3
ผู้หวังดี
“มึงอาจจะต้องลงแรงหน่อยเพื่อพิสูจน์ว่าที่พี่เขยของมึงว่ะ”
“จริง คนแบบนี้น่าจะต้องเล่นละครสู้เขาหน่อย ใช้เด็กของมึงจัดการก็ได้นะ”
“หรือไม่ ถ้ามึงยังจำได้ว่าผู้หญิงคนนั้นที่มึงเจอหน้าตาเป็นยังไง เจอที่ไหนก็หาตัวเธอแล้วเค้นถามเลยก็ดี จะได้ไม่ต้องลงแรงมาก”สุดท้ายก็จบที่สถานบันเทิงอีกฟากหนึ่งของบ้าน เขาตัดสินใจเอาเรื่องนี้มาปรึกษากับธานีและจอมพลเพื่อนสนิทที่ติดมหาวิทยาลัยตามกันมา เพราะเขาเครียดจนไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรให้พี่สาวของเขาเสียใจกับเรื่องแบบนี้น้อยที่สุด
“กูไม่อยากให้พี่กูเสียใจเลยว่ะ ไม่อยากให้เสียใจเลยแม้แต่นิดเดียว”เขาว่าพร้อมนำน้ำสีอำพันเข้าปากไปรวดเดียว
“กูรู้นะเว้ย ว่ามึงกับพี่หนูนิดผ่านอะไรมาบ้าง แต่ถึงมึงจะรักพี่สาวมึงมากแค่ไหน มึงก็ไม่มีทางห้ามได้หรอก ถึงมึงจะไม่บอก สักวันเขาก็ต้องรู้ว่าคนรักของเขาเป็นยังไง มึงห้ามความเสียใจของเขาไม่ได้”
“ความลับมันไม่มีในโลก”
“ใช่ สิ่งที่มึงต้องทำน่ะนะ คือคอยอยู่ข้าง ๆ พี่มึงในเวลาที่เขารู้สึกแย่และไม่ต้องไปคิดแทนเขา ว่าเขาจะเสียใจมากแค่ไหนที่โดนคนรักหักหลัง มึงก็รู้ว่าพี่หนูนิดอ่อนนอกแต่แข็งใน มึงก็เคยพูดนี่ว่าเขาเด็ดขาดมาก”
“กับเรื่องนี้เนี่ย พี่เขาอาจจะมีคำตอบให้ตัวเองอยู่แล้วก็ได้”
“อยากจะบอกก็บอกเลยเว้ย ถึงจะไม่มีหลักฐานให้เขาเห็นว่าเป็นเรื่องจริง แต่ลึก ๆ กูเชื่อว่ายังไงพี่หนูนิดก็เชื่อมึงนะ”
“อืม แล้วถ้าเชื่อนะ เขาก็จะหาคำตอบนั้นด้วยตัวเขาเอง และวันนั้นแหละ เขาจะตัดสินใจด้วยตัวเขาเอง”
“พวกมึง..”
“กินอะไรกันมาวะ วันนี้โคตรมีสาระเลย”
“อ้าว ไอ้นี่ คนกำลังมีสาระ ขัดอารมณ์จริง ๆ ”
“เฮ้ย! ไอ้เด็กปีหนึ่ง”
ตอนแรกก็ว่าจะพากันหัวเราะ แต่ไป ๆ มา ๆ ก็มีคนเดินเข้ามาทักทายทั้งสามคน
ไม่สิ
แค่ธนนท์คนเดียวต่างหาก
ณ ขณะนี้ธนนท์คือศัตรูเบอร์หนึ่งของพวกเขาแล้ว
“อ้าว ไอ้รุ่นพี่เก่งแต่ปากนี่เอง มีอะไรเหรอครับ? อย่าบอกนะว่าจะมาหาเรื่องกันอีกน่ะ ยังไม่เข็ดอีกเหรอ”ธนนท์ยิ้มให้กับผู้ที่มาหาเรื่องตนท่ามกลางความงุนงงของเพื่อนทั้งสอง แต่ก็ต้องร้องอ๋อเพราะนึกขึ้นได้ว่านี่คงเป็นคนที่ธนนท์ไปมีเรื่องด้วยแล้วไปเจอเข้ากับพาทิศพอดี
“ไอ้นนท์ กูว่าอย่าไปยุ่งเลยดีกว่า”จอมพลบอก
“มึงไม่ต้องยุ่ง หน้าตี๋ ๆ แบบมึง ซัดทีเดียวอากงอาม่าก็เอาไม้เรียวฟาดแล้วมั้ง”ไม่วายหันไปหาเรื่องคนห้าม จนธานีทนไม่ไหว จะเดินเข้าไปแต่ถูกธนนท์ดันออกไปไม่ให้เข้ามายุ่งเรื่องนี้เพราะเกรงว่าเพื่อนสนิทจะเจ็บตัวเพราะตนเองเป็นคู่อริ
“พวกมึงไม่ต้อง กูเอง”เขากระซิบ
“มึงนั่นแหละหยุด ปากชวนตีขนาดนี้อยู่มาถึงวันนี้ได้ไงวะ”ธนนท์เองก็ไม่ยอมแพ้ เขาว่ารุ่นพี่ที่ยืนอยู่ต่อหน้ากลับไป “มึงนี่ ปากแบบนี้ไม่น่าตายดี เฮ้ย! พวกมึง เราไม่สั่งสอนไอ้เด็กนี่กันหน่อยเร็ว จะได้รู้ว่าใครเป็นใคร”
เสียงมือถือของณิชชยาดังขึ้นกลางร้านอาหารหรู ในขณะที่เธอและพาทิศกำลังรับประทานอาหารกันอยู่ เธอจึงต้องออกมารับโทรศัพท์ด้านนอกและปล่อยให้พาทิศนั่งอยู่ภายในร้านตามลำพัง
“ฮโหล ณิชชยาพูดค่ะ”
“สวัสดีครับ คุณณิชชยา”เสียงทักทายจากปลายสายเป็นน้ำเสียงที่เรียบนิ่งและเป็นเสียงที่ณิชชยาฟังแล้วรู้สึกคุ้นหู แต่เธอไม่สามารถบอกได้ว่าปลายสายนั้นเป็นใคร เธอจึงเลือกที่จะไม่ตอบและกำลังจะวางสายแต่ฝ่ายนั้นก็พูดดักขึ้นมาเสียก่อนเหมือนตาเห็น
“คุณจะเงียบไม่ตอบผมก็ไม่เป็นไรนะครับ แต่ช่วยฟังกันก่อน”
“อย่าเพิ่งวางล่ะ”
“ตอนนี้น้องชายของคุณ..คุณธนนท์กำลังนอนอยู่ในห้องไอซียูที่
โรงพยาบาลนฤเวช...ท่าทางอาการคงจะหนักน่าดู”คำบอกเล่าจากสายปริศนาทำให้ใจของณิชชยาตกไปอยู่ตาตุ่ม
“คุณเป็นใคร?! คุณทำอะไรกับน้องชายฉัน!”เธอพยายามข่มเสียงไม่ให้สั่นแต่ความร้อนใจไม่สามารถทำให้เธอปิดมันได้ จนคนที่ฟังอยู่ถึงกับหัวเราะออกมา
“อย่ามาหัวเราะนะ! บอกฉันมา คุณเป็นใคร”
“คุณห่วงน้องชายคุณก่อนไม่ดีกว่าเหรอครับ? เพราะยังไงคุณก็หาตัวผมไม่เจอหรอก..คุณจะหาผมเจอก็ต่อเมื่อผมอยากให้คุณเจอเองเท่านั้น”
“เอาเป็นว่า..รีบมาหาน้องชายคุณดีกว่า ผมอุตส่าห์หวังดี เลยสละเวลาอันมีค่าของผมโทรมาบอกคุณ”
“ฉันไม่เชื่อคุณ”
“ถ้าไม่เชื่อ..เดี๋ยวผมจะส่งหลักฐานไปให้คุณดูแล้วกัน แต่อย่าเป็นลมไปล่ะ เพราะถ้าคุณล้มลงตรงหน้าร้านอาหารที่ติดถนนใหญ่แบบนั้น คนที่จะได้เข้าห้องไอซียูคนต่อไปอาจจะเป็นคุณก็ได้”ว่าจบแล้วก็วางสายไป ไม่กี่วินาทีก็มีเสียงแจ้งเตือนข้อความดังเข้ามา เจ้าของข้อความไม่มีแม้แต่ชื่อและไม่สามารถตรวจสอบปลายทางได้ว่าถูกส่งมาจากที่ไหน
ข้อความที่ถูกส่งมาเป็นรูปของธนนท์นอนหมดสติตั้งแต่ในรถร้านจนถึงตอนที่เขากำลังนอนอยู่ภายในห้องไอซียู
รูปภาพถูกถ่ายผ่านกระจกที่สามารถมองเข้าไปด้านในได้ แต่แน่ล่ะ ว่าคนถ่ายฉลาดเป็นกรด เขาสามารถถ่ายให้กระจกและกล้องไม่สะท้อนเงาของตนเองได้อย่างแนบเนียน
แต่ในตอนนี้ณิชชยาไม่อยากสนใจเรื่องอื่นนอกจากเรื่องของธนนท์ที่กำลังอยู่ในอาการโคม่า เธอหันกลับไปมองพาทิศที่นั่งอยู่ในร้าน และมองไปยังรถที่ผ่านไปผ่านมาอยู่ที่ถนนอย่างร้อนใจพร้อมกับนึกถึงคำพูดของบุคคลปริศนาที่เอ่ยบอกเธอก่อนที่จะวางสายไป
ถ้าคุณล้มลงตรงหน้าร้านอาหารที่ติดถนนใหญ่แบบนั้น คนที่จะได้เข้าห้องไอซียูคนต่อไปอาจจะเป็นคุณก็ได้
เสียงของเขาสะท้อนกลับเข้ามา ทำให้เธอต้องตั้งสติและตัดสินใจเดินเข้าไปคว้ากระเป๋าออกมาทันที ทำให้คนที่ไม่รู้เรื่องตกใจที่อยู่ ๆ คนรักก็รีบกลับออกไปโดยที่ไม่ได้บอกกล่าวอะไรนอกจากคำว่า ‘ขอตัวก่อน’
“หนูนิด! หนูนิดจะไปไหนคะ”
“หนูนิดมีธุระ ขอตัวก่อนนะคะ วันนี้ขอโทษด้วยนะคะ”เธอว่าเพียงแค่นั้นก่อนจะขึ้นแท็กซี่ไป ทิ้งพาทิศไว้พร้อมพนักงานที่เดินออกมาฉุดไว้เสียก่อน เพราะเขายังไม่ได้ทำการจ่ายเงิน
เพียงไม่ถึงชั่วโมงณิชชยาก็มาถึงโรงพยาบาลตามที่บุคคลปริศนาบอก
เธอรีบเดินไปถามรายชื่อของคนไข้ห้องไอซียูทันทีและพยาบาลก็นำทางเธอไปยังห้องของธนนท์
เธอมองน้องชายที่อยู่ภายในห้องไอซียูและร้องไห้ออกมาด้วยความกลัวพร้อมทั้งตกใจ แม้ว่าเธอจะรู้ว่าสักวันก็ต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับน้องชายที่แสนจะดื้อดึงอย่างธนนท์ แต่ก็ไม่คิดว่าทุกอย่างจะเกิดในเวลาที่รวดเร็วขนาดนี้
“ไม่ได้..เราต้องตั้งสติ เราห้ามเป็นอะไรเด็ดขาด”จากน้ำตาเปลี่ยนเป็นสติ สิ่งที่เธอต้องมีในตอนนี้คือสติ ไม่ใช่ความกลัวและความตกใจ
“น้องเราอยู่ในมือหมอแล้ว ไม่ต้องห่วงแล้วหนูนิด”
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อให้สงบขึ้นอีกและมันก็ได้ผล เธอเริ่มสงบลงแล้วจริง ๆ พร้อมกับความรู้สึกแปลก ๆ เหมือนกับว่า มีคนกำลังมองเธออยู่จนเธอหันไปที่ต้นทาง สุดท้ายก็ไม่พบกับใคร
แต่เสาต้นใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากโถงนั่งพักสำหรับญาติคนไข้ และคนทั่วไปทำให้เธอสงสัยว่ามีใครอยู่หลังเสาต้นนั้นหรือไม่ หญิงสาวจึงค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ ๆ เพราะแม้จะเดินเข้าไปแล้วจะไม่พบใคร ความรู้สึกของเธอมันก็บ่งบอกว่ามีคนยืนอยู่หลังเสาต้นใหญ่และกำลังแอบมองเธออยู่จริง ๆ
“ไม่มีใครอยู่”สุดท้ายก็ไม่มีใครอยู่หลังเสาต้นใหญ่ ทำให้เธอสะบัดหัวเรียกสติให้กลับมาอีกครั้งและถอนหายใจออกมา แต่ก็ยังไม่วายอยากเชื่อใจตัวเองต่อว่ามีคนแอบมองอยู่จริง ๆ
“พี่หนูนิดครับ”เสียงของจอมทัพและธานีดังขึ้นพร้อมกัน สีหน้ารู้สึกผิดและอาการกระหืดกระหอบจากการรีบวิ่งมาหาเพื่อนที่นอนไม่ได้สติอยู่ในห้องไอซียูทำให้หนูนิดไม่ได้ถามอะไร
“ไปให้พยาบาลทำแผลให้ก่อนเถอะ พี่ว่าพวกเราคงไม่มีแรงพูดตอนนี้หรอก”เธอว่าและมองไปตามเสื้อผ้าของทั้งสองหนุ่มที่ดูเลอะเทอะจากแอลกอฮอล์ ดินและคราบเลือดเล็กน้อยที่คาดว่าจะเป็นเลือดของพวกเขากับน้องชายของเธอ
“พวกผมขอโทษนะครับที่ทำอะไรไม่ได้เลย ผมกับธานีไม่สามารถปกป้องเพื่อนของตัวเองได้เลย”จอมทัพบอกพร้อมกับรีบยกมือไหว้พี่สาวของเพื่อนสนิททันที
“ใช่ครับ ถ้าพี่หนูนิดจะด่าจะว่าพวกเรา เชิญพี่หนูนิดด่าได้เลยครับ”ธานีเองก็รีบยกมือไหว้เธอไปอีกคน จนณิชชยาต้องแตะให้พวกเขาหยุดไหว้เธอเสียที
“พี่ไม่โกรธ พี่รู้นิสัยนนท์ดีว่าเป็นยังไง มันไม่ใช่ความผิดของธานีกับจอมพลหรอกนะ พี่เชื่อว่าทั้งสองคนก็คงจะห้ามนนท์แล้ว แต่นนท์คงไม่ฟังเหมือนอย่างทุกครั้งนั่นแหละ..เอาเป็นว่าธานีกับจอมพลให้พยาบาลทำแผลให้ก่อนเถอะ แล้วเรื่องอื่นเราค่อยว่ากัน”ณิชชยาบอกกลับไป ไม่มีท่าทีที่โกรธตามที่เธอพูด และตัวของหญิงสาวเองแทบไม่รู้ว่าคำตอบของเธอมันยิ่งทำให้จอมพลและธานีรู้สึกผิดมากขึ้นกว่าเดิม แต่เด็กหนุ่มทั้งสองคนก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากทำตามที่ณิชชยาบอกเท่านั้น
ณิชชยาเดินมานั่งที่เก้าอี้สักครู่ก่อนเปิดหน้าจอมือถือขึ้น เธอพบกับข้อความและสายโทรเข้าจากพาทิศจำนวนหลายสายและหลายข้อความจึงรีบโทรกลับไปหาคนรักทันที
“ที่พีท เมื่อกี้..เมื่อกี้หนูนิดขอโทษนะคะที่ออกมาทั้งแบบนั้น”
หลังจากที่ปลายสายรับโทรศัพท์แล้วจึงรีบขอโทษก่อนเป็นอันดับแรก
“ไม่เป็นไรค่ะ แต่ว่า..ตอนนี้หนูนิดอยู่ที่ไหนคะ บอกพี่ได้ไหม”
“อยู่..อยู่ที่โรงพยาบาลค่ะ”พอได้ยินเสียงของคนรักถามกลับมา ก้อนสะอึกก็ดันขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ น้ำตาเริ่มเอ่อออกมา แต่ยังคงข่มเสียงให้เป็นปกติตามเดิม
“ทำไมถึงไปที่โรงพยาบาลคะ! ใครเป็นอะไรหรือเปล่า?”
“นนท์ค่ะ ตอนนี้นนท์อยู่ในห้องไอซียู”
“แต่หนูนิดอยู่คนเดียวได้ค่ะ ถ้าพี่พีทไม่ว่างก็ไม่เป็นไร”
“หนูนิดเข้าใจ”
“ไม่ได้หรอก พี่ต้องไปสิ พี่กำลังจะไปแล้ว หนูนิดรอพี่อยู่ที่นั่นก่อนนะคะ”เขาว่าแค่นั้นก็กดวางสายทันที เพราะเขาเองก็ตกใจไม่น้อยที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับคนใกล้ตัว ส่วนณิชชยาพอวางสายไปก็อ่านข้อความในมือถือและทยอยตอบ พร้อมกับความบังเอิญที่ประจวบเหมาะ
‘อย่าร้องไห้สิ’
ข้อความของบุคคลปริศนาถูกส่งเข้ามา และข้อความนั้นก็ทำให้เธอหันซ้ายหันขวาทันที..คน ๆ นั้นต้องอยู่ที่นี่แน่ ๆ เพราะถ้าเขาไม่อยู่ที่นี่ ก็แปลว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดาที่จะสามารถต่อกรได้
แต่นั่นไม่ได้ทำให้ณิชชยากลัวบุคคลปริศนาคนนี้ได้ เธอกลั้นใจโทรกลับไปที่เบอร์เดิมที่เขาเคยโทรเข้ามา “ว่ายังไงครับคุณณิชชยา”
“คุณเป็นคนทำร้ายน้องชายฉันใช่ไหม”
“ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ?”
“คุณเป็นใคร คุณต้องการอะไรจากน้องชายฉัน? น้องชายฉันเขาไปทำอะไรให้คุณ ทำไมคุณถึงได้ทำให้เขาเจ็บเจียนตายขนาดนี้”
“เขายังเด็กนะ”
“ผมไม่ได้ทำสักหน่อย”
“....”
“ผมเป็นแค่ผู้หวังดี กลัวว่าน้องชายคุณจะไม่มีญาติมาดูใจก็เท่านั้นเอง คุณนี่..ใจร้ายจังเลยนะ คนเขาอุตส่าห์หวังดีแท้ ๆ เลย”ยังไม่ทันที่จะได้ฟังประโยคต่อไปของปลายสาย เธอก็กดวางเสียก่อน เพราะถ้ายิ่งเธอฝืนใจคุยไปเรื่อย ๆ เธอเองนี่แหละที่จะเป็นคนโมโหเสียเอง “คนบ้า บ้าที่สุด”
ถึงตอนนี้เขาจะเป็นใครก็ช่างมันเถอะ อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้คิดที่จะยุ่งหรือมีเรื่องกับธนนท์น้องชายของเธอ แค่นี้ก็พอแล้ว