Partager

วสันตฤดู

last update Date de publication: 2026-02-07 00:29:53

ภายในห้องหอที่สว่างไสวด้วยแสงเทียนวูบไหว ร่างของบิดาที่ถูกส่งกลับมา ทว่าไม่ใช่เพียงหนึ่ง เบื้องหน้ากลับเป็นโลงศพที่วางเรียงราย... กลิ่นธูปคละคลุ้งปนเปกับกลิ่นคาวเลือดที่ยังไม่จางหาย ร่างไร้วิญญาณของพี่ชายและพี่สะใภ้ทั้งสาม ความเสียใจถาโถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัวเมื่อรู้ความจริง

นางนั่งมองโลงศพที่ตั้งเรียงรายอยู่ในโถงบรรพชนตระกูลหาญ ท่ามกลางเหล่าขุนศึกสหายร่วมรบของบิดาที่รอดกลับมา และบรรดาสหาย ที่มาร่วมงาน กลิ่นธูปคละคลุ้งปนเปกับกลิ่นคาวเลือดที่ยังไม่จางหาย หาญซือเหมยมอง ‘หาญหลิงอวิ๋น’ น้าสะใภ้ที่ร่างกายสั่นเทา จดหมายลับฉบับหนึ่งถูกส่งให้นาง ด้วยมือที่หยาบกร้านของน้าสะใภ้ผู้กลายเป็นสตรีม่าย นางมองน้าสะใภ้ที่ใบหน้าเต็มไปด้วยผ้าพันแผล

“พี่ชายและพี่สะใภ้ของเจ้า... ทั้งหมดถูกซุ่มโจมตีตอนที่นำร่างของพ่อเจ้ากลับ พร้อมกับกองทัพที่กำลังถอยกลับเมือง”

“พวกเขาสิ้นชีพอย่างสมศักดิ์ศรี... ไหมเจ้าค่ะ” นางถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

น้าสะใภ้พยักหน้าทั้งน้ำตา “พวกเขาสิ้นชีพอย่างสมศักดิ์ศรี...” คำนั้นช่างขมปร่าในความรู้สึก สมศักดิ์ศรีแล้วอย่างไร ในเมื่อสุดท้ายแล้วเหลือเพียงร่างที่ไร้วิญญาณและจดหมายลับที่เปียกชุ่มด้วยน้ำตา

เสียงดนตรีประกอบพิธีศพดังอื้ออึง ทว่ากลับข่มขวัญจนซือเหมยไม่มีน้ำตาหลั่งออกมาแม้แต่หยดเดียว อากาศรอบกายดูหนักอึ้งจนหายใจลำบาก ราวกับโลกทั้งใบกำลังกดทับลงบนบ่าเล็กๆ ของนาง... สมองของนางว่างเปล่า มีเพียงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านมาจากก้นบึ้งของหัวใจ

ข้างกายมีเพียงสตรีม่ายตระกูลหาญที่เหลือรอดไม่กี่คน และแม่สามีผู้นั่งสั่นเทาด้วยความอัปยศอดสูแทนบุตรชาย ชายผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี แต่กลับไม่แม้แต่จะส่งตัวแทนมาร่วมไว้อาลัยแก่ดวงวิญญาณผู้มีพระคุณที่จวนตระกูลหาญแห่งนี้

กลิ่นดินชื้นแฉะลอยมาแตะจมูกที่แดงก่ำ กระดาษเงินกระดาษทองค่อยๆ มอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านในกองเพลิงหน้าหลุมศพตระกูลหาญ หาญซือเหมยยืนจ้องมองป้ายวิญญาณด้วยดวงตาที่เลื่อนลอย ภาพต่างๆ ในอดีตถาโถมเข้ามาไม่จบสิ้น

‘ห้าปี... ข้าทุ่มเทเพื่อเจ้าไปมากมายถึงเพียงนี้’

นางเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดครึ้มและส่งเสียงคำรามประหนึ่งจะพิโรธแทนแด่นาง ‘แม้แต่ฟ้ายังรู้... ว่ามันช่างอยุติธรรม!’ เสียงตะโกนนั้นแหบพร่าและสั่นเครือ มันดังมาจากส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจที่แตกสลาย ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาประหนึ่งจะช่วยซ่อนน้ำตาที่เพิ่ง ไหลริน

ในร่มเงาไม้ใหญ่ที่ห่างออกไป... สตรีผู้สูงศักดิ์วัยกลางคนและชายหนุ่มในอาภรณ์หรูหราเฝ้ามองภาพนั้นด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ก่อนที่ขบวนรถม้าจะเคลื่อนตัวจากไป ทิ้งให้เสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งของสตรี ผู้ถูกทรยศเป็นเพียงเสียงคร่ำครวญกลางสายฝน

ในหอบรรพชนอันเงียบสงัด ซือเหมย นั่งมองป้ายวิญญาณของเหล่าขุนศึกในตระกูลที่จากไปสู่ดินแดนอันไกลโพ้นไม่อาจหวนกลับ นางจุดธูปไหว้อย่างเงียบงันแล้วนั่งอยู่อย่างนั้นไม่ขยับไปไหน

ซือเหมย... ไม่เคยหลับใหลในฐานะเจ้าสาว แต่ในฐานะ ‘ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลหาญ’ นางยืนอยู่กลางลานจวนที่เงียบสงัดในยามค่ำคืน รอบกายคือความเหน็บหนาวของ วสันตฤดูที่ยังหลงเหลืออายเหมันต์

มือที่เคยคอยดีดพิณและปักผ้า บัดนี้กลับบวมช้ำจากการกวัดแกว่งดาบและฝึกท่าร่างตามตำรา กำไลเหล็กบนข้อมือเริ่มเปล่งแสงสีแดงเรื่อประดุจลาวาที่ไหลเวียน ทุกครั้งที่นางโคจรลมปราณตามวิชา ‘เพลงดาบพิชิตมังกร’ ความร้อนจากกำไลจะแผ่ซ่านไปทั่วร่าง หลอมละลายหยาดน้ำตาที่เพิ่งรินไหลให้กลายเป็นไอระเหย

‘หนึ่งท่าร่าง... เพื่อท่านพ่อที่ถูกตราหน้าว่าพ่ายศึก!’ 

‘สองท่าร่าง... เพื่อพี่ชายและพี่สะใภ้ที่ต้องตาย… กลางป่าเขาลำเนาไพร!’ 

‘สามท่าร่าง... เพื่อความรักที่มอดไหม้ไปพร้อมกับ… จดหมาย!’

เลือดไหลซึมออกจากง่ามนิ้วหยดลงบนหิมะสีขาว ดูราวกับดอกเหมยที่เบ่งบานในฤดูหนาว แม่สามีมองภาพนั้นจากระเบียงไม้ด้วยน้ำตาคลอเบ้า นางไม่อาจเข้าไปห้าม เพราะรู้ดีว่ายามนี้... มีเพียงความเจ็บปวดทางกายเท่านั้นที่จะเยียวยาความแตกสลายในใจของหาญซือเหมยได้

วันแล้ววันเล่าที่นางฝึกฝนจนลืมเลือนความเป็นสตรีในห้องหอ จากผิวบางใสเริ่มหยาบกร้าน จากแววตาที่สับสนเริ่มกลายเป็นคมดาบที่นิ่งสงบ... หาญซือเหมยรู้ดีว่า เมื่อใดที่นางวางดาบลง ความอ่อนแอจะรุมเร้าเข้ามา ดังนั้นนางจึงเลือกที่จะ ‘ไม่วาง’ และปล่อยให้ความแค้นหล่อหลอมนางขึ้นมาใหม่ภายใต้เกราะเหล็กที่ไม่มีวันสั่นคลอน

ท่ามกลางแสงโคมแดงที่สว่างไสวสลับกับเงาไม้ มวลอากาศใน หอหมื่นสำราญ อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวลของแป้งร่ำและสุราเกรดดี เสียงพิณบรรเลงสอดประสานกับเสียงหัวเราะต่อกระซิกของแขกเหรื่อดูครึกครื้นทว่าจอมปลอม

ที่ชั้นสองในห้องรับรองพิเศษส่วนตัว หาญซือเหมย ในคราบของคุณชายหนุ่มรูปงามอาภรณ์สีนิล นั่งทอดถอนใจอยู่เพียงลำพัง นางจ้องมองจอกสุราในมือที่สะท้อนเงาใบหน้าอันเหนื่อยล้าของตนเอง แสงไฟสลัวช่วยพรางแววตาที่เต็มไปด้วยรอยร้าวได้อย่างมิดชิด

“สุราเลิศรสไร้รสชาติ... หรือจะสู้กลิ่นกายสาวงาม” ซือเหมยแสร้งปั้นรอยยิ้มเจ้าชู้พราวเสน่ห์ สายตาเบนไปมองหญิงรับใช้โฉมสะคราญที่เพิ่งเดินถือถาดอาหารและไหสุราเข้ามา “เจ้ามานั่งลงดื่มเป็นเพื่อนข้าสักจอกเถิด”

หญิงสาวผู้นั้นชะงักไปเล็กน้อย ใบหน้าซับสีระเรื่อด้วยความเขินอาย “คุณชาย ท่านอย่าทำให้ผู้น้อยลำบากใจเลยเจ้าค่ะ ผู้น้อยมีหน้าที่เพียงปรนนิบัติรับใช้ท่านตามคำสั่งเท่านั้น...”

ซือเหมยหัวเราะร่าอย่างติดลม “เช่นนั้นรึ... ช่างน่าเสียดายความงามของเจ้ายิ่งนัก” หญิงสาวยิ้มให้แล้วนั่งลงรินสุราให้

ทว่าในจังหวะที่นางกำลังจะยกสุราดื่ม เสียงพูดคุยที่ลอดผ่านผนังไม้บางๆ จากห้องข้างเคียงกลับทำให้ปลายนิ้วของนางแข็งค้าง... มันเป็นบทสนทนาที่เบาหวิวทว่าชัดเจนยิ่งกว่าเสียงอสนีบาต

“กองทหารม้าอินทรีที่ถูกฆ่าล้างบางที่หุบเขา... หึ พวกมันนึกว่าตายด้วยน้ำมือโจรป่า แต่โจรป่าที่ไหนจะใช้อาวุธกองทัพที่คมกริบเช่นนั้น”

“เบาเสียงหน่อย! เรื่องนี้เป็นคำสั่งลับ เจ้าอยากตายหรือไง”

ร่างกายของซือเหมยพลันชาหนึบตั้งแต่หัวจรดเท้า ความจริงเรื่องการสังหารหมู่ที่นางเข้าใจมาตลอดว่าเป็นอุบัติเหตุจากโจรโฉด แท้จริงแล้วคือแผนการอำมหิตที่มีใครบางคน ‘จงใจ’ ให้เกิดขึ้น ใครบางคนที่ส่งนางมาอยู่นี่เพื่อปิดปากนางไปพร้อมกับวงศ์ตระกูล!

เมื่อเห็นคุณชายหน้าถอดสี หญิงรับใช้จึงรีบขยับเข้ามาใกล้ด้วยความตกใจ “คุณชาย... ท่านสีหน้าไม่สู้ดีเลย ดื่มสุราอุ่นๆ หน่อยนะเจ้าค่ะ”

ซือเหมยพลันได้สติ นางฝืนยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา ยกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดจอกเพื่อดับความรุ่มร้อนในอก พร้อมกับลอบใช้วิชาแยกประสาทรับรู้ที่ได้จากการฝึกฝน ขยายการรับฟังเสียงจากห้องข้างๆ อย่างละเอียดทุกถ้อยคำ

แต่ยิ่งฟัง... โทสะในใจยิ่งคุกรุ่นดั่งเพลิงกัลป์ ความยุติธรรมที่นางเคยเชื่อมั่นพังทลายลงในพริบตา หญิงสาวคณิกาที่เห็นท่าทางเคร่งเครียดจึงขยับกายขี้นมานั่งบนตักหนาของ ‘คุณชาย’ อย่างออดอ้อน นางป้อนขนมหวานเข้าปากซือเหมย พลางซบใบหน้าลงบนไหล่เพื่อปลอบประโลม

โดยที่นางหารู้ไม่ว่า ภายใต้ไหล่ที่ดูแข็งแกร่งนั้น กำลังสั่นเทาด้วยแรงแค้นที่พร้อมจะระเบิดออกเผาผลาญเมืองหลวงทั้งเมืองให้เป็นจล!

“คุณชายเจ้าค่ะ ท่านเป็นอะไรไป หรือว่า... คืนนี้ข้าไม่ถูกใจท่าน” สาวคณิกาซบลงที่อกหนาพลางป้อนขนมให้

“เจ้ารู้ใจข้าดีที่สุด” ซือเหมยโน้มใบหน้าลงไปจนห่างกันเพียงลมหายใจคั่นกลาง

“ข้า....”

ห้าปีผ่านไป... จากเด็กสาวสิบห้าหนาวสู่สตรีวัยยี่สิบปีที่สง่างามทว่าเย็นเยียบ วันนี้หาญซือเหมยยืนอยู่ที่หน้าจวนแม่ทัพพิชิตอุดร ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงบัณฑิตยากจน เกล็ดหิมะเริ่มโปรยปรายลงมาในช่วงผลัดเปลี่ยนฤดู นางยื่นมือออกไปรับมัน มองดูความเย็นที่มลายหายไปบนฝ่ามือที่เริ่มหยาบกร้านจากการฝึกดาบและการตรากตรำทำงานหนักเพื่อส่งเสบียงเลี้ยงกองทัพที่แนวหน้า

ข่าวสารจากแนวหน้าส่งกลับมา กองทัพมีชัยเหนือกองทัพคนเถื่อน ตีกองทัพคนเถื่อนจนยอมถอนออกจากชายแดน กองทัพหลักใช้เวลาสองเดือนในการควบคุมชายแดนแล้วยกกลับมาเมืองหลวงอย่างยิ่งใหญ่

เสียงโห่ร้องของชาวเมืองดังกังวาน ‘แม่ทัพกลับมาแล้ว! ชัยชนะเป็นของพวกเรา!’ หัวใจที่เคยนิ่งสงบของนางกลับสั่นไหวด้วยความโหยหา นางเฝ้ารอวันนี้... วันที่จะได้พบสามีอันเป็นที่รักอีกครั้ง

ทว่า... เมื่อขบวนทัพมาถึงที่สุดปลายถนน ภาพเบื้องหน้ากลับทำให้ลมหายใจของนางสะดุดขาดตอน บนหลังม้าศึกที่ดูองอาจสามีของนางยังคงสง่างามเช่นเดิม แต่เคียงข้างเขากลับมีสตรีโฉมงามที่นางไม่รู้จัก นั่งคลอเคลียอิงแอบอยู่บนม้าตัวเดียวกัน... ดอกไม้ที่นางเตรียมมาเพื่อต้อนรับร่วงหล่นลงสู่พื้น ประดุจหัวใจที่แตกสลายลงไปพร้อมกับหิมะที่หนาวเหน็บลามไปถึงกระดูก

‘หิมะแรก.....’

หาญซือเหมย...

นางก้มมองมือที่หยาบกร้านของตนเอง... ร่างกายที่เคยบอบบางกลับแข็งแกร่งเกินกว่าจะเป็นสตรีในห้องหอที่งดงามประดุจบุปผา ใบหน้าที่เคยงดงามกลับดูคมคายจนน่าหลงใหล ร่างกายและกล้ามเนื้ออันสวยงามเป็นที่เลื่องลือในเหล่าสาวคณิกาชั้นสูง

ทว่าเมืองมองเทียบกันแล้ว นางหาได้เหมือนสตรีโฉมงามที่อยู่ในอ้อมกอดของสามีนางยามนี้ หยดน้ำตาเย็นเยียบร่วงหล่นจากหางตา

เมื่อเห็นเขา ‘อุ้ม’ สตรีผู้นั้นลงจากหลังม้าอย่างทะนุถนอม

ม้าศึกตัวใหญ่หยุดที่หน้าประตูจวน ผู้ที่นางเรียกมาตลอดว่าสามีนั้น... บัดนี้กำลัง ‘อุ้ม’ สตรีผู้นั้นลงจากหลังม้าอย่างทะนุถนอม หัวใจของนางนั้นเย็นลงยิ่งกว่าบรรยากาศรอบตัว หัวสมองเริ่มชา

“นี่คือ... อย่าใส่ใจเลย เราเข้าจวนกันเถอะ”

คำพูดของเขาที่ว่า ‘อย่าใส่ใจเลย’ มันช่างประดุจลูกธนูน้ำแข็งอาบยาพิษที่เคลือบไว้ด้วยน้ำผึ้งหวานล้ำ... ยิงทะลุเข้าตัดขั้วหัวใจจนนางแทบกระอักเลือดออกมา หนำซ้ำยังเหมือนเอาเกลือมาทาที่แผลแล้วราดซ้ำด้วยน้ำเย็นจัด

“ฮูหยิน นั่นแค่เพื่อนของนายน้อยขอรับ ท่านอย่าได้คิดมาก” ทหารคนสนิทเดินเข้ามากระซิบบอก

“เพื่อน... สภาพเช่นนั้นหรือ”

“ขอรับ”

ชายหนุ่มเดินก้าวเข้าเรือนหลังใหญ่ สายตากวาดหาผู้เป็นมารดา แต่เมื่อเห็นอาหารบนโต๊ะก็พาหญิงสาวคนใหม่ไปนั่งทานอย่างไม่ใส่ใจจะเอ่ยชวนแม้แต่น้อย

“ท่านไม่คิดจะไปหามารดาของท่านเลยหรือ” หาญซือเหมยถามก่อนจะนั่งลงบนเกาอี้ที่ว่างอยู่

“ท่านอาจนอนพักแล้ว”

หาญซื่อเหมยมองชายข้างๆ ด้วยหางตา “ใช่! ท่านพักแล้ว!”

“ไว้ตอนเช้า ข้าจะพาหลี่เยี่ยนไปคารวะท่านแม่”

“เช่นนั้นรึ” พูดจบ หาญซื่อเหมยก็วางตะเกียบลง แล้วหันหลังเดินจากไปทันที ไม่สนใจชายที่นั่งบนโต๊ะอาหารแม้แต่น้อย

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • หิมะทะเลทราย   แซ่หาญ

    ซือเหมยหวนคืนนครหลวงแคว้นจ้าวอย่างยิ่งใหญ่ ชาวเมืองต่างพากันออกมารอต้อนรับ ฮ่องเต้พร้อมด้วยเชื้อพระวงศ์ต่างออกมารอต้อนรับอย่างพร้อมหน้า“ข้า หาญซือเหมย ขอถวายหัวเมืองทั้งหมดรวมถึงแผ่นดินแคว้นฉีแก่พระองค์ ในนานเอ่อ...” ซือเหมยมีท่าทีลังเลเล็กน้อย เพราะนางไม่รู้ว่าจะบอกอย่างไร “เอ่อ...” นางหันไปทางหม่ากงกงเพื่อขอความช่วยเหลือ‘ผู้มีอำนาจปกครองคนใหม่’ หม่ากงกงกระซิบ“อ้อ ผู้มีอำนาจปกครองคนใหม่ส่งมอบตราหยกแผ่นดินให้แก่พระองค์ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี”“ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี”ฮ่องเต้หัวเราะเสียงดัง รับตราหยกด้วยความยินดี“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”“เจ้าค่ะพี่เขย”“ฮ่าๆๆๆๆ”งานเลี้ยงในวังถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่รถม้าจวนหาญจอดเทียบหน้าประตูวัง หลังจากผ่านไปสิบกว่าปี นางก็กลับมาใช้แซ่หาญได้อย่างภาคภูมิ นางถือป้ายวิญญาณนำหน้าเข้าวัง ตามด้วยน้าสาวทั้งสอง สองแม่ทัพคู่ใจ ตามด้วยพวกซือหลิงที่เดินเข้ามาพร้อมเยี่ยฮูหยินและเยี่ยจือหาน สายตาคนภายนอกจะคิดว่าเป็นบรรดาสนมของเขา แต่ความจริงแล้วเป็นของซือเหมยทั้งหมด“ท่านพ่อ ในที่สุดลูกก็คืนความยุติธรรมให้ท่านได้”“พ่อแม่เจ้าต้องภูมิใจใ

  • หิมะทะเลทราย   เรือเหาะของเซียน

    เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!ดาบของเขาปะทะกับกรงเล็บของมัน ทว่ากลับถูกพวกมันไล่ล่าเหมือนหยอกล้อ แล้วคว้าแขนเขาปาออกไปใส่แท่นธนูยักษ์“ฆ่าพวกมันให้หมด!!” พวกมันพูดด้วยรอยยิ้มแหลมคมบนกำแพงเมืองยังไม่ทันหายวุ่นวาย ในเมืองก็วุ่นวายหนักขึ้น เมื่ออยู่ดีๆ พวกที่แฝงตัวเข้ามาเดือนก่อนก็เริ่มสร้างความวุ่นวายภายในเมือง“ไฟไหม้! ไฟไหม้ร้านข้าว!”“ช่วยด้วย! มีพวกมันอยู่ในตลาด!”ทหารลาดตระเวนเร่งอพยพชาวบ้านไปเมืองชั้นใน ท่ามกลางการต่อสู้ที่หนักหน่วง เสียงดาบปะทะและเสียงกรีดร้องดังไม่ขาดสายฟานซิบมองภาพจากจอด้วยความเจ็บใจ พวกนางมีกำลังน้อยเกินกว่าจะออกไปช่วยคนได้ กองยานที่มาถึงดวงจันทร์ก็ใช้เวลากว่าครึ่งวันในการส่งกองทัพมาช่วย“พวกนั้นจะมาหรือยัง!!” เสียงของซือหลิงดังออกมาจากลำโพง“อีกสองชั่วโมง” ฟานซิบตอบ“ไม่ได้! พวกมันเยอะเกินไป แค่ครึ่งชั่วโมงก็ไม่ไหวแล้ว”เสียงระเบิดดังแทรกเข้ามาในสายเป็นระยะ พร้อมเสียงก่นด่าของซือหมิงที่ดังไม่ขาดสาย“ไอ้พวกตัวใหญ่มันมาจากไหน!! การ์เดี้ยน! บอกให้พวกมันรีบมาก่อนที่คนจะตายกันหมด!!”ไม่นานสายก็ขาดหาย รายงานมากมายถูกส่งเข้ามาไม่ขาดสาย ผู้คนในเมืองมากมายล้มตาย ต่างกรีดร้อง

  • หิมะทะเลทราย   สงครามจากแดนใต้

    ซือเหมยที่กำลังยืนคุยกับถังจื่อเยว่มองแล้วก็ยิ้มออกมา อย่างน้อยก็ได้อยู่ด้วยกันนางมองแผนที่อย่างละเอียด แล้วเข้าไปคุยกับฟานซิบ“ข้าอยากให้เจ้าส่งคนไปค้นหาเรือให้เจอ”“ซือหมิงกับกูลู ข้าจะให้พวกนางไป”“ทำไมเจ้าไม่ไปเอง” ฟานซิบถามกลับ“ข้าเป็นแม่ทัพน่ะ ถ้าไม่อยู่....”ในตอนนั้นเอง ซือหมิงก็เดินเข้ามา ซือเหมยเบิกตากว้างเมื่อเห็นตัวเองอีกคนยืนอยู่“นี่เจ้า...”“ทางนี้ข้าจัดการเอง เจ้ารีบเอาเรือกลับมาก็พอ”ฟานซิบยิ้มยักไหล่ “ไปถึงแล้วกดตรงนี้ หน่วยที่ทำหน้าที่ควบคุมเรือจะมาหาเจ้าเอง”“ได้ๆ”ซือเหมยเดินออกมาอย่างงงๆ แล้วขึ้นดาบบินหายลับไปพร้อมกูลูเหนือท้องฟ้าเขตใต้ ซือเหมยมองลงไปเบื้องล่าง สายตาเต็มไปด้วยความสะอิดสะเอียนมันคือกองทัพสัตว์ประหลาด... มากกว่าจะเป็นคนคนเป็นในกองทัพแต่งกายด้วยเหล็กหนามแหลมคม เดินกันเป็นแถวหนาแน่นราวกับมดงาน รถม้าศึกที่ลากด้วยอสูรสี่ขาเคลื่อนตัวช้าๆ ทิ้งร่องรอยลึกบนพื้นดิน เบื้องหลังคือควันดำที่พวยพุ่งขึ้นฟ้า ส่งกลิ่นไหม้คละคลุ้งไปทั่วทั้งทิวทัศน์นางเร่งพลังปราณ ดาบเหาะทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง ทิ้งเส้นทางแสงไว้บนฟากฟ้าซือเหมยมาถึงเมืองท่าชิงเป่ยอย่างปล

  • หิมะทะเลทราย   พบหน้า

    ทางด้านซือเหมยที่มาถึงห้องก็เจอกับถังจื่อเยว่ยืนรออยู่พร้อมกับใครบางคนที่ยืนอยู่ สองคนในชุดคลุมปิดบังเหมือนพวกนักบวชของลัทธิมากมายที่ชอบมาตั้งแผงหาคนไปเข้าร่วมสำนัก“เชิญพวกท่านเข้ามาเถอะ”ซือเหมยเดินเข้ามาในห้อง ก็เจอกับลู่เฟินและเยี่ยฮูหยินที่นั่งอยู่โต๊ะหนังสือกำลังช่วยกันตรวจบัญชีร้านค้า“พวกเจ้าไม่พักหน่อยหรือ” นางเอ่ยทักทั้งคู่“เจ้ามีแขกหรือ” เยี่ยฮูหยินชำเลืองมอง “แล้วทำไมแต่งตัวแบบนั้นเดินออกมาจากห้องอาบน้ำ อย่างน้อยลูกข้าก็เป็นชายน่ะ”“ข้าไปดูเขามาแล้ว อาการหนักพอสมควร ตอนนี้หลับไปแล้ว”“เดี๋ยวข้าไปยกน้ำชามาให้” ลู่เฟินตอบแล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมกับเยี่ยฮูหยินถังจื่อเยว่นั่งลงแล้วเริ่มเข้าเรื่อง “ข้าจะมาอยู่ที่นี่เพื่อฝึกเจ้า แล้วก็นาง... นางจะเป็นครูฝึกด้านจิตวิญญาณให้เจ้า”หญิงสาวในชุดคลุมเปิดผ้าคลุมออก เผยให้เห็นผิวที่ขาวดุจหยกใส แต่งกายดูหรูหรา จนนางแสบตาเมื่อชุดกับผิวมันขับกันจนเกิดแสงสว่างจ้าหญิงสาวอีกคนมีสีผิวคล้ำดูแปลกตา ขนตาสีเงิน แม้แต่เส้นผมก็ยังเป็นสีเงิน ตาก็ยังเป็นสีเงิน ต่างกับอีกคนที่เป็นสีทองแม้กระทั่งนัยน์ตา ดวงตาของพวกนางดูใสเหมือนท้องฟ้าในยามค่ำคืนที่ด

  • หิมะทะเลทราย   ฐานลับใต้เมือง

    ซือเหมยตกใจเมื่อเห็นแสงสีฟ้ารวมตัวกันเป็นรูปทรงคน หญิงสาวในชุดคลุมสีขาว ผมยาวสยาย ใบหน้าสวยคม แต่แววตาเรียบเย็นราวกับไม่มีชีวิตนางลองเอามือไปแตะมือของนางทะลุผ่านร่างนั้นไป“นี่มันคืออะไร!”“เราเรียกมันว่าภาพเสมือน” ซือหลิงตอบพลางยิ้มกับความตกใจของแม่ทัพสาว“ข้าคือผู้ดูแลฐานทัพหลักประจำเขต... ต้าซ่ง...”“ต้าซ่ง...” ซือเหมยหันไปถามซือหลิง “ราชวงศ์ไหนกัน?”“ปัญญาประดิษฐ์” ซือหลิงอธิบาย “มันมาจากอีกยุค ข้าบอกแล้วว่าโลกของเจ้าเปลี่ยนมาแล้วสามรอบ”ซือเหมยนวดขมับเบาๆ มองดูจอภาพที่แสดงภาพรอบนครหลวง ทุกที่ล้วนเป็นจุดสำคัญ มีเส้นทางเดินใต้ดินเชื่อมต่อถึงกันเป็นร่างแหซือเหมยนวดขมับเบาๆ มองดูจอภาพที่แสดงภาพรอบนครหลวง ทุกที่ล้วนเป็นจุดสำคัญ ซือหลิงก้มหน้าทำอะไรสักอย่างแล้วก็ยกกล่องที่ยาวเพียงผ่ามือขึ้นมาแล้วพูดกับมัน“คนบ้าอะไรพูดกับกล่อง” ซือเหมยส่ายหัว แล้วหันมาเล่นกับภาพสะเหมือน ที่กำลังเปลี่ยนชุดเป็นแบบต่างๆ ตามคำสั่งของนางซือหลิงก้มหน้าทำอะไรสักอย่างที่แผงควบคุม แล้วก็ยกกล่องเล็กๆ ที่ยาวเพียงคืบขึ้นมา แล้วพูดกับมันด้วยภาษาที่ซือเหมยไม่เข้าใจ“คนบ้าอะไรพูดกับกล่อง” ซือเหมยส่ายหน้า แต่แววตา

  • หิมะทะเลทราย   ตัวปลอม

    เช้าวันต่อมา ชิงเหยาก็กลับมาพร้อมซือหลิงรถม้าทหารคันหนึ่งแล่นเข้ามาในเมืองหลวงอย่างเงียบเชียบ ฝนตกปรอยๆ ตั้งแต่เช้า ทำให้ถนนลื่นเป็นทางน้ำ รังไม้ใบใหญ่ที่วางอยู่ด้านหลังรถม้าถูกคลุมด้วยผ้าสีดำหนา ทหารหน้าประตูเมืองไม่สนใจจะเอ่ยถามด้วยซ้ำเมื่อเห็นว่าใครเป็นคนบังคับรถม้า เพราะผู้ถือบังเหียนคือชิงเหยา และข้างๆ คือซือหลิง สองมือขวาของแม่ทัพซือที่ใครก็รู้จัก“ตายหรือยัง”ซือเหมยมองลงไปในลังไม้ที่ว่างไว้ในห้องใต้ดิน แสงเทียนริบหรี่ส่องลงบนใบหน้าของสตรีสาวที่นอนนิ่งอยู่ภายใน เธอถูกห่อด้วยผ้าหนา สภาพน่าสงสาร“ยัง” เยี่ยฉินตอบ “แต่ต้องการสภาพแวดล้อมที่เย็น เพราะต้องรักษาสภาพร่างกายนางไว้” นางชี้ไปที่ก้อนน้ำแข็งที่วางรอบตัวผู้ป่วย “นางโดนฝังทั้งเป็น ถ้าอีกไปอีกสองชั่วยามคงได้ตายจริงแน่”ซือเหมยกัดฟัน “กี่วันแล้ว”“เมื่อคืน” ชิงเหยาตอบ มือกุมดาบแน่น “สถานทูตแคว้นฉี... พวกมันขังนางไว้ในห้องใต้ดิน ทรมานนางทุกวัน”ซือเหมยไม่พูดอะไร มือของนางหยิบเข็มเงินที่ฝังไว้ที่ต้นคอขององค์หญิงออกมาเบาๆ“จุดประสาทรวมก้านสมอง” เยี่ยฉินอธิบาย “ใช้ลบความจำ ทำให้คนกลายเป็นเหมือนคนสติไม่ดี พวกที่ใช้วิชาแปลงกายชอบใช้

  • หิมะทะเลทราย   คนซวยที่ดวงแข็ง

    บนยอดหอคอยของปราการเหล็กดำ ที่ก่อขึ้นจากศิลาสีนิลขรึมขลัง หาญซือเหมย ทอดสายตามองออกไปสุดขอบฟ้า เบื้องหลังของนางคือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ป่าเถื่อนนอกด่าน ส่วนเบื้องหน้าคือแผ่นดินภาคกลาง อันอุดมสมบูรณ์ที่เคยเป็นบ้าน... และเป็นสุสานของความฝันสายลมเหมันต์พัดผ่านใบหน้าที่ซีดขาว สองวันหลังจากฟื้นจากการหลั

  • หิมะทะเลทราย   กำแพงเหนือขุนเขา

    หาญซือเหมยใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายคลานไปบนพรมหิมะที่ขาวโพลนและเหน็บหนาว หยาดน้ำตาที่อาบแก้มถูกลมพัดจนแข็งเป็นเกล็ดติดอยู่บนผิว ในนาทีที่ลมหายใจเริ่มรวยริน นางสาบานต่อดวงวิญญาณของเหล่าบรรพชนด้วยเพลิงแค้น... ความอบอุ่นเดียวที่นางเคยโหยหาจากเขา บัดนี้มันได้ตายจากไปพร้อมกับศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำจนไม่

  • หิมะทะเลทราย   เหล้าพิษ

    สายตาคมกริบของชายหนุ่มจดจ้องมองตามแผ่นหลังที่เหยียดตรงของซือเหมยด้วยความโกรธกริ้วที่พลุ่งพล่านจนแทบระงับไม่อยู่ สำหรับเขา... นางเคยเป็นเพียงสตรีที่คอยเดินตามหลังและยอมสยบให้เขาเสมอมา ทว่ายามนี้ นางกลับเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะเหลือบแลหรือให้เกียรติเขาในฐานะสามีแม้แต่น้อย ความเย็นชาของนางประดุจคมดาบที

  • หิมะทะเลทราย   สายลมเหมันต์

    เหนือขุนเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะอันหนาวเหน็บ หญิงสาวในชุดเกราะครึ่งตัวยืนตระหง่านรับลมหนาวบนยอดหอคอย สายตาทอดมองย้อนกลับไปแสนไกล... ไกลจนถึงที่ราบภาคกลางอันอุดมสมบูรณ์ที่นาง จากมานางยืนกอดอกพิงเสาหินพลางทอดถอนหายใจ มองดาบยาวข้างกายที่ผ่านศึกมานับร้อยในตอนนั้นเองก็มีเสียงหญิงสาวดังขึ้นจากด้านหลัง“ท่า

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status