Share

๕ ช่วยเหลือสาวงาม

Penulis: วอลจู
last update Terakhir Diperbarui: 2025-11-14 22:44:13

ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ในยามนี้จะไม่ต่างจากชาติที่แล้ว…

จู้ซูเหยียนนั่งพูดคุยอยู่กับไป๋เจียวเหม่ยอยู่สองสามประโยคก่อนจะถูกจู้ฮูหยินพบจึงเข้ามาบอกกล่าวกับอีกฝ่ายว่าให้พานางออกจากจวนไปเดินเล่าเปิดหูเปิดตาเสียบ้าง

และแม้ว่านางจะปฏิเสธไม่ยินยอมอย่างไรก็พลันถูกลากออกมาอยู่

จู้ซูเหยียนปรายสายตามองไป๋เจียวเหม่ยทันใดนั้นภาพความทรงจำในชาติก่อนพลันย้อนกลับมาอย่างชัดเจน ถ้อยคำว่าหวานเหล่านั้นล้วนแต่เคลือบยาพิษเอาไว้…เป็นนางที่โง่งมมองคนไม่กระจ่างแจ้งเอง

หากย้อนมองกลับไปตั้งแต่แรกนั้น หากนางสังเกตให้ดี เหตุการณ์ใดที่มีมู่เซี่ยหยางอยู่ร่วมด้วยย่อมมีไป๋เจียวเหม่ยคอยคั่นกลางอยู่เสมอ และทุกครั้งที่นางพยายามเข้าใกล้บุรุษผู้นั้น สตรีที่เรียกตนเองว่าสหายกลับอยู่ตรงนั้นก่อนแล้ว

“ไป๋เจียวเหม่ย” นางเอ่ยเสียงเรียง

“หื้ม?” ไป๋เจียวเหม่ยขานรับ หันหน้าไปมองอีกฝ่าย

ชาติที่แล้วจู้ซูเหยียนตื้นตันใจที่มีสหายแสนดีคอยห่วงใย…แต่ในชาตินั้นนางย่อมไม่ยอมให้เป็นเช่นเดิมอีกเป็นแน่!

นางสมควรจะขจัดภัยก่อนมันจะเกิดราก

ใบหน้าคนงามระบายยิ้มกว้าง จู้ซูเหยียนสบตาอีกฝ่ายจากนั้นจึงคว้ามือของไป๋เจียวเหม่ยมากอบกุมเอาไว้ น้ำเสียงหวานเอ่ยขึ้น “เจ้าว่าคุณชายมู่เป็นบุรุษเช่นไรหรือ”

พอไป๋เจียวเหม่ยได้ยินเช่นนี้ก็พลันขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าฉายแววครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “สำหรับข้าแล้วนั้น...คุณชายมู่นับว่าเป็นบุรุษที่เพียบพร้อมทั้งชาติตระกูลสูงศักดิ์และทั้งรูปโฉมสง่างาม”

นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความชื่นชม นัยน์ตาเมล็ดเปล่งประกายอย่างหลงใหล

“งั้นหรือ” จู้ซูเหยียนถามเสียงเรียบ

ไป๋เจียวเหม่ยชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะรู้ตัวว่ากำลังถูกสายตาของอีกฝ่ายเพ่งมองอยู่ราวกับว่ากำลังจับสังเกต ใบหน้าคนงามระบายยิ้มเล็กน้อยแล้วจึงเอ่ยถามกลับ

“เหตุใดเจ้าถึงถามเช่นนี้กันเล่า”

จู้ซูเหยียนยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ สีหน้าดูราวกับไม่คิดมากเรื่องนี้ “ข้าก็แค่ถามเจ้าดูเท่านั้น”

เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายมีเรื่องในใจ ไป๋เจียวเหม่ยหรี่สายตามองจู้ซูเหยียนกลับพลางจับสังเกตก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบเช่นกัน

“เจ้าไม่คิดจะเป็นภรรยาของคุณชายมู่แล้วจริงหรือ”

จู้ซูเหยียนหัวเราะออกร่อออกมาราวเป็นเรื่องตลกขบขัน ก่อนจะเลิกคิ้วถามกลับ “ข้ากลับคำงั้นหรือ… หากข้าพูดออกไปแล้ว ก็หมายความว่าเช่นนั้น หาได้เป็นเพียงลมปาก”

ไป๋เจียวเหม่ยรู้นิสัยของสหายผู้นี้ดี นางจึงไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ ทว่าทันใดนั้นเอง…

“กรี๊ดด….ดด!”

“โจร!..มันผู้นั้นเป็นโจร!”

“เจ้าคนนั้นขโมยเงินของข้าไป!”

“ช่วยด้วย…ช่วยข้าด้วย!”

จู่ๆ ในจังหวะเดียวกัน น้ำเสียงกรีดร้องดังลั่นขึ้นอยู่กลางท้องถนนพร้อมกับเสียงร้องโวยวายของชาวบ้านที่แตกตื่น ทำเอาทั้งจู้ซูเหยียนและไป๋เจียวเหม่ยหันไปมองพร้อมกันโดยสัญชาตญาณ

“เกิดเรื่องอันใดขึ้นกัน” ไป๋เจียวเหม่ยเอ่ยอย่างแผ่วเบา

สายตาของจู้ซูเหยียนพลันมองเห็นร่างของบุรุษชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งในเสื้อผ้าอาภรณ์มอมแมมกำลังวิ่งพล่านไปทั่วพลางคว้าเอาเงินของชาวบ้านติดมือไปด้วยไม่เลือกหน้าจนกระทั่งบุรุษผู้นั้นมองเห็นนางและไป๋เจียวเหม่ยก็เหมือนจะตัดสินใจได้บางอย่าง เป้าหมายของเขาพุ่งตรงมาทางพวกนางทันที

ไม่ว่าจะอาภรณ์เครื่องประดับแต่งกายหรือมีสาวใช้ตามติดล้อมหน้าล้อมหลังปรายมองแวบเดียวก็รู้แล้วว่ามีเงิน

จู้ซูเหยียนจำเหตุการณ์ในตอนนั้นได้ดี ทั้งนางและสหายผู้นี้ต่างตกใจหวาดกลัวเร่งรีบเดินถอยหนีเกรงว่าพอมันได้ยินไปแล้วหรือปฏิเสธขัดขืนจะถูกทำร้ายเอาได้

แต่ทว่าจู่ๆ จู้ซูเหยียนก็พลันหกล้มลงไปกับพื้นราวกับมีว่าบางสิ่งขวางทางนางไว้จนทำให้ร่างของนางเสียหลักเซล้มลงไปกองกับพื้นในพริบตา

แน่นอน! มีคนจงใจผลักนางใช้เป็นตัวล่อ

และเหตุการณ์ในชาติก่อนก็ไม่แตกต่างจากยามนี้!

โจรหนุ่มผู้นั้นพุ่งเข้าหาจู้ซูเหยียนเป็นเป้าหมายแรก ขณะที่ไป๋เจียวเหม่ยรีบถอยห่างไปอย่างรวดเร็ว

ตุบ!

อีกฝ่ายยังไม่ทันเข้ามาถึงตัวนางกลับล้วงถุงเงินใบใหญ่ออก มาจากสาบเสื้อโยนลงตรงหน้าเขาแทน จู้ซูเหยียนเงยหน้าขึ้นจ้องสบตากับอีกฝ่ายโดยไร้ความเกรงกลัว

“อยากได้เงินไปซื้อยารักษามารดามิใช่หรือ” นางเลิกคิ้วเอ่ยถามเสียงเรียบ

โจรหนุ่มชะงักไปทันที ใบหน้าที่เดิมทีเต็มไปด้วยความตึงเครียดพลันฉายแววตกตะลึงออกมา เขาไม่คิดว่าสตรีสูงศักดิ์ตรง หน้าจะพูดจาราวกับอ่านความคิดของเขาออก

“…”

จู้ซูเหยียนสังเกตมองคนตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “หยุดทำเช่นนี้เถอะ… หากโชคดีเจ้าอาจถูกชาวบ้านทุบตีเพียงเท่านั้นแต่หากแย่กว่านั้นเจ้าจะถูกทหารจับขังคุกเช่นนั้นแล้วผู้ใดเล่าจะดูแลมารดาของเจ้า”

จู้ซูเหยียนในยามนี้ดูสง่างามราวกับพระแม่กวนอิมไม่น้อย

โจรหนุ่มกำมือแน่น ดวงตาสั่นระริกด้วยความซาบซึ้ง “ที่ข้าต้องทำเช่นนี้…ก็เพราะต้องการเงินไปรักษามารดาขอรับ”

“อืม…มารดารู้แล้ว” นางพยักหน้าไม่ได้แสดงออกถึงความประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย

“แม่นางรู้ได้อย่างไรกัน”

โจรหนุ่มถามอย่างไม่อยากเชื่อ สตรีสูงศักดิ์เช่นนางจะไปรู้เรื่องของพวกเขาชาวรากหญ้าได้อย่างไร

จู้ซูเหยียนถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบอีกครั้ง “รับเงินไปเสียแล้วรีบหนีไปเถอะ หากยังชักช้าอยู่ตรงนี้ต่อเกรงว่าพวกชาวบ้านคงแจ้งทหารให้มาจับเจ้าแน่”

ทำบุญครั้งหนึ่งไม่ง่ายจริงๆ

“ขอรับ!”

“ออกห่างจากนางซะ!”

จู่ๆ ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง ขณะที่โจรหนุ่มกำลังจะก้มเก็บเงินนั้นก็พลันมีน้ำเสียงทุ้มบุรุษผู้หนึ่งตะโกนดังก้องไปทั่วถนน

เสิ่นซือเยว่รีบก้าวเดินไปอย่างรวดเร็ว

มู่เซี่ยหยางกัดฟันกรอด มือทั้งสองกำแน่นโดยไม่รู้ตัว

“คุณหนูจู้วางใจเถอะ…ข้าอยู่ตรงนี้แล้วไม่ว่าอันธพาลผู้ใดก็ไม่สามารถทำอันใดได้ทั้งสิ้น” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยหนักแน่น เสิ่นซือเยว่หยุดอยู่ตรงหน้าของจู้ซูเหยียนก่อนจะยืนขวางหน้านางเอาไว้ราวกับเป็นกำแพงบังเอาไว้

“ข้าจะจัดการสั่งสอนโจรต่ำทรามผู้นี้เอง…รังแกได้แม้ กระทั่งกับสตรี”

เสิ่นซือเยว่…?

จู้ซูเหยียนเห็นแล้วกะพริบตาปริบๆ ด้วยความแปลกใจน้ำเสียงหวานพูดพึมพำ “คุณชายเสิ่นงั้นหรือเจ้าค่ะ”

มุมปากหนาโค้งยกขึ้น เสิ่นซือเยว่แค่นหัวเราะเบาๆ ก่อนจะปรายหางตาไปทางนาง “หึ! แม่นางจำข้าไม่ได้แล้วงั้นหรือ?”

สหายของมู่เซี่ยหยางมีผู้ใดบ้างที่นางจดจำไม่ได้

ใบหน้าคนงามระบายยิ้มจางๆ จู้ซูเหยียนย่อมจำได้ดีว่า   เสิ่นซือเยว่เป็นหนึ่งในสหายสนิทของมู่เซี่ยหยาง แต่ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใดจู่ๆ คุณชายเสิ่นผู้นี้ถึงหายหน้าหายตาไป

“พบเห็นหนึ่งครั้งรู้จักตลอดไปเจ้าค่ะ” จู้ซูเหยียนกล่าว

ขณะเดียวกันนั้น มู่เซี่ยหยางกลับรู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ดวงตาคมกริบจับจ้องคนทั้งสองด้วยสายตาแข็งกร้าวก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงทุ้มจะเอ่ยอย่างเย็นชา

“หากข้าเป็นโจร พวกเจ้าคงได้กลายเป็นศพไปแล้ว”

จู้ซูเหยียนหันขวับไปมองมู่เซี่ยหยางตาขวางทันที “เป็นโจรหาใช่ว่าจะเลวร้ายไปเสียหมด…ทุกคนล้วนมีเหตุผลของตนเอง” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“เหอะ” มู่เซี่ยหยางแค่นเสียงออกมาด้วยความเย้ยหยัน “สตรีในห้องหอเข่นคุณหนูจู้จะไปหยั่งรู้ถึงจิตใจต่ำทรามของคนพวกนี้ได้อย่างไรกัน”

“คุณชายมู่เจ้าคะ…” น้ำเสียงหวานของไป๋เจียวเหม่ยดังขึ้น ดวงตาของนางเป็นประกายทันทีที่เห็นบุรุษตรงหน้า

ไป๋เจียวเหม่ยยอบกายเล็กน้อยก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ข้างกายมู่เซี่หยาง น้ำเสียงหวานกล่าว “ได้โปรดคุณชายมู่ช่วยสหายของข้าด้วยเจ้าค่ะ”

มู่เซี่ยหยางละสายตาจากสตรีข้างกายก่อนจะปรายไปมองจู้ซูเหยียนแทน น้ำเสียงทุ้มกล่าวอย่างเย็นชา “ดูแล้วคุณหนูจู้คงไม่ต้องการให้ข้าช่วยเหลือแล้วกระมัง”

ที่เอ่ยปากว่าจะไม่ข้องเกี่ยวกับเขาแล้ว เพราะยามนี้นางกำลังสนใจเสิ่นซือเยว่อยู่งั้นหรือ…?

 

 

 

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • หวนคืนอีกคราไม่ขอมีท่านเป็นสามีอีก   ๓๐ สวรรค์กำหนดไว้แล้ว

    ราวกับว่าสวรรค์ได้กำหนดโชคชะตาของนางเอาไว้แล้วพอเวลาผ่านพ้นไปได้ไม่นานหลังจากนั้น จู้ซูเหยียนก็เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา…นางกำลังจะได้เป็นมารดาอีกครั้ง ร่างอวบอิ่มของนางก้าวเดินออกจากเรือนอย่างเชื่องช้า มือหนึ่งประคองหน้าท้องไว้ด้วยความทะนุถนอม รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้าคนงาม“สายปานนี้แล้วไฉนยังอยู่ที่เรือนอีกเล่า” น้ำเสียงหวานเอ่ยถามด้วยความงุนงงช่วงนี้นางขี้เซายิ่งนัก แม้จะได้พักผ่อนเต็มอิ่มไม่มีผู้ใดรบกวนแต่ก็พลันเกียจคร้านจะลืมตาตื่นขึ้นมาและกว่าจะแต่งกายทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็เกือบเที่ยงวันแล้ว ไร้โอกาสพูดคุยกับ มู่เซี่ยหยางที่ออกไปดูแลกิจการตั้งแต่เช้าตรู่ทว่าไฉนวันนี้กลับเห็นเขายังอยู่ในจวนอีกเล่าจู้ซูเหยียนก้าวเดินช้าๆ มีเหล่าสาวใช้คอยประคองอยู่ข้างกายไม่ห่าง เกรงว่านางจะก้าวพลาดแล้วเกิดเหตุไม่คาดฝันได้ภายในใจล้วนเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดต่อลูกน้อยในชาติที่แล้วยังไม่มีโอกาสได้ลืมตาดูโลก กลับต้องดับสิ้นไปตั้งแต่ยังเป็นเพียงก้อนเลือด...ดังนั้น...ครรภ์นี้นางจึงทะนุถนอมยิ่งกว่าชีวิตมู่เซี่ยหยางพอเห็นร่างออกมาจากเรือนเสียที ใบหน้าขเขาก็พลันระบายยิ้มออกมาด้วยความอ่อนโยน สายตาคม

  • หวนคืนอีกคราไม่ขอมีท่านเป็นสามีอีก   ๒๙ สามีภรรยา

    มู่เซี่ยหยางปรายสายตามองจู้ซูเหยียนนิ่งๆ ไม่พูดอันใดออกมาราวหนึ่งก้านธูป ฝ่ามือหนาพลางยกขึ้นลูบไล้เรือนผมนางด้วยความอ่อนโยน “ยังไม่ตื่นอีกหรือ”จู้ซูเหยียนส่ายหน้าก่อนจะซุกไซร้เข้าไปในอ้อมกอดของอีกฝ่ายอย่างเอาแต่ใจ“ไม่” น้ำเสียงหวานเอ่ยออกมางัวเงียเขาแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ มุมปากหนาโค้งยิ้มขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยพูดออกมา “หากเป็นเช่นนี้เกรงว่ากิจการของสกุลมู่คงขาดทุนเสียแล้ว”เหตุใดสตรีผู้นี้ถึงได้ขี้เซ้าเพียงนี้ ทั้งที่นอนหลับไปหลายชั่ว“สกุลมู่มีเพียงท่านทำงานอยู่ผู้เดียวหรือไร” นางพึมพำพูดเสียงอู้อี้อย่างเกียจคร้านไม่คิดจะลืมตาตื่นจากที่นอนพอจัดการสะสางเรื่องทุกอย่างแล้วสิ้นนั้นคล้ายกับว่าความรู้สึกหนักอึ้งในใจที่เสมือนถูกก้อนหินทับเอาไว้ถูกยกออกเสียที ยามนี้นางไม่มีเรื่องอันใดให้ต้องระแวงและกังวลใจอีกแล้วจากนี้นางขอใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างเกียจคร้านไม่ต้องมีเรื่องอันใดให้ต้องคิดหนักใจหน่อยเถอะนิ้วมือเรียวยาวพลันยกขึ้นมาเกลี่ยแก้มนวลของนางแผ่วเบาราวกับกำลังหยอกล้อ สายตาของมู่เซี่ยหยางที่มองนางล้วนเต็มไปด้วยความเอ็นดูไม่น้อยเหตุใดถึงคล้ายลูกแมวน้อยขี้เซ้านัก“อื้ออ…” จู้ซูเหยียนครางอ

  • หวนคืนอีกคราไม่ขอมีท่านเป็นสามีอีก   ๒๘ สะสางเรื่องที่ยังค้างคา

    เมื่อมู่เซี่ยหยางเอ่ยวาจาเช่นนั้นออกมา จู้ซูเหยียนพลันชะงักไปเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นสบเข้ากับดวงตาคมกริบของเขาโดยไม่อาจหลบเลี่ยง สีหน้าของนางฉายแววครุ่นคิดอย่างชัดเจน ราวกับกำลังชั่งใจว่าควรเชื่อคำพูดของบุรุษตรงหน้าหรือไม่“…”มู่เซี่ยหยางเพียงจ้องมองนางนิ่งๆ ไม่บุ่มบ่ามหรือทำอันใดให้นางต้องรู้สึกไม่ดีสายตาคมกริบจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่งาม เห็นได้ชัดว่ายามนี่นางกำลังสับสนและลังเลไม่น้อย เขาเอ่ยออกมาเสียงเรียบ “ดึกเพียงนี้แล้วดับตะเกียงนอนเถอะ”จู้ซูเหยียนขยับริมฝีปากพูด “มู่เซี่ยหยาง…” นางถอนพลางหายใจเฮือกใหญ่ออกมา“หื้ม?”“ท่านและไป๋เจียวเหม่ยนั้น…” นางเงียบไปครู่หนึ่ง ชั่งใจว่าควรจะเอ่ยถามออกมาหรือไม่ มือทั้งสองข้างกำแน่นก่อนจะรู้สึกว่ามีฝ่ามือหนาของเขามากอบกุมเอาไว้มู่เซี่ยหยางระบายยิ้มจางๆ เขาเข้าใจได้ว่านางกำลังจะพูดสิ่งใดออกมา “คุณหนูไป๋และข้าได้มีความสัมพันธ์อันใดกันทั้งสิ้น” หากไม่ใช่เพราะคุณหนูผู้นั้นเป็นสหายกับจู้ซูเหยียนมานาน เขาเองก็ไม่คิดจะข้องเกี่ยวมีเรื่องสตรีให้นางต้องรู้สึกลำบากใจเห็นได้ชัดว่าสายตาของจู้ซูเหยียนฉายแววความลังเลอย่างไรในอดีตคนทั้งคู่ก็เคยมีความสัม

  • หวนคืนอีกคราไม่ขอมีท่านเป็นสามีอีก   ๒๗ เส้นด้ายแดงยังคงอยู่

    หานเฟิ่งยกน้ำชาขึ้นมาจิบพลางเหลือบสายตามองบุรุษตรงหน้าก่อนจะวางจอกน้ำชาลงพลางถอนหายใจออกมาแทน ท่าทางกลัดกลุ้มใจเช่นนี้ ไม่ว่าผู้ใดมองเห็นแล้วก็คงคิดว่าคนผู้นี้ทะเลาะกับภรรยามาเป็นแน่“เปลี่ยนจากโรงเตี๊ยมเป็นหอคณิกาดีหรือไม่” หานเฟิ่งเลิกคิ้วเอ่ยถาม ดูแล้วบรรยากาศเช่นนี้คงไม่เหมาะที่จะดื่มชานัก มิสู้เปลี่ยนเป็นสุราแรงคงจะดีไม่น้อย“ก่อนหน้านี้ข้าทำอันใดให้นางไม่พอใจกัน” จู่ๆ มู่เซี่ยหยางที่เอาแต่นั่งเงียบอยู่จึงพูดขึ้น ใบหน้าของเขาขมวดคิ้วท่าทางครุ่นคิดหนักเหตุใดนางถึงไม่เชื่อใจเขา…เช่นนี้แล้วเขาควรทำอย่างไรดีมู่เซี่ยหยางอดย้อนคิดกลับไปไม่ได้ว่าแท้จริงแล้ว มีสิ่งใดที่เขาทำลงไปโดยไม่รู้ตัวไม่นึกถึงความรู้สึกของนางหรือไม่แน่นอนว่าย่อมมี! ทว่าเหตุการณ์เหล่านั้นล้วนเกิดก่อนที่เขาจะร่วมกราบไหว้ฟ้าดินกับนางทั้งสิ้น“…”“ต้องทำอย่างไรนางถึงจะคุยกับข้า”น้ำเสียงทุ้มของมู่เซี่ยหยางที่เอ่ยออกมาแผ่วเบาราวกับกำลังพึมพำพูดอยู่ในความคิดของตัวเอง ถ้อยคำที่นางเอ่ยออกมาเมื่อวานนี้ยังคงดังก้องวนเวียนอยู่ในความคิดของเขาซ้ำๆ“พูดกับข้าหรือ…?” หานเฟิ่งเลิกคิ้วถามกลับ“ตรงนี้ยังมีผู้ใดอีกนอกจากเจ้า” ม

  • หวนคืนอีกคราไม่ขอมีท่านเป็นสามีอีก   ๒๖ เขาทำเพื่อนาง

    ความรู้สึกของผู้อื่นหรือจะสำคัญเท่าภรรยา…หากนางทำผิดเขาก็จะหลับตาข้างหนึ่งเสแสร้งตาบอดมองไม่เห็นคิดว่าเป็นเรื่องถูกต้องมู่เซี่ยหยางยังคงยืนแน่นิ่งอยู่ที่เดิม ในขณะที่จู้ซูเหยียรเดินไปล้มตัวนอนบนเตียงคลุมผ้าห่มปกปิดทั่วทั้งร่างทันทีเขามองเห็นแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาก่อนจะโบกมือไล่สาวใช้ในเรือนให้ออกไปก่อนจะปิดประตูลงทันที ยามนี้จึงเหลือเพียงแค่เขาและนางเท่านั้น…มู่เซี่ยหยางเดินไปนั่งอยู่ข้างเตียง น้ำเสียงทุ้มเอ่ยถามออก มาอย่างอ่อนโยน “เป็นอันใดไปหรือ” “อย่ามายุ่งกับข้า!”“จู้ซูเหยียน…” เขากดเสียงทุ้มต่ำก่อนจะยื่นมือไปเลิกผ้าห่มออกแต่ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายชักดึงกลับทันที มู่เซี่ยหยางไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ๆ สตรีผู้นี้ถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้จู้ซูเหยียนพูดเสียงอู้อี้ “ออกไปให้พ้น!”“เมื่อครู่ยังดีๆ อยู่มิใช่หรือ” มู่เซี่ยหยางถามอย่างใจเย็น สายตามคมกริบมองก้อนผ้าห่มตรงหน้านิ่งๆจู้ซูเหยียนไม่มีทางยอมโผล่หน้าออกไปคุยกับบุรุษผู้นี้แน่ เดิมทีนั้นไม่ว่านางจะผิดถูกหรือไม่ มู่เซี่ยหยางไม่เคยถามไถ่เหตุผลว่าเพราะเหตุใดและทำไม เขาเอาแต่ด่าทอนางด้วยถ้อยคำที่ฟังแล้วรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจทั้ง

  • หวนคืนอีกคราไม่ขอมีท่านเป็นสามีอีก   ๒๕ ความจริงกระจ่างแจ้ง

    พอเห็นท่าทางของสตรีตรงหน้าผู้นี้โมโหเดือดดาลมิต่างจากน้ำต้มในกา ไป๋เจียวเหม่ยพลางยกมือปิดปากหัวเราะเยาะ สายตาปรายมองสตรีตรงหน้าอย่างดูแคลน นึกไม่ถึงว่าเรื่องเช่นนี้จะนำมาข่มขู่จู้ซูเหยียนได้“แท้จริงแล้วเจ้าต้องการอันใดกันแน่ไป๋เจียวเหม่ย”จู้ซูเหยียนขมวดคิ้วมุ่นปรายสายตามองอีกฝ่ายด้วยความไม่เข้าใจ…แท้จริงแล้วไป๋เจียวเหม่ยต้องการอันใดจากนางกันแน่หรือเพียงเพราะต้องการยั่วยวนโทสะเท่านั้นไป๋เจียวเหม่ยยังหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดี นางพลางโบกมือส่ายหน้าไปมาท่าทางเหนื่อยหน่าย“ข้าเพียงนำข่าวลือในวังหลวงมาแจ้งให้เจ้าทราบเท่านั้น”จู้ซูเหยียนถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาด้วยความรำคาญ ข่าวลือจากวังหลวงหรือข่าวลือจากลมปากของสตรีผู้นี้กันแน่ มีหรือนางจะเชื่อ… “เจ้าคิดว่าข้าเป็นเด็กสามขวบที่โง่งมจนเชื่อคำพูดของเจ้าเช่นนั้นหรือไป๋เจียวเหม่ย”ไป๋เจียวเหม่ยเลิกคิ้วถาม “เคยเชื่อมิใช่หรือ”คราวก่อนนั้นหากนางบอกว่าไปซ้าย...จู้ซูเหยียนก็เชื่อฟังเดินไปทางซ้ายโดยไร้ข้องกังหาและหากนางบอกว่าไปขวาแล้วจะดี มีหรือว่าสตรีโง่เขลาผู้นี้จะไม่หลงเชื่อ“ไป๋เจียวเหม่ย!” จู้ซูเหยียนกัดฟันกรอด ถลึงตามองด้วยความโกรธ ไม่ว่าจะเ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status