Share

บทที่ 4

Penulis: จิ่นจิ่นไม่ใช่ตัวร้าย
ในโรงพยาบาล

สวี่หว่านหนิงชำระเงินเสร็จ ถือใบเสร็จเดินออกมาจากโรงพยาบาล

เฉินจื่อหาวรีบตามมา คว้าจับแขนเธอไว้ “ข้อเสนอที่ผมพูดกับคุณครั้งก่อน คิดยังไงบ้าง?”

สวี่หว่านหนิงสะบัดมือเขาออกอย่างโมโห หันกลับไปจ้อง “ประสาทหรือไง!”

ใบหน้าของเฉินจื่อหาวคล้ำลงทันที เขากัดกรามแน่น เอามือเท้าสะเอว ท่าทางหยิ่งผยองราวกับเธอเป็นฝ่ายติดหนี้ “สวี่หว่านหนิง แค่คุณแต่งงานกับผม เงินชดเชย 4 ล้านบาท ผมไม่เอา ค่ารักษาพ่อผมก็ไม่ต้องให้คุณจ่าย ผมยังจะทำตามที่แม่คุณขอ ไปกู้ธนาคาร 3.3 ล้าน มาเป็นค่าสินสอด ความแค้นระหว่างสองครอบครัวเราจะจบกันแค่นี้”

สวี่หว่านหนิงไม่คิดจะเสียเวลาพูดกับเขา

แค่มองก็รู้สึกคลื่นไส้

เธออดกลั้น พลางเดินต่อไปข้างหน้า

เฉินจื่อหาวก้าวตามมา คว้าแขนเธออีกครั้ง เสียงแข็งกร้าว “แม่คุณยังเห็นด้วย คุณจะทำหยิ่งอะไรนักหนา”

สวี่หว่านหนิงตะคอกตัดบท “งั้นก็ไปแต่งกับแม่ฉันสิ”

เฉินจื่อหาวโกรธจนมุมปากกระตุก สายตาแน่วแน่ดุดัน เขาคว้าหลังศีรษะของเธอ ดึงเข้ามาใกล้ “ผมสนใจคุณ นั่นเป็นบุญของคุณแล้ว ความอดทนผมมีจำกัด อย่าบังคับให้ผมใช้กำลัง ถึงตอนนั้น กลัวว่าคุณจะรับไม่ไหว”

มือสกปรกของเขากุมท้ายทอยเธอ ความสะอิดสะเอียนพุ่งขึ้นมาจนแทบอาเจียน สวี่หว่านหนิงจ้องเขาอย่างโกรธเกรี้ยว เอ่ยชัดทีละคำ “นี่คือสังคมที่มีกฎหมาย คุณกล้าแตะฉันแม้แต่เส้นผมเส้นเดียว ฉันจะทำให้คุณใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในคุก”

“เชอะ อย่าเอากฎหมายมาขู่ผม” เฉินจื่อหาวหัวเราะเยาะ ท่าทางอวดดีสุดขีด “นี่คือหนี้ที่พ่อคุณติดครอบครัวผม ให้คุณมาชดใช้ ก็สมเหตุสมผลแล้ว”

สวี่หว่านหนิงพูดอย่างหนักแน่น “พ่อฉันเป็นคนบริสุทธิ์”

เธอจะต้องพลิกคดีให้ได้ เงินชดเชย เธอจะไม่จ่าย ค่ารักษาพยาบาล ก็จะให้พวกเขาคืนมา พ่อเธอติดคุกอย่างอยุติธรรมมาห้าปี ศาลเองก็ต้องชดเชย

เฉินจื่อหาวหัวเราะอย่างเยือกเย็น “ถูกตัดสินไปตั้งยี่สิบกว่าปี ยังจะบริสุทธิ์อีกเหรอ?”

สวี่หว่านหนิงผลักมือเขาออกแรง ๆ เพราะไม่อยากเสียเวลาพูดกับเขาอีกแม้แต่คำเดียว

เธอก้าวออกไปอย่างรวดเร็ว ด้านหลัง เสียงคำรามอย่างโกรธจัดดังขึ้น “สวี่หว่านหนิง ผมเอาคุณแน่ คุณหนีไม่พ้นหรอก”

สวี่หว่านหนิงรู้สึกเหมือนหูโดนปนเปื้อนจากโคลนสกปรก เลยก้าวเดินให้เร็วขึ้นอีก

คุยกับพวกไม่รู้กฎหมาย ชวนให้คลื่นไส้จริง ๆ

——

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ตอนตีหนึ่งของวัน

สวี่หว่านหนิงนอนหลับ ๆ ตื่น ๆ ก่อนจะถูกเสียงโทรศัพท์ปลุกขึ้น เธอควานหาโทรศัพท์ในความมืด ปัดหน้าจออย่างเคยชิน แล้วยกขึ้นแนบหู “ฮัลโหล…”

“หนิงหนิง…ฉันไม่แต่งแล้ว ฮือ ๆ …ฉันจะเลิกกับไป๋ซวี่…”


ปลายสายเป็นเสียงร้องไห้เมามายของเสิ่นฮุ่ย

สวี่หว่านหนิงตื่นเต็มตา ลุกนั่งทันที “เธออยู่ไหน? ดื่มเหล้าเหรอ?”

อีกแค่ 15 วันก็จะแต่งงาน จดทะเบียนแล้ว แจกการ์ดแล้ว ถ่ายพรีเวดดิ้งแล้ว โรงแรมก็จองแล้ว เหลือแค่จัดงานแต่งงานเท่านั้น

จะเลิกกันง่าย ๆ ได้ยังไง

ต้องมีเรื่องใหญ่แน่

เธอรีบลุกจากเตียง “ฮุ่ยฮุ่ย เธออยู่ที่ไหน?”

“บาร์อี้ซิน”

“อยู่ที่นั่นนะ อย่าไปไหน เดี๋ยวฉันจะไปรับเดี๋ยวนี้ล่ะ” สวี่หว่านหนิงเปิดตู้เสื้อผ้า พลันหยิบเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว

เธอร้อนใจ รีบไปถึงห้องส่วนตัวของบาร์อี้ซิน ก่อนจะได้รู้ว่า ไป๋ซวี่ก็อยู่ด้วย

ทั้งสองเมาหนัก นั่งทรุดอยู่คนละมุมของโซฟา ห่างกันราวสองเมตรได้

“หนิงหนิง…” เสิ่นฮุ่ยเห็นเธอ ก็ร้องไห้และยื่นมือมาให้ ใบหน้าแดงก่ำ เต็มไปด้วยน้ำตา พลางพูดเสียงสะอื้น “ฉันจะเลิกกับเขา พาฉันออกไปเถอะ ฉันไม่อยากเจอเขาอีกแล้ว”

สวี่หว่านหนิงวางกระเป๋า หยิบทิชชู่นั่งข้างเธอ เช็ดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน “ดื่มเมาขนาดนี้ได้ยังไง อย่าใช้อารมณ์ มีปัญหาอะไร รอสร่างก่อนค่อยคุยกัน”

ใบหน้าของไป๋ซวี่แดงคล้ำ เขาโซซัดโซเซลุกขึ้น “อาเย่า นายมาแล้ว”

เมื่อได้ยินชื่อนั้น หัวใจของสวี่หว่านหนิงกระตุกวูบ เลือดในกายเหมือนแข็งตัว ร่างกายชาหนัก เธอเงยหน้าขึ้นอย่างตึงเครียด

ฉือเย่าสวมเสื้อดำกางเกงดำ ดูเย็นชา แต่สง่างาม ดวงตาลึกล้ำยากหยั่ง สายตานั้นหยุดนิ่งอยู่ที่สวี่หว่านหนิง

เมื่อตาทั้งสองคู่สบกัน หัวใจของเธอสับสน ปนความหวาดหวั่นโดยไม่รู้ตัว

ความทรงจำเมื่อสัปดาห์ก่อน จูบที่ถูกบังคับยังตามหลอกหลอน บาดแผลบนริมฝีปากของเขาหายดีแล้ว แต่ปมในใจของเธอยังไม่เลือนหายไป

ไป๋ซวี่โซซัดโซเซพุ่งเข้าไปพิงตัวฉือเย่า

ฉือเย่าจับแขนเขาไว้

“เธอจะเลิกกับผม” ไป๋ซวี่ชี้ไปที่เสิ่นฮุ่ย เสียงนั้นสั่นเครือปนสะอื้น “นายบอกมาหน่อยสิ ว่าผู้หญิงคนนี้ไม่มีหัวใจใช่ไหม?”

คนที่ฉือเย่ามอง ไม่ใช่เสิ่นฮุ่ย

แต่เป็นสวี่หว่านหนิง

สายตานั้นทำให้หัวใจเธอปวดหน่วงขึ้นมา

“ใช่ เธอไม่มีหัวใจ” เสียงของฉือเย่าทุ้มต่ำ เบาและเย็นชา

สวี่หว่านหนิงรู้สึกผิด จึงรีบหลบสายตา ก่อนจะพยุงเสิ่นฮุ่ยขึ้น พร้อมหยิบกระเป๋าของทั้งคู่ “ฮุ่ยฮุ่ย ฉันจะพาเธอกลับบ้าน”

เสิ่นฮุ่ยยืนไม่ไหว จึงพิงใส่สวี่หว่านหนิงจนถอยหลังไปสองก้าว ทั้งสองโซซัดโซเซออกไปข้างนอก

เมื่อออกมาจากบาร์ สวี่หว่านหนิงก็เรียกแท็กซี่ พลางพยุงเสิ่นฮุ่ยขึ้นรถไป

“ฮุ่ยฮุ่ย ฉันจะพาเธอกลับบ้านแม่เธอ” เธอโอบเธอไว้พลางลูบผมอย่างอ่อนโยน

เสิ่นฮุ่ยเม้มปากสั่น น้ำตาคลอ ส่ายหน้า “ไม่เอา ฉันไม่อยากให้แม่เห็นฉันในสภาพนี้ แม่ต้องเป็นห่วงแน่”

“งั้นไปบ้านฉัน”

“ไม่เอา จะรบกวนเธอน่ะสิ ส่งฉันกลับบ้านใหม่ก็พอ”

“แต่ไป๋ซวี่ก็จะกลับไปนะ ฉันกลัวพวกเธอจะทะเลาะกันอีกตอนกลางคืน”

เสิ่นฮุ่ยเงยหน้าขึ้น ก่อนจะตะโกนอย่างเมามาย “เขายังไม่หย่านมแม่ กลับไปกินนมแม่แล้วล่ะ ไม่กลับมาที่เรือนหอหรอก”

สวี่หว่านหนิงพอจะเดาเหตุผลที่ทะเลาะกันได้แล้วล่ะ

ไป๋ซวี่มาจากครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว โตมากับแม่ ส่วนเสิ่นฮุ่ยเป็นคุณหนูที่ถูกตามใจ รักอิสระ สบาย ๆ ย่อมไม่อยากอยู่กับผู้ใหญ่เป็นธรรมดา

สุดท้ายเมื่อไม่มีทางเลือก เธอจึงพาเสิ่นฮุ่ยกลับไปที่เรือนหอของทั้งคู่

คอนโดขนาดใหญ่ อบอุ่น สบาย

เมื่อเข้าไปในห้อง

สวี่หว่านหนิงก็พยุงเสิ่นฮุ่ยขึ้นเตียง ก่อนจะถอดรองเท้าและถุงเท้า ใช้ผ้าขนหนูอุ่นเช็ดตัวและแขน ล้างเครื่องสำอาง เปลี่ยนเสื้อผ้า ให้ใส่ชุดนอนที่สบาย

เธอชงชาช่วยสร่างเมา วางไว้บนโต๊ะข้างเตียง รองเท้าแตะก็วางไว้ข้างเตียง เผื่อเช้าวันรุ่งขึ้นจะได้ใส่สะดวก

นอกห้อง มีเสียงเปิดประตูดังขึ้น

หัวใจของสวี่หว่านหนิงกระตุก พลางรีบเดินออกไป

พอดีเห็นฉือเย่าพยุงไป๋ซวี่ที่เมาหนักเข้ามา

เขาโยนไป๋ซวี่ลงบนโซฟา ขยับไหล่เล็กน้อย แล้วหันมามอง

ในเสี้ยววินาทีที่สายตาปะทะกัน

สวี่หว่านหนิงสะดุ้ง และรีบถอยกลับเข้าห้อง เธอหัวใจเต้นแรง ทั้งตึงเครียด ทั้งสับสน

ฉือเย่าเคยเตือนเธอ ให้หายไปให้สิ้นซาก อย่าปรากฏตัวต่อหน้าเขาอีก

ไม่นานนัก เสียงปิดประตูดังขึ้น

สวี่หว่านหนิงรอสักพัก แน่ใจว่าด้านนอกเงียบแล้ว จึงออกมา

ฉือเย่าจากไปแล้ว

ไป๋ซวี่นอนเหยียดอยู่บนโซฟา ดูน่าสงสารไม่น้อย

ผู้ชายนี่ช่างสะเพร่าจริง ๆ อย่างน้อยก็ห่มผ้าให้หน่อยสิ ถ้าเป็นหวัดขึ้นมาจะทำยังไง

สวี่หว่านหนิงหยิบผ้าห่มจากตู้ ก่อนจะคลุมให้เขา

เวลาล่วงเลยไปถึงตีสองครึ่ง เธอรู้สึกเหนื่อยล้าจนหมดแรง

เธอสะพายกระเป๋า ก่อนจะเปิดประตูใหญ่และเดินออกไปอย่างอ่อนแรง

ในเสี้ยววินาทีที่ประตูปิด เธอเงยหน้าขึ้นมา ก็ต้องสะดุ้งกับชายที่อยู่ตรงหน้าจนต้องถอยหลังอย่างแรงและแผ่นหลังชนเข้ากับประตู เธอรีบหมุนลูกบิดอย่างลนลาน

แต่ประตูล็อกลงแล้ว ไม่มีทางหนีไปไหนได้แล้ว

หัวใจของเธอเต้นรัว ลมหายใจปั่นป่วน เธอกลืนน้ำลายอย่างตึงเครียด

ฉือเย่ายืนอยู่ตรงหน้า พลางพิงผนังแล้วเอามือหนึ่งล้วงกระเป๋า ท่าทางเกียจคร้าน สบาย ๆ

นิ้วยาวเรียวชัดเจน คีบบุหรี่ที่สูบไปครึ่งมวน จากนั้นศีรษะที่ก้มต่ำค่อย ๆ เงยขึ้น ดวงตาลึกราวหมึกดำ จับจ้องมาที่สวี่หว่านหนิง
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • หวนพบอีกครา คุณฉือคลั่งรัก   บทที่ 30

    วันแรกของการอยู่ร่วมกัน สุดท้ายก็ยังมีความอึดอัด ไม่ค่อยเป็นธรรมชาติอยู่บ้างสวี่หว่านหนิงขังตัวเองอยู่ในห้อง เพื่ออ่านสำนวนคดีพร้อมทั้งเฝ้าสังเกตหลี่เสวี่ยจากตึกฝั่งตรงข้ามยามเย็น เธอสังเกตเห็นหลี่เสวี่ยพาชายวัยกลางคนคนหนึ่งกลับบ้านทั้งสองกอดจูบกันในห้องนั่งเล่น จากนั้นก็รูดม่านปิดลงสวี่หว่านหนิงถึงกับตกตะลึงหลี่เสวี่ยคนนี้ อายุปูนนี้แล้ว ตกลงเธอมีความสัมพันธ์กับผู้ชายมากี่คนกันแน่?ไม่กลัวเฉินจื่อหาวกลับบ้านมาเห็นหรือไง?“ก๊อก ก๊อก!”เสียงเคาะประตูดังขึ้น ดึงสติของสวี่หว่านหนิงกลับมาเธอรีบเก็บกล้องส่องทางไกลใส่ลิ้นชัก ก่อนจะหันไปมองประตู “มีอะไรหรือเปล่า?”“ทำกับข้าวเยอะไปหน่อยน่ะ เธอจะมากินด้วยกันไหม?”สวี่หว่านหนิงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลาเธอมักจะยุ่งจนลืมกินข้าว เลยไม่รู้ตัวเลยว่าเป็น 6 โมงเย็นแล้ว“ได้ค่ะ”เธอถือโทรศัพท์ออกจากห้อง เดินไปที่โต๊ะอาหารเพื่อนั่งลงฝั่งตรงข้ามฉือเย่าบนโต๊ะมีอาหาร 3 อย่างกับซุปหนึ่งหม้อเนื้อผัดไข่ ปลานึ่ง ผักกาดแก้วผัด ซุปฟักกับซี่โครงหมูและข้าวสวยสองชามที่ตักไว้เรียบร้อยเธอเหมือนไม่ได้กินอาหารบ้านๆ ที่ครบถ้วนและมีคุณค่าขนาดนี้ม

  • หวนพบอีกครา คุณฉือคลั่งรัก   บทที่ 29

    สุดท้ายยังต้องลงนามและพิมพ์ลายนิ้วมือ กลายเป็นสัญญาอยู่ร่วมกันอย่างเป็นทางการมีผลผูกพันทางกฎหมายฉือเย่าวางขวดน้ำลง นั่งลงบนโซฟาเพื่ออ่านกฎแต่ละข้ออย่างละเอียดอ่านจบ เขาหยิบปากกาขึ้นมาเซ็นชื่อ จากนั้นกดลายนิ้วมือลงบนแท่นหมึกสีแดงที่เตรียมไว้ข้างๆสวี่หว่านหนิงหิ้วถุงใหญ่ 2 ถุงกลับมาจากข้างนอกเธอเงยหน้าขึ้น สายตาบังเอิญสบกับดวงตาสีดำลึกของฉือเย่าจึงเกิดอาการชะงักไปชั่วขณะอยู่คนเดียวมา 5 ปี จู่ๆ ในบ้านก็มีผู้ชายเพิ่มขึ้นมาแถมยังเป็นแฟนเก่าอีกมันไม่ชินจริงๆ และต้องใช้เวลาในการปรับตัวเธอหลบสายตา เดินไปเปลี่ยนรองเท้าแล้วเดินเข้าไป “คุณเซ็นสัญญาแล้วหรือยัง?”“เซ็นแล้ว” ฉือเย่าหยิบโทรศัพท์ออกมา เดินเข้าไปหาเธอแล้วเปิดหน้าจอให้เห็นคิวอาร์โค้ดสวี่หว่านหนิงก้มมองโทรศัพท์เขา “ทำอะไร?”“ในสัญญามีข้อเรื่องการช่วยเหลือกันและการแบ่งค่าใช้จ่ายถ้าไม่มีช่องทางติดต่อคุณจะโอนค่าเช่ายังไง”ความสัมพันธ์แบบอยู่ร่วมกัน จำเป็นต้องแลกข้อมูลติดต่อกันจริงๆไม่ว่าจะเป็น ฝนตกต้องช่วยกันเก็บผ้า ลืมปิดเตาหรือโอนค่าเช่าทางออนไลน์ ล้วนต้องติดต่ออีกฝ่ายได้เธอลังเลอยู่ไม่กี่วินาที ก่อนจะวางถุงลงเพื่อห

  • หวนพบอีกครา คุณฉือคลั่งรัก   บทที่ 28

    เมื่อออกจากห้องมาแล้ว เสิ่นฮุ่ยกับไป๋ซวี่จับมือกันเข้าไปในลิฟต์ไป๋ซวี่รีบโอบกอดเสิ่นฮุ่ยไว้ พูดเสียงอ่อนโยนปลอบใจ “ขอโทษนะ ที่รัก”เสิ่นฮุ่ยผลักเขาออก “ไปให้พ้น ก็บอกแล้วว่าใครไม่หย่าใครเป็นหมาไง”ไป๋ซวี่ทำหน้าจริงใจ “โฮ่ง โฮ่ง!”เสิ่นฮุ่ยกลั้นหัวเราะไม่อยู่แต่แล้วก็พึมพำอย่างเศร้าๆ “ฉันรู้สึกผิดกับหนิงหนิง พวกเราใช้เรื่องหย่ามาบีบให้เธอยอม ฉันรู้สึกผิดกับเธอจริงๆ”ไป๋ซวี่ทำหน้าบริสุทธิ์ “แต่พวกเราก็ไม่มีทางเลือกหนิ ใครจะรู้ว่าทั้งเธอทั้งฉือเย่าต่างก็หัวแข็ง ไม่มีใครยอมถอยเลย”“หนิงหนิงทำเพราะต้องสืบคดีของพ่อเธอ ฆาตกรก็อยู่ตึกฝั่งตรงข้าม เธออยู่ที่นี่สะดวกกว่า แต่ฉือเย่าล่ะ ทำไมเขาไม่ยอมย้ายเหรอ”ไป๋ซวี่ขมวดคิ้วด้วยสีหน้าฉงน “ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ปกติฉือเย่าเป็นคนสุภาพ อ่อนโยน วางตัวดี มีมารยาทและภาพลักษณ์ยอดเยี่ยม แต่ครั้งนี้ ผมเดาไม่ออกจริงๆ ว่าทำไมเขาถึงดื้อรั้นขนาดนี้”“ช่างเถอะ ไม่สนแล้ว ในเมื่อเรื่องทางนี้จบแล้ว งั้นเราไปที่สำนักงานทะเบียนสมรสดีกว่า”“ที่รัก อย่าขู่ผมเลย ผมเลือดลมยิ่งไม่ดีอยู่ หัวใจจะรับไม่ไหวแล้ว”เสิ่นฮุ่ยเม้มปากยิ้มบางๆไป๋ซวี่จับมือเธอขึ้นมาจูบ

  • หวนพบอีกครา คุณฉือคลั่งรัก   บทที่ 27

    “ฉันไม่ไป” สวี่หว่านหนิงส่ายหน้า เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องที่อยู่อาศัยและไม่ใช่เรื่องราคาเลยด้วยซ้ำการอยู่ที่นี่ ทำให้เธอสะดวกในการติดตามสืบสวนแม่ของเฉินจื่อหาว เพราะจริงๆ แล้วเมื่อครึ่งปีก่อนเธอก็คิดจะย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านนี้ แต่ค่าเช่าแพง แถมที่พักแถวนี้ก็หายาก แผนการดังกล่าวเลยถูกพับเก็บมาจนถึงตอนนี้กว่าจะได้เจอห้องของเสิ่นฮุ่ยที่ว่างพอดี ยังให้เช่าเธอในราคาครึ่งหนึ่ง เธอไม่มีทางยอมย้ายออกเด็ดขาดยิ่งไปกว่านั้น บ้านฝั่งตรงข้ามของฉือเย่ามีซูเยว่เยว่อาศัยอยู่ แค่คิดว่าต้องเจอผู้หญิงคนนั้นบ่อยๆ ก็ปวดหัวแล้วฉือเย่าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วเปิดประวัติการพูดคุยผ่านข้อความ ก่อนจะตั้งหน้าจอแนวตั้งให้สวี่หว่านหนิงดู “คุณเป็นทนาย น่าจะรู้ดีกว่าผมว่าข้อความการคุยผ่านโทรศัพท์ในรวมถึงหลักฐานการโอนเงินล้วนมีผลทางกฎหมาย ใช่ไหม?”สวี่หว่านหนิงเงียบไปฉือเย่าพูดต่อ “บ้านหลังนี้ ผมย้ายเข้ามาอยู่ตั้งแต่ครึ่งเดือนก่อน จ่ายค่าเช่าล่วงหน้าครึ่งปีเรียบร้อย อะไรก็ต้องมีมาก่อนมาหลัง ตอนนี้คุณถือว่าแย่งชัดๆ”สวี่หว่านหนิงสูดหายใจลึกเพราะแอบรู้สึกผิดเล็กน้อย เธอเอามือดึงเชือกหมวกเสื้อฮู้ดไปมา “บ้านหลังนี้เ

  • หวนพบอีกครา คุณฉือคลั่งรัก   บทที่ 26

    ณ เขตเตี๋ยอวิ๋นสวี่หว่านหนิงแบ่งเวลาช่วงสุดสัปดาห์ ย้ายบ้านคนเดียวเมื่อจัดของจนถึงเที่ยงคืน เธอเหนื่อยกระดูกแทบหักเธออาบน้ำ แล้วเข้าไปนอนพักเธอได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากนอกห้องในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่นในฐานะผู้หญิงโสดที่อาศัยอยู่คนเดียวมานาน สวี่หว่านหนิงมีสัญชาตญาณระแวดระวังสูง เธอเลยสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันทีเธอเลยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อเหลือบมองเวลาเวลาตี 5:30เป็นช่วงเวลาทองของพวกโจรจริงๆสวี่หว่านหนิงทั้งกลัวทั้งไม่สบายใจ จึงสวมเสื้อคลุมบางๆ แล้วคว้าปืนช็อตไฟฟ้าออกมาจากกระเป๋า ก่อนจะค่อยๆ เดินไปทางประตูอย่างระมัดระวังเธอแนบหูลงกับบานประตู ก็ได้ยินเสียงเคาะ “ปึงๆ” ดังขึ้นทันที ทำเอาเธอสะดุ้ง ถอยหลังไปสองก้าวขโมยถึงกับกล้าเคาะประตูงั้นเหรอ อุกอาจเกินไปแล้วหรือจะเป็นเสิ่นฮุ่ยหัวใจของสวี่หว่านหนิงเต้นกระหน่ำ ฝ่ามือชุ่มเหงื่อ เธอกำปืนช็อตแน่น แล้วตะโกนถาม “ใครน่ะ”“ออกมาหน่อยสิ”เสียงผู้ชายจากนอกประตู คุ้นเคย อบอุ่น นุ่มลึกและมีเสน่ห์เหมือนเสียงของฉือเย่าเลยสวี่หว่านหนิงตกตะลึงพลางคิดว่าตัวเองหูฝาด “คุณเป็นใครกันแน่ เข้ามาในบ้านฉันได้ยังไง ฉันแจ้งตำรวจแล้ว ถ้ารู

  • หวนพบอีกครา คุณฉือคลั่งรัก   บทที่ 25

    หลังจากตั้งสติอยู่พักใหญ่ เขาเผยรอยยิ้มที่ดูเจ็บปวดยิ่งกว่าการร้องไห้ เม้มริมฝีปาก พยักหน้าเบาๆ แล้วถอนหายใจยาวเขาไม่พูดอะไรสักคำ ความผิดหวังในดวงตาราวกับกำลังลุกไหม้ จากนั้นก็หันหลังอย่างเด็ดเดี่ยวก่อนจะเดินผ่านโซฟาไปคว้าเสื้อสูทและเนกไทของตัวเอง แล้วก้าวออกจากห้องเช่าไปอย่างรวดเร็วสวี่หว่านหนิงพิงกำแพงอย่างไร้เรี่ยวแรง พลางมองแผ่นหลังของฉือเย่าที่จากไปหัวใจของเธอเหมือนถูกควักออกไปทั้งก้อน เลือดไหลนอง เจ็บจนแทบขาดใจ เธอใช้มือทั้งสองปิดปากแน่น ไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมาแต่น้ำตากลับไหลทะลักราวกับเขื่อนแตกเธอไถลตัวลงตามผนัง นั่งยองอยู่กับพื้น ร่างกายสั่นไม่หยุด ปากถูกปิดแน่นจนทำได้เพียงส่งเสียงสะอื้นจากลำคอ สายตามัวพร่าไปด้วยน้ำตา ทั้งใบหน้าและหลังมือเปียกชุ่มไปหมดเจ็บเหลือเกิน… เจ็บจริงๆฉันควรทำอย่างไรดีขอโทษนะ ฉือเย่า ขอโทษจริงๆ…——เดือนพฤศจิกายน เมืองเซินเฉิงมีฝนตกหนักครั้งใหญ่เมืองชายทะเลทางใต้ ในที่สุดก็ได้รับคลื่นอากาศหนาวระลอกแรกอุณหภูมิ 18 องศาเซลเซีย ทั้งชื้นทั้งเย็น ลมที่พัดมาแทรกซึมถึงกระดูก หนาวจนฟันกระทบกันไม่หยุดไม่กี่วันก่อน สวี่หว่านหนิงได้รับแจ้งจากเ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status