Se connecterภายในห้องหอที่สว่างไสวด้วยแสงเทียนวูบไหว ร่างของบิดาที่ถูกส่งกลับมา ทว่าไม่ใช่เพียงหนึ่ง เบื้องหน้ากลับเป็นโลงศพที่วางเรียงราย... กลิ่นธูปคละคลุ้งปนเปกับกลิ่นคาวเลือดที่ยังไม่จางหาย ร่างไร้วิญญาณของพี่ชายและพี่สะใภ้ทั้งสาม ความเสียใจถาโถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัวเมื่อรู้ความจริง
นางนั่งมองโลงศพที่ตั้งเรียงรายอยู่ในโถงบรรพชนตระกูลหาญ ท่ามกลางเหล่าขุนศึกสหายร่วมรบของบิดาที่รอดกลับมา และบรรดาสหาย ที่มาร่วมงาน กลิ่นธูปคละคลุ้งปนเปกับกลิ่นคาวเลือดที่ยังไม่จางหาย หาญซือเหมยมอง ‘หาญหลิงอวิ๋น’ น้าสะใภ้ที่ร่างกายสั่นเทา จดหมายลับฉบับหนึ่งถูกส่งให้นาง ด้วยมือที่หยาบกร้านของน้าสะใภ้ผู้กลายเป็นสตรีม่าย นางมองน้าสะใภ้ที่ใบหน้าเต็มไปด้วยผ้าพันแผล
“พี่ชายและพี่สะใภ้ของเจ้า... ทั้งหมดถูกซุ่มโจมตีตอนที่นำร่างของพ่อเจ้ากลับ พร้อมกับกองทัพที่กำลังถอยกลับเมือง”
“พวกเขาสิ้นชีพอย่างสมศักดิ์ศรี... ไหมเจ้าค่ะ” นางถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
น้าสะใภ้พยักหน้าทั้งน้ำตา “พวกเขาสิ้นชีพอย่างสมศักดิ์ศรี...” คำนั้นช่างขมปร่าในความรู้สึก สมศักดิ์ศรีแล้วอย่างไร ในเมื่อสุดท้ายแล้วเหลือเพียงร่างที่ไร้วิญญาณและจดหมายลับที่เปียกชุ่มด้วยน้ำตา
เสียงดนตรีประกอบพิธีศพดังอื้ออึง ทว่ากลับข่มขวัญจนซือเหมยไม่มีน้ำตาหลั่งออกมาแม้แต่หยดเดียว อากาศรอบกายดูหนักอึ้งจนหายใจลำบาก ราวกับโลกทั้งใบกำลังกดทับลงบนบ่าเล็กๆ ของนาง... สมองของนางว่างเปล่า มีเพียงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
ข้างกายมีเพียงสตรีม่ายตระกูลหาญที่เหลือรอดไม่กี่คน และแม่สามีผู้นั่งสั่นเทาด้วยความอัปยศอดสูแทนบุตรชาย ชายผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี แต่กลับไม่แม้แต่จะส่งตัวแทนมาร่วมไว้อาลัยแก่ดวงวิญญาณผู้มีพระคุณที่จวนตระกูลหาญแห่งนี้
กลิ่นดินชื้นแฉะลอยมาแตะจมูกที่แดงก่ำ กระดาษเงินกระดาษทองค่อยๆ มอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านในกองเพลิงหน้าหลุมศพตระกูลหาญ หาญซือเหมยยืนจ้องมองป้ายวิญญาณด้วยดวงตาที่เลื่อนลอย ภาพต่างๆ ในอดีตถาโถมเข้ามาไม่จบสิ้น
‘ห้าปี... ข้าทุ่มเทเพื่อเจ้าไปมากมายถึงเพียงนี้’
นางเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดครึ้มและส่งเสียงคำรามประหนึ่งจะพิโรธแทนแด่นาง ‘แม้แต่ฟ้ายังรู้... ว่ามันช่างอยุติธรรม!’ เสียงตะโกนนั้นแหบพร่าและสั่นเครือ มันดังมาจากส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจที่แตกสลาย ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาประหนึ่งจะช่วยซ่อนน้ำตาที่เพิ่ง ไหลริน
ในร่มเงาไม้ใหญ่ที่ห่างออกไป... สตรีผู้สูงศักดิ์วัยกลางคนและชายหนุ่มในอาภรณ์หรูหราเฝ้ามองภาพนั้นด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ก่อนที่ขบวนรถม้าจะเคลื่อนตัวจากไป ทิ้งให้เสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งของสตรี ผู้ถูกทรยศเป็นเพียงเสียงคร่ำครวญกลางสายฝน
ในหอบรรพชนอันเงียบสงัด ซือเหมย นั่งมองป้ายวิญญาณของเหล่าขุนศึกในตระกูลที่จากไปสู่ดินแดนอันไกลโพ้นไม่อาจหวนกลับ นางจุดธูปไหว้อย่างเงียบงันแล้วนั่งอยู่อย่างนั้นไม่ขยับไปไหน
ซือเหมย... ไม่เคยหลับใหลในฐานะเจ้าสาว แต่ในฐานะ ‘ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลหาญ’ นางยืนอยู่กลางลานจวนที่เงียบสงัดในยามค่ำคืน รอบกายคือความเหน็บหนาวของ วสันตฤดูที่ยังหลงเหลืออายเหมันต์
มือที่เคยคอยดีดพิณและปักผ้า บัดนี้กลับบวมช้ำจากการกวัดแกว่งดาบและฝึกท่าร่างตามตำรา กำไลเหล็กบนข้อมือเริ่มเปล่งแสงสีแดงเรื่อประดุจลาวาที่ไหลเวียน ทุกครั้งที่นางโคจรลมปราณตามวิชา ‘เพลงดาบพิชิตมังกร’ ความร้อนจากกำไลจะแผ่ซ่านไปทั่วร่าง หลอมละลายหยาดน้ำตาที่เพิ่งรินไหลให้กลายเป็นไอระเหย
‘หนึ่งท่าร่าง... เพื่อท่านพ่อที่ถูกตราหน้าว่าพ่ายศึก!’
‘สองท่าร่าง... เพื่อพี่ชายและพี่สะใภ้ที่ต้องตาย… กลางป่าเขาลำเนาไพร!’
‘สามท่าร่าง... เพื่อความรักที่มอดไหม้ไปพร้อมกับ… จดหมาย!’
เลือดไหลซึมออกจากง่ามนิ้วหยดลงบนหิมะสีขาว ดูราวกับดอกเหมยที่เบ่งบานในฤดูหนาว แม่สามีมองภาพนั้นจากระเบียงไม้ด้วยน้ำตาคลอเบ้า นางไม่อาจเข้าไปห้าม เพราะรู้ดีว่ายามนี้... มีเพียงความเจ็บปวดทางกายเท่านั้นที่จะเยียวยาความแตกสลายในใจของหาญซือเหมยได้
วันแล้ววันเล่าที่นางฝึกฝนจนลืมเลือนความเป็นสตรีในห้องหอ จากผิวบางใสเริ่มหยาบกร้าน จากแววตาที่สับสนเริ่มกลายเป็นคมดาบที่นิ่งสงบ... หาญซือเหมยรู้ดีว่า เมื่อใดที่นางวางดาบลง ความอ่อนแอจะรุมเร้าเข้ามา ดังนั้นนางจึงเลือกที่จะ ‘ไม่วาง’ และปล่อยให้ความแค้นหล่อหลอมนางขึ้นมาใหม่ภายใต้เกราะเหล็กที่ไม่มีวันสั่นคลอน
ท่ามกลางแสงโคมแดงที่สว่างไสวสลับกับเงาไม้ มวลอากาศใน หอหมื่นสำราญ อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวลของแป้งร่ำและสุราเกรดดี เสียงพิณบรรเลงสอดประสานกับเสียงหัวเราะต่อกระซิกของแขกเหรื่อดูครึกครื้นทว่าจอมปลอม
ที่ชั้นสองในห้องรับรองพิเศษส่วนตัว หาญซือเหมย ในคราบของคุณชายหนุ่มรูปงามอาภรณ์สีนิล นั่งทอดถอนใจอยู่เพียงลำพัง นางจ้องมองจอกสุราในมือที่สะท้อนเงาใบหน้าอันเหนื่อยล้าของตนเอง แสงไฟสลัวช่วยพรางแววตาที่เต็มไปด้วยรอยร้าวได้อย่างมิดชิด
“สุราเลิศรสไร้รสชาติ... หรือจะสู้กลิ่นกายสาวงาม” ซือเหมยแสร้งปั้นรอยยิ้มเจ้าชู้พราวเสน่ห์ สายตาเบนไปมองหญิงรับใช้โฉมสะคราญที่เพิ่งเดินถือถาดอาหารและไหสุราเข้ามา “เจ้ามานั่งลงดื่มเป็นเพื่อนข้าสักจอกเถิด”
หญิงสาวผู้นั้นชะงักไปเล็กน้อย ใบหน้าซับสีระเรื่อด้วยความเขินอาย “คุณชาย ท่านอย่าทำให้ผู้น้อยลำบากใจเลยเจ้าค่ะ ผู้น้อยมีหน้าที่เพียงปรนนิบัติรับใช้ท่านตามคำสั่งเท่านั้น...”
ซือเหมยหัวเราะร่าอย่างติดลม “เช่นนั้นรึ... ช่างน่าเสียดายความงามของเจ้ายิ่งนัก” หญิงสาวยิ้มให้แล้วนั่งลงรินสุราให้
ทว่าในจังหวะที่นางกำลังจะยกสุราดื่ม เสียงพูดคุยที่ลอดผ่านผนังไม้บางๆ จากห้องข้างเคียงกลับทำให้ปลายนิ้วของนางแข็งค้าง... มันเป็นบทสนทนาที่เบาหวิวทว่าชัดเจนยิ่งกว่าเสียงอสนีบาต
“กองทหารม้าอินทรีที่ถูกฆ่าล้างบางที่หุบเขา... หึ พวกมันนึกว่าตายด้วยน้ำมือโจรป่า แต่โจรป่าที่ไหนจะใช้อาวุธกองทัพที่คมกริบเช่นนั้น”
“เบาเสียงหน่อย! เรื่องนี้เป็นคำสั่งลับ เจ้าอยากตายหรือไง”
ร่างกายของซือเหมยพลันชาหนึบตั้งแต่หัวจรดเท้า ความจริงเรื่องการสังหารหมู่ที่นางเข้าใจมาตลอดว่าเป็นอุบัติเหตุจากโจรโฉด แท้จริงแล้วคือแผนการอำมหิตที่มีใครบางคน ‘จงใจ’ ให้เกิดขึ้น ใครบางคนที่ส่งนางมาอยู่นี่เพื่อปิดปากนางไปพร้อมกับวงศ์ตระกูล!
เมื่อเห็นคุณชายหน้าถอดสี หญิงรับใช้จึงรีบขยับเข้ามาใกล้ด้วยความตกใจ “คุณชาย... ท่านสีหน้าไม่สู้ดีเลย ดื่มสุราอุ่นๆ หน่อยนะเจ้าค่ะ”
ซือเหมยพลันได้สติ นางฝืนยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา ยกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดจอกเพื่อดับความรุ่มร้อนในอก พร้อมกับลอบใช้วิชาแยกประสาทรับรู้ที่ได้จากการฝึกฝน ขยายการรับฟังเสียงจากห้องข้างๆ อย่างละเอียดทุกถ้อยคำ
แต่ยิ่งฟัง... โทสะในใจยิ่งคุกรุ่นดั่งเพลิงกัลป์ ความยุติธรรมที่นางเคยเชื่อมั่นพังทลายลงในพริบตา หญิงสาวคณิกาที่เห็นท่าทางเคร่งเครียดจึงขยับกายขี้นมานั่งบนตักหนาของ ‘คุณชาย’ อย่างออดอ้อน นางป้อนขนมหวานเข้าปากซือเหมย พลางซบใบหน้าลงบนไหล่เพื่อปลอบประโลม
โดยที่นางหารู้ไม่ว่า ภายใต้ไหล่ที่ดูแข็งแกร่งนั้น กำลังสั่นเทาด้วยแรงแค้นที่พร้อมจะระเบิดออกเผาผลาญเมืองหลวงทั้งเมืองให้เป็นจล!
“คุณชายเจ้าค่ะ ท่านเป็นอะไรไป หรือว่า... คืนนี้ข้าไม่ถูกใจท่าน” สาวคณิกาซบลงที่อกหนาพลางป้อนขนมให้
“เจ้ารู้ใจข้าดีที่สุด” ซือเหมยโน้มใบหน้าลงไปจนห่างกันเพียงลมหายใจคั่นกลาง
“ข้า....”
ห้าปีผ่านไป... จากเด็กสาวสิบห้าหนาวสู่สตรีวัยยี่สิบปีที่สง่างามทว่าเย็นเยียบ วันนี้หาญซือเหมยยืนอยู่ที่หน้าจวนแม่ทัพพิชิตอุดร ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงบัณฑิตยากจน เกล็ดหิมะเริ่มโปรยปรายลงมาในช่วงผลัดเปลี่ยนฤดู นางยื่นมือออกไปรับมัน มองดูความเย็นที่มลายหายไปบนฝ่ามือที่เริ่มหยาบกร้านจากการฝึกดาบและการตรากตรำทำงานหนักเพื่อส่งเสบียงเลี้ยงกองทัพที่แนวหน้า
ข่าวสารจากแนวหน้าส่งกลับมา กองทัพมีชัยเหนือกองทัพคนเถื่อน ตีกองทัพคนเถื่อนจนยอมถอนออกจากชายแดน กองทัพหลักใช้เวลาสองเดือนในการควบคุมชายแดนแล้วยกกลับมาเมืองหลวงอย่างยิ่งใหญ่
เสียงโห่ร้องของชาวเมืองดังกังวาน ‘แม่ทัพกลับมาแล้ว! ชัยชนะเป็นของพวกเรา!’ หัวใจที่เคยนิ่งสงบของนางกลับสั่นไหวด้วยความโหยหา นางเฝ้ารอวันนี้... วันที่จะได้พบสามีอันเป็นที่รักอีกครั้ง
ทว่า... เมื่อขบวนทัพมาถึงที่สุดปลายถนน ภาพเบื้องหน้ากลับทำให้ลมหายใจของนางสะดุดขาดตอน บนหลังม้าศึกที่ดูองอาจสามีของนางยังคงสง่างามเช่นเดิม แต่เคียงข้างเขากลับมีสตรีโฉมงามที่นางไม่รู้จัก นั่งคลอเคลียอิงแอบอยู่บนม้าตัวเดียวกัน... ดอกไม้ที่นางเตรียมมาเพื่อต้อนรับร่วงหล่นลงสู่พื้น ประดุจหัวใจที่แตกสลายลงไปพร้อมกับหิมะที่หนาวเหน็บลามไปถึงกระดูก
‘หิมะแรก.....’
หาญซือเหมย...
นางก้มมองมือที่หยาบกร้านของตนเอง... ร่างกายที่เคยบอบบางกลับแข็งแกร่งเกินกว่าจะเป็นสตรีในห้องหอที่งดงามประดุจบุปผา ใบหน้าที่เคยงดงามกลับดูคมคายจนน่าหลงใหล ร่างกายและกล้ามเนื้ออันสวยงามเป็นที่เลื่องลือในเหล่าสาวคณิกาชั้นสูง
ทว่าเมืองมองเทียบกันแล้ว นางหาได้เหมือนสตรีโฉมงามที่อยู่ในอ้อมกอดของสามีนางยามนี้ หยดน้ำตาเย็นเยียบร่วงหล่นจากหางตา
เมื่อเห็นเขา ‘อุ้ม’ สตรีผู้นั้นลงจากหลังม้าอย่างทะนุถนอม
ม้าศึกตัวใหญ่หยุดที่หน้าประตูจวน ผู้ที่นางเรียกมาตลอดว่าสามีนั้น... บัดนี้กำลัง ‘อุ้ม’ สตรีผู้นั้นลงจากหลังม้าอย่างทะนุถนอม หัวใจของนางนั้นเย็นลงยิ่งกว่าบรรยากาศรอบตัว หัวสมองเริ่มชา
“นี่คือ... อย่าใส่ใจเลย เราเข้าจวนกันเถอะ”
คำพูดของเขาที่ว่า ‘อย่าใส่ใจเลย’ มันช่างประดุจลูกธนูน้ำแข็งอาบยาพิษที่เคลือบไว้ด้วยน้ำผึ้งหวานล้ำ... ยิงทะลุเข้าตัดขั้วหัวใจจนนางแทบกระอักเลือดออกมา หนำซ้ำยังเหมือนเอาเกลือมาทาที่แผลแล้วราดซ้ำด้วยน้ำเย็นจัด
“ฮูหยิน นั่นแค่เพื่อนของนายน้อยขอรับ ท่านอย่าได้คิดมาก” ทหารคนสนิทเดินเข้ามากระซิบบอก
“เพื่อน... สภาพเช่นนั้นหรือ”
“ขอรับ”
ชายหนุ่มเดินก้าวเข้าเรือนหลังใหญ่ สายตากวาดหาผู้เป็นมารดา แต่เมื่อเห็นอาหารบนโต๊ะก็พาหญิงสาวคนใหม่ไปนั่งทานอย่างไม่ใส่ใจจะเอ่ยชวนแม้แต่น้อย
“ท่านไม่คิดจะไปหามารดาของท่านเลยหรือ” หาญซือเหมยถามก่อนจะนั่งลงบนเกาอี้ที่ว่างอยู่
“ท่านอาจนอนพักแล้ว”
หาญซื่อเหมยมองชายข้างๆ ด้วยหางตา “ใช่! ท่านพักแล้ว!”
“ไว้ตอนเช้า ข้าจะพาหลี่เยี่ยนไปคารวะท่านแม่”
“เช่นนั้นรึ” พูดจบ หาญซื่อเหมยก็วางตะเกียบลง แล้วหันหลังเดินจากไปทันที ไม่สนใจชายที่นั่งบนโต๊ะอาหารแม้แต่น้อย
“ข้า... ผู้บัญชาการกองทหารม้าลาดตระเวน ซือเหมย!” เสียงของนางดังกึกก้องประดุจสายฟ้าฟาดเหนือกำแพงเมืองอี้อวิ๋น “หัวหน้าพวกเจ้าอยู่ที่ไหน!”หัวหน้ากองผู้คุมประตูวิ่งกระหืดกระหอบออกมาด้วยสภาพสะบักสะบอม “พวกท่าน... ทำไมมีเพียงเท่านี้ แล้วกำลังเสริมเล่า อยู่ที่ไหน!”“จมหายไปกับสายน้ำหมดแล้ว” ซือเหมยตอบเสียงเรียบคำตอบนั้นประดุจสายฟ้าฟาดลงกลางใจคนฟัง หัวหน้ากองถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น “พินาศแล้ว... แบบนี้เมืองอี้อวิ๋นไม่รอดแน่!”“ท่านอ๋องรองอยู่ที่ไหน” ซือเหมยถามตัดบท“ที่จวนขอรับ... ในเมืองวุ่นวายจนเกินควบคุมแล้ว”“ป้องกันประตูไว้ อดทนหน่อย คืนนี้พวกมันยังไม่บุกเข้ามาแน่” ซือเหมยสั่งการทิ้งท้าย ก่อนจะนำทหารม้าบุกฝ่าฝูงชนที่หิวโหยตลอดสองข้างทาง มุ่งตรงสู่จวนใหญ่ของอ๋องรองทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องโถงกลาง กลิ่นคาวเลือดและยาสมุนไพรก็ตีเข้าจมูก ท่านอ๋องรองนอนอยู่บนเตียงสภาพร่อแร่ บาดแผลจากพิษร้ายกลายเป็นสีดำคล้ำ“คนจะตายแหล่มิตายแหล่เช่นท่าน มาทำอะไรที่ชายแดนเกิดตายไปแล้วพระนางจะทำอย่างไร” ซือเหมยเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงติดประชดท่านอ๋องรองแค่นยิ้มอย่างยากลำบาก ดวงตาพร่ามัวมองสตรีที่เขาโหยหา “เหมย
“ข้างหน้าคือเมืองใหญ่ก่อนข้ามแม่น้ำเจ้าค่ะ ทหารลาดตระเวนรายงานว่าระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าประหลาด จนเรือข้ามฟากไม่สามารถออกจากท่าได้”ซือเหมยนิ่งเงียบ คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ช่วงเวลานี้ไม่ใช่ฤดูน้ำหลาก และตามสถิติหลายสิบปีที่ผ่านมาแม่น้ำสายนี้ไม่เคยหลากท่วมกะทันหัน ลางสังหรณ์บอกนางว่านี่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ... แต่เป็นฝีมือของใครบางคนที่จงใจสกัดกั้นนาง“เข้าเมืองก่อน... แล้วค่อยว่ากัน” ซือเหมยสั่งเสียงเรียบ “สั่งทุกคนให้ระวังตัว อย่าเพิ่งเปิดเผยฐานะจนกว่าข้าจะอนุญาต”“รับบัญชาเจ้าค่ะ!” ชิงเหยาชักม้ากลับไปถ่ายทอดคำสั่งทันทีซือเหมยเอนหลังพิงอานรถม้า หลับตาลงเพื่อพักผ่อนท่ามกลางเสียงอื้ออึงของผู้อพยพที่หนีน้ำท่วม ข่าวซุบซิบของชาวบ้านดังแว่วเข้ามาจนน่าปวดหัว จนกระทั่งชิงเหยาก้าวขึ้นมาบนรถม้าอีกครั้งพร้อมม้วนไม้ไผ่“ท่านแม่ทัพ”“มีเรื่องอะไรว่ามา...” ซือเหมยลืมตาขึ้นด้วยความเบื่อหน่ายมีข่าวจากสายลับเจ้าค่ะ” ชิงเหยาส่งม้วนไม้ไผ่ให้นางก่อนจะรีบออกไป‘เขื่อนพัง’... คำนี้ทำให้นางหวนนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต********สายลมตะวันออกพัดเข้าสู่แดนเหนือ ณ หมู่บ้านใหญ่ใต้เขื่อนเก็บน้ำบนภูเขา
บนยอดหอคอยของปราการเหล็กดำ ที่ก่อขึ้นจากศิลาสีนิลขรึมขลัง หาญซือเหมย ทอดสายตามองออกไปสุดขอบฟ้า เบื้องหลังของนางคือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ป่าเถื่อนนอกด่าน ส่วนเบื้องหน้าคือแผ่นดินภาคกลาง อันอุดมสมบูรณ์ที่เคยเป็นบ้าน... และเป็นสุสานของความฝันสายลมเหมันต์พัดผ่านใบหน้าที่ซีดขาว สองวันหลังจากฟื้นจากการหลับใหล นางพยายามโคจรลมปราณอย่างช้าๆ แม้เส้นเอ็นจะยังไม่สมานดีจนไม่อาจทะลวงขั้นยุทธ์ได้ แต่ความเย็นจากยอดเขาช่วยให้ใจที่เคยร้อนรุ่มด้วยเพลิงแค้นเริ่มตกตะกอน“ท้องฟ้า ผืนดิน สายลม...” ซือเหมยพึมพำกับตัวเอง “ข้าไม่เข้าใจเลย โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่นัก เหตุใดข้าถึงเคยยึดติดกับชายผู้นั้น... จนยอมให้ตระกูลต้องล่มสลาย”“หลานข้า เจ้าขึ้นมาตากลมเย็นทำไมกัน ร่างกายยังไม่หายดีไม่ใช่หรือ” เสียงเข้มทว่าเปี่ยมด้วยความห่วงใยดังขึ้นจากบันไดหินซือเหมยหันไปมอง ท่านน้าหญิงหาญเซี่ยว ที่เดินมานั่งลงข้างๆ “ท่านน้า... ข้าขอโทษ” ซือเหมยเอ่ยเสียงแผ่วพร่า หยดน้ำตาที่ขังอยู่ร่วงหล่นลงบนเกราะเหล็ก “ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชาย และพี่สะใภ้... ข้าเป็นคนส่งพวกเขาไปตายเอง หากข้าเชื่อคำเตือนของท่านพ่อตั้งแต่แรก เรื่องคงไม่เป็นเช่นนี้
บนยอดหอคอยของปราการเหล็กดำ ที่ก่อขึ้นจากศิลาสีนิลขรึมขลัง หาญซือเหมย ทอดสายตามองออกไปสุดขอบฟ้า เบื้องหลังของนางคือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ป่าเถื่อนนอกด่าน ส่วนเบื้องหน้าคือแผ่นดินภาคกลาง อันอุดมสมบูรณ์ที่เคยเป็นบ้าน... และเป็นสุสานของความฝันสายลมเหมันต์พัดผ่านใบหน้าที่ซีดขาว สองวันหลังจากฟื้นจากการหลับใหล นางพยายามโคจรลมปราณอย่างช้าๆ แม้เส้นเอ็นจะยังไม่สมานดีจนไม่อาจทะลวงขั้นยุทธ์ได้ แต่ความเย็นจากยอดเขาช่วยให้ใจที่เคยร้อนรุ่มด้วยเพลิงแค้นเริ่มตกตะกอน“ท้องฟ้า ผืนดิน สายลม...” ซือเหมยพึมพำกับตัวเอง “ข้าไม่เข้าใจเลย โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่นัก เหตุใดข้าถึงเคยยึดติดกับชายผู้นั้น... จนยอมให้ตระกูลต้องล่มสลาย”“หลานข้า เจ้าขึ้นมาตากลมเย็นทำไมกัน ร่างกายยังไม่หายดีไม่ใช่หรือ” เสียงเข้มทว่าเปี่ยมด้วยความห่วงใยดังขึ้นจากบันไดหินซือเหมยหันไปมอง ท่านน้าหญิงหาญเซี่ยว ที่เดินมานั่งลงข้างๆ “ท่านน้า... ข้าขอโทษ” ซือเหมยเอ่ยเสียงแผ่วพร่า หยดน้ำตาที่ขังอยู่ร่วงหล่นลงบนเกราะเหล็ก “ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชาย และพี่สะใภ้... ข้าเป็นคนส่งพวกเขาไปตายเอง หากข้าเชื่อคำเตือนของท่านพ่อตั้งแต่แรก เรื่องคงไม่เป็นเช่นนี้
หาญซือเหมยใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายคลานไปบนพรมหิมะที่ขาวโพลนและเหน็บหนาว หยาดน้ำตาที่อาบแก้มถูกลมพัดจนแข็งเป็นเกล็ดติดอยู่บนผิว ในนาทีที่ลมหายใจเริ่มรวยริน นางสาบานต่อดวงวิญญาณของเหล่าบรรพชนด้วยเพลิงแค้น... ความอบอุ่นเดียวที่นางเคยโหยหาจากเขา บัดนี้มันได้ตายจากไปพร้อมกับศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี!นางเอนกายพิงกองหิมะหนาอย่างหมดแรง ในใจพลันนึกถึงบทเพลงประหลาดที่เคยได้ยินมา ‘หมดความหวังนั่งน้ำตาริน ข้าวปลาไม่กิน นั่งรินกินแต่เหล้า...’ หากบรรยากาศไม่พาไปนางคงไม่คิดเช่นนี้“บางที... ข้าไม่ควรเห็นแก่เหล้าฟรี... ดื่มเยอะไปจริงๆ...”ซือเหมยนั่งหัวเราะจนตัวโยกให้กับความตะกละของตนเอง แม้ในยามที่มัจจุราชยืนอยู่ตรงหน้า นางก็ยังอดสมเพชตัวเองไม่ได้ที่เห็นแก่ของฟรีจนดื่มไม่หยุดจนเสียเรื่องเสียราวเพียงนี้ก่อนที่สติอันเลือนรางจะดับวูบลง หญิงสาวนางหนึ่งกางร่มคันใหญ่เดินฝ่าพายุหิมะมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้านาง “หลี่... เยี่ยน...” นั่นคือชื่อสุดท้ายที่ซือเหมยเอ่ยออกมา ก่อนที่โลกทั้งใบจะมืดมิดลงหลี่เยี่ยนกัดฟันแน่น เดินฝ่าพายุหิมะที่พัดกระหน่ำ นางเป็นเพียงสตรีในห้องหอที่บอบบางและไม่เคยฝึกศิลปะกา
สายตาคมกริบของชายหนุ่มจดจ้องมองตามแผ่นหลังที่เหยียดตรงของซือเหมยด้วยความโกรธกริ้วที่พลุ่งพล่านจนแทบระงับไม่อยู่ สำหรับเขา... นางเคยเป็นเพียงสตรีที่คอยเดินตามหลังและยอมสยบให้เขาเสมอมา ทว่ายามนี้ นางกลับเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะเหลือบแลหรือให้เกียรติเขาในฐานะสามีแม้แต่น้อย ความเย็นชาของนางประดุจคมดาบที่กรีดลงบนศักดิ์ศรีของบัณฑิตอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน“สามหาวนัก! นางนึกว่าตนเองเป็นใครกัน!” เขาพึมพำลอดไรฟัน มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน‘ท่านยังไม่เข้าพิธีแต่งงานกันเลย จะเป็นอะไรกันได้’ บรรดาบ่าวในจวนต่างคิดไปในทางเดียวกันชายที่หายไปหลายปี กลับมาพร้อมหญิงสาวในอ้อมกอด ซ้ำยังพาขี่ม้าเข้าเมืองมาเหมือนประกาศให้ทั้งเมืองรับรู้ แบบนี้ใครเล่าจะยอมรับเขาสะบัดหน้ากลับมาทางบ่าวรับใช้ที่ยืนก้มหน้าตัวสั่นเทา ก่อนจะตวาดถามด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “ในตอนที่ข้าไม่อยู่ เกิดอะไรขึ้นกับที่นี่กันแน่! แล้วท่านแม่ข้าไปไหน เหตุใดนางถึงไม่มาต้อนรับข้า!”เหล่าคนรับใช้ต่างมองหน้ากันไปมาด้วยความลำบากใจ บรรยากาศรอบกายพลันเย็นยะเยือกขึ้นมาถนัดตา “ระ... เรียนคุณท่าน ฮูหยินผู้เฒ่า... อยู่ที่ห้องบรรพชนขะ... ขอรับ”“




![จะไม่ทนกับบทบาทนางร้าย [รีไรท์ตอนจบ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

