LOGINคืนนี้นาราที่โดนปฏิเสธรักโดยมัดหมี่เผลอไปกินเหล้าและเมาหนักในผับของพ่อของอีกฝ่ายจากนั้นความเมามายก็นำพาเธอไปหลับนอนกับคุณชรัณพ่อของเพื่อนคนนี้ที่หักอกเธอ...
View Moreแสงสีภายในผับสุดหรูใจกลางเมืองสะท้อนผ่านกระจกที่ตกแต่งอย่างประณีต เสียงเพลงจังหวะหนักหน่วงสร้างบรรยากาศแห่งความสนุกสนานและเย้ายวน แต่สำหรับ นารา วันนี้กลับแตกต่าง เธอเดินเข้ามาในผับของ ชรัณ เจ้าของสถานที่ผู้เป็นทั้งนักธุรกิจที่ทรงอิทธิพลและพ่อของมัดหมี่ เพื่อนรักของเธอเอง
นาราไม่ได้มาเพื่อความบันเทิง แต่เพื่อหนีจากความเจ็บปวดที่กัดกินหัวใจ เมื่อสองชั่วโมงก่อน เธอสารภาพรักกับมัดหมี่ ผู้หญิงที่เธอหลงใหลอย่างถอนตัวไม่ขึ้น แต่คำตอบที่ได้รับกลับเป็นการปฏิเสธพร้อมรอยยิ้มที่แสนเจ็บปวด “นารา...กูไม่อยากเสียมึงไป ที่สำคัญกูว่ากูชอบผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิง ถึงมึงจะหล่อในมุมหมู่ผู้หญิงด้วยกัน...แต่กูว่ากูต้องขอโทษมึงด้วยจริง ๆ ในเรื่องนี้ เพราะงั้นเราเป็นเพื่อนกันต่อเถอะนะ” คำพูดนั้นยังคงก้องอยู่ในหัว นาราไม่เคยรู้สึกอับอายและสิ้นหวังขนาดนี้ แม้เธอจะเป็นถึงดาวคณะในมหาวิทยาลัย มีผู้ติดตามในโซเชียลกว่าแสนคน ชายหนุ่มหล่อเหลาไม่ว่าจะเป็นนักกีฬา นักศึกษาแพทย์ หรือแม้แต่หนุ่มรุ่นพี่ในคณะ ต่างก็พยายามหาทางเข้ามาใกล้ชิดเธอ แต่คนเดียวที่เธอต้องการกลับไม่มีวันตอบรับความรู้สึกนี้ นาราเป็นผู้หญิงที่ทั้งสวยและโดดเด่นในแบบของตัวเอง สไตล์การแต่งตัวของเธอสะท้อนถึงความเป็นตัวตนที่ทั้งเท่และแฝงไปด้วยเสน่ห์เย้ายวน เสื้อสายเดี่ยวสีดำเปิดไหล่เผยผิวขาวเนียนราวกับน้ำนม กางเกงหนังรัดรูปตัดกับรองเท้าบูตข้อสั้นเพิ่มความดุดัน ทุกย่างก้าวในผับคืนนี้เป็นเหมือนแม่เหล็กดึงดูดสายตา ชรัณ มองเห็นเธอจากห้องควบคุมกล้องวงจรปิด ท่ามกลางฝูงชนที่กำลังเต้นรำ ร่างของเธอโดดเด่นเกินใคร แสงไฟที่เปลี่ยนสีสาดส่องเรือนร่างสมบูรณ์แบบของเธอในจังหวะที่พริ้วไหว เขามองเธอด้วยความสนใจ ไม่ใช่ในฐานะของเพื่อนของลูกสาว แต่ในฐานะผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังถูกเสน่ห์ของหญิงสาวสะกด เมื่อเห็นชายหนุ่มหลายคนเริ่มเข้ามาล้อมรอบนารา บางคนถึงขั้นแตะต้องเธออย่างไม่เหมาะสม ทั้งสัมผัสหน้าอกของเธอและลูบไล้ก้นกลมกลึงนั้น เขาจึงสั่งให้ลูกน้องพาเธอไปที่ห้องคาราโอเกะส่วนตัวของเขา ห้องคาราโอเกะส่วนตัวของชรัณตั้งอยู่ในมุมลับของผับ ประตูไม้สีน้ำตาลเข้มเปิดออกเผยให้เห็นภายในที่ตกแต่งอย่างหรูหรา โซฟาหนังแท้สีดำสนิทจัดวางเข้ากับโต๊ะกระจกใสที่เต็มไปด้วยขวดเหล้าและแก้วคริสตัล แสงไฟสลัวจากโคมไฟติดผนังเพิ่มบรรยากาศที่ทั้งอบอุ่นและน่าหลงใหล นาราถูกพามาและวางตัวลงบนโซฟา เธอขยับตัวนิดหน่อยก่อนจะเอนหลังพิงพนักด้วยอาการมึนเมา สายตาของเธอพร่ามัวแต่ยังคงสะกดทุกสายตาด้วยความงาม ชรัณเดินเข้ามาหยิบแก้ววิสกี้จากโต๊ะและนั่งลงฝั่งตรงข้าม เขาจ้องมองเธออย่างพินิจพิเคราะห์ “หนูเป็นอะไรรึเปล่า? ปกติหนูไม่ใช่คนที่จะมาทำตัวแบบนี้นี่...” เขาถามเสียงเรียบ นาราหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความปวดร้าว เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา แต่ด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ เธอไม่ทันตระหนักว่านี่คือพ่อของเพื่อนสนิทของเธอเอง “เพิ่งโดนหักอกมาน่ะสิ” เธอตอบพร้อมหัวเราะเยาะตัวเอง “ลูกสาวมึงไง... แม่งไม่รักกู... ทั้ง ๆ ที่กูก็สวยแถมยังหุ่นดีขนาดนี้... ถึงอย่างงั้นแม่งก็คิดกับกูแค่เพื่อน...” คำพูดของเธอทำให้ชรัณเลิกคิ้วเล็กน้อย แต่เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงหยิบบุหรี่จากซองและจุดสูบกลบเกลื่อนอารมณ์บางอย่างที่กำลังก่อตัว กลิ่นบุหรี่ที่ลอยคลุ้งในอากาศดึงดูดนาราให้ลุกขึ้นมานั่ง เธอเอื้อมมือหยิบบุหรี่จากโต๊ะ จุดสูบด้วยท่าทางที่ดูเก่งกาจ ทั้งที่ริมฝีปากเล็กเรียวนั้นสั่นระริกเล็กน้อย “นี่มึง… มึงสูบยี่ห้อนี้เหรอ?” เธอถามพลางพ่นควันออกมา ท่าทีของเธอเหมือนคนรู้จักสนิทสนม “ก็หอมดีนะ...” ชรัณมองเธอด้วยสายตาอ่านยาก เขาไม่ได้ดุเธอที่สูบบุหรี่ในห้องของเขา แต่กลับสูบตาม บรรยากาศในห้องเงียบลง เหลือเพียงเสียงลมหายใจและกลิ่นบุหรี่ที่อบอวล เขารินวิสกี้ใส่แก้วแล้วเลื่อนให้เธอ “ดื่มอีกสิ ถ้ามันช่วยให้หนูรู้สึกดีขึ้น...” นารารับแก้วนั้นมาอย่างไม่ลังเลและดื่มรวดเดียวหมด เธอเริ่มพูดอะไรไปเรื่อยเปื่อย เล่าเรื่องความเสียใจราวกับเขาเป็นเพื่อน ทั้งที่เขานั่งมองเธอด้วยสายตาเรียบนิ่ง เมื่อเธอเริ่มโซเซเหมือนจะล้ม เขายื่นมือมาประคองโดยสัญชาตญาณ ร่างบางถูกดึงเข้ามาใกล้จนเขาสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลของเรือนกาย กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากตัวเธอช่างเย้ายวน นารานั่งบนตักของเขาโดยไม่รู้ตัว ขณะที่ชรัณต้องต่อสู้กับความรู้สึกภายใน เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงพ่นควันบุหรี่ออกจากปากช้า ๆ พลางจ้องมองใบหน้าของหญิงสาวที่อยู่ใกล้จนแทบได้ยินเสียงหัวใจของเธอเต้น นาราเอนตัวอยู่ในอ้อมแขนของเขา ใบหน้าที่แดงก่ำจากฤทธิ์เหล้าฉายแววของความดื้อรั้นปนเย้ายวน เสียงหัวเราะเบาๆ ของเธอหลุดออกมา แต่ในดวงตากลับเต็มไปด้วยความหม่นหมอง เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา ลมหายใจร้อนผ่าวผสมกลิ่นเหล้าและบุหรี่ลอยมาปะทะจมูกเขา “มึงนี่หล่อจังเลยนะ ถึงจะแก่ไปหน่อย...” เธอพูดเสียงแผ่ว สายตาเลื่อนลอยเหมือนลอยอยู่ในห้วงความฝัน รอยยิ้มที่มุมปากของเธอเหมือนเปลวไฟเล็กๆ ที่พร้อมจะแผดเผา “แต่ถ้าไม่รังเกียจก็ลองจูบกูดูสิ... จูบแบบแลกลิ้นไปเลย... ช่วยทำให้กูลืมลูกสาวของมึงหน่อย...” คำพูดนั้นทำให้หัวใจของชรัณกระตุกวูบ เขามองเธอที่กำลังส่งสายตาท้าทายแต่ก็เต็มไปด้วยความเปราะบาง ความรู้สึกที่เกิดขึ้นปะปนทั้งความผิดบาปและความต้องการ อย่างไรตามเขาไม่ได้ลังเลเลยแม้แต่น้อยเพราะโอกาสเช่นนี้มันเร้าใจเขาเป็นอย่างมาก ก่อนที่เธอจะยื่นมือขึ้นมาวางบนไหล่ของเขา กึ่งดึงกึ่งยั่วให้เขาโน้มตัวลงมา ริมฝีปากของพวกเขาแตะกันเบา ๆ ในตอนแรก คล้ายการลองลิ้มรสชาติที่ไม่คุ้นเคย กลิ่นกายของเธอหอมละมุนผสมกับกลิ่นบุหรี่และเหล้าจาง ๆ ที่ยังติดอยู่ในลมหายใจ ทุกอย่างเหมือนหมอกควันที่แผ่กระจายอย่างช้า ๆ แต่ก็ค่อย ๆ ซึมลึกลงไปในทุกสัมผัส จากจูบที่เริ่มต้นด้วยความลังเล แปรเปลี่ยนเป็นความเร่าร้อน ริมฝีปากของเธออ่อนนุ่มแต่ว่องไว พวกเขาแลกลิ้นกันราวกับพายุที่กำลังพัดพาความยับยั้งชั่งใจให้หายไปทีละน้อย เสียงลมหายใจหนักหน่วงและการเคลื่อนไหวของลิ้นที่เกี่ยวพันกันสร้างบรรยากาศที่ชวนให้ลืมทุกสิ่ง To be continued...มัดหมี่ทอดสายตามองท้องฟ้าสีครามกว้างใหญ่ที่ทอดยาวไปจนสุดสายตา ริมฝีปากของเธอคลี่ยิ้มบางเบา แม้ว่าในใจจะยังมีความรู้สึกเหนื่อยหน่ายซ่อนอยู่ การได้รับคำชวนจากชรัณ—พ่อของเธอ และนารา—แม่เลี้ยงสุดสวย ให้เดินทางไปพักผ่อนบนเรือยอร์ชส่วนตัว ดูเหมือนจะเป็นข้อเสนอที่เธอไม่อาจปฏิเสธได้ แม้ว่าในบ้าน เธอจะยังคงหงุดหงิดกับพฤติกรรมของคนทั้งสอง ทั้งการแสดงความรักอย่าง ‘โจ่งแจ้ง’ ในบางครั้ง หรือแม้กระทั่งความเย็นชาที่แฝงมาในรูปแบบของความเฉยเมย แต่มัดหมี่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการหนีออกจากกรอบชีวิตที่น่าเบื่อหน่ายในตอนนี้ คือสิ่งที่เธอโหยหา มัดหมี่เคยคิดว่าตัวเองอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง การได้ทำงานในตำแหน่งนักการทูตในองค์กรเอกชนระดับนานาชาติที่ใครหลายคนใฝ่ฝันนั้นควรจะเติมเต็มชีวิตเธอ แต่เมื่อได้สัมผัสความจริง เธอกลับพบว่าเส้นทางนี้ไม่สวยงามอย่างที่คาดคิด งานที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน การแข่งขัน และความวุ่นวาย ทำให้เธอหมดพลังไปทีละน้อย ราวกับเปลวเทียนที่กำลังดับลง เธอตัดสินใจลาออก ปล่อยให้ความฝันที่เคยมีจางหายไปในความว่างเปล่า และกลับมาเป็นลูกสาวที่ต้องพึ่งพาความเมตตาของพ่ออีกครั้ง ชรัณไม่เคยเอ่ยคำตำหนิใด ๆ อ
วันรับปริญญาวันที่ท้องฟ้าสดใส บรรยากาศในมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงหัวเราะ นักศึกษาสวมชุดครุยเดินสวนกันไปมา พร้อมครอบครัวและเพื่อน ๆ ที่มาร่วมแสดงความยินดี เสียงแตรรถยนต์และดอกไม้ช่อใหญ่ที่ทุกคนถือไว้ในมือช่วยเติมสีสันให้วันนี้กลายเป็นความทรงจำอันล้ำค่า มัดหมี่ในชุดครุยสีขาวคาดแถบสีแดงดูสง่างามและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ เธอเดินผ่านสวนดอกไม้ของมหาวิทยาลัยที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของมวลพฤกษา นาราเดินตามหลังถือกล้องถ่ายรูป จับภาพทุกอิริยาบถของมัดหมี่อย่างตั้งใจ “มึงจะถ่ายทำเหี้ยอะไรนักหนา...” มัดหมี่โพล่งขึ้นเมื่อเห็นนารายกกล้องขึ้นมาอีกครั้ง ใบหน้าของเธอขึ้นสีแดงระเรื่อเพราะอับอาย “กูก็อยากเก็บภาพลูกสาวให้ได้เยอะ ๆ ไง” นาราพูดติดตลก พร้อมกับหัวเราะเบา ๆ พลางกดชัตเตอร์อีกครั้ง “เลิกล้อได้แล้ว กูเขิน!” มัดหมี่พูดพลางทำท่าหลบกล้อง แต่ก็ยังเหลือบมองเพื่อนสาวที่ยืนยิ้มอยู่อย่างอดไม่ได้ เสียงพูดคุยและหัวเราะของทั้งสองดึงดูดสายตาจากคนรอบข้าง หลายคนหันมามองและยิ้มให้ ราวกับบรรยากาศสดใสระหว่างทั้งสองเป็นภาพที่ชวนมอง “เมื่อก่อนเห็นมีแต่จะหงุดหงิด...ทำไมเดี๋ยวนี้เขินเสียล่ะ?” น
ในวันที่ท้องฟ้าของมัดหมี่ที่เคยสว่างสดใสกลับกลายเป็นสีเทาหม่น ความทรงจำระหว่างเธอกับนาราผุดขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว เหมือนภาพยนตร์ที่ฉายซ้ำในหัว—จากวัยมัธยมปลายจนถึงช่วงมหาวิทยาลัย ทั้งสองเป็นเพื่อนที่สนิทกันจนแทบจะเรียกได้ว่าไร้ช่องว่างระหว่างกันมัดหมี่ในวัยมัธยมปลายคือหญิงสาวที่เปรียบดั่งเจ้าหญิงในเทพนิยาย เธอสง่างาม เรียบร้อย และเป็นที่รักของทุกคน ไม่เพียงแค่ความงามภายนอก แต่ยังรวมถึงความมีความฝันอันชัดเจนที่จะเป็นนักการทูตอีกด้วย ตรงข้ามกับนารา สาวห้าวที่มักจะใช้ชีวิตอยู่บนสนามกีฬา เล่นบาสเกตบอลกับเพื่อนผู้ชายและไม่มีใครกล้าจีบ แต่ความแตกต่างเหล่านี้กลับเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้ทั้งสองคนกลายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดต่อกันความสัมพันธ์เริ่มแน่นแฟ้นขึ้นเมื่อมัดหมี่ชวนนาราเข้าร่วมคณะกรรมการนักเรียน ทั้งสองได้ใช้เวลาร่วมกัน ทำกิจกรรมด้วยกัน และแม้กระทั่งแบ่งปันเรื่องราวส่วนตัวที่ไม่เคยเล่าให้ใครฟัง โดยเฉพาะเรื่องแฟนหนุ่มของมัดหมี่ในเวลานั้น—ชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แต่กลับไม่มีเป้าหมายในชีวิต ความรักครั้งนั้นของมัดหมี่เป็นเหมือนเชื้อไฟที่พร้อมจะดับลงทุกเมื่อ นาราเป็นคนกลางที่พยายามประคองความสัม
เสียงเนื้อกระทบกันดังถี่ระรัว ราวกับจังหวะกลองรบที่เร่งเร้า ชรัณพึมพำเสียงต่ำข้างหูของเธอ “เสี้ยนไม่ไหวแล้วรึไง...โอดครวญเหมือนหมาไปได้...” น้ำเสียงเขาเจือไปด้วยความกระหายและท้าทายชรัณปรับเปลี่ยนท่าทางอย่างไม่ทันให้เธอตั้งตัว เขาดึงแขนทั้งสองของเธอให้ยืดขึ้น ร่างของเธอถูกยกขึ้นจากโต๊ะจนเธอสามารถยืนและแอ่นก้นไปด้วยได้ แม้จะทำให้แผ่นหลังโค้งงอดูลำบากลำบนแต่ก็แลกมากับความรู้สึกดี ๆ ที่ทยานเข้ามานาราต้องแบกรับความรู้สึกท่วมท้นนั้นด้วยร่างกายบอบบางของตัวเอง ใบหน้าของเธอบิดเบี้ยวด้วยความรู้สึกที่เกินจะอธิบาย คิ้วขมวด ริมฝีปากเผยอ น้ำตาคลอจากความเสียวซ่านที่ท่วมท้น“ฉันชอบ…ท่านี้…” เธอกล่าวเสียงสั่น น้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความพอใจในสิ่งที่เขามอบให้ ผมยาวของเธอพลิ้วไหวไปตามแรงที่เขาขับเคลื่อน ชรัณถามยั่วด้วยเสียงทุ้มต่ำขณะที่โน้มตัวลงมากอดเธอแน่น “แล้วชอบอะไรมากที่สุดล่ะ...” เขากล่าวพลางใช้มือข้างหนึ่งประคองใบหน้าของเธอเอาไว้ กอบกุมคางอย่างมั่นคง นิ้วหัวแม่มือของเขาสัมผัสริมฝีปากของเธอ ก่อนที่เขาจะสอดนิ้วเข้าไปเบา ๆ หญิงสาวรับมันด้วยความเต็มใจ เธอกัดเบา ๆ พลางดูดนิ้วเขาราวกับต้องการยั่วกลั