Se connecter“แท้จริงแล้วท่านเคยรักข้าหรือไม่มู่เซี่ยหยาง” จู้ซูเหยียนเข้าใจแล้ว แม้ว่าการกระทำที่ผ่านมาของเขาล้วนแสดงออกเปิดเผยชัดเจนไม่น้อยทว่าคำถามกลับยังค้างคาอยู่ในใจ
นางรู้ดี… นางเข้าใจเรื่องทั้งหมดดี…แต่ทว่าน้ำตากลับไม่ยอมหยุดไหลเสียที ภายในใจบีบรัดแน่นจนปวดหนึบชาไปทั้งร่าง สายตาคมกริบของมู่เซี่ยหยางปรายมองสตรีตรงหน้าโดยไม่แสดงท่าทีใดนอกจากความนิ่งสงบ เขาไม่ได้เข้าไปปลอบนางแม้แต่น้อย “ตลอดหลายปีที่ผ่านมาข้าลงนามหย่าให้เจ้าอยู่หลายครา..แน่ใจหรือว่าไม่รู้คำตอบหรือแท้จริงแล้วจงใจเสแสร้งโง่งม ตาบอด มองไม่เห็นกันแน่จู้ซูเหยียน” น้ำเสียงของเขาที่เอ่ยออกมาทั้งเย็นชาและห่างเหินจนนางได้ยินแล้วพลันสะอึกจุกในคอทันที จู้ซูเหยียนเม้มริมฝีปากแน่น มองอีกฝ่ายผ่านม่านน้ำตาด้วยความเจ็บปวด “ข้าถามว่าท่านเคยรักข้าหรือไม่มู่เซี่ยหยาง!” “ไม่เคยรัก” เพราะพี่สาวของจู้ซูเหยียนบุตรสาวคนโตของสกุลจู้ได้รับเลือกเข้าวังทั้งยังได้เป็นถึงสนมขั้นเฟย มู่เซี่ยหยางจึงถูกกดดันอย่างไร้หนทางจำต้องรับจู้ซูเหยียนเป็นภรรยา หาไม่แล้ว ย่อมมิอาจหลีกพ้นโทษฐานลบหลู่เบื้องสูง! มู่เซี่ยหยางออกมาจากจวนสกุลจู้ก็พลันเป็นยามพลบค่ำท้องฟ้าเริ่มมืดสนิทแล้ว ตลอดทางมานั้นสีหน้าของมู่เซี่ยหยางเต็มไปด้วยความครุ่นคิด เขาพลางคิ้วขมวดมุ่นด้วยความสงสัยเต็มอกพร้อมกับภาพของสตรีนางนั้นพลันปรากฏขึ้นในห้วงคำนึงราวกับมิอาจสลัดให้เลือนหายไป เห็นได้ชัดว่านางเปลี่ยนไปราวกับคนละคน “คุณชายมู่…” “…” “มู่เซี่ยหยาง!” มู่เซี่ยหยางสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหยุดชะงักฝีเท้าก่อนจะปรายสายตาหันขวับไปมองทางต้นเสียง เขาพลางได้สติกลับคืนมา “คนบ้านข้าไม่เปิดประตูต้อนรับเจ้าอย่างงั้นหรือ” “เหอะ! แล้วเจ้าจะไปที่ใดกันมิใช่หน้าประตูจวนสกุลมู่ตั้งอยู่ที่นี่หรอกรึ” หานเฟิงเลิกคิ้วถามกลับ “ท่าทางเหม่อลอยเช่นนี้กำลังคิดถึงคุณหนูบ้านสกุลจู้อยู่หรืออย่างไร” “ข้าหรือจะคิดถึงนาง!” มู่เซี่ยหยางถลึงตาตอบทันที “เพ่ย! หากไม่ใช่แล้วเหตุใดถึงร้อนรนโมโหกันเล่า” ในตอนที่หานเฟิงกำลังจะเข้าจวนไปนั้น สายตาของเขาพลางมองเห็นเงาดำๆ มาทางนี้ก่อนจะพบว่าเป็นมู่เซี่ยหยางที่กำลังเดินเหม่อลอยมาแต่ไกล ซ้ำท่าทางของอีกฝ่ายดูเหมือนกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องบางอย่างอยู่ เขาเอ่ยเรียกครั้งแรกทว่าผู้ถูกเรียกกลับไม่มีปฏิกิริยาตอบรับใด ๆ ยังคงก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเลื่อนลอยราวกับไม่ได้ยิน จนกระทั่งครั้งที่สองจึงตะโกนเสียงดังลั่นอีกฝ่ายจึงตั้งสติได้ สายตาคมกริบปรายมองอีกฝ่ายด้วยท่าทางไม่ค่อยพอใจ อารมณ์ในตอนนี้ของมู่เซี่ยหยางย่ำแย่ไม่ดีอยู่มาก ภายในใจมีเรื่องต่างๆ ให้ต้องคิดให้กระจ่างแจ้ง ทว่าบุรุษผู้นั้นกลับยิ่งทำให้หงุดหงิดกว่าเดิม “มีเรื่องอันใดถึงโผล่มาทีนี้” มู่เซี่ยหยางเอ่ยถามขณะเดินเข้าประตูจวนไป หานเฟิงได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา “ข้ามาหาเจ้าถึงจวนเพียงนี้จะให้มาพูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศหรืออย่างไร…แน่นอนว่าย่อมต้องมีเรื่องอยากรู้อยู่แล้ว” เขาพลางเร่งรีบเดินตามสหายเข้าไปในจวนเช่นกัน น้ำเสียงทุ้มของมู่เซี่ยหยางเอ่ย “ไฉนถึงสนใจเรื่องของข้าถึงเพียงนี้กัน…ไม่มีงานทำแล้วงั้นรึ” มู่เซี่ยหยางหันหลังถามมาถาม “เรื่องของเจ้าย่อมน่าสนใจกว่างานของข้า!” “กลับจวนเจ้าไปซะหานเฟิง” มู่เซี่ยหยางทั้งเหน็ดเหนื่อยทั้งเกียจคร้านจะพูดคุยกับผู้ใด เขาเอ่ยปากพลางโบกมือไล่อีกฝ่ายทันทีอย่างไร้มารยาท “เหอะ!” หานเฟิงแค่นเสียงออกมา “เจ้าคิดว่าไล่แล้วข้าจะกลับไปง่ายๆ งั้นหรือ” แน่นอนว่าย่อมไม่…มู่เซี่ยหยางย่อมรู้ว่าคนผู้นี้มีนิสัย ทว่ามีหรือมู่เซี่ยหยางจะสนใจคำพูดของหานเฟิง เขาเพียงแค่เดินต่อไปอย่างไม่สนใจด้วยท่าทางสงบเยือกเย็นของ แม้ว่าจะได้ยินเสียงของอีกฝ่ายดังขึ้นข้างหลังก็ตาม “เพ่ย! มู่เซี่ยหยาง” “วันนี้จวนสกุลมู่ไม่รับแขก...กลับไปซะ!” น้ำเสียงเย็นชาของมู่เซี่ยหยางเอ่ยปากไล่อีกฝ่ายอย่างไร้เยื่อใย หานเฟิงไม่ได้ใส่ใจคำพูดของสหาย ทว่ามองตามแผ่นหลังของมู่เซี่ยหยางที่กำลังเดินไปเรื่อยๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น “แล้วเรื่องของเจ้าและคุณหนูจู้เป็นอย่างไร...ตกลงเจ้าจะรับนางเป็นภรรยาจริงๆ หรือไม่” พอได้ยินถ้อยคำนี้มู่เซี่ยหยางชะงักฝีเท้า ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววครุ่นคิดออกมาอย่างชัดเจน หากเป็นเมื่อก่อนมู่เซี่ยหยางย่อมีคำถามลังเลเช่นนี้แน่ มู่เซี่ยหยางเอ่ยขึ้นหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง “ภรรยาของข้าย่อมต้องเป็นสตรีในดวงใจหาใช่ผู้ใดก็ได้” จู้ฮูหยินจ้องหน้าบุตรสาวด้วยความประหลาดใจ เมื่อหลายสิบวันก่อนนางน้อยเนื้อต่ำใจถึงขั้นกระโดดลงสระบัวอย่างไม่คิดชีวิต ทว่าพอมาถึงตอนนี้ผ่านไปไม่ทันไรก็เอ่ยปากว่าจะไม่ข้องเกี่ยวกับอีกฝ่ายแล้ว นางถอนหายใจเฮือกใหญ่คาดเดาความคิดของบุตรสาวผู้นี้ไม่ออกจริงๆ จู้ฮูหยินถอนหายใจออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า จู่ๆ ภายในใจเกิดความสงสัยขึ้นมา สตรีตรงหน้าผู้นี้คือบุตรสาวของนางจริงหรือ…? “…” ไฉนจู้ซูเหยียนจะไม่รับรู้ว่ามีสายตาของจู้ฮูหยินเพ่งมองอยู่นานครู่หนึ่งทว่ากลับเอาแต่ถอนหายใจไม่พูดอันใดออกมาแม้แต่สักครึ่งคำเลยด้วยซ้ำ จู้ซูเหยียนกลืนอาหารลงท้องก่อนจะวางตะเกียบลงตัดสิน ใจเป็นฝ่ายเอ่ยถามแทน “ท่านแม่มีอันใดก็พูดออกมาเถอะ” จู้ฮูหยินสะดุ้งตกใจเล็กน้อย นางกระพริบตาถี่ๆ พลางโบกมือปฏิเสธ “เอาไว้ก่อนเถอะ…” จากนั้นจึงคีบเนื้อปลานึ่งลงบนชามข้าวของบุตรสาว “เจ้าสมควรกินให้มากซูเออร์…ดูเสียว่ายามนี้ผอมผ่ายจนเห็นกระดูกหมดแล้ว” เรื่องนั้นช่างเถอะ...อย่างไรแล้วจู้ซูเหยียนก็คือบุตรสาวของนางอยู่ดี จู้ซูเหยียนสูดลมหายใจ “กำลังสงสัยเรื่องข้ากับมู่เซี่ยหยาง อยู่งั้นหรือเจ้าคะ” พอเห็นอีกฝ่ายเอาแต่อ้ำอึ้งเช่นนี้ นางก็พลันรู้สึกอึดอัดแทน จู้ฮูหยินตัดสินใจกล่าวออกมา “เพราะเหตุใดกันงั้นหรือ ซูเหยียน…มิใช่ว่าเจ้าต้องการแต่งงานกลายเป็นภรรยาของบุรุษผู้นั้นตลอดมามิใช่หรืออย่างไรกันแล้วไฉนวันนี้ถึงเอ่ยปากว่าจะไม่เกี่ยว ข้องกัน” นางคาดเอาไว้แล้วว่าอีกฝ่ายต้องสงสัยเรื่องนี้ “ท่านแม่…” จู้ซูเหยียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เพราะข้าไม่อยากแต่งแล้ว เป็นเช่นนี้ก็ดีไม่ใช่หรือ…ท่านแม่และนายท่านจู้ย่อมไม่ยินดีให้ข้าออกเรือนไปแล้วปานนี้” จู้ฮูหยินได้แล้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบ “เป็นจริงอย่างที่เจ้าว่า…อยู่กับแม่ต่ออีกหน่อยเถอะอย่าได้เร่งรีบออกเรือนไปเลยซูเหยียน” ตามความคิดของจู้ฮูหยินหากบุตรสาวอยากจะอยู่ที่จวนตลอดไปย่อมได้ ไฉนนางจะเลี้ยงดูไม่ได้กัน “ท่านแม่…” พอจู้ซูเหยียนได้ยินคำพูดของมารดา นางก็สะอึกในอก ริมฝีปากเม้มแน่น นัยน์ตาสั่นระริกด้วยความรู้สึกผิด นางย่อมจำเหตุการณ์นั้นได้ดี… ตอนที่จู้ซูเหยียนแต่งงานครบสามวันกลับเยี่ยมบ้านเดิมก็พบว่าจู้ฮูหยินดูอิดโรยคล้ายกับคนป่วยยิ่งนัก จนกระทั่งภายหลังจากนางกลับมาได้ไม่นานก็พลันได้ข่าวว่าจู้ฮูหยินป่วยหนักถึงขั้นล้มลงนอนเตียงไม่สามารถเดินเหินได้เหมือนปกติอีกแล้ว สาเหตุมาจากภายในจวนใหญ่โตดูโดดเดี่ยวอ้างว้างจึงถูกความเงียบเหงากัดกินจนล้มป่วยก่อนจะสิ้นใจไปและส่วนนายท่านจู้นั้นพอภรรยาที่ร่วมเรียวเคียงหมอนมาร่วมกันนับครึ่งชีวิตจากไปก็ไม่อาจทนได้จากไปในเดือนถัดมาทันที ที่มารดาและบิดาต้องด่วนจากไปเช่นนี้ย่อมเป็นเพราะนางทั้งสิ้น…มิหนำซ้ำต้องตอนที่จู้ฮูหยินกำลังจะสิ้นใจไปหรือนอนอยู่ในโลงกำลังจะถูกฝังลงหลุมนั้น นางไม่มีโอกาสได้กล่าวลาอีกฝ่าย ตอนนั้นจู้ซูเหยียนเกิดแพ้ท้องหนักจนไม่สามารถทำเรื่องเช่นนี้ได้ นับว่านางอกตัญญูไม่น้อย พอตอนนายท่านั้นจู้นั้น…นางมัวแต่วุ่นวายเรียกร้องความสนใจจากมู่เซี่ยหยางไม่ยินยอมให้เขาแต่งสตรีอีกคน ว่ากันตามตรงแล้วนางนั้นอกตัญญูไม่น้อย… “ที่ผ่านมาข้าดื้อรั้นและเอาแต่ใจทำให้ท่านลำบากใจอยู่บ่อยครั้งได้โปรดอภัยให้ลูกได้หรือไม่” จู้ซูเหยียนกล่าว ใบหน้าของจู้ฮูหยินระบายยิ้มกว่า “มารดาหรือจะเคยโกรธเคืองเจ้า” นางอดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นเดินเข้าไปโผล่กอดมารดาแน่น “ข้าจะไม่คิดถึงเรื่องที่จะแต่งงานออกเรือนไปกับบุรุษผู้ใดอีกแล้ว…มิสู้อยู่กับท่านแม่ไปจนกว่าผมขาวเลยดีหรือไม่” จู้ฮูหยินได้ยินถ้อยคำของบุตรสาวแล้วก็พลันหัวเราะตลกขบขันออกมา “เหอะ! มารดาจะเชื่อเจ้าได้อย่างไรกันซูเหยียน มิใช่ว่าวันพรุ่งนี้คงไม่ถวายตัวเข้าวังไปเช่นเดียวกับพี่เจ้ากระมัง” “ท่านแม่อยากให้ข้าทำเช่นนั้นหรือ…มิแน่ว่าข้าอาจได้เป็นถึงฮองเฮาแน่” พูดไม่ทันไรก็เป็นเช่นนี้อีกแล้ว จู่ฮูหยินถลึงตามองทันที “เพ่ย! ยังไม่ทันไรก็คิดหาเรื่องให้ข้าปวดหัวอีกแล้ว” จู้ซูเหยียนยิ้มอย่างอารมณ์ดี พลางหัวเราะคิกคัก “ท่านแม่วางใจเถอะ หากข้าต้องแต่งออกไปกับบุรุษสักคน...บุรุษผู้นั้นต้องรักข้ามากมายไม่แพ้ท่านเลย” และบุรุษผู้นั้นย่อมไม่ใช่มู่เซี่ยหยาง…!ราวกับว่าสวรรค์ได้กำหนดโชคชะตาของนางเอาไว้แล้วพอเวลาผ่านพ้นไปได้ไม่นานหลังจากนั้น จู้ซูเหยียนก็เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา…นางกำลังจะได้เป็นมารดาอีกครั้ง ร่างอวบอิ่มของนางก้าวเดินออกจากเรือนอย่างเชื่องช้า มือหนึ่งประคองหน้าท้องไว้ด้วยความทะนุถนอม รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้าคนงาม“สายปานนี้แล้วไฉนยังอยู่ที่เรือนอีกเล่า” น้ำเสียงหวานเอ่ยถามด้วยความงุนงงช่วงนี้นางขี้เซายิ่งนัก แม้จะได้พักผ่อนเต็มอิ่มไม่มีผู้ใดรบกวนแต่ก็พลันเกียจคร้านจะลืมตาตื่นขึ้นมาและกว่าจะแต่งกายทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็เกือบเที่ยงวันแล้ว ไร้โอกาสพูดคุยกับ มู่เซี่ยหยางที่ออกไปดูแลกิจการตั้งแต่เช้าตรู่ทว่าไฉนวันนี้กลับเห็นเขายังอยู่ในจวนอีกเล่าจู้ซูเหยียนก้าวเดินช้าๆ มีเหล่าสาวใช้คอยประคองอยู่ข้างกายไม่ห่าง เกรงว่านางจะก้าวพลาดแล้วเกิดเหตุไม่คาดฝันได้ภายในใจล้วนเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดต่อลูกน้อยในชาติที่แล้วยังไม่มีโอกาสได้ลืมตาดูโลก กลับต้องดับสิ้นไปตั้งแต่ยังเป็นเพียงก้อนเลือด...ดังนั้น...ครรภ์นี้นางจึงทะนุถนอมยิ่งกว่าชีวิตมู่เซี่ยหยางพอเห็นร่างออกมาจากเรือนเสียที ใบหน้าขเขาก็พลันระบายยิ้มออกมาด้วยความอ่อนโยน สายตาคม
มู่เซี่ยหยางปรายสายตามองจู้ซูเหยียนนิ่งๆ ไม่พูดอันใดออกมาราวหนึ่งก้านธูป ฝ่ามือหนาพลางยกขึ้นลูบไล้เรือนผมนางด้วยความอ่อนโยน “ยังไม่ตื่นอีกหรือ”จู้ซูเหยียนส่ายหน้าก่อนจะซุกไซร้เข้าไปในอ้อมกอดของอีกฝ่ายอย่างเอาแต่ใจ“ไม่” น้ำเสียงหวานเอ่ยออกมางัวเงียเขาแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ มุมปากหนาโค้งยิ้มขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยพูดออกมา “หากเป็นเช่นนี้เกรงว่ากิจการของสกุลมู่คงขาดทุนเสียแล้ว”เหตุใดสตรีผู้นี้ถึงได้ขี้เซ้าเพียงนี้ ทั้งที่นอนหลับไปหลายชั่ว“สกุลมู่มีเพียงท่านทำงานอยู่ผู้เดียวหรือไร” นางพึมพำพูดเสียงอู้อี้อย่างเกียจคร้านไม่คิดจะลืมตาตื่นจากที่นอนพอจัดการสะสางเรื่องทุกอย่างแล้วสิ้นนั้นคล้ายกับว่าความรู้สึกหนักอึ้งในใจที่เสมือนถูกก้อนหินทับเอาไว้ถูกยกออกเสียที ยามนี้นางไม่มีเรื่องอันใดให้ต้องระแวงและกังวลใจอีกแล้วจากนี้นางขอใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างเกียจคร้านไม่ต้องมีเรื่องอันใดให้ต้องคิดหนักใจหน่อยเถอะนิ้วมือเรียวยาวพลันยกขึ้นมาเกลี่ยแก้มนวลของนางแผ่วเบาราวกับกำลังหยอกล้อ สายตาของมู่เซี่ยหยางที่มองนางล้วนเต็มไปด้วยความเอ็นดูไม่น้อยเหตุใดถึงคล้ายลูกแมวน้อยขี้เซ้านัก“อื้ออ…” จู้ซูเหยียนครางอ
เมื่อมู่เซี่ยหยางเอ่ยวาจาเช่นนั้นออกมา จู้ซูเหยียนพลันชะงักไปเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นสบเข้ากับดวงตาคมกริบของเขาโดยไม่อาจหลบเลี่ยง สีหน้าของนางฉายแววครุ่นคิดอย่างชัดเจน ราวกับกำลังชั่งใจว่าควรเชื่อคำพูดของบุรุษตรงหน้าหรือไม่“…”มู่เซี่ยหยางเพียงจ้องมองนางนิ่งๆ ไม่บุ่มบ่ามหรือทำอันใดให้นางต้องรู้สึกไม่ดีสายตาคมกริบจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่งาม เห็นได้ชัดว่ายามนี่นางกำลังสับสนและลังเลไม่น้อย เขาเอ่ยออกมาเสียงเรียบ “ดึกเพียงนี้แล้วดับตะเกียงนอนเถอะ”จู้ซูเหยียนขยับริมฝีปากพูด “มู่เซี่ยหยาง…” นางถอนพลางหายใจเฮือกใหญ่ออกมา“หื้ม?”“ท่านและไป๋เจียวเหม่ยนั้น…” นางเงียบไปครู่หนึ่ง ชั่งใจว่าควรจะเอ่ยถามออกมาหรือไม่ มือทั้งสองข้างกำแน่นก่อนจะรู้สึกว่ามีฝ่ามือหนาของเขามากอบกุมเอาไว้มู่เซี่ยหยางระบายยิ้มจางๆ เขาเข้าใจได้ว่านางกำลังจะพูดสิ่งใดออกมา “คุณหนูไป๋และข้าได้มีความสัมพันธ์อันใดกันทั้งสิ้น” หากไม่ใช่เพราะคุณหนูผู้นั้นเป็นสหายกับจู้ซูเหยียนมานาน เขาเองก็ไม่คิดจะข้องเกี่ยวมีเรื่องสตรีให้นางต้องรู้สึกลำบากใจเห็นได้ชัดว่าสายตาของจู้ซูเหยียนฉายแววความลังเลอย่างไรในอดีตคนทั้งคู่ก็เคยมีความสัม
หานเฟิ่งยกน้ำชาขึ้นมาจิบพลางเหลือบสายตามองบุรุษตรงหน้าก่อนจะวางจอกน้ำชาลงพลางถอนหายใจออกมาแทน ท่าทางกลัดกลุ้มใจเช่นนี้ ไม่ว่าผู้ใดมองเห็นแล้วก็คงคิดว่าคนผู้นี้ทะเลาะกับภรรยามาเป็นแน่“เปลี่ยนจากโรงเตี๊ยมเป็นหอคณิกาดีหรือไม่” หานเฟิ่งเลิกคิ้วเอ่ยถาม ดูแล้วบรรยากาศเช่นนี้คงไม่เหมาะที่จะดื่มชานัก มิสู้เปลี่ยนเป็นสุราแรงคงจะดีไม่น้อย“ก่อนหน้านี้ข้าทำอันใดให้นางไม่พอใจกัน” จู่ๆ มู่เซี่ยหยางที่เอาแต่นั่งเงียบอยู่จึงพูดขึ้น ใบหน้าของเขาขมวดคิ้วท่าทางครุ่นคิดหนักเหตุใดนางถึงไม่เชื่อใจเขา…เช่นนี้แล้วเขาควรทำอย่างไรดีมู่เซี่ยหยางอดย้อนคิดกลับไปไม่ได้ว่าแท้จริงแล้ว มีสิ่งใดที่เขาทำลงไปโดยไม่รู้ตัวไม่นึกถึงความรู้สึกของนางหรือไม่แน่นอนว่าย่อมมี! ทว่าเหตุการณ์เหล่านั้นล้วนเกิดก่อนที่เขาจะร่วมกราบไหว้ฟ้าดินกับนางทั้งสิ้น“…”“ต้องทำอย่างไรนางถึงจะคุยกับข้า”น้ำเสียงทุ้มของมู่เซี่ยหยางที่เอ่ยออกมาแผ่วเบาราวกับกำลังพึมพำพูดอยู่ในความคิดของตัวเอง ถ้อยคำที่นางเอ่ยออกมาเมื่อวานนี้ยังคงดังก้องวนเวียนอยู่ในความคิดของเขาซ้ำๆ“พูดกับข้าหรือ…?” หานเฟิ่งเลิกคิ้วถามกลับ“ตรงนี้ยังมีผู้ใดอีกนอกจากเจ้า” ม
ความรู้สึกของผู้อื่นหรือจะสำคัญเท่าภรรยา…หากนางทำผิดเขาก็จะหลับตาข้างหนึ่งเสแสร้งตาบอดมองไม่เห็นคิดว่าเป็นเรื่องถูกต้องมู่เซี่ยหยางยังคงยืนแน่นิ่งอยู่ที่เดิม ในขณะที่จู้ซูเหยียรเดินไปล้มตัวนอนบนเตียงคลุมผ้าห่มปกปิดทั่วทั้งร่างทันทีเขามองเห็นแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาก่อนจะโบกมือไล่สาวใช้ในเรือนให้ออกไปก่อนจะปิดประตูลงทันที ยามนี้จึงเหลือเพียงแค่เขาและนางเท่านั้น…มู่เซี่ยหยางเดินไปนั่งอยู่ข้างเตียง น้ำเสียงทุ้มเอ่ยถามออก มาอย่างอ่อนโยน “เป็นอันใดไปหรือ” “อย่ามายุ่งกับข้า!”“จู้ซูเหยียน…” เขากดเสียงทุ้มต่ำก่อนจะยื่นมือไปเลิกผ้าห่มออกแต่ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายชักดึงกลับทันที มู่เซี่ยหยางไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ๆ สตรีผู้นี้ถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้จู้ซูเหยียนพูดเสียงอู้อี้ “ออกไปให้พ้น!”“เมื่อครู่ยังดีๆ อยู่มิใช่หรือ” มู่เซี่ยหยางถามอย่างใจเย็น สายตามคมกริบมองก้อนผ้าห่มตรงหน้านิ่งๆจู้ซูเหยียนไม่มีทางยอมโผล่หน้าออกไปคุยกับบุรุษผู้นี้แน่ เดิมทีนั้นไม่ว่านางจะผิดถูกหรือไม่ มู่เซี่ยหยางไม่เคยถามไถ่เหตุผลว่าเพราะเหตุใดและทำไม เขาเอาแต่ด่าทอนางด้วยถ้อยคำที่ฟังแล้วรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจทั้ง
พอเห็นท่าทางของสตรีตรงหน้าผู้นี้โมโหเดือดดาลมิต่างจากน้ำต้มในกา ไป๋เจียวเหม่ยพลางยกมือปิดปากหัวเราะเยาะ สายตาปรายมองสตรีตรงหน้าอย่างดูแคลน นึกไม่ถึงว่าเรื่องเช่นนี้จะนำมาข่มขู่จู้ซูเหยียนได้“แท้จริงแล้วเจ้าต้องการอันใดกันแน่ไป๋เจียวเหม่ย”จู้ซูเหยียนขมวดคิ้วมุ่นปรายสายตามองอีกฝ่ายด้วยความไม่เข้าใจ…แท้จริงแล้วไป๋เจียวเหม่ยต้องการอันใดจากนางกันแน่หรือเพียงเพราะต้องการยั่วยวนโทสะเท่านั้นไป๋เจียวเหม่ยยังหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดี นางพลางโบกมือส่ายหน้าไปมาท่าทางเหนื่อยหน่าย“ข้าเพียงนำข่าวลือในวังหลวงมาแจ้งให้เจ้าทราบเท่านั้น”จู้ซูเหยียนถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาด้วยความรำคาญ ข่าวลือจากวังหลวงหรือข่าวลือจากลมปากของสตรีผู้นี้กันแน่ มีหรือนางจะเชื่อ… “เจ้าคิดว่าข้าเป็นเด็กสามขวบที่โง่งมจนเชื่อคำพูดของเจ้าเช่นนั้นหรือไป๋เจียวเหม่ย”ไป๋เจียวเหม่ยเลิกคิ้วถาม “เคยเชื่อมิใช่หรือ”คราวก่อนนั้นหากนางบอกว่าไปซ้าย...จู้ซูเหยียนก็เชื่อฟังเดินไปทางซ้ายโดยไร้ข้องกังหาและหากนางบอกว่าไปขวาแล้วจะดี มีหรือว่าสตรีโง่เขลาผู้นี้จะไม่หลงเชื่อ“ไป๋เจียวเหม่ย!” จู้ซูเหยียนกัดฟันกรอด ถลึงตามองด้วยความโกรธ ไม่ว่าจะเ





![ภรรยาเช่นข้าหาได้ยากยิ่ง [ตัวประกอบ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

