LOGIN
เหนือขุนเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะอันหนาวเหน็บ หญิงสาวในชุดเกราะครึ่งตัวยืนตระหง่านรับลมหนาวบนยอดหอคอย สายตาทอดมองย้อนกลับไปแสนไกล... ไกลจนถึงที่ราบภาคกลางอันอุดมสมบูรณ์ที่นาง จากมา
นางยืนกอดอกพิงเสาหินพลางทอดถอนหายใจ มองดาบยาวข้างกายที่ผ่านศึกมานับร้อย
ในตอนนั้นเองก็มีเสียงหญิงสาวดังขึ้นจากด้านหลัง
“ท่านแม่ทัพ ได้เวลาออกเดินทางแล้วเจ้าค่ะ”
“ได้เวลาที่จะต้องกลับไปจัดการเรื่องราวที่ค้างคาเสียที”
“เจ้าค่ะ ท่านสยบทัพอารยชน ยึดคืนแผ่นดินกลับคืนมาได้ทั้งหมด อย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน”
“นั่นซิ” นางพูดพลางลูบตราหยกที่เอว “ได้เวลาทำตามสัญญา”
“เจ้าค่ะ”
ตลอดทางเดินลงจากป้อมปราการ เหล่าทหารยืนอารักขาอย่างแข็งขันภายใต้ ธงอินทรีเหล็ก อันเกรียงไกร เบื้องหน้าคือรถม้าหลวงที่จอดรออยู่ข้างองครักษ์ตำหนักตะวันออก
“ท่านแม่ทัพ ฮองเฮาและฮ่องเต้กำลังรอท่านอยู่ ทุกอย่างรอให้ท่านกลับไปจัดการขอรับ”
“พวกท่านสบายดีไหม”
“แน่นอนขอรับ” ชายคนนั้นยิ้มแล้วส่งพระราชโองการให้
“นั่นซิ” นางพูดจบก็หันกลับไปมองทหารทุกคนทั้งชายหญิงที่มารวมกันภายใต้ธงอินทรีเหล็ก ภายใต้ความเงียบงันทุกคนยืนนิ่งด้วยความเคารพ “ทั้งหมดทำความเคารพ!”
พรึ่บ!!
นางมองภาพตรงหน้าอย่างเงียบงัน ก่อนหันเดินขึ้นรถม้า
เสียงฟันเฟืองเหล็กขับเคลื่อนกลไกประตูช้าๆ โซ่เหล็กดึงประตูเหล็กดำอันหนักอึ้งขึ้นเพื่อส่งผู้เป็นนายเดินทาง
ขบวนรถม้าเคลื่อนผ่านออกจากประตูท่ามกลางการทำความเคารพของเหล่าทหารและชาวบ้านนอกกำแพงสูง ชาวบ้านรอบป้อมปราการต่างออกมายืนรอส่งผู้ที่ทำให้ชายแดนกลับมาสงบอีกครั้ง
เบื้องหน้าคือกำแพงชั้นนอกที่สูงตระหง่า ทหารเหนือหอเมืองยืนตรงทำความเคารพรถม้าที่ผ่านออกจากประตูเมือง มุ่งสู่ที่ราบภาคกลาง
วู้ดดดดดด!!!
เสียงแตรหินแผดก้องประสานกับแตรเขาสัตว์ ส่งสัญญาณการเคลื่อนขบวนออกจากประตูเหล็กอันหนักอึ้ง ท่ามกลางเสียงโห่ร้องทำความเคารพของชาวบ้านที่นางมอบความสงบสุขคืนให้ ซือเหมยมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าพลางยิ้มหยัน
“มันช่างเหมือนกับตอนนั้นเสียงจริง เจ้าว่าไหม” หญิงสาวหันมอง แม่ทัพสาวผู้กำลังนั่งเงียบ
“เสียงแตรนี้... ช่างเหมือนกับวันนั้นเสียจริง” นางหลับตาลงพลางนึกถึงอดีต... อันแสนยาวไกล
******
แม่นางน้อยผู้อ่อนต่อโลกนางหนึ่งยิ้มอย่างยินดี หิมะแรกโปรยปรายลงมาพร้อมชายหนุ่มผู้ยากจน ผู้เตรียมสอบจองหงวน แม้ผู้เป็นบิดาจะคัดค้านการหมายมั่นครั้งนี้ แต่นางก็หาได้สนใจไม่ นางให้การช่วยเหลือบ้านชายหนุ่มทุกอย่าง
กลางฤดูหนาวอันโหดร้าย... ผู้เป็นบิดาได้รับคำสั่งด่วนให้นำทัพสองแสนไปรับศึกกองทัพอารยชนที่ชายแดนเหนือ ผู้เป็นบิดายืนมองรอลูกสาวแก้วตาดวงใจอยู่หน้าประตูเมือง ยังไม่ยอมขึ้นมา ทว่าจวบจนได้เวลาออกเดินทาง ก็ไร้เงาของเด็กสาว
เขาหันหลังขึ้นม้านำกองทัพออกเดินทางสู่แดนเหนืออย่างหวั่นใจ หวังเพียงลูกสาวมายืนส่งเหมือนบ้านอื่น ธงกองทัพปลิวสไสวตามสายลมเหมือนความเสียใจที่ไม่มีวันได้เอ่ย
ย่างเข้าวสันตฤดู เสียงตีฆ้องร้องป่าวดังไปทั่วถนนในเมืองใหญ่ริ้วขบวนเจ้าสาวพร้อมด้วยสินเดิม มุ่งหน้าสู่จวนบัณฑิตหนุ่มผู้มากความสามารถ หญิงสาวบุตรีจวนตระกูลหาญส่วมชุดแดงปิดหน้านั่งในเกี้ยวหลังใหญ่ ชาวเมืองต่างพากันแสดงความยินดีกับบัณฑิตหนุ่มผู้ขี่ม้านำหน้าขบวน
เด็กสาวผู้อ่อนต่อโลก ทุมเทให้ชายหนุ่มผู้เป็นยอดดวงใจ ใบหน้าของนางนั้นเต็มไปด้วยความปีติ ป้ายจวนพระราชทานตระง่าอยู่เบื้องหน้า นางผลักดันส่งเสริมจนสามารถสอบได้เป็น ‘จ้วงหยวน’ อันดับหนึ่งของแผ่นดิน เด่นทั้งบุ๋นและบู้
บ่าวสาวควงคู่กันก้าวผ่านธรณีประตูบานใหญ่ ท่ามกลางเสียง แซ่ซ้องและดนตรีที่บรรเลงขับกล่อม เคายิ้มให้นางด้วยใจจริง ทว่าในขณะที่บ่าวสาวกำลังจะก้าวข้ามธรณีประตูเรือนเพื่อเริ่มต้นชีวิตคู่ เสียงม้าศึกกลับควบตะบึงมาหยุดลงพร้อมข่าวร้ายที่ดั่งสายฟ้าฟาด
"แม่ทัพหาญเสียชีวิตในสนามรบ! ฮ่องเต้มีบัญชาด่วนให้จ้วงหยวนเข้าวังเดี๋ยวนี้!"
เสียงม้าศึกแผดร้องดั่งสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางขั้วหัวใจ ซือเหมยรู้สึกได้ถึงฝ่ามือของสามีที่เคยเกาะกุมนางไว้พลันสั่นสะท้าน ก่อนที่เขาจะสะบัดมือออกอย่างไม่ไยดี เขาหันหลังให้แก่พิธีมงคล สลัดชุดมงคลทิ้งราวกับขยะชิ้นหนึ่งแล้วควบม้าจากไปทันที ทิ้งให้เจ้าสาวในชุดสีเพลิงยืนโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางสายตาเวทนาของชาวเมือง
หญิงสาวมองตามแผ่นหลังของชายผู้เป็นยอดดวงใจที่ยอมทิ้งนางไปอย่างไม่ไยดี นางก้มมองชายชุดมงคลที่ถูกกีบม้าเหยียบย่ำจนเปรอะเปื้อน หัวใจพลันเกิดความวูบไหวจนแทบยืนไม่อยู่...
มารดาของชายหนุ่มมองลูกสะใภ้ด้วยแววตาเวทนา พลางนึกถึงแม่ทัพหาญผู้มีพระคุณที่ช่วยฉุดรั้งครอบครัวยากจนของนางจนมีหน้ามีตา นางไม่ลังเลที่จะกุมมือลูกสะใภ้ให้หยัดยืนขึ้นอีกครั้ง เพื่อจูงเข้าสู่จวนทำพิธีต่อให้เสร็จสิ้นด้วยตนเอง...
หญิงสาวนั่งมองเปลวเทียนอย่างเงียบงั้นในห้องหอ มารดาของชายหนุ่มเดินเข้ามาพร้อมสาวใช้ และหีบใบเล็ก นางหย่อนตัวนั่งลงบนเตียงช้า ๆ พลางเปิดหีบใบเล็ก ด้านในมีของสามชิ้น
“ซือเหมย” เสียงเรียกของแม่สามีแผ่วเบาแต่หนักแน่น นางเปิดหีบใบเล็กออก เผยให้เห็นกำไลเหล็กสีเข้ม ปิ่นปักผม และตำราเก่าแก่
“ท่านน้า ของพวกนี้คือ...”
"ซือเหมย... นี่คือสิ่งสุดท้ายที่พ่อของเจ้าฝากไว้ ท่านเกรงว่าวรยุทธ์จะทำให้เจ้าลำบาก แต่ในยามที่บ้านเมืองผลัดใบ มีเพียงความแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะปกป้องเจ้าได้"
ซือเหมยลูบไล้กำไลเหล็กที่ถูกตีขึ้นจากเพลิงภูเขาไฟ ความเย็นเยียบของมันซึมลึกเข้าสู่ผิวหนัง กระตุ้นโลหิตในกายให้นึกถึงสายเลือดนักรบที่ไหลเวียนอยู่
พูดจบก็เดินออกไปทิ้งให้หญิงสาวจมอยู่กับความคิด คืนนี้ผู้เป็นสามีคงไม่ได้กลับมา นางเปิดหนังสือดูช้าๆ
หาญซือหมิง ชื่อบิดาของนางเขียนไว้ที่มุมขอบหน้าแรก ‘วิชาลับตระกูลหาญ’ นางไม่เคยได้ยินชื่อนี้จากผู้เป็นพ่อเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่านางจะขี่ม้าและยิงธนูได้ก่อนจะเล่นพิณเป็น กำไลเหล็กจากวัตถุลึกลับนี่ ก็อยู่ในตำราเล่มนี้เช่นกัน เป็นพ่อของนางตีขึ้นด้วยเปลวเพลิงภูเขาไฟลาวา คู่กับปิ่นปักผม
“ท่านพ่อ...” นางหลับตาลงช้าๆ แล้วเริ่มฝึกตามตำราลับของตระกูล ที่ด้านนอกห้องมีสาวใช้สองคนยืนเฝ้าอยู่ และผู้เป็นมารดาที่กำลังนั่งมองพระจันทร์ยามค่ำคืนของฤดูใบไม้ผลิ
ในวันที่ควรเป็นคืนเข้าหอ ซือเหมยกลับเริ่มฝึกฝนวิชาฆ่าฟันภายใต้แสงจันทร์และเปลวเทียนเพียงลำพัง
“ลูกสะใภ้ที่น่าสงสารของข้า” หางตาของนางเหลือไปเห็นสาวใช้วิ่งเข้ามาหน้าตาไม่สู้ดี “มีอะไร เจ้าถึงเป็นเช่นนี้”
“ท่านหญิง มีจดหมายมาจาก เอ่อ... คุณชายเจ้าค่ะ” สาวใช้มีท่าที่ลังเลเล็กน้อย
“เอามาให้ข้า”
“เจ้าค่ะ”
‘ซือเหมย... สถานการณ์ในราชสำนักยามนี้สั่นคลอนยิ่งนัก บิดาของเจ้าพ่ายศึกจนสิ้นชีพ มิใช่เพียงความสูญเสีย แต่มันคือตราบาปที่อาจลามมาถึงตำแหน่งจ้วงหยวนของข้า ฮ่องเต้ทรงพิโรธหนัก ข้าจำเป็นต้องรุดหน้าไปชายแดนเพื่อแสดงความจงรักภักดีและรักษาชื่อเสียงของตระกูลข้าเอาไว้...
ระหว่างที่ข้าไม่อยู่ เจ้าจงเก็บตัวอยู่ในจวน อย่าได้ทำตัวโดดเด่นหรือก่อเรื่องให้ผู้คนครหาถึงความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับบุตรีแม่ทัพพ่ายศึก เรื่องงานมงคลของเรา... ให้ถือเสียว่าฟ้าดินยังมิได้เป็นพยาน ข้าหวังว่าเจ้าจะเข้าใจความจำเป็นของข้า’
เพียงอ่านจบ นายหญิงแห่งจวนก็พลันน้ำตาไหลออกมา นางเพียงหัวเราะเบาๆ ไม่อาจเอ่ยอะไรได้แม้แต่น้อย นางจัดการเผาจดหมายให้ มะลายหายไปกับเปลวเทียนที่วูบไหวกลางหมู่ดาว
ในทุกเช้าหาญซือเหมยต้องฝึกวิชา ดูแล้วผู้เป็นมารดาสามี ดูแลบ้าน ดูแลกิจการต่างๆ ของตระกูล อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แม้แต่ในวันที่ป่วยหนักเจียนตาย มีเพียงแม่สามีที่อยู่เคียงข้าง
ในค่ำคืนที่ลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านหอนอน หาญซือเหมยกลับจมลึกสู่ห้วงฝันอันประหลาด... นางเห็นภาพตนเองในวัยเยาว์ วิ่งเล่นอยู่ในจวนหลังใหญ่ที่เปี่ยมไปด้วยไออุ่น มีท่านพ่อผู้เข้มงวดกำลังหัวเราะขณะสอนพี่ชายทั้งสามยิงธนู ส่วนท่านแม่ผู้อ่อนโยนก็กำลังประคองมือนางถักมงกุฎดอกไม้กลางสวนสวย
ทว่าพริบตาเดียว แสงตะวันพลันมืดดับ ความฝันแปรเปลี่ยนเป็นความโกลาหล... ภาพมารดาถูกลอบสังหารจนสิ้นใจต่อหน้าต่อตา ท่านพ่อยืนโอบกอดนางที่ร้องไห้จนแทบขาดใจ “ท่านพ่อ... ท่านพี่...” นางพยายามเรียกชื่อผู้อันเป็นที่รักด้วยเสียงสั่นเครือ พวกเขาหันกลับมามองนางช้าๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความโศกเศร้าประหนึ่งเป็นการร่ำลาครั้งสุดท้าย
‘ท่าน... พ่อ...’ นางเรียกเชื่อของคนที่รักนางและเป็นห่วงที่สุดออกมาอย่างแผ่วเบา เขาหันกลับมาหานางช้าๆ เช่นเดียวกับบรรดาพี่ชายและพี่สะใภ้ ที่พากันหันกลับมามองนาง
“กรี๊ด!!!” ซือเหมยสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เหงื่อกาฬไหลซึมเต็มใบหน้า นางนั่งหอบหายใจหนักหน่วง หัวใจเต้นรัวราวมันจะทะลุออกมานอกอก ‘ท่านพ่อ! ท่านพี่! เกิดอะไรขึ้นกับพวกท่านกันแน่!’
รุ่งเช้ามาเยือนพร้อมความกระวนกระวาย ซือเหมยรีบเดินทางกลับไปยังจวนตระกูลหาญ ทว่าภาพที่เห็นกลับทำให้ลมหายใจของนางสะดุด... ประตูใหญ่ที่เคยเปิดต้อนรับบัดนี้ถูกปิดสนิท ไร้ซึ่งวี่แววของผู้คน
หัวใจของนางหล่นวูบจนแทบยืนไม่อยู่ สาวใช้คนสนิทต้องรีบเข้ามาประคองร่างที่สั่นเทา “ทำไม... ทำไมจวนข้าถึงปิดเงียบเช่นนี้ พวกเขาหายไปไหนหมด!”
สาวใช้มีท่าทีลังเล แววตาเต็มไปด้วยความลำบากใจ “พวกเขา... พวกเขาต้องเดินทางไปประจำการที่ชายแดนเจ้าค่ะ”
“ชายแดน...” ใบหน้าของซือเหมยซีดเผือด นางหวังเพียงให้ลางร้ายในฝันเป็นแค่เรื่องเพ้อเจ้อ
แต่ทว่าข่าวร้ายกลับเดินทางมาพร้อมกับสายลมวสันตฤดูที่เย็นเยียบ... กระดาษขาวดำปลิวว่อนไปทั่วจวนตระกูลหาญ ตระกูลแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน ความหวังสุดท้ายของนางแตกสลายลงทันที ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของลมที่พัดพากลิ่นอายแห่งความตายมาปกคลุมไปทั่วทั้งใจ
“ท่านพ่อ... ลูก... อกตัญญูยิ่งนัก”
น้ำตาไหลซึมออกจากดวงตาคู่งาม ไหลอาบแก้มนวล ปากบางสั่นเทาด้วยความเสียใจ ในใจนั้น... พลันขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ซือเหมยหวนคืนนครหลวงแคว้นจ้าวอย่างยิ่งใหญ่ ชาวเมืองต่างพากันออกมารอต้อนรับ ฮ่องเต้พร้อมด้วยเชื้อพระวงศ์ต่างออกมารอต้อนรับอย่างพร้อมหน้า“ข้า หาญซือเหมย ขอถวายหัวเมืองทั้งหมดรวมถึงแผ่นดินแคว้นฉีแก่พระองค์ ในนานเอ่อ...” ซือเหมยมีท่าทีลังเลเล็กน้อย เพราะนางไม่รู้ว่าจะบอกอย่างไร “เอ่อ...” นางหันไปทางหม่ากงกงเพื่อขอความช่วยเหลือ‘ผู้มีอำนาจปกครองคนใหม่’ หม่ากงกงกระซิบ“อ้อ ผู้มีอำนาจปกครองคนใหม่ส่งมอบตราหยกแผ่นดินให้แก่พระองค์ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี”“ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี”ฮ่องเต้หัวเราะเสียงดัง รับตราหยกด้วยความยินดี“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”“เจ้าค่ะพี่เขย”“ฮ่าๆๆๆๆ”งานเลี้ยงในวังถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่รถม้าจวนหาญจอดเทียบหน้าประตูวัง หลังจากผ่านไปสิบกว่าปี นางก็กลับมาใช้แซ่หาญได้อย่างภาคภูมิ นางถือป้ายวิญญาณนำหน้าเข้าวัง ตามด้วยน้าสาวทั้งสอง สองแม่ทัพคู่ใจ ตามด้วยพวกซือหลิงที่เดินเข้ามาพร้อมเยี่ยฮูหยินและเยี่ยจือหาน สายตาคนภายนอกจะคิดว่าเป็นบรรดาสนมของเขา แต่ความจริงแล้วเป็นของซือเหมยทั้งหมด“ท่านพ่อ ในที่สุดลูกก็คืนความยุติธรรมให้ท่านได้”“พ่อแม่เจ้าต้องภูมิใจใ
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!ดาบของเขาปะทะกับกรงเล็บของมัน ทว่ากลับถูกพวกมันไล่ล่าเหมือนหยอกล้อ แล้วคว้าแขนเขาปาออกไปใส่แท่นธนูยักษ์“ฆ่าพวกมันให้หมด!!” พวกมันพูดด้วยรอยยิ้มแหลมคมบนกำแพงเมืองยังไม่ทันหายวุ่นวาย ในเมืองก็วุ่นวายหนักขึ้น เมื่ออยู่ดีๆ พวกที่แฝงตัวเข้ามาเดือนก่อนก็เริ่มสร้างความวุ่นวายภายในเมือง“ไฟไหม้! ไฟไหม้ร้านข้าว!”“ช่วยด้วย! มีพวกมันอยู่ในตลาด!”ทหารลาดตระเวนเร่งอพยพชาวบ้านไปเมืองชั้นใน ท่ามกลางการต่อสู้ที่หนักหน่วง เสียงดาบปะทะและเสียงกรีดร้องดังไม่ขาดสายฟานซิบมองภาพจากจอด้วยความเจ็บใจ พวกนางมีกำลังน้อยเกินกว่าจะออกไปช่วยคนได้ กองยานที่มาถึงดวงจันทร์ก็ใช้เวลากว่าครึ่งวันในการส่งกองทัพมาช่วย“พวกนั้นจะมาหรือยัง!!” เสียงของซือหลิงดังออกมาจากลำโพง“อีกสองชั่วโมง” ฟานซิบตอบ“ไม่ได้! พวกมันเยอะเกินไป แค่ครึ่งชั่วโมงก็ไม่ไหวแล้ว”เสียงระเบิดดังแทรกเข้ามาในสายเป็นระยะ พร้อมเสียงก่นด่าของซือหมิงที่ดังไม่ขาดสาย“ไอ้พวกตัวใหญ่มันมาจากไหน!! การ์เดี้ยน! บอกให้พวกมันรีบมาก่อนที่คนจะตายกันหมด!!”ไม่นานสายก็ขาดหาย รายงานมากมายถูกส่งเข้ามาไม่ขาดสาย ผู้คนในเมืองมากมายล้มตาย ต่างกรีดร้อง
ซือเหมยที่กำลังยืนคุยกับถังจื่อเยว่มองแล้วก็ยิ้มออกมา อย่างน้อยก็ได้อยู่ด้วยกันนางมองแผนที่อย่างละเอียด แล้วเข้าไปคุยกับฟานซิบ“ข้าอยากให้เจ้าส่งคนไปค้นหาเรือให้เจอ”“ซือหมิงกับกูลู ข้าจะให้พวกนางไป”“ทำไมเจ้าไม่ไปเอง” ฟานซิบถามกลับ“ข้าเป็นแม่ทัพน่ะ ถ้าไม่อยู่....”ในตอนนั้นเอง ซือหมิงก็เดินเข้ามา ซือเหมยเบิกตากว้างเมื่อเห็นตัวเองอีกคนยืนอยู่“นี่เจ้า...”“ทางนี้ข้าจัดการเอง เจ้ารีบเอาเรือกลับมาก็พอ”ฟานซิบยิ้มยักไหล่ “ไปถึงแล้วกดตรงนี้ หน่วยที่ทำหน้าที่ควบคุมเรือจะมาหาเจ้าเอง”“ได้ๆ”ซือเหมยเดินออกมาอย่างงงๆ แล้วขึ้นดาบบินหายลับไปพร้อมกูลูเหนือท้องฟ้าเขตใต้ ซือเหมยมองลงไปเบื้องล่าง สายตาเต็มไปด้วยความสะอิดสะเอียนมันคือกองทัพสัตว์ประหลาด... มากกว่าจะเป็นคนคนเป็นในกองทัพแต่งกายด้วยเหล็กหนามแหลมคม เดินกันเป็นแถวหนาแน่นราวกับมดงาน รถม้าศึกที่ลากด้วยอสูรสี่ขาเคลื่อนตัวช้าๆ ทิ้งร่องรอยลึกบนพื้นดิน เบื้องหลังคือควันดำที่พวยพุ่งขึ้นฟ้า ส่งกลิ่นไหม้คละคลุ้งไปทั่วทั้งทิวทัศน์นางเร่งพลังปราณ ดาบเหาะทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง ทิ้งเส้นทางแสงไว้บนฟากฟ้าซือเหมยมาถึงเมืองท่าชิงเป่ยอย่างปล
ทางด้านซือเหมยที่มาถึงห้องก็เจอกับถังจื่อเยว่ยืนรออยู่พร้อมกับใครบางคนที่ยืนอยู่ สองคนในชุดคลุมปิดบังเหมือนพวกนักบวชของลัทธิมากมายที่ชอบมาตั้งแผงหาคนไปเข้าร่วมสำนัก“เชิญพวกท่านเข้ามาเถอะ”ซือเหมยเดินเข้ามาในห้อง ก็เจอกับลู่เฟินและเยี่ยฮูหยินที่นั่งอยู่โต๊ะหนังสือกำลังช่วยกันตรวจบัญชีร้านค้า“พวกเจ้าไม่พักหน่อยหรือ” นางเอ่ยทักทั้งคู่“เจ้ามีแขกหรือ” เยี่ยฮูหยินชำเลืองมอง “แล้วทำไมแต่งตัวแบบนั้นเดินออกมาจากห้องอาบน้ำ อย่างน้อยลูกข้าก็เป็นชายน่ะ”“ข้าไปดูเขามาแล้ว อาการหนักพอสมควร ตอนนี้หลับไปแล้ว”“เดี๋ยวข้าไปยกน้ำชามาให้” ลู่เฟินตอบแล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมกับเยี่ยฮูหยินถังจื่อเยว่นั่งลงแล้วเริ่มเข้าเรื่อง “ข้าจะมาอยู่ที่นี่เพื่อฝึกเจ้า แล้วก็นาง... นางจะเป็นครูฝึกด้านจิตวิญญาณให้เจ้า”หญิงสาวในชุดคลุมเปิดผ้าคลุมออก เผยให้เห็นผิวที่ขาวดุจหยกใส แต่งกายดูหรูหรา จนนางแสบตาเมื่อชุดกับผิวมันขับกันจนเกิดแสงสว่างจ้าหญิงสาวอีกคนมีสีผิวคล้ำดูแปลกตา ขนตาสีเงิน แม้แต่เส้นผมก็ยังเป็นสีเงิน ตาก็ยังเป็นสีเงิน ต่างกับอีกคนที่เป็นสีทองแม้กระทั่งนัยน์ตา ดวงตาของพวกนางดูใสเหมือนท้องฟ้าในยามค่ำคืนที่ด
ซือเหมยตกใจเมื่อเห็นแสงสีฟ้ารวมตัวกันเป็นรูปทรงคน หญิงสาวในชุดคลุมสีขาว ผมยาวสยาย ใบหน้าสวยคม แต่แววตาเรียบเย็นราวกับไม่มีชีวิตนางลองเอามือไปแตะมือของนางทะลุผ่านร่างนั้นไป“นี่มันคืออะไร!”“เราเรียกมันว่าภาพเสมือน” ซือหลิงตอบพลางยิ้มกับความตกใจของแม่ทัพสาว“ข้าคือผู้ดูแลฐานทัพหลักประจำเขต... ต้าซ่ง...”“ต้าซ่ง...” ซือเหมยหันไปถามซือหลิง “ราชวงศ์ไหนกัน?”“ปัญญาประดิษฐ์” ซือหลิงอธิบาย “มันมาจากอีกยุค ข้าบอกแล้วว่าโลกของเจ้าเปลี่ยนมาแล้วสามรอบ”ซือเหมยนวดขมับเบาๆ มองดูจอภาพที่แสดงภาพรอบนครหลวง ทุกที่ล้วนเป็นจุดสำคัญ มีเส้นทางเดินใต้ดินเชื่อมต่อถึงกันเป็นร่างแหซือเหมยนวดขมับเบาๆ มองดูจอภาพที่แสดงภาพรอบนครหลวง ทุกที่ล้วนเป็นจุดสำคัญ ซือหลิงก้มหน้าทำอะไรสักอย่างแล้วก็ยกกล่องที่ยาวเพียงผ่ามือขึ้นมาแล้วพูดกับมัน“คนบ้าอะไรพูดกับกล่อง” ซือเหมยส่ายหัว แล้วหันมาเล่นกับภาพสะเหมือน ที่กำลังเปลี่ยนชุดเป็นแบบต่างๆ ตามคำสั่งของนางซือหลิงก้มหน้าทำอะไรสักอย่างที่แผงควบคุม แล้วก็ยกกล่องเล็กๆ ที่ยาวเพียงคืบขึ้นมา แล้วพูดกับมันด้วยภาษาที่ซือเหมยไม่เข้าใจ“คนบ้าอะไรพูดกับกล่อง” ซือเหมยส่ายหน้า แต่แววตา
เช้าวันต่อมา ชิงเหยาก็กลับมาพร้อมซือหลิงรถม้าทหารคันหนึ่งแล่นเข้ามาในเมืองหลวงอย่างเงียบเชียบ ฝนตกปรอยๆ ตั้งแต่เช้า ทำให้ถนนลื่นเป็นทางน้ำ รังไม้ใบใหญ่ที่วางอยู่ด้านหลังรถม้าถูกคลุมด้วยผ้าสีดำหนา ทหารหน้าประตูเมืองไม่สนใจจะเอ่ยถามด้วยซ้ำเมื่อเห็นว่าใครเป็นคนบังคับรถม้า เพราะผู้ถือบังเหียนคือชิงเหยา และข้างๆ คือซือหลิง สองมือขวาของแม่ทัพซือที่ใครก็รู้จัก“ตายหรือยัง”ซือเหมยมองลงไปในลังไม้ที่ว่างไว้ในห้องใต้ดิน แสงเทียนริบหรี่ส่องลงบนใบหน้าของสตรีสาวที่นอนนิ่งอยู่ภายใน เธอถูกห่อด้วยผ้าหนา สภาพน่าสงสาร“ยัง” เยี่ยฉินตอบ “แต่ต้องการสภาพแวดล้อมที่เย็น เพราะต้องรักษาสภาพร่างกายนางไว้” นางชี้ไปที่ก้อนน้ำแข็งที่วางรอบตัวผู้ป่วย “นางโดนฝังทั้งเป็น ถ้าอีกไปอีกสองชั่วยามคงได้ตายจริงแน่”ซือเหมยกัดฟัน “กี่วันแล้ว”“เมื่อคืน” ชิงเหยาตอบ มือกุมดาบแน่น “สถานทูตแคว้นฉี... พวกมันขังนางไว้ในห้องใต้ดิน ทรมานนางทุกวัน”ซือเหมยไม่พูดอะไร มือของนางหยิบเข็มเงินที่ฝังไว้ที่ต้นคอขององค์หญิงออกมาเบาๆ“จุดประสาทรวมก้านสมอง” เยี่ยฉินอธิบาย “ใช้ลบความจำ ทำให้คนกลายเป็นเหมือนคนสติไม่ดี พวกที่ใช้วิชาแปลงกายชอบใช้
ในขณะที่หลินจื่อเฉินกำลังเผชิญวิบากกรรม ซือเหมยในร่างแม่ทัพมาดเข้มยืนตระหง่านอยู่บนยอดเนิน มองดูเมืองลู่เกาที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แววตาของนางล้ำลึกและเย็นเยียบที่นี่... สมรภูมิที่พ่อแม่ของข้าเริ่มต้นความรักนางนึกถึงเรื่องที่ท่านน้าหาญเซียวเคยเล่า บิดาและมารดาของนางเริ่มมีความรู้สึกดีๆ ต่อก
เมืองเทียนจิน เมืองท่าที่คึกคักและมั่งคั่งที่สุดในแดนตะวันออก กลิ่นอายน้ำเค็มจากทะเลผสมปนเปไปกับเสียงอึกทึกของศูนย์กลางการค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด รถม้าคันเล็กเคลื่อนผ่านถนนที่ปูด้วยหินอย่างดีมาหยุดลงหน้าจวนหลังใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่บนทำเลที่เรียกได้ว่าเป็น “หัวมังกร” ของเมือง ทว่าสภาพของมันในยามนี้กลับดูเง
หลายวันผ่านไป ข่าวคราวการศึกที่ชายแดนตะวันตกพุ่งทะยานเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวงดุจไฟลามทุ่ง ทว่าแทนที่จะเป็นเสียงสรรเสริญ บรรดาขุนนางเฒ่าในราชสำนักกลับพากันยื่นฎีฬากล่าวโทษซือเหมยที่ก่อสงครามโดยพลการ เสียงเรียกร้องให้เรียกตัวนางกลับมาลงโทษทัณฑ์ดังระงมไปทั่วท้องพระโรงทว่า... ท่ามกลางเสียงก่นด่านัน กลับไ
กริ๊ง... กริ๊ง...เสียงกระดิ่งลมที่แขวนอยู่ตามระเบียงสั่นไหวไปมาตามแรงลมพัดเอื่อย กลิ่นหอมอ่อนๆ ของมวลบุปผาโชยมาปลุกหญิงสาวที่กำลังหลับใหลอยู่บนเตียงหลังใหญ่ให้ตื่นขึ้นสู่เช้าวันใหม่“เมื่อคืน... เกิดอะไรขึ้นกันแน่” โจวหว่านฉีพึมพำกับตัวเอง นางรู้สึกเจ็บปวดรุ่มร้อนไปทั่วร่างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน



![จะไม่ทนกับบทบาทนางร้าย [รีไรท์ตอนจบ]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



