LOGINชาติที่แล้ว...ในวันที่มู่เซี่ยหยางกำลังร่วมกราบไหว้ฟ้าดินกับสตรีอื่น กลับกลายเป็นวันที่ซูจู้เหยียนต้องตกเลือด สูญเสียทารกในครรภ์จนก้าวสู่ปรโลก เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้นางต้องตายอย่างอนาถในขณะที่เขากำลังมีความสุขกับสตรีอื่น ทว่าสวรรค์กลับเห็นใจให้โอกาสนางมีชีวิตกลับคืนมาอีกครั้ง.... เมื่อชีวิตของนางหวนคืนมาอีกครั้ง...นางไม่ขอเลือกเขาเป็นสามีอีก!
View Moreราวกับว่าสวรรค์ได้กำหนดโชคชะตาของนางเอาไว้แล้วพอเวลาผ่านพ้นไปได้ไม่นานหลังจากนั้น จู้ซูเหยียนก็เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา…นางกำลังจะได้เป็นมารดาอีกครั้ง ร่างอวบอิ่มของนางก้าวเดินออกจากเรือนอย่างเชื่องช้า มือหนึ่งประคองหน้าท้องไว้ด้วยความทะนุถนอม รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้าคนงาม“สายปานนี้แล้วไฉนยังอยู่ที่เรือนอีกเล่า” น้ำเสียงหวานเอ่ยถามด้วยความงุนงงช่วงนี้นางขี้เซายิ่งนัก แม้จะได้พักผ่อนเต็มอิ่มไม่มีผู้ใดรบกวนแต่ก็พลันเกียจคร้านจะลืมตาตื่นขึ้นมาและกว่าจะแต่งกายทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็เกือบเที่ยงวันแล้ว ไร้โอกาสพูดคุยกับ มู่เซี่ยหยางที่ออกไปดูแลกิจการตั้งแต่เช้าตรู่ทว่าไฉนวันนี้กลับเห็นเขายังอยู่ในจวนอีกเล่าจู้ซูเหยียนก้าวเดินช้าๆ มีเหล่าสาวใช้คอยประคองอยู่ข้างกายไม่ห่าง เกรงว่านางจะก้าวพลาดแล้วเกิดเหตุไม่คาดฝันได้ภายในใจล้วนเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดต่อลูกน้อยในชาติที่แล้วยังไม่มีโอกาสได้ลืมตาดูโลก กลับต้องดับสิ้นไปตั้งแต่ยังเป็นเพียงก้อนเลือด...ดังนั้น...ครรภ์นี้นางจึงทะนุถนอมยิ่งกว่าชีวิตมู่เซี่ยหยางพอเห็นร่างออกมาจากเรือนเสียที ใบหน้าขเขาก็พลันระบายยิ้มออกมาด้วยความอ่อนโยน สายตาคม
มู่เซี่ยหยางปรายสายตามองจู้ซูเหยียนนิ่งๆ ไม่พูดอันใดออกมาราวหนึ่งก้านธูป ฝ่ามือหนาพลางยกขึ้นลูบไล้เรือนผมนางด้วยความอ่อนโยน “ยังไม่ตื่นอีกหรือ”จู้ซูเหยียนส่ายหน้าก่อนจะซุกไซร้เข้าไปในอ้อมกอดของอีกฝ่ายอย่างเอาแต่ใจ“ไม่” น้ำเสียงหวานเอ่ยออกมางัวเงียเขาแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ มุมปากหนาโค้งยิ้มขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยพูดออกมา “หากเป็นเช่นนี้เกรงว่ากิจการของสกุลมู่คงขาดทุนเสียแล้ว”เหตุใดสตรีผู้นี้ถึงได้ขี้เซ้าเพียงนี้ ทั้งที่นอนหลับไปหลายชั่ว“สกุลมู่มีเพียงท่านทำงานอยู่ผู้เดียวหรือไร” นางพึมพำพูดเสียงอู้อี้อย่างเกียจคร้านไม่คิดจะลืมตาตื่นจากที่นอนพอจัดการสะสางเรื่องทุกอย่างแล้วสิ้นนั้นคล้ายกับว่าความรู้สึกหนักอึ้งในใจที่เสมือนถูกก้อนหินทับเอาไว้ถูกยกออกเสียที ยามนี้นางไม่มีเรื่องอันใดให้ต้องระแวงและกังวลใจอีกแล้วจากนี้นางขอใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างเกียจคร้านไม่ต้องมีเรื่องอันใดให้ต้องคิดหนักใจหน่อยเถอะนิ้วมือเรียวยาวพลันยกขึ้นมาเกลี่ยแก้มนวลของนางแผ่วเบาราวกับกำลังหยอกล้อ สายตาของมู่เซี่ยหยางที่มองนางล้วนเต็มไปด้วยความเอ็นดูไม่น้อยเหตุใดถึงคล้ายลูกแมวน้อยขี้เซ้านัก“อื้ออ…” จู้ซูเหยียนครางอ
เมื่อมู่เซี่ยหยางเอ่ยวาจาเช่นนั้นออกมา จู้ซูเหยียนพลันชะงักไปเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นสบเข้ากับดวงตาคมกริบของเขาโดยไม่อาจหลบเลี่ยง สีหน้าของนางฉายแววครุ่นคิดอย่างชัดเจน ราวกับกำลังชั่งใจว่าควรเชื่อคำพูดของบุรุษตรงหน้าหรือไม่“…”มู่เซี่ยหยางเพียงจ้องมองนางนิ่งๆ ไม่บุ่มบ่ามหรือทำอันใดให้นางต้องรู้สึกไม่ดีสายตาคมกริบจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่งาม เห็นได้ชัดว่ายามนี่นางกำลังสับสนและลังเลไม่น้อย เขาเอ่ยออกมาเสียงเรียบ “ดึกเพียงนี้แล้วดับตะเกียงนอนเถอะ”จู้ซูเหยียนขยับริมฝีปากพูด “มู่เซี่ยหยาง…” นางถอนพลางหายใจเฮือกใหญ่ออกมา“หื้ม?”“ท่านและไป๋เจียวเหม่ยนั้น…” นางเงียบไปครู่หนึ่ง ชั่งใจว่าควรจะเอ่ยถามออกมาหรือไม่ มือทั้งสองข้างกำแน่นก่อนจะรู้สึกว่ามีฝ่ามือหนาของเขามากอบกุมเอาไว้มู่เซี่ยหยางระบายยิ้มจางๆ เขาเข้าใจได้ว่านางกำลังจะพูดสิ่งใดออกมา “คุณหนูไป๋และข้าได้มีความสัมพันธ์อันใดกันทั้งสิ้น” หากไม่ใช่เพราะคุณหนูผู้นั้นเป็นสหายกับจู้ซูเหยียนมานาน เขาเองก็ไม่คิดจะข้องเกี่ยวมีเรื่องสตรีให้นางต้องรู้สึกลำบากใจเห็นได้ชัดว่าสายตาของจู้ซูเหยียนฉายแววความลังเลอย่างไรในอดีตคนทั้งคู่ก็เคยมีความสัม
หานเฟิ่งยกน้ำชาขึ้นมาจิบพลางเหลือบสายตามองบุรุษตรงหน้าก่อนจะวางจอกน้ำชาลงพลางถอนหายใจออกมาแทน ท่าทางกลัดกลุ้มใจเช่นนี้ ไม่ว่าผู้ใดมองเห็นแล้วก็คงคิดว่าคนผู้นี้ทะเลาะกับภรรยามาเป็นแน่“เปลี่ยนจากโรงเตี๊ยมเป็นหอคณิกาดีหรือไม่” หานเฟิ่งเลิกคิ้วเอ่ยถาม ดูแล้วบรรยากาศเช่นนี้คงไม่เหมาะที่จะดื่มชานัก มิสู้เปลี่ยนเป็นสุราแรงคงจะดีไม่น้อย“ก่อนหน้านี้ข้าทำอันใดให้นางไม่พอใจกัน” จู่ๆ มู่เซี่ยหยางที่เอาแต่นั่งเงียบอยู่จึงพูดขึ้น ใบหน้าของเขาขมวดคิ้วท่าทางครุ่นคิดหนักเหตุใดนางถึงไม่เชื่อใจเขา…เช่นนี้แล้วเขาควรทำอย่างไรดีมู่เซี่ยหยางอดย้อนคิดกลับไปไม่ได้ว่าแท้จริงแล้ว มีสิ่งใดที่เขาทำลงไปโดยไม่รู้ตัวไม่นึกถึงความรู้สึกของนางหรือไม่แน่นอนว่าย่อมมี! ทว่าเหตุการณ์เหล่านั้นล้วนเกิดก่อนที่เขาจะร่วมกราบไหว้ฟ้าดินกับนางทั้งสิ้น“…”“ต้องทำอย่างไรนางถึงจะคุยกับข้า”น้ำเสียงทุ้มของมู่เซี่ยหยางที่เอ่ยออกมาแผ่วเบาราวกับกำลังพึมพำพูดอยู่ในความคิดของตัวเอง ถ้อยคำที่นางเอ่ยออกมาเมื่อวานนี้ยังคงดังก้องวนเวียนอยู่ในความคิดของเขาซ้ำๆ“พูดกับข้าหรือ…?” หานเฟิ่งเลิกคิ้วถามกลับ“ตรงนี้ยังมีผู้ใดอีกนอกจากเจ้า” ม
ผ่านมาหลายสิบวันแล้ว แต่ทว่ามู่เซี่ยหยางกลับไม่มีท่าทีที่จะตีตัวออกห่างนางดั่งในชาติก่อนมิหนำซ้ำแล้วเสมือนว่ายิ่งนางถอยออกห่างไปหนึ่งก้าว…เขาก็พลันขยับเข้าใกล้อีกสามก้าวจู้ซูเหยียนยืนอยู่ข้างเตียงนานครู่หนึ่ง นัยน์ตาเมล็ดซิ่งเพ่งมองบุรุษบนเตียงไม่วางตานางพลันถอนหายใจออกมาครั้งแล้วครั้งเล่าแต่เสมื
คืนที่ผ่านมาจู้ซูเหยียนและมู่เซี่ยหยางนอนอยู่ที่จวนสกุลจู้ ภายหลังจากทางมื้อเช้าเสร็จสิ้นแล้วก็พลันถึงเวลาที่จะต้องกลับแล้ว ใบหน้าของจู้ซูเหยียนหมองคล้ำขอบตาดำเล็กน้อย คล้ายคนนอนไม่ค่อยหลับนางยกมือปิดปากหาวครั้งแล้วครั้งเล่าจู้ฮูหยินพอเห็นท่าทางของบุตรสาวแล้วก็พลันหัวเราะร่อออกมา “มิใช่ว่าเจ้าเข้
ณ จวนสกุลจู้จู้ฮูหยินย่อมเลี้ยงดูบุตรสาวมากับมือด้วยตนเองย่อมรู้สึกใจหายไม่น้อยที่จู้ซูเหยียนแต่งงานออกเรือน ทั้งรู้สึกเป็นห่วงและกังวลใจว่าจะมีผู้ใดรักใคร่เอ็นดูบุตรสาวได้เท่ามารดาบ้างแต่ทว่าพอจู้ฮูหยินเห็นบุตรสาวกลับจวนมาด้วยใบหน้า อิ่มเอมเบิกบานใจเช่นนี้ก็พลันคล้ายความหนักอึ้งลงไปได้บ้าง“ท
“ท่านยังไม่ตอบคำถามข้าเลย มู่เซี่ยหยาง!” จู้ซูเหยียนขมวดคิ้วมุ่น หรี่สายตาเพ่งมองไปที่เขา ก่อนจะเอ่ยทักท้วง เมื่อบุรุษตรงหน้าของนางยังคงนั่งนิ่งไม่พูดออกมาแม้แต่คำเดียวยามนี้ภายในใจของนางหงุดหงิดอยู่มาก อยากจะคาดเค้นคำตอบจากเขาให้ได้มู่เซี่ยหยางช้อนสายตาขึ้นมองสตรีตรงหน้าก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสี












reviews