LOGINเซี่ยเหยียนอวี่ถูกใส่ร้ายจนโดนองค์ชายจวิ้นอี่เนรเทศ เขาตรอมใจตาย แต่ความแค้นสุดท้ายก่อนวิญญาณดับสิ้นพาเขาย้อนเวลากลับไปยังจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดเพื่อแก้ไขมัน
View Moreกาลเวลาเปรียบเสมือนสายน้ำที่ไม่เคยไหลย้อนกลับ... มันพัดพาเอาความหนุ่มสาว ความพลุ่งพล่าน และความทะเยอทะยานให้เลือนหายไปตามกระแสธาร แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ตกตะกอนสิ่งที่เรียกว่าความผูกพันให้เด่นชัดและงดงามยิ่งขึ้นสิบห้าปีต่อมา ณ จวนคีรีรมย์สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านหุบเขา ใบไม้เปลี่ยนสีเป็นสีส้มและแดงร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน ปกคลุมทางเดินหินอ่อนราวกับพรมธรรมชาติที่ศาลาริมสระบัวอันคุ้นเคย ชายชราสองคนนั่งเคียงคู่กันบนตั่งไม้ไผ่ ชมพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าเซี่ยเหยียนอวี่ในวัยสี่สิบกว่าปียังคงเค้าโครงความงดงามในอดีตไม่เปลี่ยนแปลง แม้จะมีริ้วรอยแห่งวัยปรากฏขึ้นที่หางตา และเส้นผมสีดำขลับเริ่มมีสีดอกเลาแซมบ้างประปราย แต่แววตาคู่สวยนั้นกลับดูสงบนิ่งและอ่อนโยนยิ่งกว่าในวัยเยาว์เขากำลังนั่งปอกผลส้มอย่างใจเย็น วางชิ้นส้มที่แกะเม็ดออกแล้วลงบนจานกระเบื้อง ข้างๆ กันนั้นคือจวิ้นอี่อดีตองค์ชายผู้เกรียงไกรที่บัดนี้วางดาบลงและหันมาจับพู่กันวาดภาพทิวทัศน์แทน ร่างกายที่เคยกำยำเริ่มผ่ายผอมลงตามกาลเวลา แต่แผ่นหลังยังคงเหยียดตรงอย่างสง่างาม"เจ้าปอกช้าลงนะ เหยียนอวี่" จวิ้นอี่เอ่ยเย้า วางพู่กันลงแล้วหันมายิ
แสงเทียนในห้องทรงอักษรวูบไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่าง ฮ่องเต้หลงอวี่ในวัยยี่สิบต้นๆ วางพู่กันลงบนแท่นฝนหมึกด้วยความเหนื่อยล้า พระหัตถ์หนายกขึ้นนวดขมับเพื่อคลายความตึงเครียดบนโต๊ะทรงงาน เต็มไปด้วยฎีกากองพะเนินที่รอการตัดสินใจ ปัญหาภัยแล้งทางทิศใต้ ปัญหาโจรป่าทางทิศตะวันตก และแรงกดดันจากเหล่าขุนนางเฒ่าที่เร่งรัดให้พระองค์รับสนมเพิ่มเพื่อความมั่นคงของราชวงศ์"เป็นฮ่องเต้... มันช่างโดดเดี่ยวเสียจริง"หลงอวี่พึมพำกับตัวเอง สายตาเหม่อมองไปยังเก้าอี้ไม้จันทน์ตัวเก่าที่ตั้งอยู่มุมห้อง เก้าอี้ตัวนั้นว่างเปล่ามานานหลายปีแล้ว เก้าอี้ที่เสด็จอาจวิ้น อี่เคยประทับนั่งคอยสอนงานราชการให้เขาเสียงกระซิบกระซาบของขุนนางในท้องพระโรงเมื่อเช้ายังคงดังก้องในหู'น่าเสียดายความปรีชาของอดีตองค์ชายจวิ้นอี่... หากพระองค์ไม่ลุ่มหลงในรักจนยอมทิ้งบัลลังก์ ป่านนี้แผ่นดินคงขยายไปไกลกว่านี้''นั่นสิ... การเลือกบุรุษเพียงคนเดียวแทนที่จะเลือกแผ่นดิน ช่างเป็นการตัดสินใจที่โง่เขลา' หลงอวี่กำหมัดแน่น ทุบลงบนโต๊ะเบาๆ"คนพวกนั้นไม่รู้อะไรเลย..."พวกเขาไม่รู้ว่าความสงบสุขที่พวกเขากำลังเสวยสุขอยู่ในตอนนี้ แลกมาด้วยหยาดเ
ยามเช้าอันสดใส ณ จวนคีรีรมย์เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วดังประสานกับเสียงธารน้ำไหล บรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การจิบชาชมไม้ หากไม่มีเสียงตะโกนที่ดังลั่นจนนกบินหนีแตกกระเจิง"หายไปไหน!?"หลิวจื้อเฉินยืนเท้าเอวอยู่หน้าเรือนพัก ใบหน้าคมคายฉายแววงุนงงปนหงุดหงิด เขาก้มมองเท้าของตัวเองที่มีแต่ถุงเท้าสีขาว ส่วนรองเท้าบูทหนังคู่เก่งที่ขัดเงาวับเมื่อคืนอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย"โวยวายอะไรแต่เช้า จื้อเฉิน?" ไป๋เหวินเจี๋ยเดินงัวเงียออกมาจากห้อง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อย "เจ้าทำเสียงดังจนสมุนไพรข้าสะดุ้งตื่นหมดแล้ว""รองเท้าข้าหาย!" จื้อเฉินฟ้องเสียงอ่อย "ข้าถอดไว้หน้าห้องเมื่อคืน เช้านี้เหลือแต่ความว่างเปล่า... ท่านหมอ เจ้าแอบเอารองเท้าข้าไปต้มยาแก้โรคเท้าเหม็นหรือเปล่า?""บ้าสิ!" ไป๋เหวินเจี๋ยค้อนขวับ "ยาท่านหมออย่างข้ามีค่ามากกว่ารองเท้าเน่าๆ ของเจ้าตั้งเยอะ... เอ๊ะ?"หมอหนุ่มชะงักเมื่อกวาดสายตาไปที่ระเบียงตากยาสมุนไพร ตะกร้าที่เคยใส่รากโสมพันปีที่อุตส่าห์ไปขุดมาจากยอดเขา ตอนนี้ว่างเปล่า เหลือทิ้งไว้เพียงหัวผักกาดขาวเหี่ยวๆ หัวหนึ่งวางแทนที่อย่างเย้ยหยัน"โสมข้า!" ไป๋เหวินเจี๋ยร้องเสียงหลง "ใครมันกล้
สายลมยามค่ำคืนพัดพากลิ่นหอมของดินและหญ้าสดชื่นลอยมาตามลม ท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านเล็กๆ ใกล้จวนคีรีรมย์ปลอดโปร่งจนเห็นดวงดาวระยิบระยับนับล้านดวงทว่า... ความสงบสุขของไป๋เหวินเจี๋ยกำลังถูกรบกวน"ท่านหมอ! เสร็จหรือยัง? เร็วเข้าสิ เดี๋ยวตลาดวายหมด!"เสียงเร่งเร้าที่คุ้นหูดังมาจากหน้าเรือนพัก ไป๋เหวินเจี๋ยถอนหายใจเบาๆ วางมือจากการคัดแยกสมุนไพรตากแห้ง แล้วหันไปมองต้นเสียงที่ยืนเกาะขอบประตูทำหน้าตาตื่นเต้นเหมือนเด็กๆหลิวจื้อเฉินในชุดลำลองสีน้ำเงินเข้มดูทะมัดทะแมง ผมยาวถูกมัดรวบสูงเผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่เปื้อนรอยยิ้มกว้างจนตาหยี"เจ้าจะรีบไปไหนนักหนา จื้อเฉิน?" ไป๋เหวินเจี๋ยบ่นอุบอิบขณะเช็ดมือกับผ้าสะอาด "งานเทศกาลมีทั้งคืนไม่ใช่หรือ?""ก็ข้าอยากพาเจ้าไปเดินเล่นก่อนคนจะเยอะนี่นา" จื้อเฉินเดินเข้ามาดึงแขนหมอหนุ่ม "อีกอย่าง... ข้ามีของดีจะให้เจ้าดูด้วย รับรองว่าเจ้าต้องชอบแน่ๆ""ของดี?" ไป๋เหวินเจี๋ยเลิกคิ้ว "หวังว่าคงไม่ใช่กบภูเขาหรืองูหายากที่เจ้าไปจับมาอีกนะ คราวที่แล้วทำเอาห้องยาข้าเละเทะไปหมด""โธ่... อันนั้นมันอุบัติเหตุ!" จื้อเฉินหัวเราะแก้เก้อ "แต่วันนี้รับประกันความปลอดภัย ไปกันเถอะน่า ข
บรรยากาศบนยอดหอคอยระฆังกลางเมืองหลวงในยามนี้หนาวเหน็บจนเสียดแทงกระดูก ไม่ใช่ความหนาวจากลมธรรมชาติ แต่เป็นไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากร่างของบุรุษที่เพิ่งก้าวออกมาจากโลงศพหินฉินลี่หรงหรือสิ่งที่เคยเป็นเขา ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางวงล้อมของไอสีม่วงเข้มข้น ผิวหนังของเขาซีดเผือดราวกับกระดาษ ตัดกับเส้นเลื
เคร้ง! เคร้ง! ฉัวะ!เสียงดาบปะทะกระดูกดังกึกก้องไปทั่วลานกว้างหน้าหอคอยระฆังจวิ้นอี่ตวัดดาบในมือด้วยความเร็วที่ตามองแทบไม่ทัน ตัดศีรษะของทหารผีดิบสามตัวที่กระโจนเข้ามาพร้อมกันจนขาดกระเด็น แต่ทันทีที่ร่างพวกมันล้มลง อีกสิบตัวก็ผุดขึ้นมาจากดินราวกับฝูงมดแตกรัง"พวกมันเยอะเกินไป" จวิ้นอี่หอบหายใจหนักห
บรรยากาศภายในห้องทรงอักษรเย็นยะเยือกยิ่งกว่าฤดูหนาวแม้เตาผิงจะถูกจุดไฟจนลุกโชนฮ่องเต้หลงอวี่ประทับยืนอยู่หน้าแผนที่เมืองหลวง พระหัตถ์กำแน่นจนสั่นระริก เบื้องหน้าพระองค์คือจวิ้นอี่และเหยียนอวี่ที่กำลังก้มหน้าพิจารณารายงานการเข้าออกประตูวังย้อนหลัง"เป็นไปไม่ได้..." หลงอวี่ตรัสเสียงเครียด "ทหารยามรา
สายลมยามบ่ายที่พัดผ่านระเบียงจวนคีรีรมย์ควรจะนำมาซึ่งความสดชื่นของกลิ่นดินและดอกไม้ป่า แต่สำหรับเซี่ยเหยียนอวี่ในวันนี้ สายลมนั้นกลับหนาวเหน็บจนเสียดแทงกระดูกเขานั่งเหม่อมองออกไปทางทิศตะวันตก ทิศที่ลูกชายทั้งสองเดินทางไป มือเรียวเผลอกดทับลงบนหน้าอกข้างซ้าย ตำแหน่งที่เคยมีรอยร้าวของวิญญาณ แม้มันจะห
reviews