Mag-log inค่ำคืนแรกกับที่ทำงานใหม่ เธอตั้งใจว่าจะใจเย็นกับทุกเรื่อง ที่นี่คือผับชั้นใต้ดินในโรงแรมหรูที่เธอไม่เคยได้ย่างกรายเข้ามา มันหรูหราเกินคาดและแขกส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ สิ่งที่เธอได้ยินแล้วขนลุกวาบฉับพลันนั่นคือเพื่อนรวมงานสาวคนหนึ่งเล่าให้เธอฟังว่าเจ้าของผับแห่งนี้เป็นชาวอาหรับ
ความคิดเธอเตลิดไปไกลถึงเขาอีกแล้ว จากที่คิดว่าตนเองเปลี่ยนสถานที่ทำงานที่ซึ่งไม่เคยมีภาพเก่าๆให้แทรกเข้ามารบกวนจิตใจก็ไม่เป็นผล
งานผ่านไปด้วยดี เธอโบกมือลาเพื่อนร่วมงานด้วยอาการกรึ่มเมาเล็กน้อย คืนนี้เฉพาะทิปที่เธอดื่มก็ฟาดไปเกือบหมื่น
ร่างเพรียวผอมในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์สะพายกระเป๋าผ้า ยืนรอเพื่อนด้วยท่าทีร้อนใจ
‘ชะนี ฉันลืมไปเลยจริงๆถ้าแกไม่โทรมา’
“เออ กูกลับเองก็ได้”
‘เดี๋ยวสิคะคุณลาโง่ ทำไมแกไม่รับงานต่อฮ้า? ฉันเพิ่มชื่อแกให้ด้วยแล้วนะ’
“ไม่เอา กูไม่รับงานวีมึงก็รู้”
‘โนจ๊ะ นังลา นี่ไม่ใช่งานวี ได้ยินว่าเป็นชาวอาหรับแต่งงานกับสาวไทย แกไม่ลองเสี่ยงหน่อยเหรอเผื่อเจอคุณชารีฟไง’
“กูไม่ตลก” เธอเหนื่อยอ่อนหัวใจ ไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากเจออดีตชายคนรักในสถานที่แบบนั้นอีกครั้งหรอกนะ น่าอายจะแย่
‘เออ กูพูดเล่นเค้าคงเข็ดจนไม่มาเหยียบเมืองไทยแล้วล่ะ แต่กูแค่จะบอกว่าเงินดีนะเว้ย เค้าไม่บังคับ ถ้าแกบอกว่าไม่ เค้าก็ไม่ทำหรอกน่าแกเชื่อฉัน มันเงินดีมากเว้ย เผลอๆแกอาจจะเจอคนดีๆแบบคุณชารีฟอีกไง’
“เลอะเทอะ กูไม่เอา อย่าได้หาดิลงานให้กูเชียวนะ”
‘สาบานด้วยเกียรติของแม่เล้า กูไม่ได้ดิลกับแขกที่ไหน แค่อยากให้มึงลืมตาอ้าปากได้ งานประจำที่แกทนทำมันเป็นปีๆมันได้เงินเยอะเท่านี้ไหม? เป็นแม่บ้านหรือสาวโรงงานแล้วมึงพอใช้ไหมล่ะ?’
เธอฉุกคิดถึงความลำบากในอดีต
“เออ ขอบใจ ซาบซึ้งเหลือเกินที่หางานให้”
‘อืม แกได้ภาษาก็ช่วยน้องๆที่ไม่เก่งภาษาก็แล้วกัน อุ๊บ! ซี้ดด’
“นังดิวนั่นแกทำอะไรน่ะ?” ปลายสายเริ่มเปล่งลมหายใจผิดปกติ “นี่อย่าบอกนะว่าแกอยู่กับผู้ชาย”
‘อื้ม’
ดวงตากลมสวยกรอกขึ้นด้านบน
“เออ เดี๋ยวกูจะกลับเข้าไป”
‘เริส’
เธอได้ยินคำติดปากนั้นของเพื่อนหากแต่ตอนนี้มันแทรกเสียงกระเส่าจนต้องรีบวางสายก่อนหันหลังกลับเข้าไปด้านใน
“ไม่ไป” เสียงทุ้มเอ่ยปัดเพื่อนชายที่ชักชวนพาเขาไปดื่มต่อกันที่ชั้นใต้ดินหลังจากงานเลี้ยงวิวาห์เสร็จสิ้น
อันที่จริงเขาแทบจะไม่อยากกลับมาเหยียบที่นี่อีกหรอก แต่เพราะความจำเป็นเมื่อเพื่อนร่วมรุ่นอีกทั้งเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจได้เลือกลงหลักปักฐานกับสาวไทยและแต่งงานกันที่นี่เลยต้องจำใจมาร่วมงานแต่งอย่างเสียไม่ได้
“เหอะน่า ไม่เจอผู้หญิงคนนั้นหรอก โลกก็ไม่ได้แคบสักหน่อย” การิมรบเร้าพร้อมทั้งยังเอ่ยถึงลัยลาฮ์ สาวแสบหน้าเงินคนนั้น เขาเป็นเพื่อนสนิทที่แสนรู้ใจชารีฟ รู้ดีว่าช่วงเวลาที่เขาเจ็บปวดจากสาวไทยคนนั้นมันทรมานสักแค่ไหนกว่าจะผ่านมาได้
“อีกอย่างนะ ป่านนี้หล่อนคงมีครอบครัวมีลูกเป็นโหลแล้วมั้ง” เขาเอ่ยติดตลกพยายามเปลี่ยนใบหน้าหล่อคมคายแต่บึ้งตึงนั้นให้ยิ้มแย้มได้สักที
นัยน์ตาสีเทอควอยซ์หลุบลงต่ำ เอาอีกแล้วสิ แค่มีใครพูดถึงเธอก็รู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก เขายกไวน์ขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดก่อนเดินนำหน้าการิมไป “ไปกันเถอะ”
“ฮะ เฮ้ย เดี๋ยว ตกลงที่ว่าไปนายจะไปกับฉันใช่มั้ย? เยส” การิมชูกำปั้นขึ้นอย่างดีใจ เขาอยากให้ชารีฟได้ผ่อนคลายบ้าง รู้สึกว่าเขาจะบ้างานทำแบบหามรุ่งหามค่ำและขยาดการเที่ยวแบบนี้ตั้งแต่ได้รู้จักกับลัยลาฮ์
..เพราะเธอคนเดียวที่ทำให้เพื่อนเขาเป็นแบบนี้!
ร่างสูงใหญ่เดินเข้าไปด้านในห้องโอ่อ่ามีไฟหลากสีมองเห็นเพื่อนที่นั่งรอก่อนหน้าผายมือเรียกเขาให้เข้ามาแจมกับสาวๆประมาณสิบคนเห็นจะได้ พวกหล่อนสวมชุดเกาะอกสีดำและมีใบหน้าเรียวรูปไข่ที่ละม้ายคล้ายคลึงกันไปหมดราวกับตุ๊กตามาจากโรงงานผลิตเดียวกัน และก็ยอมรับอยู่เหมือนกันว่าเขากลายเป็นมีอคติเลยทันทีเมื่อพวกหล่อนนั้นคล้ายคลึงกับลัยลาฮ์เสียเหลือเกิน
“ไง แจ่มไหม?”
“ก็งั้นๆ” เขายักไหล่
เธอปราดหางตามองรอบห้อง แต่ทว่า สุดปรายหางตานั้นเธอดันพบกับคนๆหนึ่งซึ่งคล้ายชารีฟมาก ความมืดสลัวบวกกับสาวๆที่ส่ายสะโพกบดบังการมองเห็น ในใจแทบอยากถอดปลั๊กเครื่องเสียงและเปิดไฟสว่างจ้าขอดูหน้าชัดๆ แต่ความจริงเธอแทบไม่กล้าเดินไปทางนั้นเลยด้วยซ้ำ เพราะกลัว กลัวว่าจะเป็นเขาจริงๆ
‘พุทโธ ธัมโม สังโฆโอย..ขออย่าได้เป็นเค้าเลย!’
เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงที่แอบดูชายใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาคนนั้น
ทั้งรูปร่าง ท่าทาง สีหน้า..
ความน่าจะเป็นเขาเพิ่มขึ้นมาเป็น50/50
อาจจะเมาจนตาลายเอาแต่คิดถึงจนเห็นเป็นภาพลวงตา ดังนั้นต้องคุมสติตนเองไว้ อย่าผลีผลามหรือปล่อยไก่ออกไปให้อับอาย
แต่ถ้าเกิดเป็นเขาขึ้นมาล่ะ?!
จะหาทางเลี่ยงหนีออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด ไม่ได้อยากเจอกันในสภาพนี้เลย มันอายเว้ย!
แต่พอเขาเดินเข้ามาใกล้
แม่เจ้า!
สองขาเรียวยืนจังงัง เข่าอ่อนยวบลงจนรีบคว้าแขนเพื่อนร่วมงานไว้เป็นที่ยึด เมื่อชารีฟหันมามองหน้าเธอแบบจังๆ
เธอเย็บวาบไปทั้งตัวแล้วรู้สึกกลัวจนฉี่แทบราดมันตรงนี้เลยเมื่อเขาจ้องเธอชนิดไม่ละสายตา และสายตาคู่นั้นหาได้ตื่นตระหนกกับการได้พบเจอเธอเลย จะว่าจำหน้าเธอไม่ได้คงไม่มีทาง มันเป็นสายตาของคนที่มองกันด้วยความเกลียดชังปนสมเพช
บ้าน่า! โชคชะตาจะเล่นตลกกับเธอเกินไปแล้ว
ดวงตาคมเข้มคู่นั้นช่างมีพลังทำลายล้างอย่างร้ายกาจ เหมือนลูกกระสุนสาดยิงใส่เธอจนร่างพรุน อยากจะหลับตาแล้วแกล้งตายมันตรงนี้เลยจริงๆ
ที่จริงแล้วบ้านสวนริมแม่น้ำเจ้าพระยาขนาดกระทัดรัดบนเนื้อที่เกือบหนึ่งไร่หลังนี้เป็นของคุณตาคุณยายที่เลี้ยงป้าโสภีและแม่โสรยาส่งต่อมายังรุ่นหลานอย่างเธออีก เธอพอจะเข้าใจดีแหละว่าลุงอยากจะเก็บบ้านหลังนี้ไว้ให้ลูกทั้งสองของเค้าแม่เธอชื่อโสรยา ส่วนพ่อชื่อโชคชัย รายนั้นไม่อยากจะพูดถึงหรอก ขอมองข้ามไปก่อนแล้วกัน เพราะพ่อเขามีครอบครัวใหม่ที่แสนอบอุ่นไปแล้วแม่โสรยาหย่ากับพ่อไปมีสามีใหม่ซึ่งเป็นสามีฝรั่ง เธอจำได้พอลางๆเพราะแม่เคยพามาเยี่ยมบ้านหนึ่งครั้ง แต่น่าเสียดายที่แม่ใช้ชีวิตสุขสบายได้เพียงสองปีก็ประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิตที่โน่น เธอไม่มีโอกาสได้กราบศพท่านเลย แม่กลับมาเพียงโกศกระดูกให้ดูต่างหน้า ตามประสาเด็กหญิงอายุเจ็ดขวบที่ยังไม่ได้รู้สึกอาลัยในการสูญเสีย แต่พอโตขึ้น เธอยิ่งรู้สึกเศร้าและคิดถึงแม่อย่างจับหัวใจถ้าแม่โสรยายังอยู่ชีวิตเธอคงดีกว่านี้ ไม่ปากกัดตีนถีบไปเป็นแม่ค้าขายผ้าในตลาดนัดตอนเย็นเพื่อส่งตัวเองเรียนระดับมหาวิทยาลัยรัฐฯในจังหวัดปริมนฑล ชีวิตการต่อสู้ไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้นหรอก บททดสอบมันยากเข้าไปอีกขั้นเมื่อการค้าขายไม่สามารถส่งตัวเองไปถึงฝันได้ ก็นะ มันไม่แน่นอนและใช่
ใบหน้าคมคายเหลือบหันไปมองเธอที่อาเจียนออกมาจนแทบจะหมดตัวแล้วหล่อนก็เอนกายลงนอนตามเดิมอย่างไม่รู้เรื่องราว “ไม่รู้” เขาตอบออกมาตามตรง“โอเค” การิมผงกรับเชื่องช้า ถึงจะไม่เห็นด้วยแต่ก็ไม่ก้าวก่าย เขาเคารพทุกการตัดสินใจของเพื่อนเสมอ “งั้น พรุ่งนี้เจอกันเพื่อน” การิมตบบ่าให้กำลังใจก่อนเดินออกจากห้องไปซู่วส์!สายน้ำจากฝักบัวด้านบนไหลลงมาชำระล้างคนที่กำลังนั่งคออ่อนคอพับไม่ได้สติจนตื่นตัวขึ้นพร้อมเอื้อมมือสะเปะสะปะร้องเรียกหาคนช่วย“ช่วยด้วย อื้อ”“ไง ได้สติแล้วใช่มั้ย” ร่างใหญ่ยืนเท้าสะเอวก้มมองหญิงสาวที่กำลังคลานออกมาจากสายน้ำเงยหน้าขึ้นมองเขา“ชารีฟ”“ใช่ ฉันเอง”ร่างบางเปียกโชกพยายามดันตัวเองให้ลุกขึ้นยืนแต่เหมือนว่าเรี่ยวแรงมันหายไปไหนหมดก็ไม่รู้“พาฉันออกไปจากที่นี่ที”“พรุ่งนี้ฉันจะไปส่ง”“ม่าย ช้านจาไปตอนนี้”“เอาสิ ถ้าเก่งนักก็เดินออกไปเองเลย” เขาหยุดยืนมองดูเฉยๆ อยากจะรู้นักว่าจะเก่งได้สักกี่น้ำแล้วริมฝีปากที่ยิ้มเยาะนั้นกลับเปลี่ยนเป็นอ้าปากค้างหวอในทันทีที่แม่สาวจอมก๋ากั่นดันเดินเซซัดออกไปจากห้องน้ำได้สำเร็จเขาเดินตามหล่อนที่เก้าเท้าเตาะแตะประหนึ่งเด็กหัดเดินพร้อมทั้งมีรอยน้
จากที่เคยอยู่บ้านราคาหกหลักพื้นที่กว้างขวางรองรับเพื่อนเธอกลุ่มใหญ่ที่เขาซื้อไว้ให้ ตอนนี้มันถูกเปลี่ยนมือเป็นเจ้าของคนใหม่แล้ว เธอจะไม่มีทางให้เขาหัวเราะเยาะชีวิตที่อับจนของเธออย่างเด็ดขาด“ทำไม ถ้าฉันไปส่งกลัวผัวที่บ้านเห็นเหรอ”“ใช่ จะทำไม”“เธอนี่มันเลวสุดๆไปเลย”“ก็แล้วไง” เธอทุบตีอกแกร่งหนุบหนับเพื่ออยากหลุดพันธการจากวงแขนทั้งสองยื้อยุดกันได้ไม่นานก็มีฮัสมินเข้ามาไกล่เกลี่ยให้ชนิดที่ทั้งสองไม่เต็มใจหรือต้องการเลยสักนิด“เฮ้ๆใจเย็นนะ มีอะไรหรือเปล่า เอาล่ะ ถึงคิวฉันแล้วใช่มั้ย?”ไม่ทันที่ชารีฟจะอ้าปากพูดอะไรหล่อนก็รับเอ่ยขึ้นทันควัน“ใช่ค่ะ ถึงคิวคุณแล้ว”หัวใจดวงน้อยๆพร่าสั่น ในเมื่อไม่มีอะไรจะเสียแล้วนี่ ปล่อยให้เป็นไปตามสิ่งที่คิดเลยก็แล้วกัน“อย่า” เขาเค้นเสียงเน้นหนักพร้อมส่งแววตาดุดันขู่เธอทว่าสองมือนั้นอ่อนล้า ..เหมือนหัวใจ“ไปถอดเสื้อรอฉันตรงนั้นเลยค่ะ เดี๋ยวฉันตามไป” เธอเอื้อมมือไปลูบไล้แผงอกของฮัสมินก่อนผลักออกเบาๆชารีฟมองเพื่อน และมองผู้หญิงตรงหน้าแล้วแทบจะขยี้เธอให้แหลกคามือ เหมือนโลกทั้งใบมันหยุดหมุน ทุกสิ่งอย่างเงียบงันทั้งที่ความจริงนั้นตรงกันข้าม“สภาพนี้จะปรนเ
ร่างใหญ่ชะงักการเคลื่อนไหว ทั้งสองต่างหันขวับไปตามเสียงจากผู้มาใหม่ให้ตายเถอะ เพื่อนของเขากำลังจะเข้ามาแจม!“ฮึก”ใบหน้าเรียวสะบัดให้ผมลงปกปิดและหันไปอีกทาง ก้อนสะอื้นจุกขึ้นในลำคอจนไร้เสียงจะเอื้อนเอ่ย ไม่เคยรู้สึกอับอายเท่านี้มาก่อน มีดวงตาสองคู่มองเธอกำลังเย่อกับเขาในท่ายืน“มานี่”ชารีฟโอบรัดร่างบางบังคับพาเธอเดินหน้าประมาณห้าก้าวยาวๆให้ด้านหน้าเธอแนบพิงผนังอีกฝั่งเพื่อหลบหนีพวกนั้น ตอนนี้ร่างใหญ่กำยำของเขาบดบังร่างเธอไว้จนมิด“เห้ย อะไรวะ” / “หวงของเหรอ”“เออ กูเสร็จมึงค่อยเอาต่อ”หลังจากได้ยินคำนั้นจากปากเขา ใบหน้าสวยบิดเบี้ยวน้ำตาไหลพรากเป็นสายร่ำร้องในใจอย่างเจ็บปวดทั้งที่ร่างสะท้านตามแรงกระหน่ำอันไร้ความรักและปราณีหลงเหลือเธอเจ็บ เจ็บทั้งตัวและใจพยายามเบี่ยงกายออกแรงดิ้นแต่ก็ไม่หลุด อายแสนอาย ไม่รู้ว่าป่านนี้พวกผู้ชายสองคนนั้นเห็นอะไรบ้าง“อาส์ ลัยลาฮ์”เสียงเรียกแผ่วเบานั้นกลับทำใจอ่อนไหวยวบ พอสองมือหนาดึงเกาะอกลง ตะปบหน้าอกอวบพร้อมคลึงนวดขยำ และช่วงล่างหยุดการเคลื่อนไหว ก่อนจะค่อยๆหมุนควงเนิบนาบ“ซี้ดดด”เธอถูกปลุกปั่นจนเตลิดเมื่อปลายนิ้วร้ายเอื้อมมาบดขยี้เม็ดติ่งกระสัน
“คือ.. ฉันเจอเธอที่ผับ เธอยังทำงานแบบเดิมไม่เปลี่ยน หรือเผลอๆอาจจะรับงานอย่างว่า เห้อ และตอนนี้ฉันคุยกับนายอยู่ในห้องน้ำ” “เห้อ ผมไม่รู้จะบอกกับคุณยังไงดี คุณเหมือนน้ำมัน และเธอคือไฟ เอาเป็นว่าคุณอย่าเข้าใกล้กันน่าจะดีกว่านะครับ เธอคือสิ่งเดียวในโลกที่คุณคอนโทรลไม่ได้ ฉะนั้น ผมว่าไม่มีเหตุจำเป็นอันใดที่คุณควรเอาตัวเข้าไปใกล้เธอเลยครับ” “เห้อ โอเค” การิมเพื่อนรักเองก็บอกเขาอย่างนั้น เธอคนนี้ทำให้เขาเป็นโรคไมเกรนปวดหัวแทบจะระเบิดแทนที่จะเกิดขึ้นเพราะการทำงานหนักเขาใจสั่นเพียงแค่ได้เจอเธออีกครั้ง หลังจากทำใจมาได้เป็นปีๆ ทุกอย่างที่ตั้งใจมันจะพังทลายลงแค่เจอเธอคืนนี้? จากที่คิดว่าจะไม่สนใจใยดี พอเอาเข้าจริงๆมันอยู่เฉยไม่ได้หากจะต้องทนรับรู้ว่าเธอกำลังจะขายตัวให้เพื่อนของเขา อาจจะไม่ใช่แค่หนึ่งคน อาจจะเป็น สอง สาม หรือสี่ ตอนนี้มันเหลืออดเกินจะเพิกเฉยกับผู้หญิงยอมยั่วคนนี้แล้ว!! “ฮัสมิน เอาถุงยางมา”ชารีฟรับซองถุงยางอนามัยจากฮัสมิน เพื่อนชายอีกคนที่เดินตามยาซัดดิ่งตรงเข้า
ร่างเพรียวสวยเริ่มยืนไม่อยู่เธอขอนั่งเก้าอี้มองเพื่อนร่วมงานเล่นเกมส์สนุกสนานกับแขกอย่างครื้นเครง เธอรู้สึกเมื่อยคอจึงขอฟุบลงกับโต๊ะสักงีบนานเท่าไหร่ไม่รู้ เธอสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าสาวๆจากที่มีสิบคนตอนนี้เหลือแค่ห้า บรรดาแขกวีไอพีเองก็จำนวนคนลดลงเช่นกัน“ว้าย แพ้อีกแล้วเนี่ย”“ถอดเลยๆ”และ ณ ตอนนี้เธอกำลังนั่งมองดูสาวๆกำลังเล่นเกมส์ไพ่กับแขก บางคนเปลือยอกจนเหลือแค่กางเกงในเพราะแพ้ เธอรีบกวาดสายตามองหาเขาในทันที แล้วก็พบว่าเขาย้ายจากที่นั่งเดิมไปอีกฝั่งหนึ่ง“เห้อ” เธอแอบโล่งใจไปหนึ่งเปราะที่เขาไม่ได้ไปไหน และไม่ได้ร่วมเล่นเกมส์บ้าๆนั่น เมื่อบรรยากาศภายในห้องชักไม่เหมือนเดิม ทุกคนเมามายหนัก หัวเราะอย่างสนุกสนาน สาวบางคนนั่งให้แขกขยำหน้าอกแล้วก็ก้มลงดูด ‘ชิบหายละ! หรือว่านี่คืองานวีสุกี้หม้อรวม?!!’ เอาล่ะ เธอต้องรีบหาทางหนีทีไล่ อยากจะเขกหัวตัวเองเหลือเกินที่เผลอหลับไป บวกกับตนเองที่เลือกรับเงินแสนนั้นเพื่อนกลุ่มที่ไม่รับงานพวกนี้ต่อเลยไม่ปลุกและคิดว่าเธอเป็นสายนี้กระมัง