Share

บทที่ 2

Author: เถียนสยงสยง
กลางดึก ประตูตำหนักรองถูกเปิดออกอย่างเงียบเชียบ

แม่นมกุ้ยลอบเข้ามาประหนึ่งหัวขโมย แล้วยัดชุดขันทีผ้าเนื้อหยาบใส่มือข้า

“ตาอิ้งเย่ รีบเปลี่ยนชุดเร็วเข้า รถม้าจอดรออยู่ข้างนอกประตูเสินอู่แล้ว”

ข้ากล่าวขอบคุณนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า

พอพ้นประตูวัง ท้องฟ้าก็มืดสนิทดุจน้ำหมึก

ข้าถูกแม่นมกุ้ยเร่งผลักขึ้นไปบนรถม้าเก่าซอมซ่อคันหนึ่ง

หลังจากรถม้าแล่นเข้าไปในตรอกตัน จู่ๆ มันก็หยุดชะงักลง

ม่านรถม้าถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง กลิ่นเหล้าเหม็นฉุนเตะจมูกอย่างจัง

คนขับรถม้าคนนั้นมีสีหน้าหื่นกระหาย มันถูมือไปมาพลางพุ่งตัวเข้าใส่ข้า

“แม่คนสวย แม่นมกุ้ยยกเจ้าให้ข้าแล้ว วันนี้พี่จะรักจะเอ็นดูเจ้าให้หนำใจไปเลย!”

ข้าตกใจจนหน้าถอดสี พยายามตะเกียกตะกายหนีสุดชีวิต

“เจ้าบังอาจนัก! ไสหัวไปให้พ้น!”

ข้าไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม คว้าปิ่นปักผมแทงสวนมันไป

มันร้องโอ๊ยด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะตบหน้าข้าฉาดใหญ่

เสียง “แควก” ดังขึ้น เสื้อคลุมตัวนอกของข้าถูกฉีกขาดวิ่น

“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!” ข้าดิ้นรนร้องขอความช่วยเหลืออย่างสิ้นหวัง

วินาทีนั้นเอง ปากตรอกก็สว่างวาบไปด้วยคบเพลิงนับไม่ถ้วน สาดแสงส่องความมืดมิดจนสว่างไสวราวกับตอนกลางวัน

เสียงแหลมปรี๊ดของแม่นมกุ้ยดังแหวกแสงไฟขึ้นมา

“เร็วเข้า มีคนคบชู้! จับชู้เร็ว!”

“ตาอิ้งเย่ทนความเหงาในวังลึกไม่ไหว แอบคบชู้หนีตามผู้ชายไปแล้ว!”

ทหารองครักษ์กรูกันเข้ามาล้อมรถม้าเอาไว้ในพริบตา

ข้าที่เสื้อผ้าหลุดลุ่ยถูกลากตัวลงมาจากรถม้า ก่อนจะถูกโยนทิ้งลงพื้นราวกับเศษผ้าขี้ริ้ว

ฝูงชนแหวกทางออก เซียวจือเหิงก้าวอาดๆ เข้ามา นัยน์ตาของเขาแดงก่ำ

“เย่ชิงเหอ เจ้าช่างบังอาจนัก!”

ข้าส่ายหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย น้ำตาอาบแก้มปนเปื้อนไปกับเลือดที่มุมปาก

“ข้าไม่ได้คบชู้! ฮองเฮาเป็นคนปล่อยข้าออกจากวัง แถมคนขับรถม้าคนนี้มันคิดจะข่มขืนข้า! ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดทั้งนั้น!”

เซียวจือเหิงตวัดมือตบหน้าข้าฉาดใหญ่จนหูอื้อตาลาย ซีกหน้าอีกข้างปูดบวมขึ้นมาในทันที

“นังแพศยา! ยังกล้าเห่าหอนใส่ร้ายฮองเฮาอีกงั้นรึ!”

“ฮองเฮามีเมตตา ถึงขนาดเคยเกลี้ยกล่อมให้เจิ้นไปเยี่ยมเจ้าให้บ่อยขึ้น แล้วเจ้าล่ะ”

“ทนเหงาไม่ไหวถึงขั้นกล้าไปเสพสมกับคนขับรถม้าชั้นต่ำ! เจ้าเห็นเจิ้นตายไปแล้วหรือไง!”

เซียวจือเหิงกระชากกระบี่ขององครักษ์ข้างกายออกมา ก่อนจะตวัดฟันคอคนขับรถม้าขาดสะบั้นในดาบเดียว

เลือดสดๆ กระเซ็นมาโดนหน้าข้า มันร้อนผ่าว แต่กลับทำให้ข้าหนาวสะท้านไปทั้งตัว

เวินเหยาเพิ่งจะรีบรุดมาถึงโดยมีนางกำนัลคอยประคอง

พอนางเห็นภาพตรงหน้าก็ตกใจจนหน้าซีดเผือด ก่อนจะยกมือขึ้นปิดหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น

“ฝ่าบาท เป็นความผิดของหม่อมฉันเองเพคะ”

“เมื่อตอนกลางวันน้องชิงเหอบอกว่าคิดถึงบ้าน หม่อมฉันจึงคิดจะอำนวยความสะดวกแอบส่งนางออกจากวัง ใครจะไปรู้ว่า…”

“ใครจะไปรู้ว่านางกลับใช้ป้ายอนุญาตของหม่อมฉัน แอบไปพลอดรักกับชายชู้”

“หม่อมฉันบกพร่องต่อหน้าที่ดูแลวังหลัง ขอฝ่าบาททรงลงอาญาด้วยเถิดเพคะ”

แม่นมกุ้ยรีบคุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้นทันที

“ขอฝ่าบาททรงให้ความเป็นธรรมด้วย! บ่าวเห็นกับตาว่าตาอิ้งเย่กับคนขับรถม้าผู้นี้ส่งสายตาให้ท่ากัน นางยังมอบปิ่นทองคำให้มันเป็นของแทนใจด้วยนะเพคะ!”

สายตาของเซียวจือเหิงจ้องเขม็งไปที่ปิ่นทองคำซึ่งร่วงหล่นอยู่บนพื้น

ปิ่นเล่มนั้นคือเครื่องประดับเพียงชิ้นเดียวที่เขาอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบเงินอยู่หลายเดือน เพื่อสั่งทำมาให้ข้าเมื่อครั้งที่ยังอยู่หลิ่งหนาน

ตอนนั้นเขาบอกว่า “ชิงเหอ ต่อไปภายหน้าเจิ้นจะมอบแก้วแหวนเงินทองให้เจ้ามากมายจนนับไม่ถ้วนเลยเชียวล่ะ”

แต่มาวันนี้ ปิ่นเล่มนั้นกลับกลายมาเป็นหลักฐานมัดตัวชิ้นเอกว่าข้า “คบชู้” ไปเสียแล้ว

เซียวจือเหิงโกรธจัดจนหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะนั้นเย็นเยียบจนชวนให้ขนลุกซู่

ปลายกระบี่ชี้ตรงมาที่ลำคอของข้า

“เย่ชิงเหอ เจิ้นเห็นแก่บุญคุณเก่าก่อนของบิดาเจ้าหรอกนะ ถึงได้ไว้ชีวิตเจ้า”

“แต่ในเมื่อเจ้าชอบทำตัวต่ำตมนัก เจิ้นก็จะสงเคราะห์ให้!”

“ทหาร! เอาเครื่องทัณฑ์บีบนิ้วมา!”

“เจิ้นอยากจะรู้นัก ว่ามือที่ใช้ยั่วยวนผู้ชายของนาง จะยังเย็บเศษผ้าขี้ริ้วพวกนั้นได้อีกไหม!”

ข้ามองเขาด้วยความรู้สึกแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง

ผู้ชายคนที่เคยร้องไห้น้ำตาซึมเพราะเห็นข้ามีดบาดนิ้วตอนหั่นผัก มาวันนี้กลับกำลังจะบีบทำลายนิ้วมือทั้งสิบของข้าให้แหลกคามือ

สิบนิ้วเชื่อมหัวใจ วินาทีที่เครื่องทัณฑ์รัดแน่นกระดูก ข้าก็ร้องลั่นออกมาด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส

เสียงกระดูกแตกหักดังก้องสะท้อนไปทั่วโถงกว้าง

ข้าเจ็บจนสลบไป ก่อนจะถูกสาดด้วยน้ำเย็นเฉียบจนสะดุ้งตื่น

เซียวจือเหิงยืนค้ำศีรษะมองข้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์

“เย่ชิงเหอ เจ้าทำให้เจิ้นรู้สึกว่า การแต่งงานกับเจ้าที่หลิ่งหนานในตอนนั้น คือความอัปยศอดสูที่สุดในชีวิตของเจิ้น!”

ข้าที่สองมือชุ่มโชกไปด้วยเลือด นอนหมอบอยู่บนพื้น จู่ๆ ก็หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง

หัวเราะจนน้ำตาไหลปะปนไปกับเลือดที่หยดแหมะลงบนพื้น

เซียวจือเหิง ที่แท้ความผูกพันตลอดสิบปีที่ผ่านมา ในสายตาของเจ้าก็เป็นแค่ความอัปยศงั้นสินะ

ทว่าตอนที่ข้าดูดพิษร้ายเพื่อช่วยชีวิตเจ้าในตอนนั้น ตอนนี้พิษมันกำเริบจนหมดทางเยียวยา ข้าเหลือเวลาอีกไม่นานแล้ว

บางทีถ้าข้าตายไป พวกเจ้าคงจะสะใจกันสินะ

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • หิมะแห่งฉางอัน ฝังร่างคะนึงหา   บทที่ 12

    ข้าล่องลอยอยู่ตรงหน้าเขามองดูดวงตาอันขุ่นมัวของเขา ที่สะท้อนภาพใบหน้าในวัยเยาว์ของข้าออกมา“ชิงเหอ… เจ้ามารับข้าแล้วงั้นรึ…”เขาพึมพำข้าไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดเพียงแค่จ้องมองเขาอยู่อย่างเงียบๆมองดูประกายแสงในแววตาของเขาค่อยๆ แตกซ่านหายไป มือของเขาร่วงหล่นกระแทกทิ้งลงบนพื้นหิมะอย่างหมดอาลัยตายอยากเซียวจือเหิง ตายแล้วเขาสิ้นลมหายใจเฮือกสุดท้าย ท่ามกลางความสำนึกเสียใจและความสิ้นหวังอันหาที่สุดไม่ได้ตราบจนสิ้นใจ ก็ยังคงตายตาไม่หลับข้ารู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาวูบหนึ่งพลังลึกลับที่กักขังดวงวิญญาณของข้ามานานถึงสิบปี จู่ๆ ก็มลายหายไปข้ารู้ดีว่า ในที่สุดข้าก็ไปจากที่นี่ได้เสียทีงานพระศพของเซียวจือเหิงถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายเฉินเอ๋อร์ไม่ได้ทำตามคำสั่งเสียของเขาเขาลงมือหยิบเถ้ากระดูกของข้าออกมาจากโลงพระศพของเซียวจือเหิงด้วยตัวเองในวันเคลื่อนพระศพ เฉินเอ๋อร์ไม่ได้เสด็จไปที่สุสานหลวงเขาเปลี่ยนไปสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์เรียบง่าย อุ้มโถเถ้ากระดูกของข้าไว้ในอ้อมอก แล้วขึ้นประทับบนรถม้าที่มุ่งหน้าสู่หลิ่งหนานสิบปีแล้วสินะหิมะแห่งเมืองฉางอัน ในที่สุดก็หยุดตกเสียทีล้อรถม้าหมุ

  • หิมะแห่งฉางอัน ฝังร่างคะนึงหา   บทที่ 11

    ทุกสิ่งเป็นอันยุติลงแล้วตระกูลเวินถูกประหารเจ็ดชั่วโคตร เวินเหยาถูกปลดจากตำแหน่ง ถูกทรมานทำเป็นมนุษย์สุกร และถูกนำไปขังไว้ในตำหนักรองที่ข้าเคยอาศัยอยู่เซียวอวี้ถูกถอดฐานันดรศักดิ์ให้กลายเป็นสามัญชน และถูกเนรเทศไปหลิ่งหนานเฉินเอ๋อร์ขึ้นครองราชย์ กลายเป็นฮ่องเต้องค์ใหม่ส่วนเซียวจือเหิง กลายเป็นไท่ซ่างหวงร่างกายของเขาทรุดโทรมลงอย่างสิ้นเชิงหมอหลวงบอกว่า เขาเปรียบเสมือนตะเกียงที่น้ำมันเหือดแห้ง คงจะทนมีชีวิตอยู่ไม่พ้นฤดูหนาวนี้แล้ววันที่หิมะตก เซียวจือเหิงสั่งให้คนหามเขาไปที่อุทยานดอกเหมยเขาพิงร่างอยู่ข้างรูปแกะสลักไม้ของข้า ลูบไล้คราบเลือดที่แห้งกรังบนนั้นเฉินเอ๋อร์สวมฉลองพระองค์ฮ่องเต้ ยืนมองเขาด้วยสายตาที่เย็นชา“วาระสุดท้ายของเจิ้นมาถึงแล้ว”น้ำเสียงของเซียวจือเหิงอ่อนระโหยโรยแรงราวกับจะปลิวหายไปกับสายลมเขามองเฉินเอ๋อร์ด้วยแววตาเว้าวอน“เฉินเอ๋อร์ เจิ้นเหลือความปรารถนาสุดท้ายเพียงข้อเดียว”“รอให้เจิ้นตายไปแล้ว ช่วยฝังร่างของเจิ้นกับแม่ของเจ้าไว้ด้วยกันในสุสานหลวงทีนะ”“ยามอยู่ร่วมผืนผ้า ยามตายร่วมหลุมฝัง… นี่คือคำสาบานที่พ่อเคยให้ไว้ต่อหน้าพระโพธิสัตว์ในปีนั้น”

  • หิมะแห่งฉางอัน ฝังร่างคะนึงหา   บทที่ 10

    เหตุการณ์พลิกผันเกิดขึ้นในวันครบรอบวันสวรรคตของฮ่องเต้องค์ก่อนอัครเสนาบดีเวินซ่องสุมกำลังทหาร ทุจริตคิดคดร่วมมือกับผู้บัญชาการกองกำลังองครักษ์รักษาพระองค์ วางแผนบีบบังคับให้สละราชสมบัติ เพื่อให้ไท่จื่อเซียวอวี้ขึ้นครองราชย์ก่อนกำหนดกองทัพทหารปิดล้อมวังหลวงเอาไว้ทั้งหมดภายในตำหนักไท่เหอ เวินเหยาสวมชุดเต็มยศของฮองเฮาที่หรูหราอลังการ หัวเราะร่าอย่างกำเริบเสิบสาน“ฝ่าบาท พระองค์ประชวรมาตั้งหลายปี ถึงเวลาที่ควรจะต้องพักผ่อนได้แล้วเพคะ”“ราชโองการสละราชสมบัติหม่อมฉันร่างเตรียมไว้ให้พระองค์เรียบร้อยแล้ว พระองค์แค่ประทับตราหยกก็พอเพคะ”เซียวจือเหิงประทับอยู่บนบัลลังก์มังกร ไอออกมาอย่างรุนแรงเขาไอออกมาเป็นกองเลือด ทว่ากลับเพียงแค่จ้องมองเวินเหยาด้วยสายตาเย็นเยียบ“เจ้าคิดว่า ตัวเองชนะแน่แล้วงั้นรึ”“แล้วจะไม่ใช่ได้ยังไงล่ะเพคะ” เวินเหยาได้ใจอย่างถึงที่สุด “กองกำลังองครักษ์ข้างนอกนั่นล้วนแต่เป็นคนของท่านพ่อหม่อมฉันทั้งนั้น ต่อให้พระองค์มีปีกก็บินหนีไปไม่รอดหรอก!”ในวินาทีนั้นเอง จู่ๆ ด้านนอกตำหนักก็มีเสียงตะโกนเข่นฆ่าดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วฟ้าประตูบานใหญ่ถูกกระแทกเปิดออกเสียงดังสน

  • หิมะแห่งฉางอัน ฝังร่างคะนึงหา   บทที่ 9

    สิบปีข้าล่องลอยอยู่ในวังหลวงมาถึงสิบปีเต็มตลอดสิบปีนี้ ข้าเฝ้ามองดูเซียวอวี้ พระโอรสสายตรงของเวินเหยา ถูกตามใจจนกำเริบเสิบสานกลายเป็นอันธพาลน้อยที่ไม่เห็นหัวใครเขาใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยมัวเมาในกามารมณ์ ทั้งยังรังแกข่มเหงผู้คนไปทั่วในสำนักศึกษาหลวง เขาก็จับสหายร่วมเรียนมาขี่เป็นม้า หากมีเรื่องอะไรไม่สบอารมณ์แม้แต่นิดเดียวก็จะใช้แส้เฆี่ยนตีและเฉินเอ๋อร์ ก็คือเป้าหมายที่เขาโปรดปรานในการกลั่นแกล้งมากที่สุด“เซียวเฉิน แกมันก็แค่สายเลือดชั่วช้า ยังไม่รีบหมอบลงเป็นม้าให้เปิ่นไท่จื่อขี่อีก!”เซียวอวี้ในวัยสิบสองปีกำเริบเสิบสานวางอำนาจบาตรใหญ่ ยกเท้าเตะเข้าที่หัวเข่าของเฉินเอ๋อร์อย่างแรงเฉินเอ๋อร์คุกเข่าหมอบลงบนพื้นด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกปล่อยให้เซียวอวี้ขึ้นขี่บนหลังของเขา แล้วแกว่งแส้ม้าไปมา“ย่าห์! ไอ้สายเลือดชั่วช้า วิ่งให้มันเร็วๆ หน่อยสิวะ!”มือทั้งสองข้างของเฉินเอ๋อร์ครูดไปกับพื้นดินหยาบกระด้างจนเลือดซิบแต่เขากลับไม่ปริปากร้องออกมาเลยสักแอะมีเพียงดวงตาที่หลุบต่ำลงคู่นั้น ที่กำลังเดือดพล่านไปด้วยจิตสังหารอันรุนแรงเซียวจือเหิงเคยเห็นภาพเหตุการณ์นี้แต่เขากลับไม

  • หิมะแห่งฉางอัน ฝังร่างคะนึงหา   บทที่ 8

    เขาคุกเข่าอยู่แทบเท้าของเวินเหยา ราวกับสุนัขที่ซื่อสัตย์ที่สุดตัวหนึ่งทว่าข้าที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศ กลับมองเห็นกำปั้นทั้งสองข้างที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของเขากำแน่นจนเลือดซึมออกมาได้อย่างชัดเจนเฉินเอ๋อร์ของข้า ภายในใจอัดแน่นไปด้วยความเคียดแค้นความแค้นที่มีต่อเวินเหยา ความแค้นที่มีต่อเซียวจือเหิง และความแค้นที่มีต่อตัวเขาเองสิบเดือนต่อมา เวินเหยาก็ให้ประสูติพระโอรสเซียวจือเหิงประทานนามให้ว่า เซียวอวี้พระโอรสประสูติ ประกาศอภัยโทษทั่วหล้าพรรคพวกของอัครเสนาบดียิ่งเหิมเกริมหนักขึ้นไปอีก พากันถวายฎีกาทูลขอให้แต่งตั้งเซียวอวี้เป็นรัชทายาทเซียวจือเหิงอนุมัติในวันพิธีสถาปนาแต่งตั้ง เฉินเอ๋อร์ยืนอยู่รั้งท้ายสุดของฝูงชนเขามองดูเซียวอวี้ที่ถูกห้อมล้อมประหนึ่งดวงดาราโอบล้อมดวงจันทร์เขาหันหลังกลับ แล้วเดินมุ่งหน้าไปยังตำหนักรองที่แสนจะเงียบเหงาอ้างว้างที่นั่น มีป้ายวิญญาณของข้าตั้งอยู่“ท่านแม่”เฉินเอ๋อร์คุกเข่าลงบนเบาะรองกราบ สวมกอดชุดฉางซานที่ถูกซักจนสีซีดจางและหดสั้นเต่อขึ้นมาเยอะตัวนั้นเอาไว้ในอ้อมอกแน่น“พวกเขาไปเฉลิมฉลองกันหมดแล้ว ไม่มีใครจำท่านได้เลย”“ท่านแม่วางใจเ

  • หิมะแห่งฉางอัน ฝังร่างคะนึงหา   บทที่ 7

    เซียวจือเหิงไม่ได้ฆ่าเวินเหยาบิดาของเวินเหยาคืออัครเสนาบดีคนปัจจุบัน มีลูกศิษย์และข้าราชบริพารเก่าแก่กระจายอยู่ทั่วทั้งราชสำนักราชสำนักฝ่ายหน้ากดดัน วังหลังก็กำลังตั้งครรภ์เซียวจือเหิงจึงทำได้เพียงสั่งกักบริเวณเวินเหยาไว้ในตำหนักเฟิ่งอี๋แต่เขากลับเป็นบ้าเป็นหลัง สั่งฆ่าล้างบางนางกำนัลและขันทีทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวในคืนนั้นจนหมดสิ้นหิมะด้านนอกตำหนักไท่เหอ ถูกย้อมจนกลายเป็นสีแดงคล้ำด้วยเลือดเขาอุ้มศพของข้ากลับไปที่แท่นบรรทมมังกรเขาใช้เส้นไหมน้ำแข็งที่ล้ำค่าที่สุดมาเย็บสมานแผลให้ข้า และนำไข่มุกรักษารูปโฉมที่แม้มีเงินพันตำลึงทองก็หาซื้อไม่ได้มาอมไว้ในปากของข้า เพื่อรักษาสภาพศพไม่ให้เน่าเปื่อยเขาเฝ้าอยู่เคียงข้างข้าทั้งวันทั้งคืนไม่ยอมเสด็จออกว่าราชการ ไม่ยอมพบหน้าผู้ใด“ชิงเหอ เจ้าดูสิ ชุดใหม่ที่เจิ้นตัดให้เจ้า สวยกว่าชุดของเจ้าตั้งเยอะเลยนะ”“รอเจ้าฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่ เจิ้นจะพาเจ้ากลับหลิ่งหนานดีไหม”เขาพร่ำเพ้อพูดคนเดียวอยู่กับซากศพข้ามองภาพนั้นอยู่ในสายตา กลับรู้สึกเพียงว่าเขาทั้งน่าสมเพชและน่าเวทนาสถานการณ์ของเฉินเอ๋อร์เปลี่ยนไปแล้วเวินเหยาที่ถู

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status