Share

หิมะแห่งฉางอัน ฝังร่างคะนึงหา
หิมะแห่งฉางอัน ฝังร่างคะนึงหา
Author: เถียนสยงสยง

บทที่ 1

Author: เถียนสยงสยง
เฉินเอ๋อร์ของข้าก็ถูกพรากไปอย่างโหดร้าย และถูกนำไปเลี้ยงดูอยู่ข้างกายฮองเฮา

เซียวจือเหิงประทานเสื้อผ้าอาภรณ์และอาหารเลิศรสให้ข้า แต่กลับไม่ยอมให้ข้าได้พบหน้าลูกชายเลยแม้แต่น้อย

ข้าไปถวายพระพรที่ตำหนักเฟิ่งอี๋ทุกวัน ต้องทนมองดูเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองวิ่งเล่นคลอเคลียอยู่ข้างกายเวินเหยา ปากก็พร่ำเรียกหาแต่ “เสด็จแม่”

ในที่สุดเมื่อเข้าวังมาได้เป็นปีที่ห้า ข้าก็คุกเข่าลงเบื้องหน้าเวินเหยา

“ขอฮองเฮาทรงโปรดเมตตา ประทานอนุญาตให้หม่อมฉันออกจากวังกลับบ้านเกิดด้วยเถิดเพคะ”

ข้าอยากกลับไปฉลองปีใหม่ที่หลิ่งหนาน

ข้าอยากฝังร่างของตัวเองไว้ข้างหลุมศพท่านพ่อ

……

เวินเหยานั่งประทับอยู่บนที่นั่งสูงศักดิ์ นิ้วเรียวเขี่ยปลอกเล็บไปมาพลางถอนหายใจยาว

“ชิงเหอ เจ้าจะหาเรื่องใส่ตัวไปทำไมกัน”

“วังหลังออกจะกว้างใหญ่ปานนี้ ก็มีแค่เราสองพี่น้องเท่านั้น”

“ฝ่าบาทเองก็ทำตามกฎของเปิ่นกง เสด็จไปโปรดปรานเจ้าที่ตำหนักทุกเดือนไม่เคยขาด ไม่ได้หมางเมินเจ้าเลยสักนิด”

“แล้วสรุปว่าเจ้ายังมีอะไรไม่พอใจอีก”

การโปรดปรานเดือนละหนนั่นก็เป็นแค่การทำตามหน้าที่ เป็นเหมือนเศษทานที่ประทานให้กับหญิงชาวป่าชาวดอยอย่างข้าก็เท่านั้น

ข้ากลืนรสเลือดคาวขื่นที่ตีตื้นขึ้นมาในลำคอลงไป ก่อนจะโขกศีรษะให้ต่ำลงไปอีก

“หม่อมฉันมันคนชีวิตต่ำต้อย รับวาสนาในวังหลวงเอาไว้ไม่ไหว ขอฮองเฮาทรงเมตตาด้วยเถิดเพคะ”

ข้าไม่ยอมปริปากบอกเหตุผล ได้แต่โขกศีรษะลงกับพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เวินเหยาถอนหายใจออกมา ดูเหมือนจะจนปัญญาหลอกล่อคนหัวดื้ออย่างข้าแล้ว

“เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว เปิ่นกงก็จะไม่ฝืนรั้งเจ้าไว้”

“คืนพรุ่งนี้ เปิ่นกงจะให้แม่นมกุ้ยคนสนิทไปส่งเจ้าออกจากเมืองหลวงก็แล้วกัน”

“ขอบพระทัยที่ทรงเมตตาเพคะ”

เมื่อได้รับป้ายอนุญาตให้ออกจากวังมาแล้ว ข้าก็เดินกลับมาที่ตำหนักรองทันที

ตกกลางคืน ข้าจุดตะเกียงน้ำมันดวงน้อยสลัวๆ แล้วจัดการเย็บเก็บซ่อนปลายด้ายเส้นสุดท้ายจนเสร็จสิ้น

นั่นคือรองเท้าคู่ใหม่ที่ข้าเย็บให้เฉินเอ๋อร์ เอาไว้ใส่เข้าคู่กับชุดฉางซานผ้าฝ้ายทอลายริ้วสีเหลืองที่ข้าอดหลับอดนอนเย็บไว้ก่อนหน้านี้ กลายเป็นชุดที่เข้ากันพอดี

วันต่อมา ก่อนที่จะต้องออกจากวัง ข้าก็แอบไปดักรออยู่หน้าสำนักศึกษาสำนักศึกษาหลวง

พอเฉินเอ๋อร์เลิกเรียนเดินออกมา เขาก็ตัวสูงถึงระดับเอวของข้าแล้ว

“เฉินเอ๋อร์…” ข้าจ้องมองเขาด้วยความคิดถึงอย่างสุดหัวใจ ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาทันที

แต่เขากลับขมวดคิ้วมุ่นพลางก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ในแววตาเต็มไปด้วยความหวาดระแวง

ข้ารีบลนลานยื่นเสื้อผ้าและรองเท้าส่งให้เขา พยายามฝืนยิ้มเอาอกเอาใจอย่างสุดฤทธิ์

“ผ้าพวกนี้ข้าอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบเบี้ยหวัดตั้งครึ่งปีไปแลกมาเลยนะ ข้าตัดเย็บเองกับมือ เจ้าลองเอาไปใส่ดูสิว่าพอดีตัวหรือเปล่า”

เฉินเอ๋อร์ปรายตามองเสื้อผ้าชุดนั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะยื่นมือมาปัดมันทิ้งลงพื้นอย่างแรง

เสื้อผ้าร่วงหล่นลงไปคลุกกับแอ่งน้ำโคลนจนเปรอะเปื้อนดูไม่จืด

“แค่ตาอิ้งต่ำต้อยอย่างเจ้า มีหน้ามาตัดเสื้อผ้าให้ข้าใส่ด้วยงั้นเหรอ!”

เด็กอายุแค่แปดขวบ ทว่าท่าทีปั้นปึ่งเย็นชานั้นกลับถอดแบบเซียวจือเหิงมาไม่มีผิดเพี้ยน

“แต่ข้าเป็น…”

“เจ้าเป็นแม่บังเกิดเกล้าของข้าแล้วมันยังไงล่ะ!” เฉินเอ๋อร์แผดเสียงลั่น ใบหน้าเล็กๆ แดงก่ำไปด้วยความโกรธแค้นและอับอาย

“เสด็จแม่ของข้าคือฮองเฮาองค์ปัจจุบันต่างหาก!”

“เจ้าอยากให้สหายร่วมเรียนในสำนักศึกษาหลวงหัวเราะเยาะข้าที่มีแม่แท้ๆ เป็นแค่นังบ้านนอกหรือไง!”

หัวใจของข้าเหมือนถูกมีดกรีดแทงสดๆ เจ็บปวดรวดร้าวไปถึงขั้วหัวใจจนเนื้อตัวสั่นเทิ้ม

ข้าอยากจะอธิบายเหลือเกินว่าข้าเพียงแค่อยากจะได้ยินเขาเรียกข้าว่าแม่สักครั้งก่อนตายก็เท่านั้น

แต่เฉินเอ๋อร์กลับสะบัดแขนเสื้อเดินหนีไปอย่างรังเกียจเดียดฉันท์เสียแล้ว

ข้ายืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ ก่อนจะค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งยองๆ มือไม้สั่นเทาขณะเอื้อมไปเก็บเสื้อผ้าที่ตกอยู่บนพื้น

“เย่ชิงเหอ นี่เจ้ากำลังเป่าหูอะไรเฉินเอ๋อร์อีกแล้วฮะ!”

จู่ๆ ก็มีน้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นชาทรงอำนาจดังข้ามศีรษะมา

แผ่นหลังของข้าชาวาบ รีบเงยหน้าขึ้นไปมอง…

เห็นเซียวจือเหิงสวมชุดหลงเปาสีเหลืองทองอร่าม ยืนเคียงคู่กับเวินเหยาที่สวมชุดหงส์คู่กาย

สายตาของเขาคมกริบดุจใบมีด จ้องเขม็งมาที่ข้าอย่างเอาเป็นเอาตาย

“ยังไม่รีบคุกเข่าถวายบังคมอีก!”

ข้าคุกเข่าลงบนแผ่นหินสีเขียวที่เย็นเยียบอย่างคนไร้ความรู้สึก

เซียวจือเหิงก้าวอาดๆ เข้ามาหา ก่อนจะใช้เท้าเหยียบย่ำลงบนเสื้อผ้าที่ข้าอุตส่าห์เย็บมากับมือจนจมมิด

“เย่ชิงเหอ เจิ้นเตือนเจ้าไปตั้งกี่ครั้งแล้วว่าอย่าปากโป้งเรื่องชาติกำเนิดของเฉินเอ๋อร์!”

“เจ้านี่มันอยากจะให้เขารู้สึกต้อยต่ำเพราะมีแม่บังเกิดเกล้าอย่างเจ้าให้ได้เลยใช่ไหม”

“ฮองเฮาอบรมสั่งสอนเขามาเป็นอย่างดีจนรู้ความมีมารยาท”

“แต่เจ้ากลับแส่หาเรื่องมายุแยงตะแคงรั่ว!”

“เย่ชิงเหอ หรือว่าเจ้าคิดจะใช้เฉินเอ๋อร์เป็นเครื่องมือแย่งชิงความโปรดปรานฮะ เจิ้นจะบอกอะไรให้นะ ตำแหน่งรัชทายาทจะไม่มีวันตกเป็นของเฉินเอ๋อร์เด็ดขาด!”

ข้าพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ให้รินไหลออกมา

ในสายตาของเขา การที่ข้าขอมองหน้าลูกชายตัวเองก็คือการเรียกร้องความสนใจ การที่ข้าคิดถึงสายเลือดของตัวเองก็คือความมักใหญ่ใฝ่สูง

ข้าได้แต่ก้มหน้านิ่ง ไม่ปริปากพูดอะไรออกมาแม้แต่ครึ่งคำ

เถียงไปแล้วมันจะได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา

นับตั้งแต่วินาทีที่เขาขึ้นครองบัลลังก์ ข้าก็กลายเป็นจุดด่างพร้อยในชีวิตที่เขาอยากจะลบเลือนทิ้งไปให้พ้นๆ

เวินเหยารีบคว้าแขนของเซียวจือเหิงเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน

“ฝ่าบาทโปรดระงับโทสะด้วยเถิดเพคะ น้องชิงเหอเองก็ทำไปเพราะความรักของคนเป็นแม่ เพียงแต่ใช้วิธีการผิดไปหน่อย พระองค์อย่าทรงตำหนินางอีกเลยนะเพคะ”

เซียวจือเหิงจับมือของนางตอบ แววตาของเขาอ่อนโยนลงในชั่วพริบตา

ทว่าพอหันกลับมามองข้า แววตานั้นก็กลับกลายเป็นเย็นชาเยือกเย็นดุจน้ำแข็งอีกครั้ง

“ความรักของคนเป็นแม่อย่างนั้นเหรอ หากนางมีความรักของคนเป็นแม่จริงๆ ล่ะก็ ควรจะรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวซะบ้าง!”

“ถ่ายทอดราชโองการของเจิ้นลงไป ตาอิ้งเย่ นับตั้งแต่วันนี้ให้กักบริเวณเอาไว้ในตำหนักรอง หากไม่มีรับสั่งห้ามก้าวเท้าออกไปไหนเด็ดขาด!”

“วันหลังก็ไม่ต้องเสนอหน้าไปถวายพระพรฮองเฮาอีก จะได้ไม่ขวางหูขวางตา!”

ข้าถูกเหล่านนางกำนัลฉุดกระชากลากถูให้ลุกขึ้นอย่างป่าเถื่อน

จังหวะที่เวินเหยาเดินโฉบผ่านตัวข้าไป นางก็กระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า

“วางใจเถอะ เรื่องที่เจ้าจะออกจากวังน่ะ เปิ่นกงจัดการเตรียมการเอาไว้หมดแล้ว”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • หิมะแห่งฉางอัน ฝังร่างคะนึงหา   บทที่ 12

    ข้าล่องลอยอยู่ตรงหน้าเขามองดูดวงตาอันขุ่นมัวของเขา ที่สะท้อนภาพใบหน้าในวัยเยาว์ของข้าออกมา“ชิงเหอ… เจ้ามารับข้าแล้วงั้นรึ…”เขาพึมพำข้าไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดเพียงแค่จ้องมองเขาอยู่อย่างเงียบๆมองดูประกายแสงในแววตาของเขาค่อยๆ แตกซ่านหายไป มือของเขาร่วงหล่นกระแทกทิ้งลงบนพื้นหิมะอย่างหมดอาลัยตายอยากเซียวจือเหิง ตายแล้วเขาสิ้นลมหายใจเฮือกสุดท้าย ท่ามกลางความสำนึกเสียใจและความสิ้นหวังอันหาที่สุดไม่ได้ตราบจนสิ้นใจ ก็ยังคงตายตาไม่หลับข้ารู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาวูบหนึ่งพลังลึกลับที่กักขังดวงวิญญาณของข้ามานานถึงสิบปี จู่ๆ ก็มลายหายไปข้ารู้ดีว่า ในที่สุดข้าก็ไปจากที่นี่ได้เสียทีงานพระศพของเซียวจือเหิงถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายเฉินเอ๋อร์ไม่ได้ทำตามคำสั่งเสียของเขาเขาลงมือหยิบเถ้ากระดูกของข้าออกมาจากโลงพระศพของเซียวจือเหิงด้วยตัวเองในวันเคลื่อนพระศพ เฉินเอ๋อร์ไม่ได้เสด็จไปที่สุสานหลวงเขาเปลี่ยนไปสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์เรียบง่าย อุ้มโถเถ้ากระดูกของข้าไว้ในอ้อมอก แล้วขึ้นประทับบนรถม้าที่มุ่งหน้าสู่หลิ่งหนานสิบปีแล้วสินะหิมะแห่งเมืองฉางอัน ในที่สุดก็หยุดตกเสียทีล้อรถม้าหมุ

  • หิมะแห่งฉางอัน ฝังร่างคะนึงหา   บทที่ 11

    ทุกสิ่งเป็นอันยุติลงแล้วตระกูลเวินถูกประหารเจ็ดชั่วโคตร เวินเหยาถูกปลดจากตำแหน่ง ถูกทรมานทำเป็นมนุษย์สุกร และถูกนำไปขังไว้ในตำหนักรองที่ข้าเคยอาศัยอยู่เซียวอวี้ถูกถอดฐานันดรศักดิ์ให้กลายเป็นสามัญชน และถูกเนรเทศไปหลิ่งหนานเฉินเอ๋อร์ขึ้นครองราชย์ กลายเป็นฮ่องเต้องค์ใหม่ส่วนเซียวจือเหิง กลายเป็นไท่ซ่างหวงร่างกายของเขาทรุดโทรมลงอย่างสิ้นเชิงหมอหลวงบอกว่า เขาเปรียบเสมือนตะเกียงที่น้ำมันเหือดแห้ง คงจะทนมีชีวิตอยู่ไม่พ้นฤดูหนาวนี้แล้ววันที่หิมะตก เซียวจือเหิงสั่งให้คนหามเขาไปที่อุทยานดอกเหมยเขาพิงร่างอยู่ข้างรูปแกะสลักไม้ของข้า ลูบไล้คราบเลือดที่แห้งกรังบนนั้นเฉินเอ๋อร์สวมฉลองพระองค์ฮ่องเต้ ยืนมองเขาด้วยสายตาที่เย็นชา“วาระสุดท้ายของเจิ้นมาถึงแล้ว”น้ำเสียงของเซียวจือเหิงอ่อนระโหยโรยแรงราวกับจะปลิวหายไปกับสายลมเขามองเฉินเอ๋อร์ด้วยแววตาเว้าวอน“เฉินเอ๋อร์ เจิ้นเหลือความปรารถนาสุดท้ายเพียงข้อเดียว”“รอให้เจิ้นตายไปแล้ว ช่วยฝังร่างของเจิ้นกับแม่ของเจ้าไว้ด้วยกันในสุสานหลวงทีนะ”“ยามอยู่ร่วมผืนผ้า ยามตายร่วมหลุมฝัง… นี่คือคำสาบานที่พ่อเคยให้ไว้ต่อหน้าพระโพธิสัตว์ในปีนั้น”

  • หิมะแห่งฉางอัน ฝังร่างคะนึงหา   บทที่ 10

    เหตุการณ์พลิกผันเกิดขึ้นในวันครบรอบวันสวรรคตของฮ่องเต้องค์ก่อนอัครเสนาบดีเวินซ่องสุมกำลังทหาร ทุจริตคิดคดร่วมมือกับผู้บัญชาการกองกำลังองครักษ์รักษาพระองค์ วางแผนบีบบังคับให้สละราชสมบัติ เพื่อให้ไท่จื่อเซียวอวี้ขึ้นครองราชย์ก่อนกำหนดกองทัพทหารปิดล้อมวังหลวงเอาไว้ทั้งหมดภายในตำหนักไท่เหอ เวินเหยาสวมชุดเต็มยศของฮองเฮาที่หรูหราอลังการ หัวเราะร่าอย่างกำเริบเสิบสาน“ฝ่าบาท พระองค์ประชวรมาตั้งหลายปี ถึงเวลาที่ควรจะต้องพักผ่อนได้แล้วเพคะ”“ราชโองการสละราชสมบัติหม่อมฉันร่างเตรียมไว้ให้พระองค์เรียบร้อยแล้ว พระองค์แค่ประทับตราหยกก็พอเพคะ”เซียวจือเหิงประทับอยู่บนบัลลังก์มังกร ไอออกมาอย่างรุนแรงเขาไอออกมาเป็นกองเลือด ทว่ากลับเพียงแค่จ้องมองเวินเหยาด้วยสายตาเย็นเยียบ“เจ้าคิดว่า ตัวเองชนะแน่แล้วงั้นรึ”“แล้วจะไม่ใช่ได้ยังไงล่ะเพคะ” เวินเหยาได้ใจอย่างถึงที่สุด “กองกำลังองครักษ์ข้างนอกนั่นล้วนแต่เป็นคนของท่านพ่อหม่อมฉันทั้งนั้น ต่อให้พระองค์มีปีกก็บินหนีไปไม่รอดหรอก!”ในวินาทีนั้นเอง จู่ๆ ด้านนอกตำหนักก็มีเสียงตะโกนเข่นฆ่าดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วฟ้าประตูบานใหญ่ถูกกระแทกเปิดออกเสียงดังสน

  • หิมะแห่งฉางอัน ฝังร่างคะนึงหา   บทที่ 9

    สิบปีข้าล่องลอยอยู่ในวังหลวงมาถึงสิบปีเต็มตลอดสิบปีนี้ ข้าเฝ้ามองดูเซียวอวี้ พระโอรสสายตรงของเวินเหยา ถูกตามใจจนกำเริบเสิบสานกลายเป็นอันธพาลน้อยที่ไม่เห็นหัวใครเขาใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยมัวเมาในกามารมณ์ ทั้งยังรังแกข่มเหงผู้คนไปทั่วในสำนักศึกษาหลวง เขาก็จับสหายร่วมเรียนมาขี่เป็นม้า หากมีเรื่องอะไรไม่สบอารมณ์แม้แต่นิดเดียวก็จะใช้แส้เฆี่ยนตีและเฉินเอ๋อร์ ก็คือเป้าหมายที่เขาโปรดปรานในการกลั่นแกล้งมากที่สุด“เซียวเฉิน แกมันก็แค่สายเลือดชั่วช้า ยังไม่รีบหมอบลงเป็นม้าให้เปิ่นไท่จื่อขี่อีก!”เซียวอวี้ในวัยสิบสองปีกำเริบเสิบสานวางอำนาจบาตรใหญ่ ยกเท้าเตะเข้าที่หัวเข่าของเฉินเอ๋อร์อย่างแรงเฉินเอ๋อร์คุกเข่าหมอบลงบนพื้นด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกปล่อยให้เซียวอวี้ขึ้นขี่บนหลังของเขา แล้วแกว่งแส้ม้าไปมา“ย่าห์! ไอ้สายเลือดชั่วช้า วิ่งให้มันเร็วๆ หน่อยสิวะ!”มือทั้งสองข้างของเฉินเอ๋อร์ครูดไปกับพื้นดินหยาบกระด้างจนเลือดซิบแต่เขากลับไม่ปริปากร้องออกมาเลยสักแอะมีเพียงดวงตาที่หลุบต่ำลงคู่นั้น ที่กำลังเดือดพล่านไปด้วยจิตสังหารอันรุนแรงเซียวจือเหิงเคยเห็นภาพเหตุการณ์นี้แต่เขากลับไม

  • หิมะแห่งฉางอัน ฝังร่างคะนึงหา   บทที่ 8

    เขาคุกเข่าอยู่แทบเท้าของเวินเหยา ราวกับสุนัขที่ซื่อสัตย์ที่สุดตัวหนึ่งทว่าข้าที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศ กลับมองเห็นกำปั้นทั้งสองข้างที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของเขากำแน่นจนเลือดซึมออกมาได้อย่างชัดเจนเฉินเอ๋อร์ของข้า ภายในใจอัดแน่นไปด้วยความเคียดแค้นความแค้นที่มีต่อเวินเหยา ความแค้นที่มีต่อเซียวจือเหิง และความแค้นที่มีต่อตัวเขาเองสิบเดือนต่อมา เวินเหยาก็ให้ประสูติพระโอรสเซียวจือเหิงประทานนามให้ว่า เซียวอวี้พระโอรสประสูติ ประกาศอภัยโทษทั่วหล้าพรรคพวกของอัครเสนาบดียิ่งเหิมเกริมหนักขึ้นไปอีก พากันถวายฎีกาทูลขอให้แต่งตั้งเซียวอวี้เป็นรัชทายาทเซียวจือเหิงอนุมัติในวันพิธีสถาปนาแต่งตั้ง เฉินเอ๋อร์ยืนอยู่รั้งท้ายสุดของฝูงชนเขามองดูเซียวอวี้ที่ถูกห้อมล้อมประหนึ่งดวงดาราโอบล้อมดวงจันทร์เขาหันหลังกลับ แล้วเดินมุ่งหน้าไปยังตำหนักรองที่แสนจะเงียบเหงาอ้างว้างที่นั่น มีป้ายวิญญาณของข้าตั้งอยู่“ท่านแม่”เฉินเอ๋อร์คุกเข่าลงบนเบาะรองกราบ สวมกอดชุดฉางซานที่ถูกซักจนสีซีดจางและหดสั้นเต่อขึ้นมาเยอะตัวนั้นเอาไว้ในอ้อมอกแน่น“พวกเขาไปเฉลิมฉลองกันหมดแล้ว ไม่มีใครจำท่านได้เลย”“ท่านแม่วางใจเ

  • หิมะแห่งฉางอัน ฝังร่างคะนึงหา   บทที่ 7

    เซียวจือเหิงไม่ได้ฆ่าเวินเหยาบิดาของเวินเหยาคืออัครเสนาบดีคนปัจจุบัน มีลูกศิษย์และข้าราชบริพารเก่าแก่กระจายอยู่ทั่วทั้งราชสำนักราชสำนักฝ่ายหน้ากดดัน วังหลังก็กำลังตั้งครรภ์เซียวจือเหิงจึงทำได้เพียงสั่งกักบริเวณเวินเหยาไว้ในตำหนักเฟิ่งอี๋แต่เขากลับเป็นบ้าเป็นหลัง สั่งฆ่าล้างบางนางกำนัลและขันทีทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวในคืนนั้นจนหมดสิ้นหิมะด้านนอกตำหนักไท่เหอ ถูกย้อมจนกลายเป็นสีแดงคล้ำด้วยเลือดเขาอุ้มศพของข้ากลับไปที่แท่นบรรทมมังกรเขาใช้เส้นไหมน้ำแข็งที่ล้ำค่าที่สุดมาเย็บสมานแผลให้ข้า และนำไข่มุกรักษารูปโฉมที่แม้มีเงินพันตำลึงทองก็หาซื้อไม่ได้มาอมไว้ในปากของข้า เพื่อรักษาสภาพศพไม่ให้เน่าเปื่อยเขาเฝ้าอยู่เคียงข้างข้าทั้งวันทั้งคืนไม่ยอมเสด็จออกว่าราชการ ไม่ยอมพบหน้าผู้ใด“ชิงเหอ เจ้าดูสิ ชุดใหม่ที่เจิ้นตัดให้เจ้า สวยกว่าชุดของเจ้าตั้งเยอะเลยนะ”“รอเจ้าฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่ เจิ้นจะพาเจ้ากลับหลิ่งหนานดีไหม”เขาพร่ำเพ้อพูดคนเดียวอยู่กับซากศพข้ามองภาพนั้นอยู่ในสายตา กลับรู้สึกเพียงว่าเขาทั้งน่าสมเพชและน่าเวทนาสถานการณ์ของเฉินเอ๋อร์เปลี่ยนไปแล้วเวินเหยาที่ถู

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status