INICIAR SESIÓNภายในห้องหอที่สว่างไสวด้วยแสงเทียนวูบไหว ร่างของบิดาที่ถูกส่งกลับมา ทว่าไม่ใช่เพียงหนึ่ง เบื้องหน้ากลับเป็นโลงศพที่วางเรียงราย... กลิ่นธูปคละคลุ้งปนเปกับกลิ่นคาวเลือดที่ยังไม่จางหาย ร่างไร้วิญญาณของพี่ชายและพี่สะใภ้ทั้งสาม ความเสียใจถาโถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัวเมื่อรู้ความจริง
นางนั่งมองโลงศพที่ตั้งเรียงรายอยู่ในโถงบรรพชนตระกูลหาญ ท่ามกลางเหล่าขุนศึกสหายร่วมรบของบิดาที่รอดกลับมา และบรรดาสหาย ที่มาร่วมงาน กลิ่นธูปคละคลุ้งปนเปกับกลิ่นคาวเลือดที่ยังไม่จางหาย หาญซือเหมยมอง ‘หาญหลิงอวิ๋น’ น้าสะใภ้ที่ร่างกายสั่นเทา จดหมายลับฉบับหนึ่งถูกส่งให้นาง ด้วยมือที่หยาบกร้านของน้าสะใภ้ผู้กลายเป็นสตรีม่าย นางมองน้าสะใภ้ที่ใบหน้าเต็มไปด้วยผ้าพันแผล
“พี่ชายและพี่สะใภ้ของเจ้า... ทั้งหมดถูกซุ่มโจมตีตอนที่นำร่างของพ่อเจ้ากลับ พร้อมกับกองทัพที่กำลังถอยกลับเมือง”
“พวกเขาสิ้นชีพอย่างสมศักดิ์ศรี... ไหมเจ้าค่ะ” นางถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
น้าสะใภ้พยักหน้าทั้งน้ำตา “พวกเขาสิ้นชีพอย่างสมศักดิ์ศรี...” คำนั้นช่างขมปร่าในความรู้สึก สมศักดิ์ศรีแล้วอย่างไร ในเมื่อสุดท้ายแล้วเหลือเพียงร่างที่ไร้วิญญาณและจดหมายลับที่เปียกชุ่มด้วยน้ำตา
เสียงดนตรีประกอบพิธีศพดังอื้ออึง ทว่ากลับข่มขวัญจนซือเหมยไม่มีน้ำตาหลั่งออกมาแม้แต่หยดเดียว อากาศรอบกายดูหนักอึ้งจนหายใจลำบาก ราวกับโลกทั้งใบกำลังกดทับลงบนบ่าเล็กๆ ของนาง... สมองของนางว่างเปล่า มีเพียงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
ข้างกายมีเพียงสตรีม่ายตระกูลหาญที่เหลือรอดไม่กี่คน และแม่สามีผู้นั่งสั่นเทาด้วยความอัปยศอดสูแทนบุตรชาย ชายผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี แต่กลับไม่แม้แต่จะส่งตัวแทนมาร่วมไว้อาลัยแก่ดวงวิญญาณผู้มีพระคุณที่จวนตระกูลหาญแห่งนี้
กลิ่นดินชื้นแฉะลอยมาแตะจมูกที่แดงก่ำ กระดาษเงินกระดาษทองค่อยๆ มอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านในกองเพลิงหน้าหลุมศพตระกูลหาญ หาญซือเหมยยืนจ้องมองป้ายวิญญาณด้วยดวงตาที่เลื่อนลอย ภาพต่างๆ ในอดีตถาโถมเข้ามาไม่จบสิ้น
‘ห้าปี... ข้าทุ่มเทเพื่อเจ้าไปมากมายถึงเพียงนี้’
นางเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดครึ้มและส่งเสียงคำรามประหนึ่งจะพิโรธแทนแด่นาง ‘แม้แต่ฟ้ายังรู้... ว่ามันช่างอยุติธรรม!’ เสียงตะโกนนั้นแหบพร่าและสั่นเครือ มันดังมาจากส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจที่แตกสลาย ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาประหนึ่งจะช่วยซ่อนน้ำตาที่เพิ่ง ไหลริน
ในร่มเงาไม้ใหญ่ที่ห่างออกไป... สตรีผู้สูงศักดิ์วัยกลางคนและชายหนุ่มในอาภรณ์หรูหราเฝ้ามองภาพนั้นด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ก่อนที่ขบวนรถม้าจะเคลื่อนตัวจากไป ทิ้งให้เสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งของสตรี ผู้ถูกทรยศเป็นเพียงเสียงคร่ำครวญกลางสายฝน
ในหอบรรพชนอันเงียบสงัด ซือเหมย นั่งมองป้ายวิญญาณของเหล่าขุนศึกในตระกูลที่จากไปสู่ดินแดนอันไกลโพ้นไม่อาจหวนกลับ นางจุดธูปไหว้อย่างเงียบงันแล้วนั่งอยู่อย่างนั้นไม่ขยับไปไหน
ซือเหมย... ไม่เคยหลับใหลในฐานะเจ้าสาว แต่ในฐานะ ‘ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลหาญ’ นางยืนอยู่กลางลานจวนที่เงียบสงัดในยามค่ำคืน รอบกายคือความเหน็บหนาวของ วสันตฤดูที่ยังหลงเหลืออายเหมันต์
มือที่เคยคอยดีดพิณและปักผ้า บัดนี้กลับบวมช้ำจากการกวัดแกว่งดาบและฝึกท่าร่างตามตำรา กำไลเหล็กบนข้อมือเริ่มเปล่งแสงสีแดงเรื่อประดุจลาวาที่ไหลเวียน ทุกครั้งที่นางโคจรลมปราณตามวิชา ‘เพลงดาบพิชิตมังกร’ ความร้อนจากกำไลจะแผ่ซ่านไปทั่วร่าง หลอมละลายหยาดน้ำตาที่เพิ่งรินไหลให้กลายเป็นไอระเหย
‘หนึ่งท่าร่าง... เพื่อท่านพ่อที่ถูกตราหน้าว่าพ่ายศึก!’
‘สองท่าร่าง... เพื่อพี่ชายและพี่สะใภ้ที่ต้องตาย… กลางป่าเขาลำเนาไพร!’
‘สามท่าร่าง... เพื่อความรักที่มอดไหม้ไปพร้อมกับ… จดหมาย!’
เลือดไหลซึมออกจากง่ามนิ้วหยดลงบนหิมะสีขาว ดูราวกับดอกเหมยที่เบ่งบานในฤดูหนาว แม่สามีมองภาพนั้นจากระเบียงไม้ด้วยน้ำตาคลอเบ้า นางไม่อาจเข้าไปห้าม เพราะรู้ดีว่ายามนี้... มีเพียงความเจ็บปวดทางกายเท่านั้นที่จะเยียวยาความแตกสลายในใจของหาญซือเหมยได้
วันแล้ววันเล่าที่นางฝึกฝนจนลืมเลือนความเป็นสตรีในห้องหอ จากผิวบางใสเริ่มหยาบกร้าน จากแววตาที่สับสนเริ่มกลายเป็นคมดาบที่นิ่งสงบ... หาญซือเหมยรู้ดีว่า เมื่อใดที่นางวางดาบลง ความอ่อนแอจะรุมเร้าเข้ามา ดังนั้นนางจึงเลือกที่จะ ‘ไม่วาง’ และปล่อยให้ความแค้นหล่อหลอมนางขึ้นมาใหม่ภายใต้เกราะเหล็กที่ไม่มีวันสั่นคลอน
ท่ามกลางแสงโคมแดงที่สว่างไสวสลับกับเงาไม้ มวลอากาศใน หอหมื่นสำราญ อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวลของแป้งร่ำและสุราเกรดดี เสียงพิณบรรเลงสอดประสานกับเสียงหัวเราะต่อกระซิกของแขกเหรื่อดูครึกครื้นทว่าจอมปลอม
ที่ชั้นสองในห้องรับรองพิเศษส่วนตัว หาญซือเหมย ในคราบของคุณชายหนุ่มรูปงามอาภรณ์สีนิล นั่งทอดถอนใจอยู่เพียงลำพัง นางจ้องมองจอกสุราในมือที่สะท้อนเงาใบหน้าอันเหนื่อยล้าของตนเอง แสงไฟสลัวช่วยพรางแววตาที่เต็มไปด้วยรอยร้าวได้อย่างมิดชิด
“สุราเลิศรสไร้รสชาติ... หรือจะสู้กลิ่นกายสาวงาม” ซือเหมยแสร้งปั้นรอยยิ้มเจ้าชู้พราวเสน่ห์ สายตาเบนไปมองหญิงรับใช้โฉมสะคราญที่เพิ่งเดินถือถาดอาหารและไหสุราเข้ามา “เจ้ามานั่งลงดื่มเป็นเพื่อนข้าสักจอกเถิด”
หญิงสาวผู้นั้นชะงักไปเล็กน้อย ใบหน้าซับสีระเรื่อด้วยความเขินอาย “คุณชาย ท่านอย่าทำให้ผู้น้อยลำบากใจเลยเจ้าค่ะ ผู้น้อยมีหน้าที่เพียงปรนนิบัติรับใช้ท่านตามคำสั่งเท่านั้น...”
ซือเหมยหัวเราะร่าอย่างติดลม “เช่นนั้นรึ... ช่างน่าเสียดายความงามของเจ้ายิ่งนัก” หญิงสาวยิ้มให้แล้วนั่งลงรินสุราให้
ทว่าในจังหวะที่นางกำลังจะยกสุราดื่ม เสียงพูดคุยที่ลอดผ่านผนังไม้บางๆ จากห้องข้างเคียงกลับทำให้ปลายนิ้วของนางแข็งค้าง... มันเป็นบทสนทนาที่เบาหวิวทว่าชัดเจนยิ่งกว่าเสียงอสนีบาต
“กองทหารม้าอินทรีที่ถูกฆ่าล้างบางที่หุบเขา... หึ พวกมันนึกว่าตายด้วยน้ำมือโจรป่า แต่โจรป่าที่ไหนจะใช้อาวุธกองทัพที่คมกริบเช่นนั้น”
“เบาเสียงหน่อย! เรื่องนี้เป็นคำสั่งลับ เจ้าอยากตายหรือไง”
ร่างกายของซือเหมยพลันชาหนึบตั้งแต่หัวจรดเท้า ความจริงเรื่องการสังหารหมู่ที่นางเข้าใจมาตลอดว่าเป็นอุบัติเหตุจากโจรโฉด แท้จริงแล้วคือแผนการอำมหิตที่มีใครบางคน ‘จงใจ’ ให้เกิดขึ้น ใครบางคนที่ส่งนางมาอยู่นี่เพื่อปิดปากนางไปพร้อมกับวงศ์ตระกูล!
เมื่อเห็นคุณชายหน้าถอดสี หญิงรับใช้จึงรีบขยับเข้ามาใกล้ด้วยความตกใจ “คุณชาย... ท่านสีหน้าไม่สู้ดีเลย ดื่มสุราอุ่นๆ หน่อยนะเจ้าค่ะ”
ซือเหมยพลันได้สติ นางฝืนยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา ยกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดจอกเพื่อดับความรุ่มร้อนในอก พร้อมกับลอบใช้วิชาแยกประสาทรับรู้ที่ได้จากการฝึกฝน ขยายการรับฟังเสียงจากห้องข้างๆ อย่างละเอียดทุกถ้อยคำ
แต่ยิ่งฟัง... โทสะในใจยิ่งคุกรุ่นดั่งเพลิงกัลป์ ความยุติธรรมที่นางเคยเชื่อมั่นพังทลายลงในพริบตา หญิงสาวคณิกาที่เห็นท่าทางเคร่งเครียดจึงขยับกายขี้นมานั่งบนตักหนาของ ‘คุณชาย’ อย่างออดอ้อน นางป้อนขนมหวานเข้าปากซือเหมย พลางซบใบหน้าลงบนไหล่เพื่อปลอบประโลม
โดยที่นางหารู้ไม่ว่า ภายใต้ไหล่ที่ดูแข็งแกร่งนั้น กำลังสั่นเทาด้วยแรงแค้นที่พร้อมจะระเบิดออกเผาผลาญเมืองหลวงทั้งเมืองให้เป็นจล!
“คุณชายเจ้าค่ะ ท่านเป็นอะไรไป หรือว่า... คืนนี้ข้าไม่ถูกใจท่าน” สาวคณิกาซบลงที่อกหนาพลางป้อนขนมให้
“เจ้ารู้ใจข้าดีที่สุด” ซือเหมยโน้มใบหน้าลงไปจนห่างกันเพียงลมหายใจคั่นกลาง
“ข้า....”
ห้าปีผ่านไป... จากเด็กสาวสิบห้าหนาวสู่สตรีวัยยี่สิบปีที่สง่างามทว่าเย็นเยียบ วันนี้หาญซือเหมยยืนอยู่ที่หน้าจวนแม่ทัพพิชิตอุดร ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงบัณฑิตยากจน เกล็ดหิมะเริ่มโปรยปรายลงมาในช่วงผลัดเปลี่ยนฤดู นางยื่นมือออกไปรับมัน มองดูความเย็นที่มลายหายไปบนฝ่ามือที่เริ่มหยาบกร้านจากการฝึกดาบและการตรากตรำทำงานหนักเพื่อส่งเสบียงเลี้ยงกองทัพที่แนวหน้า
ข่าวสารจากแนวหน้าส่งกลับมา กองทัพมีชัยเหนือกองทัพคนเถื่อน ตีกองทัพคนเถื่อนจนยอมถอนออกจากชายแดน กองทัพหลักใช้เวลาสองเดือนในการควบคุมชายแดนแล้วยกกลับมาเมืองหลวงอย่างยิ่งใหญ่
เสียงโห่ร้องของชาวเมืองดังกังวาน ‘แม่ทัพกลับมาแล้ว! ชัยชนะเป็นของพวกเรา!’ หัวใจที่เคยนิ่งสงบของนางกลับสั่นไหวด้วยความโหยหา นางเฝ้ารอวันนี้... วันที่จะได้พบสามีอันเป็นที่รักอีกครั้ง
ทว่า... เมื่อขบวนทัพมาถึงที่สุดปลายถนน ภาพเบื้องหน้ากลับทำให้ลมหายใจของนางสะดุดขาดตอน บนหลังม้าศึกที่ดูองอาจสามีของนางยังคงสง่างามเช่นเดิม แต่เคียงข้างเขากลับมีสตรีโฉมงามที่นางไม่รู้จัก นั่งคลอเคลียอิงแอบอยู่บนม้าตัวเดียวกัน... ดอกไม้ที่นางเตรียมมาเพื่อต้อนรับร่วงหล่นลงสู่พื้น ประดุจหัวใจที่แตกสลายลงไปพร้อมกับหิมะที่หนาวเหน็บลามไปถึงกระดูก
‘หิมะแรก.....’
หาญซือเหมย...
นางก้มมองมือที่หยาบกร้านของตนเอง... ร่างกายที่เคยบอบบางกลับแข็งแกร่งเกินกว่าจะเป็นสตรีในห้องหอที่งดงามประดุจบุปผา ใบหน้าที่เคยงดงามกลับดูคมคายจนน่าหลงใหล ร่างกายและกล้ามเนื้ออันสวยงามเป็นที่เลื่องลือในเหล่าสาวคณิกาชั้นสูง
ทว่าเมืองมองเทียบกันแล้ว นางหาได้เหมือนสตรีโฉมงามที่อยู่ในอ้อมกอดของสามีนางยามนี้ หยดน้ำตาเย็นเยียบร่วงหล่นจากหางตา
เมื่อเห็นเขา ‘อุ้ม’ สตรีผู้นั้นลงจากหลังม้าอย่างทะนุถนอม
ม้าศึกตัวใหญ่หยุดที่หน้าประตูจวน ผู้ที่นางเรียกมาตลอดว่าสามีนั้น... บัดนี้กำลัง ‘อุ้ม’ สตรีผู้นั้นลงจากหลังม้าอย่างทะนุถนอม หัวใจของนางนั้นเย็นลงยิ่งกว่าบรรยากาศรอบตัว หัวสมองเริ่มชา
“นี่คือ... อย่าใส่ใจเลย เราเข้าจวนกันเถอะ”
คำพูดของเขาที่ว่า ‘อย่าใส่ใจเลย’ มันช่างประดุจลูกธนูน้ำแข็งอาบยาพิษที่เคลือบไว้ด้วยน้ำผึ้งหวานล้ำ... ยิงทะลุเข้าตัดขั้วหัวใจจนนางแทบกระอักเลือดออกมา หนำซ้ำยังเหมือนเอาเกลือมาทาที่แผลแล้วราดซ้ำด้วยน้ำเย็นจัด
“ฮูหยิน นั่นแค่เพื่อนของนายน้อยขอรับ ท่านอย่าได้คิดมาก” ทหารคนสนิทเดินเข้ามากระซิบบอก
“เพื่อน... สภาพเช่นนั้นหรือ”
“ขอรับ”
ชายหนุ่มเดินก้าวเข้าเรือนหลังใหญ่ สายตากวาดหาผู้เป็นมารดา แต่เมื่อเห็นอาหารบนโต๊ะก็พาหญิงสาวคนใหม่ไปนั่งทานอย่างไม่ใส่ใจจะเอ่ยชวนแม้แต่น้อย
“ท่านไม่คิดจะไปหามารดาของท่านเลยหรือ” หาญซือเหมยถามก่อนจะนั่งลงบนเกาอี้ที่ว่างอยู่
“ท่านอาจนอนพักแล้ว”
หาญซื่อเหมยมองชายข้างๆ ด้วยหางตา “ใช่! ท่านพักแล้ว!”
“ไว้ตอนเช้า ข้าจะพาหลี่เยี่ยนไปคารวะท่านแม่”
“เช่นนั้นรึ” พูดจบ หาญซื่อเหมยก็วางตะเกียบลง แล้วหันหลังเดินจากไปทันที ไม่สนใจชายที่นั่งบนโต๊ะอาหารแม้แต่น้อย
ซือเหมยหวนคืนนครหลวงแคว้นจ้าวอย่างยิ่งใหญ่ ชาวเมืองต่างพากันออกมารอต้อนรับ ฮ่องเต้พร้อมด้วยเชื้อพระวงศ์ต่างออกมารอต้อนรับอย่างพร้อมหน้า“ข้า หาญซือเหมย ขอถวายหัวเมืองทั้งหมดรวมถึงแผ่นดินแคว้นฉีแก่พระองค์ ในนานเอ่อ...” ซือเหมยมีท่าทีลังเลเล็กน้อย เพราะนางไม่รู้ว่าจะบอกอย่างไร “เอ่อ...” นางหันไปทางหม่ากงกงเพื่อขอความช่วยเหลือ‘ผู้มีอำนาจปกครองคนใหม่’ หม่ากงกงกระซิบ“อ้อ ผู้มีอำนาจปกครองคนใหม่ส่งมอบตราหยกแผ่นดินให้แก่พระองค์ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี”“ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี”ฮ่องเต้หัวเราะเสียงดัง รับตราหยกด้วยความยินดี“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”“เจ้าค่ะพี่เขย”“ฮ่าๆๆๆๆ”งานเลี้ยงในวังถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่รถม้าจวนหาญจอดเทียบหน้าประตูวัง หลังจากผ่านไปสิบกว่าปี นางก็กลับมาใช้แซ่หาญได้อย่างภาคภูมิ นางถือป้ายวิญญาณนำหน้าเข้าวัง ตามด้วยน้าสาวทั้งสอง สองแม่ทัพคู่ใจ ตามด้วยพวกซือหลิงที่เดินเข้ามาพร้อมเยี่ยฮูหยินและเยี่ยจือหาน สายตาคนภายนอกจะคิดว่าเป็นบรรดาสนมของเขา แต่ความจริงแล้วเป็นของซือเหมยทั้งหมด“ท่านพ่อ ในที่สุดลูกก็คืนความยุติธรรมให้ท่านได้”“พ่อแม่เจ้าต้องภูมิใจใ
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!ดาบของเขาปะทะกับกรงเล็บของมัน ทว่ากลับถูกพวกมันไล่ล่าเหมือนหยอกล้อ แล้วคว้าแขนเขาปาออกไปใส่แท่นธนูยักษ์“ฆ่าพวกมันให้หมด!!” พวกมันพูดด้วยรอยยิ้มแหลมคมบนกำแพงเมืองยังไม่ทันหายวุ่นวาย ในเมืองก็วุ่นวายหนักขึ้น เมื่ออยู่ดีๆ พวกที่แฝงตัวเข้ามาเดือนก่อนก็เริ่มสร้างความวุ่นวายภายในเมือง“ไฟไหม้! ไฟไหม้ร้านข้าว!”“ช่วยด้วย! มีพวกมันอยู่ในตลาด!”ทหารลาดตระเวนเร่งอพยพชาวบ้านไปเมืองชั้นใน ท่ามกลางการต่อสู้ที่หนักหน่วง เสียงดาบปะทะและเสียงกรีดร้องดังไม่ขาดสายฟานซิบมองภาพจากจอด้วยความเจ็บใจ พวกนางมีกำลังน้อยเกินกว่าจะออกไปช่วยคนได้ กองยานที่มาถึงดวงจันทร์ก็ใช้เวลากว่าครึ่งวันในการส่งกองทัพมาช่วย“พวกนั้นจะมาหรือยัง!!” เสียงของซือหลิงดังออกมาจากลำโพง“อีกสองชั่วโมง” ฟานซิบตอบ“ไม่ได้! พวกมันเยอะเกินไป แค่ครึ่งชั่วโมงก็ไม่ไหวแล้ว”เสียงระเบิดดังแทรกเข้ามาในสายเป็นระยะ พร้อมเสียงก่นด่าของซือหมิงที่ดังไม่ขาดสาย“ไอ้พวกตัวใหญ่มันมาจากไหน!! การ์เดี้ยน! บอกให้พวกมันรีบมาก่อนที่คนจะตายกันหมด!!”ไม่นานสายก็ขาดหาย รายงานมากมายถูกส่งเข้ามาไม่ขาดสาย ผู้คนในเมืองมากมายล้มตาย ต่างกรีดร้อง
ซือเหมยที่กำลังยืนคุยกับถังจื่อเยว่มองแล้วก็ยิ้มออกมา อย่างน้อยก็ได้อยู่ด้วยกันนางมองแผนที่อย่างละเอียด แล้วเข้าไปคุยกับฟานซิบ“ข้าอยากให้เจ้าส่งคนไปค้นหาเรือให้เจอ”“ซือหมิงกับกูลู ข้าจะให้พวกนางไป”“ทำไมเจ้าไม่ไปเอง” ฟานซิบถามกลับ“ข้าเป็นแม่ทัพน่ะ ถ้าไม่อยู่....”ในตอนนั้นเอง ซือหมิงก็เดินเข้ามา ซือเหมยเบิกตากว้างเมื่อเห็นตัวเองอีกคนยืนอยู่“นี่เจ้า...”“ทางนี้ข้าจัดการเอง เจ้ารีบเอาเรือกลับมาก็พอ”ฟานซิบยิ้มยักไหล่ “ไปถึงแล้วกดตรงนี้ หน่วยที่ทำหน้าที่ควบคุมเรือจะมาหาเจ้าเอง”“ได้ๆ”ซือเหมยเดินออกมาอย่างงงๆ แล้วขึ้นดาบบินหายลับไปพร้อมกูลูเหนือท้องฟ้าเขตใต้ ซือเหมยมองลงไปเบื้องล่าง สายตาเต็มไปด้วยความสะอิดสะเอียนมันคือกองทัพสัตว์ประหลาด... มากกว่าจะเป็นคนคนเป็นในกองทัพแต่งกายด้วยเหล็กหนามแหลมคม เดินกันเป็นแถวหนาแน่นราวกับมดงาน รถม้าศึกที่ลากด้วยอสูรสี่ขาเคลื่อนตัวช้าๆ ทิ้งร่องรอยลึกบนพื้นดิน เบื้องหลังคือควันดำที่พวยพุ่งขึ้นฟ้า ส่งกลิ่นไหม้คละคลุ้งไปทั่วทั้งทิวทัศน์นางเร่งพลังปราณ ดาบเหาะทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง ทิ้งเส้นทางแสงไว้บนฟากฟ้าซือเหมยมาถึงเมืองท่าชิงเป่ยอย่างปล
ทางด้านซือเหมยที่มาถึงห้องก็เจอกับถังจื่อเยว่ยืนรออยู่พร้อมกับใครบางคนที่ยืนอยู่ สองคนในชุดคลุมปิดบังเหมือนพวกนักบวชของลัทธิมากมายที่ชอบมาตั้งแผงหาคนไปเข้าร่วมสำนัก“เชิญพวกท่านเข้ามาเถอะ”ซือเหมยเดินเข้ามาในห้อง ก็เจอกับลู่เฟินและเยี่ยฮูหยินที่นั่งอยู่โต๊ะหนังสือกำลังช่วยกันตรวจบัญชีร้านค้า“พวกเจ้าไม่พักหน่อยหรือ” นางเอ่ยทักทั้งคู่“เจ้ามีแขกหรือ” เยี่ยฮูหยินชำเลืองมอง “แล้วทำไมแต่งตัวแบบนั้นเดินออกมาจากห้องอาบน้ำ อย่างน้อยลูกข้าก็เป็นชายน่ะ”“ข้าไปดูเขามาแล้ว อาการหนักพอสมควร ตอนนี้หลับไปแล้ว”“เดี๋ยวข้าไปยกน้ำชามาให้” ลู่เฟินตอบแล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมกับเยี่ยฮูหยินถังจื่อเยว่นั่งลงแล้วเริ่มเข้าเรื่อง “ข้าจะมาอยู่ที่นี่เพื่อฝึกเจ้า แล้วก็นาง... นางจะเป็นครูฝึกด้านจิตวิญญาณให้เจ้า”หญิงสาวในชุดคลุมเปิดผ้าคลุมออก เผยให้เห็นผิวที่ขาวดุจหยกใส แต่งกายดูหรูหรา จนนางแสบตาเมื่อชุดกับผิวมันขับกันจนเกิดแสงสว่างจ้าหญิงสาวอีกคนมีสีผิวคล้ำดูแปลกตา ขนตาสีเงิน แม้แต่เส้นผมก็ยังเป็นสีเงิน ตาก็ยังเป็นสีเงิน ต่างกับอีกคนที่เป็นสีทองแม้กระทั่งนัยน์ตา ดวงตาของพวกนางดูใสเหมือนท้องฟ้าในยามค่ำคืนที่ด
ซือเหมยตกใจเมื่อเห็นแสงสีฟ้ารวมตัวกันเป็นรูปทรงคน หญิงสาวในชุดคลุมสีขาว ผมยาวสยาย ใบหน้าสวยคม แต่แววตาเรียบเย็นราวกับไม่มีชีวิตนางลองเอามือไปแตะมือของนางทะลุผ่านร่างนั้นไป“นี่มันคืออะไร!”“เราเรียกมันว่าภาพเสมือน” ซือหลิงตอบพลางยิ้มกับความตกใจของแม่ทัพสาว“ข้าคือผู้ดูแลฐานทัพหลักประจำเขต... ต้าซ่ง...”“ต้าซ่ง...” ซือเหมยหันไปถามซือหลิง “ราชวงศ์ไหนกัน?”“ปัญญาประดิษฐ์” ซือหลิงอธิบาย “มันมาจากอีกยุค ข้าบอกแล้วว่าโลกของเจ้าเปลี่ยนมาแล้วสามรอบ”ซือเหมยนวดขมับเบาๆ มองดูจอภาพที่แสดงภาพรอบนครหลวง ทุกที่ล้วนเป็นจุดสำคัญ มีเส้นทางเดินใต้ดินเชื่อมต่อถึงกันเป็นร่างแหซือเหมยนวดขมับเบาๆ มองดูจอภาพที่แสดงภาพรอบนครหลวง ทุกที่ล้วนเป็นจุดสำคัญ ซือหลิงก้มหน้าทำอะไรสักอย่างแล้วก็ยกกล่องที่ยาวเพียงผ่ามือขึ้นมาแล้วพูดกับมัน“คนบ้าอะไรพูดกับกล่อง” ซือเหมยส่ายหัว แล้วหันมาเล่นกับภาพสะเหมือน ที่กำลังเปลี่ยนชุดเป็นแบบต่างๆ ตามคำสั่งของนางซือหลิงก้มหน้าทำอะไรสักอย่างที่แผงควบคุม แล้วก็ยกกล่องเล็กๆ ที่ยาวเพียงคืบขึ้นมา แล้วพูดกับมันด้วยภาษาที่ซือเหมยไม่เข้าใจ“คนบ้าอะไรพูดกับกล่อง” ซือเหมยส่ายหน้า แต่แววตา
เช้าวันต่อมา ชิงเหยาก็กลับมาพร้อมซือหลิงรถม้าทหารคันหนึ่งแล่นเข้ามาในเมืองหลวงอย่างเงียบเชียบ ฝนตกปรอยๆ ตั้งแต่เช้า ทำให้ถนนลื่นเป็นทางน้ำ รังไม้ใบใหญ่ที่วางอยู่ด้านหลังรถม้าถูกคลุมด้วยผ้าสีดำหนา ทหารหน้าประตูเมืองไม่สนใจจะเอ่ยถามด้วยซ้ำเมื่อเห็นว่าใครเป็นคนบังคับรถม้า เพราะผู้ถือบังเหียนคือชิงเหยา และข้างๆ คือซือหลิง สองมือขวาของแม่ทัพซือที่ใครก็รู้จัก“ตายหรือยัง”ซือเหมยมองลงไปในลังไม้ที่ว่างไว้ในห้องใต้ดิน แสงเทียนริบหรี่ส่องลงบนใบหน้าของสตรีสาวที่นอนนิ่งอยู่ภายใน เธอถูกห่อด้วยผ้าหนา สภาพน่าสงสาร“ยัง” เยี่ยฉินตอบ “แต่ต้องการสภาพแวดล้อมที่เย็น เพราะต้องรักษาสภาพร่างกายนางไว้” นางชี้ไปที่ก้อนน้ำแข็งที่วางรอบตัวผู้ป่วย “นางโดนฝังทั้งเป็น ถ้าอีกไปอีกสองชั่วยามคงได้ตายจริงแน่”ซือเหมยกัดฟัน “กี่วันแล้ว”“เมื่อคืน” ชิงเหยาตอบ มือกุมดาบแน่น “สถานทูตแคว้นฉี... พวกมันขังนางไว้ในห้องใต้ดิน ทรมานนางทุกวัน”ซือเหมยไม่พูดอะไร มือของนางหยิบเข็มเงินที่ฝังไว้ที่ต้นคอขององค์หญิงออกมาเบาๆ“จุดประสาทรวมก้านสมอง” เยี่ยฉินอธิบาย “ใช้ลบความจำ ทำให้คนกลายเป็นเหมือนคนสติไม่ดี พวกที่ใช้วิชาแปลงกายชอบใช้
ในขณะที่หลินจื่อเฉินกำลังเผชิญวิบากกรรม ซือเหมยในร่างแม่ทัพมาดเข้มยืนตระหง่านอยู่บนยอดเนิน มองดูเมืองลู่เกาที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แววตาของนางล้ำลึกและเย็นเยียบที่นี่... สมรภูมิที่พ่อแม่ของข้าเริ่มต้นความรักนางนึกถึงเรื่องที่ท่านน้าหาญเซียวเคยเล่า บิดาและมารดาของนางเริ่มมีความรู้สึกดีๆ ต่อก
เมืองเทียนจิน เมืองท่าที่คึกคักและมั่งคั่งที่สุดในแดนตะวันออก กลิ่นอายน้ำเค็มจากทะเลผสมปนเปไปกับเสียงอึกทึกของศูนย์กลางการค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด รถม้าคันเล็กเคลื่อนผ่านถนนที่ปูด้วยหินอย่างดีมาหยุดลงหน้าจวนหลังใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่บนทำเลที่เรียกได้ว่าเป็น “หัวมังกร” ของเมือง ทว่าสภาพของมันในยามนี้กลับดูเง
หลายวันผ่านไป ข่าวคราวการศึกที่ชายแดนตะวันตกพุ่งทะยานเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวงดุจไฟลามทุ่ง ทว่าแทนที่จะเป็นเสียงสรรเสริญ บรรดาขุนนางเฒ่าในราชสำนักกลับพากันยื่นฎีฬากล่าวโทษซือเหมยที่ก่อสงครามโดยพลการ เสียงเรียกร้องให้เรียกตัวนางกลับมาลงโทษทัณฑ์ดังระงมไปทั่วท้องพระโรงทว่า... ท่ามกลางเสียงก่นด่านัน กลับไ
กริ๊ง... กริ๊ง...เสียงกระดิ่งลมที่แขวนอยู่ตามระเบียงสั่นไหวไปมาตามแรงลมพัดเอื่อย กลิ่นหอมอ่อนๆ ของมวลบุปผาโชยมาปลุกหญิงสาวที่กำลังหลับใหลอยู่บนเตียงหลังใหญ่ให้ตื่นขึ้นสู่เช้าวันใหม่“เมื่อคืน... เกิดอะไรขึ้นกันแน่” โจวหว่านฉีพึมพำกับตัวเอง นางรู้สึกเจ็บปวดรุ่มร้อนไปทั่วร่างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน




![วสันต์สุดท้ายของนางร้ายตัวประกอบ [4P]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

