ร้านค้าทั้งสองแห่งนั้น... ป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้างนะ?’ ใบหน้าของซูเยว่หลิงเคร่งเครียดขึ้นมาเล็กน้อย หากนางต้องการพาลูกสาวออกไปจากจวนนี้และมีชีวิตอย่างสงบสุข ทรัพย์สินที่เหลืออยู่เหล่านี้คือความหวังเดียว ที่จะทำให้นางและซินอิงไม่ลำบากในอนาคต นางตัดสินใจแล้วว่า ในวันพรุ่งนี้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือไปตรวจสอบ สภาพของร้านค้าทั้งสองแห่ง และจัดการทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทาง ซูเยว่หลิงค่อย ๆ วางสมุดบัญชีลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างคนคิดหนัก “ชิงเถา เจ้าออกไปก่อนเถิด ข้าต้องการอยู่กับซินอิงเพียงลำพัง” ชิงเถาที่ยังคงยืนทำหน้ากังวลอยู่รีบโค้งกายรับคำสั่ง “เพคะ พระชายา หากมีสิ่งใดรีบเรียกบ่าวได้เลยนะเพคะ” นางถอยหลังออกไปอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้เจ้านายและคุณหนูอยู่ในห้องตามลำพัง ซูเยว่หลิงรอจนกระทั่งเสียงประตูปิดสนิท นางจึงลุกขึ้นเดินตรงไปยังเตียงนอนขนาดใหญ่ที่บุตรสาวของนางกำลังนอนหลับใหลอย่างสงบสุขภายใต้ผ้าห่มผืนหนา นางค่อย ๆ ก้าวขึ้นไปบนเตียงอย่างเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วนั่งลงข้างกายบุตรสาว เอื้อมมือไปปัดเส้นผมที่ปกคลุมใบหน้าเล็ก ๆ นั้นออกอย่างทะนุถนอม ความอ่อนโยนที่นางแสดงออกมาในตอนนี้ เป็นสิ่งที่ซูเยว่หลิงในชาติที่แล้วไม่เคยมีโอกาสได้ทำ นางก้มลงหอมแก้มบุตรสาวเบา ๆ “จากนี้ไป…เราอยู่ด้วยกันสองคนนะลูก” เยว่หลิงกระซิบเสียงอ่อนโยนราวกับปลอบประโลมตนเองในอดีตด้วย “แม่จะไม่ยอมให้คนไร้หัวใจมาทำร้ายจิตใจของลูกได้อีกแล้ว” คำพูดที่พรั่งพรูออกมาจากส่วนลึกของหัวใจ ซูเยว่หลิงกอดบุตรสาวไว้แน่น สัมผัสที่อบอุ่นของซินอิงคือสิ่งเดียวที่นางต้องการในชีวิตนี้ตอนที่ 39 ความสุขที่รอคอยนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา หลี่อี้เหรินอาศัยอยู่ในเรือนรับรองที่เงียบสงบ เขาทุ่มเทให้กับงานราชการและเวลาที่เหลือทั้งหมดคือการรอคอยที่จะได้เจอซินอิงทุกบ่ายหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจราชการ หลี่อี้เหรินก็จะเดินมาที่เรือนหลังใหญ่ของซูเยว่หลิง ในชุดที่เรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้าน เขาไม่ได้มีท่าทีเป็นต๋วนอ๋องผู้สูงศักดิ์อีกต่อไปแล้ว เขาเป็นเพียงบิดาที่อ่อนโยนต่อบุตรสาว“ท่านพ่อ!” เสียงเล็ก ๆ ของซินอิงจะดังขึ้นทุกครั้งที่เขามาถึง เด็กหญิงจะวิ่งเข้าไปกอดขาเขาอย่างร่าเริง ความอบอุ่นที่ได้รับจากบุตรสาวเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขาอยากมีชีวิตอยู่ต่อหลี่อี้เหรินจะใช้เวลาหนึ่งชั่วยามเต็มในการเล่นกับซินอิง เล่านิทาน หรือสอนนางเขียนหนังสือ เขาจะไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ส่วนซูเยว่หลิง...นางจะนั่งอยู่ข้าง ๆ เสมอ บางครั้งก็เย็บปักถักร้อย บางครั้งก็อ่านหนังสือ แต่นางไม่เคยละสายตาจากทั้งสองคนหลี่อี้เหรินไม่เคยพยายามพูดคุยกับซูเยว่หลิงโดยตรง ยกเว้นเรื่องเกี่ยวกับซินอิงเท่านั้น เขากลัวว่าจะทำลายกำแพงน้ำแข็งที่นางสร้างขึ้นมา เขารู้ว่าคำพูดเดียวสามารถผิดพลาดได้อาจทำให้นางพาลูกหนีไ
ตอนที่ 38 ยอมทุกเงื่อนไขหลายวันต่อมา...ชีวิตในจวนของซูเยว่หลิงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นอกเหนือจากการดูแลเรื่องโรงเตี๊ยมเยว่หนานผ่านชิงเถาและอานเล่อแล้ว หน้าที่หลักของนางคือการดูแลหลี่อี้เหริน นางคอยเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้า ป้อนยา และป้อนอาหารอ่อน ๆ ให้แก่เขาในแต่ละวัน ซูเยว่หลิงจะอนุญาตให้ซินอิงเข้ามาเล่นกับบิดาได้เพียงหนึ่งชั่วยามเท่านั้น เพราะต้องการให้เขาพักผ่อนอย่างเต็มที่ แต่ทุกครั้งที่ซินอิงเข้ามา ความร่าเริงของเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ก็ทำให้บรรยากาศในห้องสว่างไสวขึ้นมาทันที“ท่านพ่อ!” ซินอิงวิ่งเข้ามาหาเตียง “ดูนี่สิเจ้าคะ! ซินอิงวาดรูปดอกโบตั๋นให้ท่านพ่อ!”ซินอิงยื่นกระดาษที่เต็มไปด้วยภาพวาดดอกไม้ที่ดูไม่เป็นรูปเป็นร่างเท่าไหร่ แต่หลี่อี้เหรินกลับยิ้มออกมาอย่างจริงใจเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เขาพยายามยกมือขึ้นลูบศีรษะของบุตรสาวอย่างแผ่วเบา“สวย... สวยมากเลยลูกรัก” เสียงของเขาเริ่มแข็งแรงขึ้นเล็กน้อยซูเยว่หลิงยืนมองดูภาพนั้นอยู่ห่าง ๆ หัวใจของนางรู้สึกอ่อนยวบลงอย่างประหลาด นางเห็นแววตาของหลี่อี้เหรินที่เต็มไปด้วยความรักอย่างบริสุทธิ์ต่อบุตรสาว ซึ่งเป็นสิ่งที่ซินอิงโหยหามาตลอด“ท่านพ่อ
ตอนที่ 37 ยาใจไม่นานนัก หลี่อี้เหรินก็ถูกประคองขึ้นรถม้าอย่างระมัดระวังที่สุด ซูเยว่หลิงนั่งอยู่ข้างเขา คอยจับชีพจรที่แผ่วเบาของเขาไว้ตลอดเวลา ป๋องแป๋งไม้สีแดงสดใสถูกวางไว้บนหน้าอกของเขาเมื่อรถม้ามาถึงหน้าจวนของซูเยว่หลิงก็รีบปลุกให้เขาตื่น“ถึงแล้วเพคะ ท่านอ๋อง” ซูเยว่หลิงกระซิบเสียงแผ่วเบาข้างหูของเขา นางไม่ปล่อยมือจากข้อมือของเขาเลย ดวงตาที่อ่อนล้าของหลี่อี้เหรินพยายามปรือขึ้นมองนางอานเล่อและองครักษ์เงาทั้งสามก็รีบเข้ามาเปิดประตู พวกเขาประคองร่างที่อ่อนปวกเปียกของหลี่อี้เหรินลงจากรถม้าอย่างระมัดระวังที่สุดหลี่อี้เหรินแทบจะไม่มีเรี่ยวแรงที่จะยืนด้วยตัวเองได้เลย องครักษ์เงาคนหนึ่งต้องกึ่งแบกกึ่งพยุงเขาไว้ ทันใดนั้น... หัวใจที่อ่อนแอของเขาก็พลันเต้นแรงขึ้นอย่างน่าประหลาด เมื่อเขาถูกประคองผ่านประตูจวนเข้าไปในห้องโถงที่สว่างไสวดวงตาที่พร่ามัวของเขาปะทะเข้ากับดวงตากลมโตคู่หนึ่งที่กำลังจ้องมองเขาด้วยความสงสัย เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ในชุดนอนผ้าฝ้ายสีชมพูอ่อนยืนอยู่ตรงนั้น ผมของนางถูกรวบเป็นมวยสองจุกอย่างเรียบร้อย ใบหน้าเล็ก ๆ นั้นถอดแบบมาจากซูเยว่หลิงอย่างชัดเจน แต่แววตาเต็มไปด้วยความไร้เด
ตอนที่ 36 นางไม่ให้อภัยข้าขณะที่หลี่อี้เหรินกำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ระทมอย่างที่สุด เงามืดสามร่างก็เคลื่อนเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว พวกเขาคือองครักษ์เงาทั้งสาม“ท่านอ๋อง!” องครักษ์เงาคนหนึ่งอุทานออกมาอย่างตกใจ เมื่อเห็นท่านเจ้านายกระอักเลือด เขารีบทิ้งตัวลงคุกเข่าเพื่อตรวจสอบอาการของเจ้านาย “ท่านอ๋องเป็นอะไรไปพ่ะย่ะค่ะ!”หลี่อี้เหรินไม่ตอบ เขาพยายามลืมตาที่พร่ามัวมองไปยังบานประตูที่ปิดสนิทนั้น น้ำตาและเลือดไหลผสมรวมกันบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยเคราที่ขึ้นใหม่ของเขา เขายกมือที่สั่นเทาขึ้นชี้ไปที่ประตู“นาง...นางไม่ให้อภัยข้า...” เสียงของเขาแหบพร่าและแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยินองครักษ์เงาสองคนรีบเข้ามาพยุงร่างของเจ้านายขึ้นอย่างระมัดระวัง แล้วรีบพาหลี่อี้เหรินกลับไปยังโรงเตี๊ยมที่พวกเขาพักอยู่ และจัดหาหมอที่ไว้ใจได้ในเมืองจงเป่ยมาทำการรักษาอย่างลับ ๆหมอที่ถูกนำตัวมาเป็นชายชราที่มีใบหน้าซื่อตรง หลังจากตรวจชีพจรที่อ่อนแรงของหลี่อี้เหรินแล้ว ก็ส่ายหน้าด้วยความหนักใจ“ท่านผู้นี้… ถูกความตรอมใจเล่นงานมาเป็นเวลานานเกินไปแล้ว” หมอกล่าวด้วยเสียงกระซิบเบาๆ กับองครักษ์เงา “ปอดและหัวใจของเขาอ่อนแอมาก
ตอนที่ 35 ไม่เกี่ยวข้องกันอีกหลี่อี้เหรินไม่ได้จากไป เขายังคงวนเวียนอยู่ใกล้จวนแห่งนั้น จวนที่มีชื่อว่า ‘เรือนสงบใจ’ ตลอดหนึ่งเดือนเต็ม การมาถึงของเขาไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อนำพวกนางกลับไปอย่างบ้าคลั่งเหมือนที่ตั้งใจอีกแล้ว แต่เป็นการเฝ้ามอง... เฝ้ามองชีวิตที่เขาทำลายให้กลับมางดงามอีกครั้งโดยที่ไม่มีเขาเขาสวมชุดนักเดินทางเก่า ๆ และซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด เฝ้ามองทุกรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของชีวิตประจำวันของพวกนาง เขากินอาหารเพียงเล็กน้อย ดื่มเหล้าเพียงเพื่อคลายความหนาวในยามค่ำคืน ความมุ่งมั่นในดวงตาของเขาถูกแทนที่ด้วยความเจ็บปวดจากการสำนึกผิด เขาผอมลงจนแก้มตอบ แต่เขาก็ไม่สามารถละสายตาไปจากพวกนางได้“ท่านอ๋อง! ท่านจะทำเช่นนี้ไปถึงเมื่อไหร่พ่ะย่ะค่ะ!” องครักษ์เงาที่ถูกส่งมาติดตามกระซิบถามอย่างเป็นห่วง พวกเขาเห็นเจ้านายของตนทนทุกข์ทรมานอย่างเงียบ ๆ มาเกือบเดือนแล้วหลี่อี้เหรินหันไปมององครักษ์ด้วยดวงตาที่ว่างเปล่า “ข้า…ข้าแค่อยากมองดูพวกนางให้แน่ใจว่าพวกนางมีความสุขดี” เขาตอบด้วยเสียงแหบพร่า “ข้ายังไม่พร้อมที่จะเข้าไปทำลายความสงบสุขของพวกนางอีกครั้ง”ในค่ำคืนหนึ่ง แสงจันทร์สีนวลผ่องสาดส่องล
ตอนที่ 34 ไม่กล้าเผชิญหน้าเมื่อรับประทานอาหารเสร็จ หลี่อี้เหรินก็วางช้อนลงและหันไปหาฟางเจี้ยนด้วยดวงตาที่กลับมาเฉียบคมอีกครั้ง“ไปตามอาจิ่วมา! ให้เขาเตรียมองครักษ์เงาสองชุด! ชุดแรกให้มุ่งหน้าลงใต้ไปที่อำเภอซานตงและหนานจิงเพื่อสืบค้นทุกโรงเตี๊ยมและโรงรับจำนำอีกครั้ง! ชุดที่สองให้ไปที่เมืองท่าและเมืองชายแดนทุกแห่งทางใต้เน้นไปที่จงเป่ย”“พ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้!” ฟางเจี้ยนรับคำสั่งอย่างกระตือรือร้นหลี่อี้เหรินมองแผ่นหลังของฟางเจี้ยนที่เดินออกไปอย่างรวดเร็ว ในมือของเขายังคงถือป๋องแป๋งไม้ของบุตรสาวไว้แน่น ในใจกลับมามีความหวังอีกครั้งหนึ่งปีครึ่งหลังจากซูเยว่หลิงหนีออกจากจวนต๋วนอ๋อง การค้นหาของหลี่อี้เหรินยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและเงียบเชียบตามคำสั่งใหม่ที่เข้มงวดของเขา การทำงานอย่างมีระเบียบแบบแผนและการทุ่มเทให้กับราชกิจอย่างหนักได้ทำให้ต๋วนอ๋องผู้นี้กลับมามีอำนาจและอิทธิพลในราชสำนักอีกครั้งเช้าวันหนึ่งที่อากาศหนาวจัดของฤดูใบไม้ร่วงที่กำลังจะมาถึง อาจิ่วองครักษ์เงาคนสนิทที่ถูกส่งลงใต้ไปยังเมืองชายแดนเป็นชุดที่สอง ได้ยืนอยู่บนหลังคาสูงของโรงเตี๊ยมเยว่หนานในเมืองจงเ







