Mag-log inเธอคือ 'ลัยลาฮ์' สาวสวยจอมลวงโลกหวังเพียงแค่เงินจากเขา 'ชีกห์ชารีฟ บินซุฬรฺ อัลฟาริซีย์' หรือ (แอนโทนิโอ คริสเตียโน Antonio Cristiano) ชายที่รักเธอด้วยหัวใจที่แท้จริง แต่กลับถูกเธอทิ้งในวันที่จะขอแต่งงาน ชีวิตที่ไร้เขา จากสบาย เปลี่ยนผันกลายเป็นลำบาก จึงรู้ซึ้งถึงค่าของความรักในวันที่สาย เธอเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ตั้งใจทำงานเพื่อออกตามหาเขา หวังให้รักหวนคืนกลับมา “เธอไม่ได้ตามหาฉันหรอกลัยลาฮ์ เธอตามหากระเป๋าสตางค์ใบใหญ่ที่เคยทำหล่นหายต่างหากล่ะ” การหวนกลับมาเจอกันในครั้งนี้ไม่ได้ราบรื่นสักเท่าไหร่ เธอต้องเจ็บปวดและทนรับการกระทำที่ดิบเถื่อนจากเขาราวกับว่าการหวนกลับมาในครั้งนี้ เพียงเพื่อ ชดใช้ ความรักระหว่างคนสองคน คนหนึ่งที่กลับใจ กับอีกคนที่ร้ายกาจ เธอชักไม่มั่นใจว่าเขาคือใคร Are you Sheik or Mafia?
view moreคำคมที่ว่า ‘ชีวิตมีขึ้น มีลง’ นั้นคือเรื่องจริงแฮะ เราจะรู้จักสัจธรรมอันแน่แท้ในชีวิตก็ต่อเมื่อเราตกอับ หากรู้จักปล่อยวาง เลิกยึดติดและยอมรับความจริงชีวิตก็จะสงบ
**...เดี๋ยวก่อน เสียงระฆังอย่าเพิ่งดังขึ้น!
เพราะตอนนี้เธอกำลังนั่งปลงอยู่ในผับหรูกลางกรุงสวมคอสเพลย์ชุดแม่เสือสาวดาวยั่ว ท่ามกลางเพื่อนร่วมงานฝ่ายเอ็นเตอร์เทนแขกกระเป๋าหนัก ทุกคนต่างระริกระรี้เหมือนฝูงหิ่งห้อยกระพือปีกอวดความแวววาวในยามราตรี สดใส เบิกบานและมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ .. ยกเว้นเธอ
เธอเดินตามกลุ่มสาวสวยเดินหักสะโพกจริตนางแบบบนแคทวอล์คจนชายกระโปรงสั้นจู๋นั้นพลิ้วไหวซ้ายขวาตามการเคลื่อนไหวทุกจังหวะก้าวเดินจนอวดแก้มก้นขาววับแวมไปมา
“เห้อ”
ที่สุด เธอก็กลับมาทำงานแบบนี้อีกจนได้
ร่างเพรียวสวยสมส่วนก้าวเท้าเรียวยาวไร้จริตจก้านเดินไหล่ห่อรั้งท้าย เพราะสมองนั้นมีเรื่องให้คิดมากมายจนเท้าหนักอึ้งประหนึ่งใต้รองเท้าบู้ทส้นสูงสีดำมีก้อนหินหนักๆถ่วงอยู่
‘มันจริงที่ทุกคนนั้นย่อมผ่านความยากลำบากมาต่างๆนาๆ ดังที่ว่า ชีวิตมีขึ้นแล้วก็ย่อมมีลง’
‘แต่สำหรับชีวิตฉันแล้วนั้นเปรียบดั่งอยู่บนรถไฟเหาะ มันช่างโลดโผน โจนทะยาน สุขล้น และดิ่งลงมาอย่างน่าใจหาย’
เหมือนว่าความสุขเพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวาน มองไปทางไหนเห็นแต่ภาพตนเองที่เคยยิ้มกว้างอย่างคนที่ประสบความสำเร็จขั้นสุด เธอคนนั้นช่างสดใส ร่าเริง เดินทิ้งสะโพกนวยนาดมาดนางพญาจะหันหน้าสวยๆนั้นไปทางไหนก็เจอแต่ผู้คนคอยใส่ใจ ยิ้มให้ รินไวน์ และพยุงกายที่กำลังเซซัดเหมือนพวกเขาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด กอดคอกันเต้นสะบัดพลิ้วไหวตามจังหวะดนตรี ช่างสุขล้นเหลือคนานับ
“ฟู่ว”
ริมฝีปากกระจับเคลือบลิปสติกชาเนลรูจ อัลลัวร์ ลาเก้ ทำรูปตัวโอพลางพ่นลมออกมาอย่างซังกะตาย และลิปราคาแพงที่ว่า ก็ขอทากับกลุ่มเพื่อนร่วมงานเพื่อความเป็นโทนเดียวกันกับพวกหล่อน ก็นะ เครื่องสำอางหรูขนาดนั้นเธอไม่มีในประเป๋าสะพายแบบรักษ์โลกร้อนหรอก ไม่มีปัญญาซื้อด้วยซ้ำ
แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อนล่ะก็ แม่เอ๊ย!
ใครล่ะจะมากล้าเทียบนานาคอลเลคชั่นของภควรรณวิลาได้ กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้าของเธอไม่เคยใส่ซ้ำกันเลยสักครั้ง เธอเปรียบดั่งไฮโซสาวหน้าใหม่ผู้ตกกระไดพลอยโจนลงบนบ่อทองคำชนิดที่ว่าทั้งเนื้อทั้งตัวถมแบรนด์เนมจนทุกคนให้ฉายาเธอว่า ‘เซเลปสาวท่านหนึ่ง’
เธอเคยโบกมือลาเพื่อนร่วมงานในผับนี้ด้วยท่าทีเสมือนว่ากำลังจะลอยตัวทะยานขึ้นไปสู่ท้องฟ้าไปเป็นนางฟ้านางสวรรค์และไม่มีทางหวนกลับมาวงการนี้อีก
ฟิ้ววว...
กลับมาสู่ปัจจุบันดีกว่า
สภาพของเธอในตอนนี้ ‘ซึมเหมือนหมา’ ตามที่นังดิวมันว่าไม่มีผิด
นังดิว หรือฉายาว่า ‘ดิวลดา’ เพราะมันคือเกย์รับแม่เล้าจอมดิลลูกค้าหางานนอกให้เพื่อนสาวเก่งด้วยประสบการณ์การทำงานมากว่าสี่ปี
แล้วก็มันเองนั่นแหละเป็นคนที่ทำให้เธอได้รู้จักกับเขา ชารีฟ บินซุฬรฺ อัลฟาริซีย์
ที่จริงแล้วบ้านสวนริมแม่น้ำเจ้าพระยาขนาดกระทัดรัดบนเนื้อที่เกือบหนึ่งไร่หลังนี้เป็นของคุณตาคุณยายที่เลี้ยงป้าโสภีและแม่โสรยาส่งต่อมายังรุ่นหลานอย่างเธออีก เธอพอจะเข้าใจดีแหละว่าลุงอยากจะเก็บบ้านหลังนี้ไว้ให้ลูกทั้งสองของเค้าแม่เธอชื่อโสรยา ส่วนพ่อชื่อโชคชัย รายนั้นไม่อยากจะพูดถึงหรอก ขอมองข้ามไปก่อนแล้วกัน เพราะพ่อเขามีครอบครัวใหม่ที่แสนอบอุ่นไปแล้วแม่โสรยาหย่ากับพ่อไปมีสามีใหม่ซึ่งเป็นสามีฝรั่ง เธอจำได้พอลางๆเพราะแม่เคยพามาเยี่ยมบ้านหนึ่งครั้ง แต่น่าเสียดายที่แม่ใช้ชีวิตสุขสบายได้เพียงสองปีก็ประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิตที่โน่น เธอไม่มีโอกาสได้กราบศพท่านเลย แม่กลับมาเพียงโกศกระดูกให้ดูต่างหน้า ตามประสาเด็กหญิงอายุเจ็ดขวบที่ยังไม่ได้รู้สึกอาลัยในการสูญเสีย แต่พอโตขึ้น เธอยิ่งรู้สึกเศร้าและคิดถึงแม่อย่างจับหัวใจถ้าแม่โสรยายังอยู่ชีวิตเธอคงดีกว่านี้ ไม่ปากกัดตีนถีบไปเป็นแม่ค้าขายผ้าในตลาดนัดตอนเย็นเพื่อส่งตัวเองเรียนระดับมหาวิทยาลัยรัฐฯในจังหวัดปริมนฑล ชีวิตการต่อสู้ไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้นหรอก บททดสอบมันยากเข้าไปอีกขั้นเมื่อการค้าขายไม่สามารถส่งตัวเองไปถึงฝันได้ ก็นะ มันไม่แน่นอนและใช่
ใบหน้าคมคายเหลือบหันไปมองเธอที่อาเจียนออกมาจนแทบจะหมดตัวแล้วหล่อนก็เอนกายลงนอนตามเดิมอย่างไม่รู้เรื่องราว “ไม่รู้” เขาตอบออกมาตามตรง“โอเค” การิมผงกรับเชื่องช้า ถึงจะไม่เห็นด้วยแต่ก็ไม่ก้าวก่าย เขาเคารพทุกการตัดสินใจของเพื่อนเสมอ “งั้น พรุ่งนี้เจอกันเพื่อน” การิมตบบ่าให้กำลังใจก่อนเดินออกจากห้องไปซู่วส์!สายน้ำจากฝักบัวด้านบนไหลลงมาชำระล้างคนที่กำลังนั่งคออ่อนคอพับไม่ได้สติจนตื่นตัวขึ้นพร้อมเอื้อมมือสะเปะสะปะร้องเรียกหาคนช่วย“ช่วยด้วย อื้อ”“ไง ได้สติแล้วใช่มั้ย” ร่างใหญ่ยืนเท้าสะเอวก้มมองหญิงสาวที่กำลังคลานออกมาจากสายน้ำเงยหน้าขึ้นมองเขา“ชารีฟ”“ใช่ ฉันเอง”ร่างบางเปียกโชกพยายามดันตัวเองให้ลุกขึ้นยืนแต่เหมือนว่าเรี่ยวแรงมันหายไปไหนหมดก็ไม่รู้“พาฉันออกไปจากที่นี่ที”“พรุ่งนี้ฉันจะไปส่ง”“ม่าย ช้านจาไปตอนนี้”“เอาสิ ถ้าเก่งนักก็เดินออกไปเองเลย” เขาหยุดยืนมองดูเฉยๆ อยากจะรู้นักว่าจะเก่งได้สักกี่น้ำแล้วริมฝีปากที่ยิ้มเยาะนั้นกลับเปลี่ยนเป็นอ้าปากค้างหวอในทันทีที่แม่สาวจอมก๋ากั่นดันเดินเซซัดออกไปจากห้องน้ำได้สำเร็จเขาเดินตามหล่อนที่เก้าเท้าเตาะแตะประหนึ่งเด็กหัดเดินพร้อมทั้งมีรอยน้
จากที่เคยอยู่บ้านราคาหกหลักพื้นที่กว้างขวางรองรับเพื่อนเธอกลุ่มใหญ่ที่เขาซื้อไว้ให้ ตอนนี้มันถูกเปลี่ยนมือเป็นเจ้าของคนใหม่แล้ว เธอจะไม่มีทางให้เขาหัวเราะเยาะชีวิตที่อับจนของเธออย่างเด็ดขาด“ทำไม ถ้าฉันไปส่งกลัวผัวที่บ้านเห็นเหรอ”“ใช่ จะทำไม”“เธอนี่มันเลวสุดๆไปเลย”“ก็แล้วไง” เธอทุบตีอกแกร่งหนุบหนับเพื่ออยากหลุดพันธการจากวงแขนทั้งสองยื้อยุดกันได้ไม่นานก็มีฮัสมินเข้ามาไกล่เกลี่ยให้ชนิดที่ทั้งสองไม่เต็มใจหรือต้องการเลยสักนิด“เฮ้ๆใจเย็นนะ มีอะไรหรือเปล่า เอาล่ะ ถึงคิวฉันแล้วใช่มั้ย?”ไม่ทันที่ชารีฟจะอ้าปากพูดอะไรหล่อนก็รับเอ่ยขึ้นทันควัน“ใช่ค่ะ ถึงคิวคุณแล้ว”หัวใจดวงน้อยๆพร่าสั่น ในเมื่อไม่มีอะไรจะเสียแล้วนี่ ปล่อยให้เป็นไปตามสิ่งที่คิดเลยก็แล้วกัน“อย่า” เขาเค้นเสียงเน้นหนักพร้อมส่งแววตาดุดันขู่เธอทว่าสองมือนั้นอ่อนล้า ..เหมือนหัวใจ“ไปถอดเสื้อรอฉันตรงนั้นเลยค่ะ เดี๋ยวฉันตามไป” เธอเอื้อมมือไปลูบไล้แผงอกของฮัสมินก่อนผลักออกเบาๆชารีฟมองเพื่อน และมองผู้หญิงตรงหน้าแล้วแทบจะขยี้เธอให้แหลกคามือ เหมือนโลกทั้งใบมันหยุดหมุน ทุกสิ่งอย่างเงียบงันทั้งที่ความจริงนั้นตรงกันข้าม“สภาพนี้จะปรนเ
ร่างใหญ่ชะงักการเคลื่อนไหว ทั้งสองต่างหันขวับไปตามเสียงจากผู้มาใหม่ให้ตายเถอะ เพื่อนของเขากำลังจะเข้ามาแจม!“ฮึก”ใบหน้าเรียวสะบัดให้ผมลงปกปิดและหันไปอีกทาง ก้อนสะอื้นจุกขึ้นในลำคอจนไร้เสียงจะเอื้อนเอ่ย ไม่เคยรู้สึกอับอายเท่านี้มาก่อน มีดวงตาสองคู่มองเธอกำลังเย่อกับเขาในท่ายืน“มานี่”ชารีฟโอบรัดร่างบางบังคับพาเธอเดินหน้าประมาณห้าก้าวยาวๆให้ด้านหน้าเธอแนบพิงผนังอีกฝั่งเพื่อหลบหนีพวกนั้น ตอนนี้ร่างใหญ่กำยำของเขาบดบังร่างเธอไว้จนมิด“เห้ย อะไรวะ” / “หวงของเหรอ”“เออ กูเสร็จมึงค่อยเอาต่อ”หลังจากได้ยินคำนั้นจากปากเขา ใบหน้าสวยบิดเบี้ยวน้ำตาไหลพรากเป็นสายร่ำร้องในใจอย่างเจ็บปวดทั้งที่ร่างสะท้านตามแรงกระหน่ำอันไร้ความรักและปราณีหลงเหลือเธอเจ็บ เจ็บทั้งตัวและใจพยายามเบี่ยงกายออกแรงดิ้นแต่ก็ไม่หลุด อายแสนอาย ไม่รู้ว่าป่านนี้พวกผู้ชายสองคนนั้นเห็นอะไรบ้าง“อาส์ ลัยลาฮ์”เสียงเรียกแผ่วเบานั้นกลับทำใจอ่อนไหวยวบ พอสองมือหนาดึงเกาะอกลง ตะปบหน้าอกอวบพร้อมคลึงนวดขยำ และช่วงล่างหยุดการเคลื่อนไหว ก่อนจะค่อยๆหมุนควงเนิบนาบ“ซี้ดดด”เธอถูกปลุกปั่นจนเตลิดเมื่อปลายนิ้วร้ายเอื้อมมาบดขยี้เม็ดติ่งกระสัน