Se connecterการคัดเลือกคู่หมั้นรอบแรกดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและน่าเบื่อหน่ายราวกับไม่มีวันจบสิ้น
ท่ามกลางเสียงบรรเลงพิณและร่ายกลอนของผู้เข้าร่วมคัดเลือกคนแล้วคนเล่า เซี่ยเหยียนอวี่ยังคงนั่งสงบนิ่งอยู่ที่มุมหนึ่งของศาลาพักรับรอง ใบหน้าขาวซีดของเขาดูเรียบเฉยไร้อารมณ์ แต่ภายใต้แขนเสื้อกว้างนั้น มือเรียวกำลังจิกเกร็งเข้ากับฝ่ามือตัวเองแน่นขึ้นเรื่อยๆ เพื่อระงับความเจ็บปวดที่กำลังกรีดแทงทรวงอก
อาการวิญญาณไม่เสถียรกำเริบหนักกว่าที่คิด
ทุกครั้งที่เขาหายใจเข้า มันเหมือนมีคมมีดนับพันเล่มกรีดลงบนปอด ความรู้สึกวิงเวียนทำให้ภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัวซ้อนทับกัน เหยียนอวี่รู้ดีว่าขืนปล่อยไว้เช่นนี้ เขาอาจจะวูบหมดสติไปกลางงาน และนั่นจะเป็นโอกาสทองให้ฉินลี่หรงสร้างข่าวลือว่าเขาสุขภาพอ่อนแอ ไม่คู่ควรแก่การเป็นคู่ครองขององค์ชาย
เขาต้องเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส...
สายตาคมกริบของเหยียนอวี่กวาดมองไปรอบๆ บริเวณที่พักของเหล่าขุนนาง จนกระทั่งไปหยุดอยู่ที่ร่างโปร่งในชุดขุนนางฝ่ายแพทย์สีเทาอ่อน ซึ่งกำลังยืนแยกตัวออกมาอยู่ใต้ร่มไม้เงียบๆ
ไป๋เหวินเจี๋ย
หมอหลวงอัจฉริยะผู้มีนิสัยสันโดษและหยิ่งทระนง ในชาติก่อน ชายผู้นี้เป็นคนเดียวที่กล้าขัดคำสั่งเบื้องบนเพื่อแอบเอายามาให้เขาในคุก แต่ตอนนั้นเหยียนอวี่สิ้นหวังเกินกว่าจะรับไมตรี บัดนี้ เขาจะไม่ยอมปล่อยมือคู่นั้นไปอีก
เหยียนอวี่สูดลมหายใจลึก รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายค่อยๆ ยันกายลุกขึ้น เขาทำทีเป็นเดินเลี่ยงออกมาจากกลุ่มผู้คัดเลือกเพื่อไปหาน้ำดื่ม แต่ทิศทางที่เขามุ่งไปนั้น ตัดผ่านเส้นทางที่ไป๋เหวินเจี๋ยยืนอยู่พอดี
หนึ่งก้าว... สองก้าว...
เมื่อระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่ช่วงตัว เหยียนอวี่ก็แสร้งทำเป็นสะดุดชายเสื้อตัวเอง ร่างบางเซถลาไปข้างหน้าอย่างหมดท่า ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะล้มฟาดพื้น เขาก็ปล่อยให้จิตสำนึกวูบดับไปชั่วขณะจริงๆ ตามความต้องการของร่างกาย
"ระวัง!"
เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นพร้อมกับท่อนแขนแข็งแรงที่พุ่งเข้ามารับร่างของเขาไว้ได้ทันท่วงที กลิ่นสมุนไพรหอมเย็นๆ ลอยมาแตะจมูก เหยียนอวี่ลอบยิ้มในใจ...
ปลาติดเบ็ดแล้ว
"นายน้อยเซี่ย! ท่านเป็นอะไรไหม?" ไป๋เหวินเจี๋ยเอ่ยถามด้วยความตกใจ เขารีบประคองร่างที่เบาหวิวนั้นให้นั่งลงบนม้านั่งหินใกล้ๆ
เหยียนอวี่ปรือตาขึ้นมอง ใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้า "ข้า... ข้าหน้ามืด... ขออภัยที่เสียมารยาท ท่านหมอ..."
"อย่าเพิ่งพูด" ไป๋เหวินเจี๋ยขมวดคิ้วมุ่น สัญชาตญาณแพทย์ทำให้เขารีบคว้าข้อมือของเหยียนอวี่ขึ้นมาจับชีพจรทันที
ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสชีพจร สีหน้าของหมอหนุ่มก็เปลี่ยนไป
จากความกังวลกลายเป็นความตื่นตะลึง... และความหวาดหวั่น
ชีพจรของเหยียนอวี่นั้นแปลกประหลาดพิสดาร มันเต้นแผ่วเบาและรวดเร็วสลับกันอย่างไม่มีจังหวะจะโคน เหมือนกับคนใกล้ตาย แต่ในขณะเดียวกันก็มีพลังชีวิตที่รุนแรงอัดแน่นอยู่ภายใน ทว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ... ความว่างเปล่า
มันเหมือนกับชีพจรของคนที่วิญญาณไม่ได้ยึดติดอยู่กับร่างกายอย่างสมบูรณ์ เหมือนมีรอยแยกที่มองไม่เห็นคั่นกลางระหว่างกายเนื้อและดวงจิต
"นี่มัน..." ไป๋เหวินเจี๋ยพึมพำเสียงสั่น "เป็นไปไม่ได้... ชีพจรแบบนี้มัน..."
"ชีพจรวิปลาส... หรือชีพจรคนตายที่ยังหายใจ... ท่านจะเรียกมันว่าอย่างไรดีล่ะ ท่านหมอไป๋?"
เสียงกระซิบแผ่วเบาแต่ชัดเจนดังขึ้นข้างหู ไป๋เหวินเจี๋ยสะดุ้งเฮือก เงยหน้าขึ้นมองคนไข้ในอ้อมแขน
เหยียนอวี่ไม่ได้ดูมึนงงหรืออ่อนแออีกต่อไป ดวงตาคู่สวยจ้องลึกเข้าไปในตาของเขาอย่างรู้ทัน แววตาคู่นั้นลึกล้ำและดำมืดราวกับผ่านความตายมาแล้วนับพันครั้ง
"ท่าน... ท่านรู้?" ไป๋เหวินเจี๋ยถามเสียงเครียด เขารีบมองซ้ายขวาเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครได้ยินบทสนทนานี้
"ข้าไม่เพียงแค่รู้..." เหยียนอวี่ขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้น จนริมฝีปากแทบชิดใบหูของหมอหนุ่ม "แต่ข้ายังรู้วิธีรักษา... และข้ารู้ด้วยว่าท่านกำลังตามหาสูตรยาโบราณเพื่อรักษาอาการป่วยประหลาดของมารดาท่านอยู่ ใช่หรือไม่?"
ไป๋เหวินเจี๋ยตัวแข็งทื่อ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความช็อก เรื่องมารดาของเขาเป็นความลับสุดยอดที่เขาไม่เคยบอกใคร แม้แต่คนในสำนักหมอหลวงก็ไม่มีใครรู้ แล้วนายน้อยตระกูลเซี่ยผู้นี้ ที่วันๆ เอาแต่อยู่ในห้องหอ รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?
"ท่านเป็นใครกันแน่?" ไป๋เหวินเจี๋ยถามเสียงลอดไรฟัน
"ข้าคือคนที่จะช่วยท่าน... หากท่านยอมช่วยข้า" เหยียนอวี่ตอบกลับ พลางผละตัวออกมาเล็กน้อย แล้วแสร้งทำท่าอ่อนแรงอีกครั้งเมื่อหางตาเหลือบไปเห็นฉินลี่หรงที่กำลังเดินตรงมาทางนี้
"นายน้อยเซี่ย! เป็นลมไปหรือ?" ฉินลี่หรงเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเสแสร้งว่าเป็นห่วง แต่สายตาจับจ้องไปที่เหยียนอวี่อย่างจับผิด "ร่างกายอ่อนแอเพียงนี้ เกรงว่าจะไม่เหมาะกับการปรนนิบัติองค์ชายกระมัง?"
ไป๋เหวินเจี๋ยรับรู้สถานการณ์ได้ทันที เขาปรับสีหน้ากลับมาเคร่งขรึมและเย็นชาตามฉบับหมอหลวง ลุกขึ้นยืนบังร่างของเหยียนอวี่ไว้
"เรียนใต้เท้าฉิน นายน้อยเซี่ยเพียงแค่พักผ่อนน้อยและตื่นเต้นจนลมปราณตีกลับ ไม่ใช่อาการป่วยร้ายแรงแต่อย่างใด" ไป๋เหวินเจี๋ยโกหกหน้าตาย "ข้าฝังเข็มระบายลมปราณให้สักครู่ก็หายแล้ว... แต่จำเป็นต้องใช้สถานที่เงียบสงบ"
ฉินลี่หรงหรี่ตามองหมอหนุ่มอย่างไม่ไว้ใจ "งั้นหรือ? ถ้าเช่นนั้นข้าจะให้หมอประจำตัวข้ามาช่วยดูอีกแรง..."
"ไม่จำเป็น!" เหยียนอวี่เอ่ยขัดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด แม้จะยังดูอ่อนเพลีย "ข้าไว้ใจท่านหมอไป๋... เขาเป็นคนเดียวที่จับชีพจรข้าถูกจุด ข้าไม่ต้องการให้หมอคนอื่นมายุ่งย่าม"
ฉินลี่หรงชะงัก เขาไม่คาดคิดว่าเหยียนอวี่จะกล้าปฏิเสธความหวังดีจอมปลอมของเขาต่อหน้าธารกำนัล
"ก็ตามใจ" ฉินลี่หรงยักไหล่ ยิ้มเย็น "ขอให้หายไวๆ ก็แล้วกัน นายน้อยเซี่ย... เวลาของเจ้าเหลือไม่มากแล้ว"
ทิ้งท้ายด้วยคำขู่กลายๆ แล้วฉินลี่หรงก็เดินจากไป แต่เหยียนอวี่รู้ดีว่าอีกฝ่ายคงส่งคนมาจับตาดูแน่
"พาข้าไปที่ห้องพักรับรองเดี๋ยวนี้" เหยียนอวี่กระซิบสั่งไป๋เหวินเจี๋ย "เรามีเรื่องต้องตกลงกัน"
…
…
…
ภายในห้องพักรับรองที่มิดชิด ไป๋เหวินเจี๋ยลงกลอนประตูแน่นหนา ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่มรูปงามที่นั่งอยู่บนเตียง
บัดนี้ อาการอ่อนแอเสแสร้งหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงนายน้อยเซี่ยที่มีใบหน้าเคร่งเครียดและจริงจัง
"ชีพจรของท่าน..." ไป๋เหวินเจี๋ยเปิดประเด็นทันที "ในตำราแพทย์ร้อยปี ข้าเคยอ่านเจอเพียงครั้งเดียว... มันคือชีพจรของคนที่มีวิญญาณแตกสลาย หรือไม่ก็... คนที่ฝืนลิขิตฟ้า"
"ท่านฉลาดสมคำร่ำลือ" เหยียนอวี่ยอมรับ เขาปลดกระดุมเสื้อตัวนอกออกเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยช้ำสีม่วงคล้ำเป็นจ้ำๆ ที่บริเวณหน้าอกข้างซ้าย ราวกับรอยร้าวของเครื่องเคลือบที่กำลังจะแตก "นี่คือราคาที่ข้าต้องจ่าย... เพื่อแลกกับการกลับมาแก้ไขความผิดพลาด"
ไป๋เหวินเจี๋ยสูดหายใจลึก เขามองรอยแผลนั้นด้วยความเวทนาปนทึ่ง "ท่าน... ย้อนเวลากลับมา?"
"ใช่" เหยียนอวี่สบตาเขาตรงๆ "และในอนาคตที่ข้าจากมา... ท่านคือสหายเพียงคนเดียวที่พยายามช่วยชีวิตข้าจนวาระสุดท้าย ดังนั้นในชาตินี้ ข้าจึงเลือกท่าน"
เหยียนอวี่หยิบพู่กันและกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะ เขียนสูตรยาสมุนไพรชุดหนึ่งลงไปอย่างรวดเร็ว แล้วยื่นให้หมอหนุ่ม
"นี่คือสูตรยา 'บัวหิมะพันปี' ที่สามารถรักษาโรคเกล็ดน้ำแข็งของมารดาท่านได้ ในชาติก่อน ท่านใช้เวลาอีกห้าปีถึงจะคิดค้นมันสำเร็จ แต่มันสายเกินไปสำหรับนาง... ข้ามอบให้ท่านตอนนี้ แลกกับคำสัตย์สาบาน"
มือของไป๋เหวินเจี๋ยสั่นเทาขณะรับกระดาษแผ่นนั้นมาอ่าน ดวงตาของเขาแดงก่ำด้วยความตื้นตัน สูตรยานี้ซับซ้อนและลึกซึ้งเกินกว่าที่ใครจะมั่วนิ่มขึ้นมาได้ มันคือความหวังเดียวของเขาจริงๆ
"ท่านต้องการสิ่งใดแลกเปลี่ยน?" ไป๋เหวินเจี๋ยถามเสียงเครือ
"ข้าต้องการยาระงับอาการปวดนี้... ยาที่จะช่วยตรึงวิญญาณข้าให้อยู่กับร่าง" เหยียนอวี่กล่าว "และที่สำคัญที่สุด... ข้าต้องการให้ท่านเป็นตาเป็นหูให้ข้าในสำนักหมอหลวง คอยตรวจสอบยาพิษทุกชนิดที่ผ่านเข้ามาในวัง โดยเฉพาะยาที่มาจากตำหนักจินหลงของฉินลี่หรง"
ไป๋เหวินเจี๋ยเงยหน้าขึ้น แววตาของเขาเปลี่ยนจากความลังเลเป็นความมุ่งมั่น เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ประสานมือคารวะเหยียนอวี่อย่างเต็มใจ
"ชีวิตของมารดาข้า คือชีวิตของข้า... บุญคุณที่นายน้อยมอบให้ในวันนี้ ไป๋เหวินเจี๋ยจะจดจำไว้ชั่วชีวิต นับจากนี้ไป ไม่ว่านายน้อยจะชี้ไปทางทิศใด ข้าจะขอติดตามเป็นแขนขาให้ท่าน... แม้ต้องเป็นศัตรูกับคนทั้งวังหลวงก็ตาม!"
เหยียนอวี่ยิ้มบางๆ ยื่นมือไปประคองหมอหนุ่มให้ลุกขึ้น
"ลุกขึ้นเถิด พี่ไป๋... เส้นทางที่เราจะเดินต่อไปนี้ มันจะเต็มไปด้วยขวากหนามและกลิ่นคาวเลือด ท่านต้องเตรียมใจไว้ให้ดี"
"ข้าพร้อมแล้ว"
ในขณะที่พันธสัญญาเงาถูกก่อร่างสร้างตัวขึ้นภายในห้องพัก... ด้านนอกหน้าต่าง อีกฟากหนึ่งของกำแพงวังฉินลี่หรงกำลังยืนมองมายังทิศทางนี้ด้วยสายตาเย็นชา
"ส่งคนไปสืบมา" เขาสั่งลูกน้องคนสนิทเสียงเหี้ยม "ข้าอยากรู้ว่าไอ้หมอนั่นคุยอะไรกับเซี่ยเหยียนอวี่... ถ้ามันคิดจะแว้งกัดข้า ข้าจะให้มันได้ลิ้มรสยาพิษสูตรใหม่ของข้าเป็นคนแรก!"
กาลเวลาเปรียบเสมือนสายน้ำที่ไม่เคยไหลย้อนกลับ... มันพัดพาเอาความหนุ่มสาว ความพลุ่งพล่าน และความทะเยอทะยานให้เลือนหายไปตามกระแสธาร แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ตกตะกอนสิ่งที่เรียกว่าความผูกพันให้เด่นชัดและงดงามยิ่งขึ้นสิบห้าปีต่อมา ณ จวนคีรีรมย์สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านหุบเขา ใบไม้เปลี่ยนสีเป็นสีส้มและแดงร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน ปกคลุมทางเดินหินอ่อนราวกับพรมธรรมชาติที่ศาลาริมสระบัวอันคุ้นเคย ชายชราสองคนนั่งเคียงคู่กันบนตั่งไม้ไผ่ ชมพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าเซี่ยเหยียนอวี่ในวัยสี่สิบกว่าปียังคงเค้าโครงความงดงามในอดีตไม่เปลี่ยนแปลง แม้จะมีริ้วรอยแห่งวัยปรากฏขึ้นที่หางตา และเส้นผมสีดำขลับเริ่มมีสีดอกเลาแซมบ้างประปราย แต่แววตาคู่สวยนั้นกลับดูสงบนิ่งและอ่อนโยนยิ่งกว่าในวัยเยาว์เขากำลังนั่งปอกผลส้มอย่างใจเย็น วางชิ้นส้มที่แกะเม็ดออกแล้วลงบนจานกระเบื้อง ข้างๆ กันนั้นคือจวิ้นอี่อดีตองค์ชายผู้เกรียงไกรที่บัดนี้วางดาบลงและหันมาจับพู่กันวาดภาพทิวทัศน์แทน ร่างกายที่เคยกำยำเริ่มผ่ายผอมลงตามกาลเวลา แต่แผ่นหลังยังคงเหยียดตรงอย่างสง่างาม"เจ้าปอกช้าลงนะ เหยียนอวี่" จวิ้นอี่เอ่ยเย้า วางพู่กันลงแล้วหันมายิ
แสงเทียนในห้องทรงอักษรวูบไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่าง ฮ่องเต้หลงอวี่ในวัยยี่สิบต้นๆ วางพู่กันลงบนแท่นฝนหมึกด้วยความเหนื่อยล้า พระหัตถ์หนายกขึ้นนวดขมับเพื่อคลายความตึงเครียดบนโต๊ะทรงงาน เต็มไปด้วยฎีกากองพะเนินที่รอการตัดสินใจ ปัญหาภัยแล้งทางทิศใต้ ปัญหาโจรป่าทางทิศตะวันตก และแรงกดดันจากเหล่าขุนนางเฒ่าที่เร่งรัดให้พระองค์รับสนมเพิ่มเพื่อความมั่นคงของราชวงศ์"เป็นฮ่องเต้... มันช่างโดดเดี่ยวเสียจริง"หลงอวี่พึมพำกับตัวเอง สายตาเหม่อมองไปยังเก้าอี้ไม้จันทน์ตัวเก่าที่ตั้งอยู่มุมห้อง เก้าอี้ตัวนั้นว่างเปล่ามานานหลายปีแล้ว เก้าอี้ที่เสด็จอาจวิ้น อี่เคยประทับนั่งคอยสอนงานราชการให้เขาเสียงกระซิบกระซาบของขุนนางในท้องพระโรงเมื่อเช้ายังคงดังก้องในหู'น่าเสียดายความปรีชาของอดีตองค์ชายจวิ้นอี่... หากพระองค์ไม่ลุ่มหลงในรักจนยอมทิ้งบัลลังก์ ป่านนี้แผ่นดินคงขยายไปไกลกว่านี้''นั่นสิ... การเลือกบุรุษเพียงคนเดียวแทนที่จะเลือกแผ่นดิน ช่างเป็นการตัดสินใจที่โง่เขลา' หลงอวี่กำหมัดแน่น ทุบลงบนโต๊ะเบาๆ"คนพวกนั้นไม่รู้อะไรเลย..."พวกเขาไม่รู้ว่าความสงบสุขที่พวกเขากำลังเสวยสุขอยู่ในตอนนี้ แลกมาด้วยหยาดเ
ยามเช้าอันสดใส ณ จวนคีรีรมย์เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วดังประสานกับเสียงธารน้ำไหล บรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การจิบชาชมไม้ หากไม่มีเสียงตะโกนที่ดังลั่นจนนกบินหนีแตกกระเจิง"หายไปไหน!?"หลิวจื้อเฉินยืนเท้าเอวอยู่หน้าเรือนพัก ใบหน้าคมคายฉายแววงุนงงปนหงุดหงิด เขาก้มมองเท้าของตัวเองที่มีแต่ถุงเท้าสีขาว ส่วนรองเท้าบูทหนังคู่เก่งที่ขัดเงาวับเมื่อคืนอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย"โวยวายอะไรแต่เช้า จื้อเฉิน?" ไป๋เหวินเจี๋ยเดินงัวเงียออกมาจากห้อง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อย "เจ้าทำเสียงดังจนสมุนไพรข้าสะดุ้งตื่นหมดแล้ว""รองเท้าข้าหาย!" จื้อเฉินฟ้องเสียงอ่อย "ข้าถอดไว้หน้าห้องเมื่อคืน เช้านี้เหลือแต่ความว่างเปล่า... ท่านหมอ เจ้าแอบเอารองเท้าข้าไปต้มยาแก้โรคเท้าเหม็นหรือเปล่า?""บ้าสิ!" ไป๋เหวินเจี๋ยค้อนขวับ "ยาท่านหมออย่างข้ามีค่ามากกว่ารองเท้าเน่าๆ ของเจ้าตั้งเยอะ... เอ๊ะ?"หมอหนุ่มชะงักเมื่อกวาดสายตาไปที่ระเบียงตากยาสมุนไพร ตะกร้าที่เคยใส่รากโสมพันปีที่อุตส่าห์ไปขุดมาจากยอดเขา ตอนนี้ว่างเปล่า เหลือทิ้งไว้เพียงหัวผักกาดขาวเหี่ยวๆ หัวหนึ่งวางแทนที่อย่างเย้ยหยัน"โสมข้า!" ไป๋เหวินเจี๋ยร้องเสียงหลง "ใครมันกล้
สายลมยามค่ำคืนพัดพากลิ่นหอมของดินและหญ้าสดชื่นลอยมาตามลม ท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านเล็กๆ ใกล้จวนคีรีรมย์ปลอดโปร่งจนเห็นดวงดาวระยิบระยับนับล้านดวงทว่า... ความสงบสุขของไป๋เหวินเจี๋ยกำลังถูกรบกวน"ท่านหมอ! เสร็จหรือยัง? เร็วเข้าสิ เดี๋ยวตลาดวายหมด!"เสียงเร่งเร้าที่คุ้นหูดังมาจากหน้าเรือนพัก ไป๋เหวินเจี๋ยถอนหายใจเบาๆ วางมือจากการคัดแยกสมุนไพรตากแห้ง แล้วหันไปมองต้นเสียงที่ยืนเกาะขอบประตูทำหน้าตาตื่นเต้นเหมือนเด็กๆหลิวจื้อเฉินในชุดลำลองสีน้ำเงินเข้มดูทะมัดทะแมง ผมยาวถูกมัดรวบสูงเผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่เปื้อนรอยยิ้มกว้างจนตาหยี"เจ้าจะรีบไปไหนนักหนา จื้อเฉิน?" ไป๋เหวินเจี๋ยบ่นอุบอิบขณะเช็ดมือกับผ้าสะอาด "งานเทศกาลมีทั้งคืนไม่ใช่หรือ?""ก็ข้าอยากพาเจ้าไปเดินเล่นก่อนคนจะเยอะนี่นา" จื้อเฉินเดินเข้ามาดึงแขนหมอหนุ่ม "อีกอย่าง... ข้ามีของดีจะให้เจ้าดูด้วย รับรองว่าเจ้าต้องชอบแน่ๆ""ของดี?" ไป๋เหวินเจี๋ยเลิกคิ้ว "หวังว่าคงไม่ใช่กบภูเขาหรืองูหายากที่เจ้าไปจับมาอีกนะ คราวที่แล้วทำเอาห้องยาข้าเละเทะไปหมด""โธ่... อันนั้นมันอุบัติเหตุ!" จื้อเฉินหัวเราะแก้เก้อ "แต่วันนี้รับประกันความปลอดภัย ไปกันเถอะน่า ข
สายฝนต้นฤดูใบไม้ผลิโปรยปรายลงมากระทบหลังคากระเบื้องของจวนคีรีรมย์ เสียงเปาะแปะแผ่วเบาคล้ายบทเพลงขับกล่อมให้สรรพสิ่งเข้าสู่ห้วงนิทราภายในห้องนอนขนาดใหญ่ที่อบอุ่นด้วยแสงเทียนและเตาผิง เซี่ยเหยียนอวี่นอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงกว้าง เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายตามไรผมทั้งที่อากาศเย็นสบาย หน้าท้องที่นูนเด่นบ่งบอกถึงอายุครรภ์ที่ครบกำหนดคลอดแล้วเริ่มบีบตัวเป็นจังหวะ สร้างความปวดร้าวที่แผ่ซ่านจากบั้นเอวไปทั่วสรรพางค์กาย"อึก..."เหยียนอวี่กัดริมฝีปากแน่น พยายามกลั้นเสียงร้องไม่ให้รบกวนคนที่นอนเคียงข้าง แต่แรงบีบตัวครั้งล่าสุดรุนแรงจนเขาเผลอจิกเล็บลงบนท่อนแขนแกร่งที่โอบกอดเขาอยู่จวิ้นอี่อดีตองค์ชายผู้เคยหลับลึกแม้ท่ามกลางสนามรบ กลับสะดุ้งตื่นทันทีเพียงแค่รู้สึกถึงแรงสั่นเทาของคนในอ้อมกอด"เหยียนอวี่?" จวิ้นอี่รีบลุกขึ้นนั่ง แววตาที่เคยงัวเงียเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกเมื่อเห็นใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดของคนรัก "เจ้าเป็นอะไร!? ปวดท้องหรือ!?""จวิ้นอี่... ข้าคิดว่า... ลูกจะมาแล้ว..." เหยียนอวี่ตอบเสียงกระท่อนกระแท่น มือเรียวกุมท้องแน่น "ไปตาม... ท่านหมอไป๋..."คำว่าลูกจะมาแล้วเปรียบเสมือนคำประกาศิตที
หนึ่งเดือนต่อมา ณ จวนคีรีรมย์ฤดูหนาวกำลังจะผ่านพ้น ฤดูใบไม้ผลิกำลังจะหวนคืนแสงแดดอุ่นๆ สาดส่องลงมายังแปลงผักหน้าเรือนที่บัดนี้กลายสภาพเป็นป่าดงดิบขนาดย่อมๆ เพราะเจ้าของทิ้งร้างไปนานแรมเดือนเพื่อไปกู้ชาติ ผักกาดขาวหัวโตแทงยอดดอกสีเหลืองอร่าม คะน้าก้านยักษ์สูงท่วมเอว และหญ้าวัชพืชที่ขึ้นแซมจนแยกไม่ออก"โธ่... แปลงผักของข้า..."จวิ้นอี่ยืนเท้าเอวทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ มองดูผลงานการเกษตรที่กลายสภาพไปสิ้นเชิง "ข้ากะว่าจะเก็บไว้ทำแกงจืดฉลองกลับบ้านเสียหน่อย"“ยังกินได้อยู่น่าท่านพ่อ" หลงหยางที่กำลังเดินแบกฟืนเข้ามาหัวเราะร่า "แค่ต้องเคี้ยวนานหน่อยเท่านั้นเอง""เจ้าลูกคนนี้!" จวิ้นอี่หันไปจะเขกหัวลูกชาย แต่หลงหยางเบี่ยงตัวหลบอย่างคล่องแคล่วแล้ววิ่งหนีไปหาหลิวจื้อเฉินที่กำลังช่วยไป๋เหวินเจี๋ยตากสมุนไพรอยู่ที่ลานอีกฝั่งเซี่ยเหยียนอวี่เดินออกมาจากในเรือนพร้อมถาดน้ำชา รอยยิ้มอ่อนโยนประดับบนใบหน้าเมื่อเห็นภาพความวุ่นวายที่แสนคุ้นเคย"อย่ามัวแต่อาลัยอาวรณ์เลยท่านพี่" เหยียนอวี่วางถาดลง "ผักปลูกใหม่ได้ แต่บ้านที่อบอุ่นแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ นะ"จวิ้นอี่เดินเข้ามาหาภรรยา รับถ้วยชาไปจิบ “เจ้าพูดถูก ข้





![กรงแค้นขังรัก [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

