2
มีเรื่อง
“ได้มาแล้วครับท่านรอง ข้อมูลภายในแฟ้มนี้มีครบทุกคนแล้วครับ”เสียงของคุณธีร์ดังขึ้นพร้อมกับวางซองเอกสารสีน้ำตาลไว้บนโต๊ะทำงานของเจ้านาย
“ขอบคุณมากครับ คุณจะไปทำอะไรก็ไปทำเถอะ”เจ้านายว่าเท่านั้น คุณธีร์จึงก้มหัวให้เล็กน้อยก่อนเดินออกไป
ปฐวีมองซองเอกสารสีน้ำตาลตรงหน้า เขาเปิดมันออกและอ่านด้วยสีหน้าที่เรียบนิ่งก่อนจะค่อย ๆ กำรูปภาพใบหนึ่งจนบางส่วนยับยู่ยี่
เป็นรูปที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนมีไฟประทุอยู่ด้านในจิตใจอย่างยากที่จะทำให้มันดับลงได้ “มีความสุขดีจังเลยนะ”
“คุณหมอพาทิศ อรุณเวช..”
“อย่างนั้นเหรอ?”
“มีความสุขได้แค่ตอนนี้เท่านั้นแหละ ณิชชยา”
“น้องรัก?”พอดูข้อมูลสลับกับรูปภาพในมือก็พบเข้ากับรูปที่เด็กชายรักชลิต หลานชายของเขาอยู่ในอ้อมกอดของณิชชยาด้วยท่าทางที่มีความสุข แต่เสียงรบกวนก็เกิดดังขึ้นด้านหน้าของเขา มีเสียงต่อสายตรงเข้ามาหาเขาจนต้องเก็บทุกอย่างไว้ในลิ้นชักใต้โต๊ะทำงานทันที ทำให้ชายหนุ่มยังไม่ทันจะได้รู้เรื่องต่อ
“ขออนุญาตค่ะท่านรอง”
“มีอะไรครับ”
“คุณจีรัณณ์มาขอพบท่านรองค่ะ ไม่ทราบว่า..”
“เอ่อ! คุณจีคะ เดี๋ยวค่ะ!”ไม่ทันพูดจบก็มีเสียงห้ามแทรกเข้ามาพร้อมกับหญิงสาวที่สวยสมบูรณ์แบบทุกองศาสมกับที่เป็นดาวประดับอยู่บนท้องนภา ณ ขณะนี้ “เอ่อ..ท่านรองคะ”
“คุณไปทำงานเถอะ”เขาไม่ว่าอะไรก่อนจะก้มหน้าลงไปทำงานต่อ ทำให้หญิงสาวที่เพิ่งเดินเข้ามาหงุดหงิดมากกว่าเดิมและเดินเข้ามากระชากเอาเอกสารและปากกาของปฐวีออกมาจากมือของเขา “จี เอาคืนมา”
“พักนี้วีไม่สนใจจีเลยนะคะ ทำแต่งาน งาน งานแล้วก็งาน”
“ผมมีงานต้องทำนี่ คุณก็มีงานเหมือนกันไม่ใช่เหรอครับ”
“แต่วีจำสัญญาของเราไม่ได้เหรอคะ ว่าเราจะไปเที่ยวอังกฤษกันน่ะ สัญญากันไว้แล้วแท้ ๆ แต่วีกลับหายไป ไม่ติดต่อกลับมาเลยสักนิด จะให้จีคิดว่ายังไงคะ”
“วี! ฟังที่จีพูดอยู่หรือเปล่าน่ะ!”พอไม่ได้ดั่งใจก็ว่าขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้ปฐวีหันมาสนใจเธอเลยสักนิด อีกทั้งเขายังเอาปากกาด้ามใหม่ออกมาเซ็นเอกสารต่อเหมือนว่าเธอไม่ได้อยู่ตรงนี้เลยด้วยซ้ำ
“วีเลิกทำมึนแบบนี้ใส่จีสักทีเถอะ จีกำลังหงุดหงิดวีอยู่นะ”
“ผมไม่เห็นจะจำได้เลยนะ ว่าผมสัญญาแบบนั้นกับจี”เขาสวนขึ้นทันที
ที่จีรัณณ์โวยวายขึ้นเป็นครั้งที่สามด้วยน้ำเสียงที่นิ่งปนเบื่อหน่ายออกมาเล็กน้อย
ประกอบกับสายตาของปฐวียิ่งทำให้จีรัณณ์อ่อนลงและวางของคืนให้กับเขา แต่เหมือนว่าเธอก็ยังไม่หายหงุดหงิดอยู่ดี เพิ่มเติมเข้ามาก็คือความเสียใจลึก ๆ ที่โดนปฐวีตอบกลับมาแบบไม่รักษาน้ำใจ
“นี่วีหมายความว่ายังไง เราคุยกันแล้วนี่คะ ใครเขาก็รู้”
“ที่ว่าใครก็รู้น่ะหมายถึงเพื่อนจีเหรอ? ตอนที่จีพูดวันนั้น ผมไม่ได้ตอบกลับอะไรจีเลยนะ นั่นมันแปลว่าจีมีสิทธิ์คิดเองว่าผมให้สัญญากับจีแล้วเหรอ?”
“ใช่ค่ะ! ก็วีไม่พูด แปลว่าจีมีสิทธิ์คิดเองได้ว่าวีจะไปกับจี”
“ถ้ามีเพื่อนเราไปด้วยกันหลายคน ผมไปได้นะ”
“แต่ถ้าไปกับจีแค่สองคน วีว่ามันไม่สนุก”
“แต่ที่เราไปกันต้องสองคนเท่านั้นนะคะ”
“ทำไมต้องสองคนล่ะ?”
“จีตั้งใจจะทำให้คนอื่นเข้าใจเราสองคนว่าอะไร?”
“บอกผมหน่อยได้ไหม?”
“แล้วอีกอย่างที่วีไม่ปฏิเสธเป็นเพราะจีพูดต่อหน้าเพื่อนของจี วีไม่อยากทำให้จีขายหน้ากลางวงเพื่อนนะ เข้าใจหรือเปล่า?”น้ำเสียงและใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกทำให้คำถามของปฐวีมันเสียดแทงเข้าไปในใจของคนฟังและทำให้คนฟังไม่สามารถตอบคำถามได้อย่างโดยทันที “ถ้าคิดจะให้มันเป็นแบบที่จีต้องการ ผมคงให้จีไม่ได้”
“ทำไมคะ ทำไมถึงให้จีไม่ได้?”จีรัณณ์สวนกลับไปทันที
“เพราะผู้หญิงเลว ๆ คนนั้นน่ะเหรอ ผู้หญิงที่เห็นแก่เงินคนนั้น”
“ผู้หญิงที่ทำให้วีเสียผู้เสียคนตอนนั้นน่ะเหรอ ต้องเป็นผู้หญิงคนนั้นใช่ไหม วีถึงจะให้ได้!”
“จี”
“วีห้ามไม่ให้จีพูดไม่ได้หรอกค่ะ”
“ถ้ายังอยากจะอยู่ด้วยกัน อย่าล้ำเส้นผม”
จีรัณณ์สะอึกกับปฏิกิริยาของปฐวี เขาไม่มีท่าทีที่จะโกรธหรือโมโหเธอเลยแม้แต่น้อย น้ำเสียงของเขาก็นิ่งเกินกว่าที่จะบอกได้ว่าเขารู้สึกอย่างไรในตอนนี้
“ถ้าจีอยากไป ผมไปด้วยก็ได้ แต่ตอนนี้จีต้องออกไปได้แล้ว”
เขาถอนหายใจออกมาเมื่อเห็นว่า บนใบหน้าของจีรัณณ์มีน้ำตาไหลลงมาอย่างห้ามไม่อยู่ เขาอุตส่าห์พูดชัดหลายครั้งแล้ว แต่จีรัณณ์ก็ยังคงดึงดันที่จะทำให้ตนเองอยู่ในสถานะที่เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาทำในวันนี้คือการตัดรำคาญไม่ใช่การใจอ่อน
จีรัณณ์เดิมทีเป็นคุณหนูเอาแต่ใจอยู่แล้ว พอโดนตามใจมากเข้าก็จะใช้น้ำตาเป็นตัวล่อให้ทุกคนยอมตามใจตนเอง
“ไว้เจอกันนะคะ แล้วก็คอยตอบจีด้วยนะ”จีรัณณ์เปลี่ยนท่าทีเป็นยิ้มพร้อมหอมแก้มปฐวีและเดินออกไปอย่างอารมณ์ดี
พอไม่มีใครมารบกวนแล้ว ชายหนุ่มก็เปิดมือถือขึ้น
เขาเปิดรูปภาพของหญิงสาวในชุดนักศึกษาขึ้น เขามองไปที่ใบหน้าของเธอ มองรอยยิ้มที่เธอยิ้มให้ตอนที่เขาถ่ายรูปภาพนี้เก็บไว้
และเธอก็เคยพูดว่ารูปที่เขาถ่าย เธอไม่สวยเอาเสียเลย
แต่เขาก็ยังเลือกที่จะเก็บไว้ดูคนเดียว..และนั่งยิ้มอยู่คนเดียว
‘พอได้แล้ววี!’
แต่เหมือนว่าเสียงของเธอจากรูปภาพจะดังขึ้นมาในโสตประสาท
เสียงของเธอในวันสุดท้ายที่เขาจะได้พบกับเธอ
เสียงที่เธอบอกให้เขาหยุดตาม หยุดทำทุกอย่างหลังจากที่เลิกกัน
‘อย่าทำแบบนี้อีกได้ไหม เลิกตามกันสักที จบได้แล้ว! ถ้าวียังทำแบบนี้อีก แม้แต่คำว่าเพื่อน หนูนิดก็ให้วีไม่ได้! เข้าใจไหม!’
หลังจากนั้นเธอก็หายไป..หายไปพร้อมกับคำพูดที่เสียดแทงเข้าไปในก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายของเขา ทุกครั้งที่เขามองมัน ประโยคหลายประโยคที่เธอบอกก็ตีรวนกันอยู่ในความทรงจำของเขาจนต้องวางมือถือลง
ครั้งนี้ก็เช่นกัน
ชายหนุ่มวางมือถือลงบนโต๊ะ แต่จะเรียกว่าวางก็คงไม่ใช่ เพราะเสียงกระทบที่ดังขึ้น มันดังจนถึงขั้นที่ว่าหากใครเห็นเข้าก็คงนึกว่าหน้าจอมือถือกับกระจกบนโต๊ะทำงานคงแตกไปแล้วแน่ ๆ “ใกล้ได้เวลาเริ่มของจริงแล้ว เตรียมตัวรับมือกับความเจ็บปวดที่ผมกำลังจะมองให้คุณได้เลย ผมไม่ออมมือให้คุณแน่”
“น้องรักทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้คนเดียวล่ะคะ เป็นอะไรหรือเปล่า”เสียงของครูสาวดังขึ้นด้านหลังพร้อมเอามือแตะไหล่ของเด็กชายที่กำลังนั่งเหม่อมองท้องฟ้าอยู่คนเดียวเพียงลำพัง ในขณะที่เพื่อน ๆ กำลังเล่นอยู่ที่สนามเด็กเล่นตรงหน้าอย่างสนุกสนาน เธอนั่งลงข้าง ๆ เด็กน้อยก่อนจะถามขึ้นอีกครั้ง
“น้องรักไม่สบายหรือคะ เป็นอะไรบอกครูหนูนิดได้ไหมคะ?”
“น้องรักคิดถึงคุณพ่อคุณแม่ครับ”เด็กชายตอบแต่ไม่ได้หันหน้ามามองคนถาม น้องรักยังคงเหม่อมองดูท้องฟ้าเช่นเดิมเหมือนเด็กน้อยไม่ได้คิดอะไรกับสิ่งที่ตนพูดออกมานัก “คุณพ่อคุณแม่จะคิดถึงน้องรักไหมครับครูหนูนิด”
คำถามที่ไม่รู้ประสีประสาของเด็กตัวเล็ก ๆ ทำให้ณิชชยาชะงักไป เพราะเธอเคยได้ยินว่าบิดาและมารดาของเด็กชายรักชลิตนั้นเสียชีวิตแล้วทั้งคู่ แต่ไม่มีคุณครูคนไหนทราบว่าเสียชีวิตเพราะอะไร แม้แต่ครูใหญ่และรองครูใหญ่เองก็ไม่ทราบเพราะนั่นมันเกินหน้าที่ของตนเอง และอีกอย่างน้องรักเองก็เพิ่งจะย้ายกลับมาที่เมืองไทยได้ไม่นานนัก หากจะคิดถึงบิดามารดาที่เพิ่งเสียไปได้ไม่นานก็คงไม่แปลกอะไร “คิดถึงสิคะ ตอนนี้คุณพ่อคุณแม่ก็คิดถึงน้องรักอยู่นะ แล้วพวกท่านก็กำลังมองน้องรักอยู่ด้วย”
“จริงเหรอครับ! มองจากที่ไหนครับ”จากท่าทางที่เศร้าอยู่ก็กลับมากระตือรือร้นเพราะสนใจในสิ่งที่ณิชชยาพูด หญิงสาวจึงชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้าและยิ้มให้กับน้องรัก “น้องรักเห็นท้องฟ้าไหมครับ คุณพ่อคุณแม่กำลังมองมาจากด้านบน ท่านคอยมองน้องรักเติบโตอยู่ทุก ๆ วัน เวลาที่น้องรักคิดถึงคุณพ่อคุณแม่ น้องรักมองขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วยิ้มให้พวกท่านนะครับ”
“แล้วถ้าวันไหนที่ฝนตกล่ะครับคุณครู แปลว่าวันนั้นคุณพ่อคุณแม่ร้องไห้เหรอครับ”ถามขึ้นตามประสาเด็ก “ร้องไห้เพราะดีใจที่น้องรักได้เติบโตขึ้นค่ะ”
“วันที่ฝนตกไม่ใช่วันที่แย่เสมอไปนะคะ เข้าใจไหม”
“คุณครูพูดเหมือนคุณน้าของน้องรักเลย”
“คุณน้าก็เคยพูดเหมือนกัน ตอนที่คุณน้าเปียกฝน ทั้ง ๆ ที่คุณน้าก็นั่งรถกลับมาที่บ้าน ตอนนั้นน้องรักไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้นและคิดว่ามันเป็นวันที่แย่มาก ๆ สำหรับคุณน้าเพราะคุณน้าเปียกฝน แต่คุณน้าก็ยิ้มแล้วบอกว่า วันที่ฝนตกไม่ใช่วันที่แย่เสมอไป”
“เหมือนที่ครูหนูนิดพูดเลยครับ”
คำบอกเล่าที่ยาวเหยียดของน้องรัก ทำให้ณิชชยาชะงัก ใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่มทันทีเพราะความรู้สึกแรกที่เข้ามา คนที่เธอคิดคือคนที่เธอไม่อยากเจอมากที่สุดในชีวิต “คุณน้าที่น้องรักหมายถึง..คือคุณปาลิตาหรือเปล่าคะ”
เธอกลั้นใจถามเด็กชายออกไป ในใจก็ขออย่าให้เป็นคนที่เธอกำลังนึกถึงอยู่ แต่ในขณะนั้นก่อนที่น้องรักกำลังจะเอ่ยปาก เสียงระฆังก็ดังขึ้นเป็นการแจ้งว่าตอนนี้ถึงเวลาเข้าห้องเรียนแล้ว เธอจึงถอนหายใจออกมาและเรียกเด็ก ๆ บางส่วนที่กำลังวิ่งเล่นกันอยู่เข้าห้องเรียน “ไม่เอาน่าหนูนิด มันไม่ใช่อย่างที่เธอคิดหรอก”
“คนที่พูดเหมือนกับเรามีเยอะแยะไป”
“ไม่ใช่เขาหรอก”
“หนูนิดจะไปไหนเหรอ”
“พี่จะไปดินเนอร์กับพี่พีทน่ะ เราอยากได้อะไรหรือเปล่า”
ผ่านไปหลายวันนับตั้งแตวันที่มีเรื่องของพาทิศเข้ามาให้เด็กหนุ่มคิด ความสัมพันธ์ของเขาและพาทิศก็เริ่มแย่ลง เขามองพาทิศไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จากที่เคยมองว่าเป็นผู้ชายที่แสนจะสมบูรณ์แบบก็กลายเป็นผู้ชายที่มีดีทุกอย่างยกเว้นนิสัยที่แท้จริง
ตอนนี้เขากำลังลังเลว่าจะบอกพี่สาวว่าอย่างไรดี ในเมื่อเขาไม่มีหลักฐานอะไรสักอย่างยกเว้นสายตาของตนเองที่พบในวันนั้น
ถึงแม้ว่าตอนนั้นจะพิสูจน์แล้วและพาทิศมีท่าทีที่นิ่งขรึม ตอบคำถามของเขาได้ทุกคำตามปกติแต่เขาก็ไม่เชื่ออยู่ดีว่าพาทิศจะซื่อสัตย์
แค่ลมปากใครก็พูดได้ทั้งนั้น ผู้ชายด้วยกันมันมองออก
“ถ้าอยากไปเที่ยวก็ไปได้เลยนะ พี่กลัวว่าเราจะเหงา”
“นนท์โตแล้ว นนท์ไม่เหงาหรอกน่า”เขายิ้มให้พี่สาวตามปกติ
“แต่ว่า..”ยังไม่ทันที่จะพูดจบ เสียงรถของว่าที่พี่เขยก็ดังขึ้นเสียก่อน ทำให้ณิชชยาไม่ทันที่จะได้ว่าอะไรต่อและรีบร้อนออกไป
ธนนท์เองก็เดินไปหยุดอยู่ที่หน้าประตู และมองพาทิศด้วยสายตาที่ไม่ไว้ใจ และความไม่เชื่อใจของเขามันก็แผ่รังสีไปถึงตัวของพาทิศ ทำให้แพทย์หนุ่มหันมองว่าที่น้องของภรรยาด้วยสายตาที่เรียบนิ่งแต่ก็ยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่บนหน้า
“ลายออกแล้วล่ะสิ”ธนนท์หงุดหงิดที่พอเป็นเรื่องของพี่สาว เขากลับช่วยอะไรเธอไม่ได้เลยสักอย่างทั้ง ๆ ที่ก็รู้อยู่แก่ใจ
เขาอยากบอกแต่กลัวเธอเสียใจ
แต่เขาจะเสียใจมากกว่าถ้ารู้แล้วไม่ทำอะไรเลยและปล่อยให้พี่สาวของตนแต่งงานกับคนแบบนี้ไป เพราะเรื่องนอกใจไม่ใช่เรื่องปกติ
“เราจะไปหาหลักฐานมาจากไหนล่ะเนี่ย เครียด!”