Share

วสันตฤดู

last update Dernière mise à jour: 2026-02-07 00:29:53

ภายในห้องหอที่สว่างไสวด้วยแสงเทียนวูบไหว ร่างของบิดาที่ถูกส่งกลับมา ทว่าไม่ใช่เพียงหนึ่ง เบื้องหน้ากลับเป็นโลงศพที่วางเรียงราย... กลิ่นธูปคละคลุ้งปนเปกับกลิ่นคาวเลือดที่ยังไม่จางหาย ร่างไร้วิญญาณของพี่ชายและพี่สะใภ้ทั้งสาม ความเสียใจถาโถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัวเมื่อรู้ความจริง

นางนั่งมองโลงศพที่ตั้งเรียงรายอยู่ในโถงบรรพชนตระกูลหาญ ท่ามกลางเหล่าขุนศึกสหายร่วมรบของบิดาที่รอดกลับมา และบรรดาสหาย ที่มาร่วมงาน กลิ่นธูปคละคลุ้งปนเปกับกลิ่นคาวเลือดที่ยังไม่จางหาย หาญซือเหมยมอง ‘หาญหลิงอวิ๋น’ น้าสะใภ้ที่ร่างกายสั่นเทา จดหมายลับฉบับหนึ่งถูกส่งให้นาง ด้วยมือที่หยาบกร้านของน้าสะใภ้ผู้กลายเป็นสตรีม่าย นางมองน้าสะใภ้ที่ใบหน้าเต็มไปด้วยผ้าพันแผล

“พี่ชายและพี่สะใภ้ของเจ้า... ทั้งหมดถูกซุ่มโจมตีตอนที่นำร่างของพ่อเจ้ากลับ พร้อมกับกองทัพที่กำลังถอยกลับเมือง”

“พวกเขาสิ้นชีพอย่างสมศักดิ์ศรี... ไหมเจ้าค่ะ” นางถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

น้าสะใภ้พยักหน้าทั้งน้ำตา “พวกเขาสิ้นชีพอย่างสมศักดิ์ศรี...” คำนั้นช่างขมปร่าในความรู้สึก สมศักดิ์ศรีแล้วอย่างไร ในเมื่อสุดท้ายแล้วเหลือเพียงร่างที่ไร้วิญญาณและจดหมายลับที่เปียกชุ่มด้วยน้ำตา

เสียงดนตรีประกอบพิธีศพดังอื้ออึง ทว่ากลับข่มขวัญจนซือเหมยไม่มีน้ำตาหลั่งออกมาแม้แต่หยดเดียว อากาศรอบกายดูหนักอึ้งจนหายใจลำบาก ราวกับโลกทั้งใบกำลังกดทับลงบนบ่าเล็กๆ ของนาง... สมองของนางว่างเปล่า มีเพียงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านมาจากก้นบึ้งของหัวใจ

ข้างกายมีเพียงสตรีม่ายตระกูลหาญที่เหลือรอดไม่กี่คน และแม่สามีผู้นั่งสั่นเทาด้วยความอัปยศอดสูแทนบุตรชาย ชายผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี แต่กลับไม่แม้แต่จะส่งตัวแทนมาร่วมไว้อาลัยแก่ดวงวิญญาณผู้มีพระคุณที่จวนตระกูลหาญแห่งนี้

กลิ่นดินชื้นแฉะลอยมาแตะจมูกที่แดงก่ำ กระดาษเงินกระดาษทองค่อยๆ มอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านในกองเพลิงหน้าหลุมศพตระกูลหาญ หาญซือเหมยยืนจ้องมองป้ายวิญญาณด้วยดวงตาที่เลื่อนลอย ภาพต่างๆ ในอดีตถาโถมเข้ามาไม่จบสิ้น

‘ห้าปี... ข้าทุ่มเทเพื่อเจ้าไปมากมายถึงเพียงนี้’

นางเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดครึ้มและส่งเสียงคำรามประหนึ่งจะพิโรธแทนแด่นาง ‘แม้แต่ฟ้ายังรู้... ว่ามันช่างอยุติธรรม!’ เสียงตะโกนนั้นแหบพร่าและสั่นเครือ มันดังมาจากส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจที่แตกสลาย ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาประหนึ่งจะช่วยซ่อนน้ำตาที่เพิ่ง ไหลริน

ในร่มเงาไม้ใหญ่ที่ห่างออกไป... สตรีผู้สูงศักดิ์วัยกลางคนและชายหนุ่มในอาภรณ์หรูหราเฝ้ามองภาพนั้นด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ก่อนที่ขบวนรถม้าจะเคลื่อนตัวจากไป ทิ้งให้เสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งของสตรี ผู้ถูกทรยศเป็นเพียงเสียงคร่ำครวญกลางสายฝน

ในหอบรรพชนอันเงียบสงัด ซือเหมย นั่งมองป้ายวิญญาณของเหล่าขุนศึกในตระกูลที่จากไปสู่ดินแดนอันไกลโพ้นไม่อาจหวนกลับ นางจุดธูปไหว้อย่างเงียบงันแล้วนั่งอยู่อย่างนั้นไม่ขยับไปไหน

ซือเหมย... ไม่เคยหลับใหลในฐานะเจ้าสาว แต่ในฐานะ ‘ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลหาญ’ นางยืนอยู่กลางลานจวนที่เงียบสงัดในยามค่ำคืน รอบกายคือความเหน็บหนาวของ วสันตฤดูที่ยังหลงเหลืออายเหมันต์

มือที่เคยคอยดีดพิณและปักผ้า บัดนี้กลับบวมช้ำจากการกวัดแกว่งดาบและฝึกท่าร่างตามตำรา กำไลเหล็กบนข้อมือเริ่มเปล่งแสงสีแดงเรื่อประดุจลาวาที่ไหลเวียน ทุกครั้งที่นางโคจรลมปราณตามวิชา ‘เพลงดาบพิชิตมังกร’ ความร้อนจากกำไลจะแผ่ซ่านไปทั่วร่าง หลอมละลายหยาดน้ำตาที่เพิ่งรินไหลให้กลายเป็นไอระเหย

‘หนึ่งท่าร่าง... เพื่อท่านพ่อที่ถูกตราหน้าว่าพ่ายศึก!’ 

‘สองท่าร่าง... เพื่อพี่ชายและพี่สะใภ้ที่ต้องตาย… กลางป่าเขาลำเนาไพร!’ 

‘สามท่าร่าง... เพื่อความรักที่มอดไหม้ไปพร้อมกับ… จดหมาย!’

เลือดไหลซึมออกจากง่ามนิ้วหยดลงบนหิมะสีขาว ดูราวกับดอกเหมยที่เบ่งบานในฤดูหนาว แม่สามีมองภาพนั้นจากระเบียงไม้ด้วยน้ำตาคลอเบ้า นางไม่อาจเข้าไปห้าม เพราะรู้ดีว่ายามนี้... มีเพียงความเจ็บปวดทางกายเท่านั้นที่จะเยียวยาความแตกสลายในใจของหาญซือเหมยได้

วันแล้ววันเล่าที่นางฝึกฝนจนลืมเลือนความเป็นสตรีในห้องหอ จากผิวบางใสเริ่มหยาบกร้าน จากแววตาที่สับสนเริ่มกลายเป็นคมดาบที่นิ่งสงบ... หาญซือเหมยรู้ดีว่า เมื่อใดที่นางวางดาบลง ความอ่อนแอจะรุมเร้าเข้ามา ดังนั้นนางจึงเลือกที่จะ ‘ไม่วาง’ และปล่อยให้ความแค้นหล่อหลอมนางขึ้นมาใหม่ภายใต้เกราะเหล็กที่ไม่มีวันสั่นคลอน

ท่ามกลางแสงโคมแดงที่สว่างไสวสลับกับเงาไม้ มวลอากาศใน หอหมื่นสำราญ อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวลของแป้งร่ำและสุราเกรดดี เสียงพิณบรรเลงสอดประสานกับเสียงหัวเราะต่อกระซิกของแขกเหรื่อดูครึกครื้นทว่าจอมปลอม

ที่ชั้นสองในห้องรับรองพิเศษส่วนตัว หาญซือเหมย ในคราบของคุณชายหนุ่มรูปงามอาภรณ์สีนิล นั่งทอดถอนใจอยู่เพียงลำพัง นางจ้องมองจอกสุราในมือที่สะท้อนเงาใบหน้าอันเหนื่อยล้าของตนเอง แสงไฟสลัวช่วยพรางแววตาที่เต็มไปด้วยรอยร้าวได้อย่างมิดชิด

“สุราเลิศรสไร้รสชาติ... หรือจะสู้กลิ่นกายสาวงาม” ซือเหมยแสร้งปั้นรอยยิ้มเจ้าชู้พราวเสน่ห์ สายตาเบนไปมองหญิงรับใช้โฉมสะคราญที่เพิ่งเดินถือถาดอาหารและไหสุราเข้ามา “เจ้ามานั่งลงดื่มเป็นเพื่อนข้าสักจอกเถิด”

หญิงสาวผู้นั้นชะงักไปเล็กน้อย ใบหน้าซับสีระเรื่อด้วยความเขินอาย “คุณชาย ท่านอย่าทำให้ผู้น้อยลำบากใจเลยเจ้าค่ะ ผู้น้อยมีหน้าที่เพียงปรนนิบัติรับใช้ท่านตามคำสั่งเท่านั้น...”

ซือเหมยหัวเราะร่าอย่างติดลม “เช่นนั้นรึ... ช่างน่าเสียดายความงามของเจ้ายิ่งนัก” หญิงสาวยิ้มให้แล้วนั่งลงรินสุราให้

ทว่าในจังหวะที่นางกำลังจะยกสุราดื่ม เสียงพูดคุยที่ลอดผ่านผนังไม้บางๆ จากห้องข้างเคียงกลับทำให้ปลายนิ้วของนางแข็งค้าง... มันเป็นบทสนทนาที่เบาหวิวทว่าชัดเจนยิ่งกว่าเสียงอสนีบาต

“กองทหารม้าอินทรีที่ถูกฆ่าล้างบางที่หุบเขา... หึ พวกมันนึกว่าตายด้วยน้ำมือโจรป่า แต่โจรป่าที่ไหนจะใช้อาวุธกองทัพที่คมกริบเช่นนั้น”

“เบาเสียงหน่อย! เรื่องนี้เป็นคำสั่งลับ เจ้าอยากตายหรือไง”

ร่างกายของซือเหมยพลันชาหนึบตั้งแต่หัวจรดเท้า ความจริงเรื่องการสังหารหมู่ที่นางเข้าใจมาตลอดว่าเป็นอุบัติเหตุจากโจรโฉด แท้จริงแล้วคือแผนการอำมหิตที่มีใครบางคน ‘จงใจ’ ให้เกิดขึ้น ใครบางคนที่ส่งนางมาอยู่นี่เพื่อปิดปากนางไปพร้อมกับวงศ์ตระกูล!

เมื่อเห็นคุณชายหน้าถอดสี หญิงรับใช้จึงรีบขยับเข้ามาใกล้ด้วยความตกใจ “คุณชาย... ท่านสีหน้าไม่สู้ดีเลย ดื่มสุราอุ่นๆ หน่อยนะเจ้าค่ะ”

ซือเหมยพลันได้สติ นางฝืนยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา ยกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดจอกเพื่อดับความรุ่มร้อนในอก พร้อมกับลอบใช้วิชาแยกประสาทรับรู้ที่ได้จากการฝึกฝน ขยายการรับฟังเสียงจากห้องข้างๆ อย่างละเอียดทุกถ้อยคำ

แต่ยิ่งฟัง... โทสะในใจยิ่งคุกรุ่นดั่งเพลิงกัลป์ ความยุติธรรมที่นางเคยเชื่อมั่นพังทลายลงในพริบตา หญิงสาวคณิกาที่เห็นท่าทางเคร่งเครียดจึงขยับกายขี้นมานั่งบนตักหนาของ ‘คุณชาย’ อย่างออดอ้อน นางป้อนขนมหวานเข้าปากซือเหมย พลางซบใบหน้าลงบนไหล่เพื่อปลอบประโลม

โดยที่นางหารู้ไม่ว่า ภายใต้ไหล่ที่ดูแข็งแกร่งนั้น กำลังสั่นเทาด้วยแรงแค้นที่พร้อมจะระเบิดออกเผาผลาญเมืองหลวงทั้งเมืองให้เป็นจล!

“คุณชายเจ้าค่ะ ท่านเป็นอะไรไป หรือว่า... คืนนี้ข้าไม่ถูกใจท่าน” สาวคณิกาซบลงที่อกหนาพลางป้อนขนมให้

“เจ้ารู้ใจข้าดีที่สุด” ซือเหมยโน้มใบหน้าลงไปจนห่างกันเพียงลมหายใจคั่นกลาง

“ข้า....”

ห้าปีผ่านไป... จากเด็กสาวสิบห้าหนาวสู่สตรีวัยยี่สิบปีที่สง่างามทว่าเย็นเยียบ วันนี้หาญซือเหมยยืนอยู่ที่หน้าจวนแม่ทัพพิชิตอุดร ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงบัณฑิตยากจน เกล็ดหิมะเริ่มโปรยปรายลงมาในช่วงผลัดเปลี่ยนฤดู นางยื่นมือออกไปรับมัน มองดูความเย็นที่มลายหายไปบนฝ่ามือที่เริ่มหยาบกร้านจากการฝึกดาบและการตรากตรำทำงานหนักเพื่อส่งเสบียงเลี้ยงกองทัพที่แนวหน้า

ข่าวสารจากแนวหน้าส่งกลับมา กองทัพมีชัยเหนือกองทัพคนเถื่อน ตีกองทัพคนเถื่อนจนยอมถอนออกจากชายแดน กองทัพหลักใช้เวลาสองเดือนในการควบคุมชายแดนแล้วยกกลับมาเมืองหลวงอย่างยิ่งใหญ่

เสียงโห่ร้องของชาวเมืองดังกังวาน ‘แม่ทัพกลับมาแล้ว! ชัยชนะเป็นของพวกเรา!’ หัวใจที่เคยนิ่งสงบของนางกลับสั่นไหวด้วยความโหยหา นางเฝ้ารอวันนี้... วันที่จะได้พบสามีอันเป็นที่รักอีกครั้ง

ทว่า... เมื่อขบวนทัพมาถึงที่สุดปลายถนน ภาพเบื้องหน้ากลับทำให้ลมหายใจของนางสะดุดขาดตอน บนหลังม้าศึกที่ดูองอาจสามีของนางยังคงสง่างามเช่นเดิม แต่เคียงข้างเขากลับมีสตรีโฉมงามที่นางไม่รู้จัก นั่งคลอเคลียอิงแอบอยู่บนม้าตัวเดียวกัน... ดอกไม้ที่นางเตรียมมาเพื่อต้อนรับร่วงหล่นลงสู่พื้น ประดุจหัวใจที่แตกสลายลงไปพร้อมกับหิมะที่หนาวเหน็บลามไปถึงกระดูก

‘หิมะแรก.....’

หาญซือเหมย...

นางก้มมองมือที่หยาบกร้านของตนเอง... ร่างกายที่เคยบอบบางกลับแข็งแกร่งเกินกว่าจะเป็นสตรีในห้องหอที่งดงามประดุจบุปผา ใบหน้าที่เคยงดงามกลับดูคมคายจนน่าหลงใหล ร่างกายและกล้ามเนื้ออันสวยงามเป็นที่เลื่องลือในเหล่าสาวคณิกาชั้นสูง

ทว่าเมืองมองเทียบกันแล้ว นางหาได้เหมือนสตรีโฉมงามที่อยู่ในอ้อมกอดของสามีนางยามนี้ หยดน้ำตาเย็นเยียบร่วงหล่นจากหางตา

เมื่อเห็นเขา ‘อุ้ม’ สตรีผู้นั้นลงจากหลังม้าอย่างทะนุถนอม

ม้าศึกตัวใหญ่หยุดที่หน้าประตูจวน ผู้ที่นางเรียกมาตลอดว่าสามีนั้น... บัดนี้กำลัง ‘อุ้ม’ สตรีผู้นั้นลงจากหลังม้าอย่างทะนุถนอม หัวใจของนางนั้นเย็นลงยิ่งกว่าบรรยากาศรอบตัว หัวสมองเริ่มชา

“นี่คือ... อย่าใส่ใจเลย เราเข้าจวนกันเถอะ”

คำพูดของเขาที่ว่า ‘อย่าใส่ใจเลย’ มันช่างประดุจลูกธนูน้ำแข็งอาบยาพิษที่เคลือบไว้ด้วยน้ำผึ้งหวานล้ำ... ยิงทะลุเข้าตัดขั้วหัวใจจนนางแทบกระอักเลือดออกมา หนำซ้ำยังเหมือนเอาเกลือมาทาที่แผลแล้วราดซ้ำด้วยน้ำเย็นจัด

“ฮูหยิน นั่นแค่เพื่อนของนายน้อยขอรับ ท่านอย่าได้คิดมาก” ทหารคนสนิทเดินเข้ามากระซิบบอก

“เพื่อน... สภาพเช่นนั้นหรือ”

“ขอรับ”

ชายหนุ่มเดินก้าวเข้าเรือนหลังใหญ่ สายตากวาดหาผู้เป็นมารดา แต่เมื่อเห็นอาหารบนโต๊ะก็พาหญิงสาวคนใหม่ไปนั่งทานอย่างไม่ใส่ใจจะเอ่ยชวนแม้แต่น้อย

“ท่านไม่คิดจะไปหามารดาของท่านเลยหรือ” หาญซือเหมยถามก่อนจะนั่งลงบนเกาอี้ที่ว่างอยู่

“ท่านอาจนอนพักแล้ว”

หาญซื่อเหมยมองชายข้างๆ ด้วยหางตา “ใช่! ท่านพักแล้ว!”

“ไว้ตอนเช้า ข้าจะพาหลี่เยี่ยนไปคารวะท่านแม่”

“เช่นนั้นรึ” พูดจบ หาญซื่อเหมยก็วางตะเกียบลง แล้วหันหลังเดินจากไปทันที ไม่สนใจชายที่นั่งบนโต๊ะอาหารแม้แต่น้อย

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Latest chapter

  • หิมะทะเลทราย   เว่ยไท่เฟย

    “ข้า... ผู้บัญชาการกองทหารม้าลาดตระเวน ซือเหมย!” เสียงของนางดังกึกก้องประดุจสายฟ้าฟาดเหนือกำแพงเมืองอี้อวิ๋น “หัวหน้าพวกเจ้าอยู่ที่ไหน!”หัวหน้ากองผู้คุมประตูวิ่งกระหืดกระหอบออกมาด้วยสภาพสะบักสะบอม “พวกท่าน... ทำไมมีเพียงเท่านี้ แล้วกำลังเสริมเล่า อยู่ที่ไหน!”“จมหายไปกับสายน้ำหมดแล้ว” ซือเหมยตอบเสียงเรียบคำตอบนั้นประดุจสายฟ้าฟาดลงกลางใจคนฟัง หัวหน้ากองถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น “พินาศแล้ว... แบบนี้เมืองอี้อวิ๋นไม่รอดแน่!”“ท่านอ๋องรองอยู่ที่ไหน” ซือเหมยถามตัดบท“ที่จวนขอรับ... ในเมืองวุ่นวายจนเกินควบคุมแล้ว”“ป้องกันประตูไว้ อดทนหน่อย คืนนี้พวกมันยังไม่บุกเข้ามาแน่” ซือเหมยสั่งการทิ้งท้าย ก่อนจะนำทหารม้าบุกฝ่าฝูงชนที่หิวโหยตลอดสองข้างทาง มุ่งตรงสู่จวนใหญ่ของอ๋องรองทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องโถงกลาง กลิ่นคาวเลือดและยาสมุนไพรก็ตีเข้าจมูก ท่านอ๋องรองนอนอยู่บนเตียงสภาพร่อแร่ บาดแผลจากพิษร้ายกลายเป็นสีดำคล้ำ“คนจะตายแหล่มิตายแหล่เช่นท่าน มาทำอะไรที่ชายแดนเกิดตายไปแล้วพระนางจะทำอย่างไร” ซือเหมยเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงติดประชดท่านอ๋องรองแค่นยิ้มอย่างยากลำบาก ดวงตาพร่ามัวมองสตรีที่เขาโหยหา “เหมย

  • หิมะทะเลทราย   สายน้ำ

    “ข้างหน้าคือเมืองใหญ่ก่อนข้ามแม่น้ำเจ้าค่ะ ทหารลาดตระเวนรายงานว่าระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าประหลาด จนเรือข้ามฟากไม่สามารถออกจากท่าได้”ซือเหมยนิ่งเงียบ คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ช่วงเวลานี้ไม่ใช่ฤดูน้ำหลาก และตามสถิติหลายสิบปีที่ผ่านมาแม่น้ำสายนี้ไม่เคยหลากท่วมกะทันหัน ลางสังหรณ์บอกนางว่านี่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ... แต่เป็นฝีมือของใครบางคนที่จงใจสกัดกั้นนาง“เข้าเมืองก่อน... แล้วค่อยว่ากัน” ซือเหมยสั่งเสียงเรียบ “สั่งทุกคนให้ระวังตัว อย่าเพิ่งเปิดเผยฐานะจนกว่าข้าจะอนุญาต”“รับบัญชาเจ้าค่ะ!” ชิงเหยาชักม้ากลับไปถ่ายทอดคำสั่งทันทีซือเหมยเอนหลังพิงอานรถม้า หลับตาลงเพื่อพักผ่อนท่ามกลางเสียงอื้ออึงของผู้อพยพที่หนีน้ำท่วม ข่าวซุบซิบของชาวบ้านดังแว่วเข้ามาจนน่าปวดหัว จนกระทั่งชิงเหยาก้าวขึ้นมาบนรถม้าอีกครั้งพร้อมม้วนไม้ไผ่“ท่านแม่ทัพ”“มีเรื่องอะไรว่ามา...” ซือเหมยลืมตาขึ้นด้วยความเบื่อหน่ายมีข่าวจากสายลับเจ้าค่ะ” ชิงเหยาส่งม้วนไม้ไผ่ให้นางก่อนจะรีบออกไป‘เขื่อนพัง’... คำนี้ทำให้นางหวนนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต********สายลมตะวันออกพัดเข้าสู่แดนเหนือ ณ หมู่บ้านใหญ่ใต้เขื่อนเก็บน้ำบนภูเขา

  • หิมะทะเลทราย   คนซวยที่ดวงแข็ง

    บนยอดหอคอยของปราการเหล็กดำ ที่ก่อขึ้นจากศิลาสีนิลขรึมขลัง หาญซือเหมย ทอดสายตามองออกไปสุดขอบฟ้า เบื้องหลังของนางคือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ป่าเถื่อนนอกด่าน ส่วนเบื้องหน้าคือแผ่นดินภาคกลาง อันอุดมสมบูรณ์ที่เคยเป็นบ้าน... และเป็นสุสานของความฝันสายลมเหมันต์พัดผ่านใบหน้าที่ซีดขาว สองวันหลังจากฟื้นจากการหลับใหล นางพยายามโคจรลมปราณอย่างช้าๆ แม้เส้นเอ็นจะยังไม่สมานดีจนไม่อาจทะลวงขั้นยุทธ์ได้ แต่ความเย็นจากยอดเขาช่วยให้ใจที่เคยร้อนรุ่มด้วยเพลิงแค้นเริ่มตกตะกอน“ท้องฟ้า ผืนดิน สายลม...” ซือเหมยพึมพำกับตัวเอง “ข้าไม่เข้าใจเลย โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่นัก เหตุใดข้าถึงเคยยึดติดกับชายผู้นั้น... จนยอมให้ตระกูลต้องล่มสลาย”“หลานข้า เจ้าขึ้นมาตากลมเย็นทำไมกัน ร่างกายยังไม่หายดีไม่ใช่หรือ” เสียงเข้มทว่าเปี่ยมด้วยความห่วงใยดังขึ้นจากบันไดหินซือเหมยหันไปมอง ท่านน้าหญิงหาญเซี่ยว ที่เดินมานั่งลงข้างๆ “ท่านน้า... ข้าขอโทษ” ซือเหมยเอ่ยเสียงแผ่วพร่า หยดน้ำตาที่ขังอยู่ร่วงหล่นลงบนเกราะเหล็ก “ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชาย และพี่สะใภ้... ข้าเป็นคนส่งพวกเขาไปตายเอง หากข้าเชื่อคำเตือนของท่านพ่อตั้งแต่แรก เรื่องคงไม่เป็นเช่นนี้

  • หิมะทะเลทราย   คนดวงซวย

    บนยอดหอคอยของปราการเหล็กดำ ที่ก่อขึ้นจากศิลาสีนิลขรึมขลัง หาญซือเหมย ทอดสายตามองออกไปสุดขอบฟ้า เบื้องหลังของนางคือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ป่าเถื่อนนอกด่าน ส่วนเบื้องหน้าคือแผ่นดินภาคกลาง อันอุดมสมบูรณ์ที่เคยเป็นบ้าน... และเป็นสุสานของความฝันสายลมเหมันต์พัดผ่านใบหน้าที่ซีดขาว สองวันหลังจากฟื้นจากการหลับใหล นางพยายามโคจรลมปราณอย่างช้าๆ แม้เส้นเอ็นจะยังไม่สมานดีจนไม่อาจทะลวงขั้นยุทธ์ได้ แต่ความเย็นจากยอดเขาช่วยให้ใจที่เคยร้อนรุ่มด้วยเพลิงแค้นเริ่มตกตะกอน“ท้องฟ้า ผืนดิน สายลม...” ซือเหมยพึมพำกับตัวเอง “ข้าไม่เข้าใจเลย โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่นัก เหตุใดข้าถึงเคยยึดติดกับชายผู้นั้น... จนยอมให้ตระกูลต้องล่มสลาย”“หลานข้า เจ้าขึ้นมาตากลมเย็นทำไมกัน ร่างกายยังไม่หายดีไม่ใช่หรือ” เสียงเข้มทว่าเปี่ยมด้วยความห่วงใยดังขึ้นจากบันไดหินซือเหมยหันไปมอง ท่านน้าหญิงหาญเซี่ยว ที่เดินมานั่งลงข้างๆ “ท่านน้า... ข้าขอโทษ” ซือเหมยเอ่ยเสียงแผ่วพร่า หยดน้ำตาที่ขังอยู่ร่วงหล่นลงบนเกราะเหล็ก “ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชาย และพี่สะใภ้... ข้าเป็นคนส่งพวกเขาไปตายเอง หากข้าเชื่อคำเตือนของท่านพ่อตั้งแต่แรก เรื่องคงไม่เป็นเช่นนี้

  • หิมะทะเลทราย   กำแพงเหนือขุนเขา

    หาญซือเหมยใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายคลานไปบนพรมหิมะที่ขาวโพลนและเหน็บหนาว หยาดน้ำตาที่อาบแก้มถูกลมพัดจนแข็งเป็นเกล็ดติดอยู่บนผิว ในนาทีที่ลมหายใจเริ่มรวยริน นางสาบานต่อดวงวิญญาณของเหล่าบรรพชนด้วยเพลิงแค้น... ความอบอุ่นเดียวที่นางเคยโหยหาจากเขา บัดนี้มันได้ตายจากไปพร้อมกับศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี!นางเอนกายพิงกองหิมะหนาอย่างหมดแรง ในใจพลันนึกถึงบทเพลงประหลาดที่เคยได้ยินมา ‘หมดความหวังนั่งน้ำตาริน ข้าวปลาไม่กิน นั่งรินกินแต่เหล้า...’ หากบรรยากาศไม่พาไปนางคงไม่คิดเช่นนี้“บางที... ข้าไม่ควรเห็นแก่เหล้าฟรี... ดื่มเยอะไปจริงๆ...”ซือเหมยนั่งหัวเราะจนตัวโยกให้กับความตะกละของตนเอง แม้ในยามที่มัจจุราชยืนอยู่ตรงหน้า นางก็ยังอดสมเพชตัวเองไม่ได้ที่เห็นแก่ของฟรีจนดื่มไม่หยุดจนเสียเรื่องเสียราวเพียงนี้ก่อนที่สติอันเลือนรางจะดับวูบลง หญิงสาวนางหนึ่งกางร่มคันใหญ่เดินฝ่าพายุหิมะมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้านาง “หลี่... เยี่ยน...” นั่นคือชื่อสุดท้ายที่ซือเหมยเอ่ยออกมา ก่อนที่โลกทั้งใบจะมืดมิดลงหลี่เยี่ยนกัดฟันแน่น เดินฝ่าพายุหิมะที่พัดกระหน่ำ นางเป็นเพียงสตรีในห้องหอที่บอบบางและไม่เคยฝึกศิลปะกา

  • หิมะทะเลทราย   เหล้าพิษ

    สายตาคมกริบของชายหนุ่มจดจ้องมองตามแผ่นหลังที่เหยียดตรงของซือเหมยด้วยความโกรธกริ้วที่พลุ่งพล่านจนแทบระงับไม่อยู่ สำหรับเขา... นางเคยเป็นเพียงสตรีที่คอยเดินตามหลังและยอมสยบให้เขาเสมอมา ทว่ายามนี้ นางกลับเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะเหลือบแลหรือให้เกียรติเขาในฐานะสามีแม้แต่น้อย ความเย็นชาของนางประดุจคมดาบที่กรีดลงบนศักดิ์ศรีของบัณฑิตอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน“สามหาวนัก! นางนึกว่าตนเองเป็นใครกัน!” เขาพึมพำลอดไรฟัน มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน‘ท่านยังไม่เข้าพิธีแต่งงานกันเลย จะเป็นอะไรกันได้’ บรรดาบ่าวในจวนต่างคิดไปในทางเดียวกันชายที่หายไปหลายปี กลับมาพร้อมหญิงสาวในอ้อมกอด ซ้ำยังพาขี่ม้าเข้าเมืองมาเหมือนประกาศให้ทั้งเมืองรับรู้ แบบนี้ใครเล่าจะยอมรับเขาสะบัดหน้ากลับมาทางบ่าวรับใช้ที่ยืนก้มหน้าตัวสั่นเทา ก่อนจะตวาดถามด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “ในตอนที่ข้าไม่อยู่ เกิดอะไรขึ้นกับที่นี่กันแน่! แล้วท่านแม่ข้าไปไหน เหตุใดนางถึงไม่มาต้อนรับข้า!”เหล่าคนรับใช้ต่างมองหน้ากันไปมาด้วยความลำบากใจ บรรยากาศรอบกายพลันเย็นยะเยือกขึ้นมาถนัดตา “ระ... เรียนคุณท่าน ฮูหยินผู้เฒ่า... อยู่ที่ห้องบรรพชนขะ... ขอรับ”“

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status