Mag-log inวิเวียน ลูน่าเวส หรือ “วีวี่” ถูกพาตัวเข้าสู่เกมลับที่ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ เกมที่เต็มไปด้วยภารกิจ ทางหลอก และกฎที่ไม่มีใครบอกความจริงทั้งหมด แต่สิ่งที่อันตรายกว่าเกม คือ Keeper ทั้งสี่คนที่คอยจับตาเธออยู่ทุกฝีก้าว คนหนึ่งควบคุมข้อมูล คนหนึ่งควบคุมทุกทางหนี คนหนึ่งตามรอยเธอราวกับเกิดมาเพื่อการล่า และอีกคนอ่านพฤติกรรมของเธอได้แม่นยำจนน่ากลัว หน้าที่ของวีวี่มีเพียงอย่างเดียว—เอาชีวิตรอด แต่ยิ่งเธอหนี เกมกลับยิ่งผิดเพี้ยน ภารกิจถูกแทรกแซง เส้นทางปลอดภัยถูกปิด Keeper ที่ไม่ควรอยู่ในพื้นที่เดียวกันกลับปรากฏตัวพร้อมกัน บางคนเริ่มช่วยเธอทั้งที่ผิดกฎ บางคนกันคนอื่นไม่ให้เข้าใกล้ และบางคนไม่ยอมให้ใครเป็นฝ่ายจับเธอ…นอกจากตัวเอง จากการเฝ้ามอง กลายเป็นการแย่งชิง จากการไล่ล่า กลายเป็นความต้องการที่เริ่มควบคุมไม่อยู่ จนวีวี่เริ่มไม่แน่ใจว่า สิ่งที่อันตรายที่สุดในเกมนี้คือการถูกจับได้— หรือเป็นตอนที่เธอเริ่มอยากรู้ว่า หากหยุดวิ่งเอง… พวกเขาจะทำอย่างไรกับเธอ “ถ้าอยากจับฉันนัก ก็เข้ามาสิคะ”
view moreฝนตกหนักมาตั้งแต่หัวค่ำ และไม่มีทีท่าว่าจะซาลงง่าย ๆ
เม็ดฝนถูกลมพัดเฉียงกระแทกกระจกอาคาร หลังคารถ และพื้นถนนจนเสียงพร่าดังคลุมไปทั่วบริเวณ แสงจากป้ายร้านค้าและตึกสูงสองฝั่งถนนสะท้อนอยู่บนพื้นเปียกชื้น สีแดง ส้ม ม่วง และฟ้าละลายปะปนกันอยู่ตามแอ่งน้ำ ก่อนจะแตกกระจายทุกครั้งที่รถแล่นผ่าน
ผู้คนบนทางเท้าต่างเร่งฝีเท้ากลับบ้าน ไม่มีใครสนใจจะมองคนรอบข้างมากนัก
ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น ไม่มีใครสังเกตเห็นรถสีดำคันหนึ่งที่จอดนิ่งอยู่อีกฝั่งของถนนมานานพักใหญ่แล้ว
ไฟหน้าดับสนิท กระจกทุกบานมืดจนมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ภายใน มีเพียงเครื่องยนต์ซึ่งยังเดินเบาอยู่ใต้เสียงฝน
มันจอดอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งประตูกระจกของอาคารฝั่งตรงข้ามเปิดออก
หน้าจอเล็กภายในรถจึงสว่างขึ้น
ภาพหญิงสาวคนหนึ่งถูกขยายเข้ามาใกล้ กรอบสีขาวปรากฏครอบใบหน้าของเธอ ก่อนข้อมูลไม่กี่บรรทัดจะเลื่อนขึ้นบนหน้าจอ
วิเวียน ลูน่าเวส
อายุ 26 ปียืนยันตัวตนแล้วชายที่นั่งอยู่ด้านหน้าขยับมือแตะอุปกรณ์สื่อสารข้างหู
“เจอตัวแล้ว”
ปลายสายเงียบไปเพียงครู่ ก่อนเสียงทุ้มเรียบจะตอบกลับมา
“เอาตัวมา”
ไม่มีคำถาม ไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม
คำสั่งมีเพียงเท่านั้น
วีวี่ไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังถูกจับตามอง
สิ่งที่ทำให้เธอหงุดหงิดที่สุดในตอนนี้กลับเป็นร่มใสในมือที่ถูกลมพัดจนโครงด้านหนึ่งพลิกกลับอีกครั้ง
“จะพังวันนี้ให้ได้เลยใช่ไหมเนี่ย…”
หญิงสาวยืนหลบอยู่ใต้ชายคาของร้านที่ปิดไปแล้ว พลางก้มหน้าก้มตาจัดการกับแกนโลหะที่บิดออกจากร่อง เสื้อคอเต่าสีดำไร้แขนชื้นไปเล็กน้อยตรงหัวไหล่ เส้นผมยาวบางส่วนแนบติดข้างแก้ม ส่วนกางเกงยีนส์เอวต่ำก็เปียกตรงชายขาจนสีเข้มขึ้นกว่าเดิม
เธอลองดันแกนโลหะกลับเข้าไปครั้งหนึ่ง
ไม่เข้า
วีวี่ขมวดคิ้ว ก่อนออกแรงอีกนิด
“เออ…ดื้อเข้าไป”
กึก
แกนเล็กเด้งกลับเข้าร่องพอดี
เธอชะงักมองผลงานตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรอยยิ้มพอใจจะผุดขึ้นบนใบหน้า
“นั่นไง ก็ยังใช้ได้อยู่”
เธอกางร่มขึ้นทดลองหมุนดูสองสามที เมื่อเห็นว่ามันไม่พลิกกลับอีกจึงพยักหน้ากับตัวเองอย่างพอใจ
หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู
23:08 น.
แบตเตอรี่เหลือสิบสองเปอร์เซ็นต์ ส่วนรถที่เรียกไว้ขึ้นว่ากำลังจะมาถึงในอีกสามนาที
“โอเค…ขอให้ถึงห้องก่อนแบตหมดก็พอ”
เธอเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า ก่อนขยับสายกระเป๋าบนไหล่ให้เข้าที่
จังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านหลัง
ตอนแรกวีวี่ไม่ได้สนใจนัก เพราะบริเวณนี้ยังมีคนเดินผ่านอยู่เป็นระยะ แต่เสียงนั้นกลับไม่ได้เคลื่อนห่างออกไป ตรงกันข้าม มันกลับใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ
เร็วเกินไป
ความรู้สึกบางอย่างแล่นวาบขึ้นมาตรงท้ายทอย
วีวี่กำลังจะหันกลับ แต่ยังไม่ทัน—
ข้อมือของเธอก็ถูกคว้าอย่างแรง
“เฮ้ย!”
ร่างเล็กสะบัดแขนแทบจะทันที ทว่าอีกมือกลับเข้าล็อกหัวไหล่จากด้านหลังเสียก่อน
“ปล่อยฉันนะ!”
วีวี่ก้มตัวลงแรง ๆ แล้วเหยียบส้นรองเท้าลงบนหลังเท้าของคนที่อยู่ข้างหลังเต็มแรง
แรงจับคลายเพียงชั่ววินาที
แค่นั้นก็พอ
เธอบิดข้อมือหลุด หมุนตัวออกด้านข้างแล้ววิ่งทันที
แต่ยังไม่พ้นชายคา ชายอีกคนก็โผล่ขึ้นมาขวางทาง
“ไอ้บ้าเอ๊ย!”
วีวี่หักตัวหลบอย่างกะทันหันจนเกือบเสียหลัก มือของอีกฝ่ายคว้าได้เพียงสายกระเป๋า
เธอปล่อยกระเป๋าทันที
ของหาใหม่ได้
ชีวิตหาใหม่ไม่ได้
หญิงสาวยังวิ่งต่อ
อีกไม่ไกลก็ถึงถนนใหญ่แล้ว
ถ้าไปถึงตรงนั้นได้—
หมับ!
แขนแข็งแรงรัดเข้ารอบเอวจากด้านหลังจนตัวเธอลอยขึ้นจากพื้น
“ปล่อย! ปล่อยฉันนะ!”
วีวี่ดิ้นสุดแรง ข้อศอกกระแทกเข้ากับลำตัวคนด้านหลังจนอีกฝ่ายสะดุ้ง
“จับแขนเธอไว้!”
“จับอยู่!”
“ปล่อยฉัน! ไอ้บ้าเอ๊ย!”
หัวใจเต้นแรงจนเจ็บอก แต่ยิ่งตกใจ สมองกลับยิ่งพยายามจับรายละเอียดทุกอย่างรอบตัว
สามคน
รถสีดำหนึ่งคัน
ประตูด้านข้างเปิดอยู่
ถ้าหลุดได้อีกครั้ง ขอแค่สามวินาที
สามวินาทีก็พอ
วีวี่ทิ้งน้ำหนักตัวลงต่ำอย่างกะทันหัน แขนที่รัดอยู่รอบเอวคลายลงเพียงเล็กน้อย
เธอรีบหมุนตัวตามแรงนั้น
เกือบหลุดแล้ว
อีกนิดเดียว—
ความเย็นวาบแตะลงตรงต้นแขน
วีวี่ชะงัก
“อะไร…”
ขาเริ่มอ่อนลงอย่างผิดปกติ
แสงไฟตรงหน้าพร่ามัว เสียงฝนซึ่งเมื่อครู่ยังดังอยู่รอบตัวค่อย ๆ ถอยห่างออกไปทีละน้อย
“บ้าจริง…”
เธอพยายามขยับขา แต่ร่างกายไม่ยอมตอบสนอง
“พวกแก…”
ริมฝีปากเริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ
“…เป็นใครกัน…”
ไม่มีใครตอบ
สิ่งสุดท้ายที่เห็นคือประตูรถสีดำเลื่อนเปิดออก
ก่อนทุกอย่างจะดับลง
เสียงฝีเท้าของมาเร็กยังตามหลังมาไม่ห่างวีวี่ได้ยินมันชัดแม้เสียงฝนจะกระหน่ำลงบนหลังคาเหล็กของซุ้มเกมร้างสองข้างทาง ทุกครั้งที่รองเท้าของเขากระทบพื้นเปียก เสียงนั้นจะดังหนักและสม่ำเสมอราวกับเตือนว่า ระยะห่างสิบวินาทีที่เขาให้มากำลังหายไปทีละน้อยเธอไม่หันกลับไปมองอีกลมหายใจเริ่มแสบลึกลงไปถึงอก เสื้อผ้าเปียกแนบผิว เส้นผมบางส่วนติดอยู่ข้างแก้มจนรำคาญ แต่เธอยังวิ่งต่อโดยพยายามรักษาจังหวะเท้าไม่ให้ลื่นบนพื้นคอนกรีตที่เต็มไปด้วยน้ำขังโนดบนข้อมือกะพริบบอกตำแหน่งเป้าหมายอยู่ข้างหน้าB-04 — 180 Mใกล้แล้วแต่ก่อนที่เธอจะเห็นป้ายของพื้นที่ถัดไป เสียงอีกอย่างกลับลอยแทรกมากับสายฝนเสียงเพลงวีวี่ชะลอฝีเท้าลงโดยไม่รู้ตัวทำนองเก่า ๆ ดังแว่วมาจากเบื้องหน้า คล้ายเพลงจากกล่องดนตรีที่ถูกเปิดทิ้งไว้นานจนกลไกเริ่มฝืด โน้ตบางตัวทอดยาวผิดจังหวะ บางช่วงขาดหาย แล้วจู่ ๆ ก็กลับมาดังต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นยิ่งเข้าใกล้ เสียงยิ่งชัดเธอพ้นแนวซุ้มเกมร้างออกมา แล้วก็เห็นมันม้าหมุนขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางลานกว้างหลอดไฟรอบหลังคาติดขึ้นเป็นหย่อม ๆ สีเหลืองซีดสลับแดง บางดวงดับ บางดวงกะพริบจนแทบมองไม่ทัน ม้าไม้ที
รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้น“ถ้าจะหนีจริง ก็อย่าเสียเวลาเถียงกับผมเลย”วีวี่หัวเราะออกมา“พูดเหมือนกำลังช่วยเลยนะคะ”“ก็ช่วยให้คุณได้เริ่มก่อนตั้งสิบวินาทีแล้ว”“ใจดีจังนะ”น้ำเสียงประชดจนมาเร็กหัวเราะจากนั้นเขาก็ยกมือขึ้นวีวี่เห็นก็รีบขยับตัว“เดี๋ยวสิ อย่างน้อยให้ตั้งหลักก่อน—”“สิบ”“คุณนี่จริง ๆ เลย!”รอยยิ้มของมาเร็กกว้างขึ้น“เก้า”วีวี่ไม่เสียเวลาบ่นต่อเธอหมุนตัวแล้วออกวิ่งทันที“แปด!”เสียงของเขาดังตามหลังวีวี่พุ่งผ่านประตูออกไปสู่สายฝนลมเย็นปะทะใบหน้าจนต้องหรี่ตา เสื้อผ้าที่เพิ่งเริ่มแห้งถูกละอองฝนซึมจนชื้นอีกครั้ง พื้นคอนกรีตเบื้องหน้ามีน้ำขังเป็นแอ่งเล็ก ๆ สะท้อนแสงจากเครื่องเล่นที่ติด ๆ ดับ ๆ เป็นริ้วสีแดง เหลือง และน้ำเงิน“เจ็ด!”วีวี่กระโดดข้ามราวเหล็กเตี้ยโดยไม่ลดความเร็ว“หก!”เธอก้มมองโนดเพียงแวบเดียวB-04 อยู่ทางตะวันออกเส้นทางตรงมีสิ่งกีดขวางมากกว่า แต่สั้นกว่าหากต้องแข่งกับคนช่วงขายาวอย่างมาเร็ก การวิ่งอ้อมคงมีแต่เสียเปรียบวีวี่เลือกทางตรง“ห้า!”ถังเหล็กเก่าล้มขวางอยู่ด้านหน้าเธอเร่งฝีเท้า มือแตะขอบถังเพียงชั่วขณะ ก่อนใช้แรงจากหัวไหล่กับสะโพกเหวี่ยงขาทั้งสองข
ไม่ทันทันทีที่พ้นตัวเขา วีวี่กดฝ่ามือลงพื้น รับน้ำหนักเพียงชั่วครู่ ก่อนใช้แรงจากหัวไหล่กับสะโพกดึงร่างกลับขึ้นมาแผงควบคุมอยู่ตรงหน้าเธอพุ่งเข้าไป เปิดฝาครอบออกทันทีเสียงหัวเราะของมาเร็กดังลั่นตามหลัง“ลงทุนพูดตั้งนาน ที่แท้ก็รอจังหวะนี้เองสินะ!”วีวี่ยังวุ่นอยู่กับแผงควบคุม แต่รอยยิ้มก็ผุดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว“ถ้าไม่ทำให้คุณมัวแต่คุย ฉันจะเข้าใกล้ขนาดนั้นได้ยังไงล่ะคะ!”มาเร็กหมุนตัวกลับมาเต็มตัวเสียงหัวเราะยังค้างอยู่ในน้ำเสียง“ผมรู้อยู่ว่าคุณมีแผน แต่ไม่คิดว่าจะทิ้งตัวลงตรงนั้นจริง ๆ”วีวี่คว้าคันโยก“งั้นก็ถือว่าฉันเลือกถูกแล้วค่ะ!”กึก!คันโยกถูกสับลงชั่วอึดใจแรก ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจากนั้นไฟสถานะบนแผงควบคุมก็กะพริบขึ้นทีละจุด สีแดงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเขียว พร้อมกับเสียงมอเตอร์ภายในระบบที่เริ่มทำงานเป็นจังหวะสม่ำเสมอหลอดไฟเหนือศีรษะกะพริบสองครั้งก่อนจะติดค้างถัดไปอีกดวงหนึ่งสว่างขึ้นแล้วอีกดวงแสงค่อย ๆ ไล่ต่อกันออกไปตามทางเดินทีละช่วง ความมืดที่ปกคลุมอยู่ตามมุมห้องค่อย ๆ ถอยออก เผยให้เห็นรอยสนิมบนผนัง สายเคเบิลเหนือศีรษะ ฝุ่นที่ลอยอยู่ในอากาศ และหยดน้ำซึ่งซึมเข้ามาตามขอบห
คราวนี้เขาหัวเราะเต็มเสียง“นี่จีบผมจริง ๆ เหรอ”“ขนาดนี้แล้วยังไม่ชัดอีกหรือไงคะ”“ชัดว่าคุณกำลังพยายามทำให้ผมสนใจอย่างอื่นมากกว่า”ตรงเกินไปจนวีวี่เกือบหลุดหัวเราะ“งั้นก็ถือว่าคุณรู้ทันค่ะ”เธอยังคงเดินเข้าไปใกล้“แต่เรื่องที่คุณหล่อ ฉันพูดจริงนะ”รอยยิ้มของเขานิ่งไปเพียงนิดเดียวพอให้วีวี่เห็นเขารู้ว่าเธอมีแผนแต่ดูเหมือนจะสนุกมากพอที่จะปล่อยให้เล่นต่อนั่นก็เพียงพอแล้ว“ว่าแต่คุณชื่ออะไรคะ”วีวี่มองเขาตรง ๆ“จีบมาตั้งพักหนึ่งแล้ว ฉันยังไม่รู้ชื่อเลย”มาเร็กส่ายหน้าพลางหัวเราะ“ตอนจะหนีคิดเร็ว แต่พอจะถามชื่อคนเพิ่งนึกขึ้นได้”“ถ้าหนีไปแล้วเกิดคิดถึงขึ้นมา จะได้รู้ว่าควรเรียกหาใครไงคะ”คำตอบทำให้เขาหัวเราะจริง ๆ“มาเร็ก”วีวี่ทวนชื่อช้า ๆ“มาเร็ก…”เธอพยักหน้าเบา ๆ“เข้ากับคุณดีนะ”“แล้วคุณล่ะ”วีวี่เลิกคิ้ว“คุณรู้ชื่อฉันอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”“รู้”เขาตอบอย่างไม่คิดปิดบัง“วิเวียน ลูน่าเวส”การได้ยินชื่อเต็มของตัวเองจากคนที่เพิ่งเจอกันทำให้วีวี่รู้สึกแปลกไปนิดหนึ่งเธอยกมือขึ้นเหมือนขอให้หยุด“เรียกวีวี่ก็พอค่ะ ชื่อเต็มฟังแล้วเหมือนกำลังถูกเรียกไปเซ็นเอกสาร”มาเร็กหัวเราะ“วีวี่”เ