Share

๔ เส้นด้ายแดงขาดสะบั้น

Penulis: วอลจู
last update Terakhir Diperbarui: 2025-11-14 08:01:48

อากาศวันนี้แจ่มใส แสงแดดอ่อน ๆ สาดส่องลงมากระทบผืนน้ำในสระบัวเป็นประกายระยับ จู้ซูเหยียนเอนกายพักผ่อนอยู่ในศาลากลางน้ำและข้างกายมีเหล่าสาวใช้ล้อมหน้าล้อมหลังคอยปรนนิบัติไม่ห่าง

มิหนำซ้ำยามที่สายลมพัดโชยมากระทบผิวก็พลันทำให้นางเคลิบเคลิ้มจนเกือบจะเผลอหลับไปบ่อยครั้ง

ชีวิตของนางสุขสบายถึงเพียงนี้ ไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนหรือมีเรื่องอันใดที่ต้องครุ่นคิดให้ปวดหัวแต่เหตุใดในตอนนั้นถึงได้ดิ้นรนอยากออกเรือนไปจากจวนนักเล่า

พอมานึกดูแล้วนางช่างโง่เขลาจริงๆ

ช่างเถอะ…คราวนี้จู้ซูเหยียนจะขอเป็นสตรีพรหมจรรย์ไม่คิดข้องเกี่ยวกับบุรุษผู้ใดอีก

“ซูเหยียน…”

!!!

เหตุใดเสียงนี้ถึงฟังได้ดูคุ้นเคยนัก

จู้ซูเหยียนขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะปรายสายตามองสาวใช้ข้างกายพลางเลิกคิ้วเอ่ยถาม “เจ้าได้ยินเสียงอะไรหรือไม่”

เหล่าสาวใช้ที่อยู่ข้างกายพอได้ยินคำถามของจู้ซูเหยียน จู่ๆ ก็ขมวดคิ้วแน่นพลันรู้สึกขนลุกวูบขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ

“เสียง…เสียงอันใดหรือเจ้าค่ะ” สาวใช้ผู้หนึ่งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

ผู้คนในจวนต่างทราบกันดีว่า ในวันที่พบตัวคุณหนูนั้นร่างของนางจมลึกลงไปถึงก้นสระบัวแล้วมิหนำซ้ำตอนที่นำตัวขึ้นมา หมอหลวงที่ถูกเรียกมาตรวจดูยังพบว่าร่างของจู้ซูเหยียนเย็นเฉียบ ใบหน้าซีดเซียวและลมหายใจแผ่วรวยริน

แม้แต่ท่านหมอยังต้องส่ายหน้า…

หากฟื้นขึ้นมาได้ก็คงเป็นเพราะสวรรค์เมตตาแต่ก็มิอาจรับรองได้ว่านางจะรอดพ้นจากปรโลกแน่

ร่างของจู้ซูเหยียนนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงหนึ่งวันเต็ม ทั้งตัวของนางเย็นเฉียบราวกับว่าเป็นร่างที่ไร้วิญญาณไปแล้วจนกระทั่ง…

รุ่งสางของวันต่อมา จู่ๆ คุณหนูเล็กกลับสะดุ้งตื่นขึ้นมาทั้งที่ก่อนหน้านี้หลับใหลไปนาน มิหนำซ้ำทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับตัวนางยังเปลี่ยนไปไม่ว่าจะเป็นท่าที กิริยามารยาทหรือแม้กระทั่งวาจาที่เอื้อนเอ่ยออกมา…ราวกับว่าเป็นละคน

จนกระทั่งเหล่าบ่าวรับใช้จึงพากันจับกลุ่มกระซิบกระซาบ กล่าวกันว่าวิญญาณของคุณหนูเล็กคงได้ละจากร่างไปยังปรโลกแล้ว ส่วนสตรีที่ลืมตาขึ้นมาในยามนี้…เกรงว่าอาจมิใช่คนเดิมแต่เป็นวิญญาณเร้นลับที่เข้ามาสวมร่างแทน!

จู้ซูเหยียนพยักหน้าหงึกๆ หัวคิ้วขมวดมุ่นก่อนจะลุกขึ้นนั่ง “ข้าได้ยินจริงๆ”

“ผู้ใดก็ต่างกล่าวว่าเจ้าเปลี่ยนไป…”

ไป๋เจียวเหม่ยปรากฏตัวท่ามกลางแสงแดดอ่อนที่สาดส่องกระทบลงบนใบหน้างามนั้นยิ่งขับให้โฉมสะคราญของนางดูโดดเด่นประหนึ่งเทพธิดาแห่งวสันต์ มิต่างจากบุปผาแรกแย้มที่ผลิบานกลางสายลม

ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มบางๆ ไป๋เจียวเหม่ยยกชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อยก่อนจะก้าวเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าสหายพลางเอ่ยเสียงนุ่มนวล “ทว่าข้าเป็นสหายเจ้ามาตั้งแต่เยาว์วัย คำกล่าวหาเช่นนั้น ข้ามิเชื่อแน่และไม่ว่าอย่างไรแล้วจู้ซูเหยียนก็ยังคงเป็นจู้ซูเหยียนอยู่วันยังค่ำ”

ไป๋เจียวเหม่ย…ดอกไม้งามเคลือบยาพิษ

พอได้เผชิญหน้ากับอีกฝ่ายอีกครั้ง จู่ ๆ ภาพเหตุการณ์มากมายก็หลั่งไหลแล่นเข้ามาในหัวของจู้ซูเหยียน

นัยน์ตาเมล็ดซิ่งฉายแววความแข็งกร้าวและโกรธเกรี้ยวออกมาอย่างปิดไม่มิด มือทั้งสองของนางกำแน่นจนเล็บจิกลงบน ฝ่ามือ ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยเพลิงโทสะที่อัดแน่นอยู่ภายใน

สตรีในดวงใจของมู่เซี่ยหยาง…เขายอมหย่าขาดกับนางเพื่อแต่งสตรีผู้นี้เป็นภรรยา

สหายรักที่หักหลัง…

ทุกสิ่งทุกอย่างผุดขึ้นมาแจ่มชัดในความคิดของนางราวกับภาพวาดที่ถูกตวัดพู่กันซ้ำแล้วซ้ำเล่า…

จู้ซูเหยียนกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นางรู้สึกราวกับลำคอแห้งผากแม้แต่ลมหายใจยังติดขัด ดวงตาคู่งามจ้องมองสตรีตรงหน้าราวกับไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น

น้ำเสียงหวานของนางเอ่ยขึ้นแผ่วเบาราวกับพึมพำพูดออกมาอย่างไม่รู้ตัว “ไป๋เจียวเหม่ย… เป็นเจ้าจริงๆ งั้นหรือ”

จู้ซูเหยียนเม้มริมฝีปากแน่น

พอได้เห็นอีกฝ่ายปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง ความโกรธที่เคยมีก็พลันปะทุขึ้นจนคับอกแต่ทว่าจู้ซูเหยียนยังคงสงวนท่าทีเอาไว้

“งดงามปานเทพธิดาเพียงนี้หากไม่ใช่คุณหนูไป๋เจียวเหม่ยแล้วยังจะเป็นผู้ใดได้เล่า” ไป๋เจียวเหม่ยหัวเราะคิกคัก ใบหน้าคนงามยังคงระบายยิ้มจางๆ

นางแค่นเสียง มุมปากเหยียดยกขึ้นเล็กน้อย “เหอะ!....นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะมาเยือนถึงเรือนข้า”

จู้ซูเหยียนหัวเราะเยาะตัวเองอยู่ในใจ เกรงว่าไป๋เจียวเหม่ยคงมาเพื่อดูให้แน่ใจว่านางตายไปแล้วจริงๆ หรือไม่ หากนางสิ้นไปแล้ว สตรีผู้นั้นจึงจะสามารถถักทอสายใยเส้นด้ายแดงกับมู่เซี่ยหยางได้ อย่างเปิดเผยโดยไม่มีเงาของนางขวางกั้นอีกต่อไป

เหอะ! ช่างโง่เขลาเสียจริง…

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเลือกสหายหรือกระทั่งเรื่องสามี นางล้วนแต่ตัดสินใจผิดพลาดโดยสิ้นเชิง มองไม่ออกจริงๆ หรือว่าถูกความโง่บดบังจนไม่อาจมองเห็นกันแน่

จู้ซูเหยียนพลางด่าทอตนเองในใจอย่างเหลืออด

พอได้ยินถ้อยคำพูดของสหายตรงหน้าไป๋เจียวเหม่ยพลันชะงักร่างกายแข็งทื่อไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าเจื่อนลงทันที “ไฉนข้าจะไม่สนใจสุขภาพของสหาย”

“ขอบคุณที่เป็นห่วง” แต่ไม่ต้อง!

ทว่าประโยคสุดท้ายนั้นจู้ซูเหยียนไม่ได้กล่าวออกไป

ที่นางมาเยือนจวนสกุลจู้ในวันนี้ย่อมมีเรื่องในใจที่อยากรู้ให้กระจ่างแจ้ง ไป๋เจียวเหม่ยเหลือบสายตามองอีกฝ่ายอย่างพินิจพิเคราะห์แต่สิ่งที่พบกลับทำให้นางรู้สึกประหลาดใจ

สตรีตรงหน้าหาได้มีอาการเจ็บป่วยอันใด มิหนำซ้ำนางยังดูสงบนิ่งและเปี่ยมสุขยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ผิดกับสตรีที่ควรจะเป็นทุกข์เพราะถูกทอดทิ้งโดยสิ้นเชิง

เกรงว่าข่าวลือที่จู้ซูเหยียนปฏิเสธการแต่งกับมู่เซี่ยหยางนั้นคงเป็นเท็จกระมัง

ไป๋เจียวเหม่ยถูกเชิญให้นั่งลงก่อนครู่มาจะมีสาวใช้นำน้ำชาและขนมมาให้ “ขอบคุณเจ้าค่ะ” น้ำเสียงหวานเอ่ยอย่างอ่อนโยน

สาวใช้ผู้นั้นพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะละจากไป

จู้ซูเหยียนเคยผ่านโลกมามาก ในชาติก่อนนางพบเห็นผู้คนมากมายเพียงแค่ปรายตามองไป๋เจียวเหม่ยแวบเดียวนางก็ล่วงรู้ถึงจุดประสงค์ที่ซ่อนอยู่แล้ว

“มองข้าเช่นนี้สงสัยอันใดกัน” นางเอ่ยเสียงเรียบ

ไป๋เจียวเหม่ยสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกจับได้ก่อนจะตั้งสติ วางถ้วยชาลงแล้วเงยหน้าขึ้นสบตา หากพูดตรงไปตรงมาเช่นนี้นางก็จะกล่าวออกไปไม่อ้อมค้อม “หากเจ้ามองออกแล้ว เช่นนั้นข้าถามได้หรือไม่…ว่าเจ้าจะไม่แต่งกับคุณชายมู่แล้วจริงหรือ”

เป็นดังที่นางคาดเอาไว้จริงๆ!

จู้ซูเหยียนพยักหน้าก่อนหัวเราะออกมาราวกับไม่ใส่ใจ “บุรุษทั่วใต้หล้าหาได้มีเพียงแค่มู่เซี่ยหยางเท่านั้น”

พอได้ยินคำตอบที่พึงใจเช่นนี้ ใบหน้าของไป๋เจียวเหม่ยระบายยิ้มกว้างออกมาอย่างปิดไม่มิด นางมัวแต่ปลาบปลื้มอยู่กับคำพูดนั้นจึงไม่ทันได้สังเกตว่ามีสายตาของจู้ซูเหยียนกำลังจ้องมองตนอยู่

ไป๋เจียวเหม่ยถามอีกครั้ง

“เจ้าตัดใจจากคุณชายมู่ได้จริงหรือ”

เหอะ! เหตุใดจะไม่ได้กัน

จู้ซูเหยียนระบายยิ้มจางๆ พยักหน้ารับ “อย่าว่าแต่ตัดใจเลยคุณหนูไป๋…เรื่องระหว่างข้าและมู่เซี่ยหยางนั้นเส้นด้ายแดงที่เคยเกี่ยวโยงกันพลันขาดสะบั้นไปแล้ว”

ณ โรงน้ำชา

วันนี้ทั้งวันอารมณ์ของมู่เซี่หยางขุ่นมัวไม่สู้ดีอย่างไม่ทราบสาเหตุ ไม่ว่าผู้ใดที่พบเห็นแล้วก็พลันมักหลบหน้าหรือต้องเบนเบี่ยงเดินหลบหนีไปทางอื่นด้วยความหวาดกลัวแทน

ใบหน้าหล่อเหล่าขมวดคิ้วมุ่นท่าทางคิดไม่ตก

มู่เซี่ยหยางถอนหายใจหนักอึ้งครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับว่ามีก้อนหินขนาดใหญ่กดทับเอาไว้

“…”

ปัง!

ความอดทนของหานเฟิงสิ้นสุดลง เขากระแทกวางจอกน้ำชาลงกระทบโต๊ะจนเสียงดังลั่น สายตาของเขาหรี่ลงจ้องสังเกตเห็นท่าทางของมู้เซี่ยหยางที่ผิดปกติและเป็นเช่นนี้ทั้งแต่พบหน้า

ไฉนมีเรื่องอันใดในใจไม่พูดออกมาเล่า…!

“เจ้าเป็นอันใดไปกันแน่เซี่ยหยาง” หานเฟิงเลิกคิ้วถาม

มู่เซี่ยหยางปรายตามองแวบหนึ่งก่อนจะเบนหันหนีมองออกไปทางอื่นแทน “ข้าสบายดีเพียงนี้หาได้เป็นอันใด”

หานเฟิงถลึงตาตอบ “ถุ้ย! คิดว่าข้าตาบอดหรืออย่างไร”

เห็นๆ อยู่ว่าเจ้าคนผู้นี้ไม่ปกติ!

“นิสัยอันธพาลเช่นนี้เก็บไว้ใช้กับคนของเจ้าเถอะ” น้ำเสียงทุ้มของมู่เซี่ยหยางเอ่ยอย่างเย็นชา

หากว่ากันตามตรงแล้วคำพูดของหานเฟิงกลับทำให้เขาชะงักจนต้องขบคิดบางอย่างขึ้นมาอีกครั้ง…

คำพูดของสตรีคนนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความรู้สึกบางอย่างที่คุ้นเคยกำลังก่อกวนใจ มู่เซี่ยหยางรู้สึกคันยุบยิบอยู่ในอกเล็กน้อย

ถ้อยคำนั้นหมายความว่าอย่างไรกัน…?

นับจากนี้นางจะไม่กลับมาให้เขาพบหน้าอีกหรือ…

หานเฟิงกลอกตามองไปมาแล้วส่ายหน้าอย่างหมดความอดทน “ให้ข้าคาดเดาดูไหม... สภาพของเจ้าตอนนี้ไม่ต่างจากคนที่ถูกคุณหนูจู้ถอนทิ้งไปแล้วก็มิปาน”

มู่เซี่ยหยางได้ยินเช่นนั้นก็หันขวับไปมองหานเฟิงตาขวางทันที มุมปากหนาเหยียดยกขึ้นเล็กน้อย “หึ! ข้าจะถูกนางทอดทิ้งงั้นหรือ...แม้แต่หน้านางนั้นข้าแทบไม่ปรายตามองด้วยซ้ำ”

ที่ผ่านมาในใจของมู่เซี่ยหยางย่อมเกิดความรู้สึกรำคาญนางอยู่มาก ไม่ว่าจะไปที่ใดห่างออกไปสามก้าวนั้นย่อมมีจู้ซูเหยียนตามติดยิ่งกว่าลูกสุนัขมิหนำซ้ำแล้วผู้คนที่พบเห็นจะเข้าใจผิดกล่าวว่าช่างเป็นคู่กิ่งทองใบหยกที่เหมาะสม

เหอะ!...เอาอันใดมองถึงคิดว่าเหมาะสม

“เหอะ!” มู่เซี่ยหยางแค่นเสียงออกมาอีกครั้ง

เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว!...นางจะได้ไม่ทำตัววุ่นวายให้เขาต้องรู้สึกรำคาญอีกต่อไป

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • หวนคืนอีกคราไม่ขอมีท่านเป็นสามีอีก   ๓๐ สวรรค์กำหนดไว้แล้ว

    ราวกับว่าสวรรค์ได้กำหนดโชคชะตาของนางเอาไว้แล้วพอเวลาผ่านพ้นไปได้ไม่นานหลังจากนั้น จู้ซูเหยียนก็เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา…นางกำลังจะได้เป็นมารดาอีกครั้ง ร่างอวบอิ่มของนางก้าวเดินออกจากเรือนอย่างเชื่องช้า มือหนึ่งประคองหน้าท้องไว้ด้วยความทะนุถนอม รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้าคนงาม“สายปานนี้แล้วไฉนยังอยู่ที่เรือนอีกเล่า” น้ำเสียงหวานเอ่ยถามด้วยความงุนงงช่วงนี้นางขี้เซายิ่งนัก แม้จะได้พักผ่อนเต็มอิ่มไม่มีผู้ใดรบกวนแต่ก็พลันเกียจคร้านจะลืมตาตื่นขึ้นมาและกว่าจะแต่งกายทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็เกือบเที่ยงวันแล้ว ไร้โอกาสพูดคุยกับ มู่เซี่ยหยางที่ออกไปดูแลกิจการตั้งแต่เช้าตรู่ทว่าไฉนวันนี้กลับเห็นเขายังอยู่ในจวนอีกเล่าจู้ซูเหยียนก้าวเดินช้าๆ มีเหล่าสาวใช้คอยประคองอยู่ข้างกายไม่ห่าง เกรงว่านางจะก้าวพลาดแล้วเกิดเหตุไม่คาดฝันได้ภายในใจล้วนเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดต่อลูกน้อยในชาติที่แล้วยังไม่มีโอกาสได้ลืมตาดูโลก กลับต้องดับสิ้นไปตั้งแต่ยังเป็นเพียงก้อนเลือด...ดังนั้น...ครรภ์นี้นางจึงทะนุถนอมยิ่งกว่าชีวิตมู่เซี่ยหยางพอเห็นร่างออกมาจากเรือนเสียที ใบหน้าขเขาก็พลันระบายยิ้มออกมาด้วยความอ่อนโยน สายตาคม

  • หวนคืนอีกคราไม่ขอมีท่านเป็นสามีอีก   ๒๙ สามีภรรยา

    มู่เซี่ยหยางปรายสายตามองจู้ซูเหยียนนิ่งๆ ไม่พูดอันใดออกมาราวหนึ่งก้านธูป ฝ่ามือหนาพลางยกขึ้นลูบไล้เรือนผมนางด้วยความอ่อนโยน “ยังไม่ตื่นอีกหรือ”จู้ซูเหยียนส่ายหน้าก่อนจะซุกไซร้เข้าไปในอ้อมกอดของอีกฝ่ายอย่างเอาแต่ใจ“ไม่” น้ำเสียงหวานเอ่ยออกมางัวเงียเขาแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ มุมปากหนาโค้งยิ้มขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยพูดออกมา “หากเป็นเช่นนี้เกรงว่ากิจการของสกุลมู่คงขาดทุนเสียแล้ว”เหตุใดสตรีผู้นี้ถึงได้ขี้เซ้าเพียงนี้ ทั้งที่นอนหลับไปหลายชั่ว“สกุลมู่มีเพียงท่านทำงานอยู่ผู้เดียวหรือไร” นางพึมพำพูดเสียงอู้อี้อย่างเกียจคร้านไม่คิดจะลืมตาตื่นจากที่นอนพอจัดการสะสางเรื่องทุกอย่างแล้วสิ้นนั้นคล้ายกับว่าความรู้สึกหนักอึ้งในใจที่เสมือนถูกก้อนหินทับเอาไว้ถูกยกออกเสียที ยามนี้นางไม่มีเรื่องอันใดให้ต้องระแวงและกังวลใจอีกแล้วจากนี้นางขอใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างเกียจคร้านไม่ต้องมีเรื่องอันใดให้ต้องคิดหนักใจหน่อยเถอะนิ้วมือเรียวยาวพลันยกขึ้นมาเกลี่ยแก้มนวลของนางแผ่วเบาราวกับกำลังหยอกล้อ สายตาของมู่เซี่ยหยางที่มองนางล้วนเต็มไปด้วยความเอ็นดูไม่น้อยเหตุใดถึงคล้ายลูกแมวน้อยขี้เซ้านัก“อื้ออ…” จู้ซูเหยียนครางอ

  • หวนคืนอีกคราไม่ขอมีท่านเป็นสามีอีก   ๒๘ สะสางเรื่องที่ยังค้างคา

    เมื่อมู่เซี่ยหยางเอ่ยวาจาเช่นนั้นออกมา จู้ซูเหยียนพลันชะงักไปเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นสบเข้ากับดวงตาคมกริบของเขาโดยไม่อาจหลบเลี่ยง สีหน้าของนางฉายแววครุ่นคิดอย่างชัดเจน ราวกับกำลังชั่งใจว่าควรเชื่อคำพูดของบุรุษตรงหน้าหรือไม่“…”มู่เซี่ยหยางเพียงจ้องมองนางนิ่งๆ ไม่บุ่มบ่ามหรือทำอันใดให้นางต้องรู้สึกไม่ดีสายตาคมกริบจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่งาม เห็นได้ชัดว่ายามนี่นางกำลังสับสนและลังเลไม่น้อย เขาเอ่ยออกมาเสียงเรียบ “ดึกเพียงนี้แล้วดับตะเกียงนอนเถอะ”จู้ซูเหยียนขยับริมฝีปากพูด “มู่เซี่ยหยาง…” นางถอนพลางหายใจเฮือกใหญ่ออกมา“หื้ม?”“ท่านและไป๋เจียวเหม่ยนั้น…” นางเงียบไปครู่หนึ่ง ชั่งใจว่าควรจะเอ่ยถามออกมาหรือไม่ มือทั้งสองข้างกำแน่นก่อนจะรู้สึกว่ามีฝ่ามือหนาของเขามากอบกุมเอาไว้มู่เซี่ยหยางระบายยิ้มจางๆ เขาเข้าใจได้ว่านางกำลังจะพูดสิ่งใดออกมา “คุณหนูไป๋และข้าได้มีความสัมพันธ์อันใดกันทั้งสิ้น” หากไม่ใช่เพราะคุณหนูผู้นั้นเป็นสหายกับจู้ซูเหยียนมานาน เขาเองก็ไม่คิดจะข้องเกี่ยวมีเรื่องสตรีให้นางต้องรู้สึกลำบากใจเห็นได้ชัดว่าสายตาของจู้ซูเหยียนฉายแววความลังเลอย่างไรในอดีตคนทั้งคู่ก็เคยมีความสัม

  • หวนคืนอีกคราไม่ขอมีท่านเป็นสามีอีก   ๒๗ เส้นด้ายแดงยังคงอยู่

    หานเฟิ่งยกน้ำชาขึ้นมาจิบพลางเหลือบสายตามองบุรุษตรงหน้าก่อนจะวางจอกน้ำชาลงพลางถอนหายใจออกมาแทน ท่าทางกลัดกลุ้มใจเช่นนี้ ไม่ว่าผู้ใดมองเห็นแล้วก็คงคิดว่าคนผู้นี้ทะเลาะกับภรรยามาเป็นแน่“เปลี่ยนจากโรงเตี๊ยมเป็นหอคณิกาดีหรือไม่” หานเฟิ่งเลิกคิ้วเอ่ยถาม ดูแล้วบรรยากาศเช่นนี้คงไม่เหมาะที่จะดื่มชานัก มิสู้เปลี่ยนเป็นสุราแรงคงจะดีไม่น้อย“ก่อนหน้านี้ข้าทำอันใดให้นางไม่พอใจกัน” จู่ๆ มู่เซี่ยหยางที่เอาแต่นั่งเงียบอยู่จึงพูดขึ้น ใบหน้าของเขาขมวดคิ้วท่าทางครุ่นคิดหนักเหตุใดนางถึงไม่เชื่อใจเขา…เช่นนี้แล้วเขาควรทำอย่างไรดีมู่เซี่ยหยางอดย้อนคิดกลับไปไม่ได้ว่าแท้จริงแล้ว มีสิ่งใดที่เขาทำลงไปโดยไม่รู้ตัวไม่นึกถึงความรู้สึกของนางหรือไม่แน่นอนว่าย่อมมี! ทว่าเหตุการณ์เหล่านั้นล้วนเกิดก่อนที่เขาจะร่วมกราบไหว้ฟ้าดินกับนางทั้งสิ้น“…”“ต้องทำอย่างไรนางถึงจะคุยกับข้า”น้ำเสียงทุ้มของมู่เซี่ยหยางที่เอ่ยออกมาแผ่วเบาราวกับกำลังพึมพำพูดอยู่ในความคิดของตัวเอง ถ้อยคำที่นางเอ่ยออกมาเมื่อวานนี้ยังคงดังก้องวนเวียนอยู่ในความคิดของเขาซ้ำๆ“พูดกับข้าหรือ…?” หานเฟิ่งเลิกคิ้วถามกลับ“ตรงนี้ยังมีผู้ใดอีกนอกจากเจ้า” ม

  • หวนคืนอีกคราไม่ขอมีท่านเป็นสามีอีก   ๒๖ เขาทำเพื่อนาง

    ความรู้สึกของผู้อื่นหรือจะสำคัญเท่าภรรยา…หากนางทำผิดเขาก็จะหลับตาข้างหนึ่งเสแสร้งตาบอดมองไม่เห็นคิดว่าเป็นเรื่องถูกต้องมู่เซี่ยหยางยังคงยืนแน่นิ่งอยู่ที่เดิม ในขณะที่จู้ซูเหยียรเดินไปล้มตัวนอนบนเตียงคลุมผ้าห่มปกปิดทั่วทั้งร่างทันทีเขามองเห็นแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาก่อนจะโบกมือไล่สาวใช้ในเรือนให้ออกไปก่อนจะปิดประตูลงทันที ยามนี้จึงเหลือเพียงแค่เขาและนางเท่านั้น…มู่เซี่ยหยางเดินไปนั่งอยู่ข้างเตียง น้ำเสียงทุ้มเอ่ยถามออก มาอย่างอ่อนโยน “เป็นอันใดไปหรือ” “อย่ามายุ่งกับข้า!”“จู้ซูเหยียน…” เขากดเสียงทุ้มต่ำก่อนจะยื่นมือไปเลิกผ้าห่มออกแต่ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายชักดึงกลับทันที มู่เซี่ยหยางไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ๆ สตรีผู้นี้ถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้จู้ซูเหยียนพูดเสียงอู้อี้ “ออกไปให้พ้น!”“เมื่อครู่ยังดีๆ อยู่มิใช่หรือ” มู่เซี่ยหยางถามอย่างใจเย็น สายตามคมกริบมองก้อนผ้าห่มตรงหน้านิ่งๆจู้ซูเหยียนไม่มีทางยอมโผล่หน้าออกไปคุยกับบุรุษผู้นี้แน่ เดิมทีนั้นไม่ว่านางจะผิดถูกหรือไม่ มู่เซี่ยหยางไม่เคยถามไถ่เหตุผลว่าเพราะเหตุใดและทำไม เขาเอาแต่ด่าทอนางด้วยถ้อยคำที่ฟังแล้วรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจทั้ง

  • หวนคืนอีกคราไม่ขอมีท่านเป็นสามีอีก   ๒๕ ความจริงกระจ่างแจ้ง

    พอเห็นท่าทางของสตรีตรงหน้าผู้นี้โมโหเดือดดาลมิต่างจากน้ำต้มในกา ไป๋เจียวเหม่ยพลางยกมือปิดปากหัวเราะเยาะ สายตาปรายมองสตรีตรงหน้าอย่างดูแคลน นึกไม่ถึงว่าเรื่องเช่นนี้จะนำมาข่มขู่จู้ซูเหยียนได้“แท้จริงแล้วเจ้าต้องการอันใดกันแน่ไป๋เจียวเหม่ย”จู้ซูเหยียนขมวดคิ้วมุ่นปรายสายตามองอีกฝ่ายด้วยความไม่เข้าใจ…แท้จริงแล้วไป๋เจียวเหม่ยต้องการอันใดจากนางกันแน่หรือเพียงเพราะต้องการยั่วยวนโทสะเท่านั้นไป๋เจียวเหม่ยยังหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดี นางพลางโบกมือส่ายหน้าไปมาท่าทางเหนื่อยหน่าย“ข้าเพียงนำข่าวลือในวังหลวงมาแจ้งให้เจ้าทราบเท่านั้น”จู้ซูเหยียนถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาด้วยความรำคาญ ข่าวลือจากวังหลวงหรือข่าวลือจากลมปากของสตรีผู้นี้กันแน่ มีหรือนางจะเชื่อ… “เจ้าคิดว่าข้าเป็นเด็กสามขวบที่โง่งมจนเชื่อคำพูดของเจ้าเช่นนั้นหรือไป๋เจียวเหม่ย”ไป๋เจียวเหม่ยเลิกคิ้วถาม “เคยเชื่อมิใช่หรือ”คราวก่อนนั้นหากนางบอกว่าไปซ้าย...จู้ซูเหยียนก็เชื่อฟังเดินไปทางซ้ายโดยไร้ข้องกังหาและหากนางบอกว่าไปขวาแล้วจะดี มีหรือว่าสตรีโง่เขลาผู้นี้จะไม่หลงเชื่อ“ไป๋เจียวเหม่ย!” จู้ซูเหยียนกัดฟันกรอด ถลึงตามองด้วยความโกรธ ไม่ว่าจะเ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status