“มิส! เอ่อ..ผมขอทราบชื่อคุณได้ไหม?”
พริมโรสมองบุรุษหน้าตาหล่อเหลาคมคาย ซึ่งเป็นบิดาของเด็กชายที่ได้รับบาดเจ็บ รูปลักษณ์ของเขาดูสูงส่งสง่างาม บนร่างมีรัศมีแห่งอำนาจผิดแผกไปจากคนธรรมดา อีกทั้งยังดูสุขุมเยือกเย็น ไม่บ่งบอกอารมณ์ใด บนริมฝีปากประดับรอยยิ้มเพียงเล็กน้อย กำลังนั่งลงที่เก้าอี้ข้างตัวเธอ
พอได้เห็นชัดๆ แบบนี้ เธอรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาเขาเป็นอย่างมาก แต่ก็นึกไม่ออกว่าเป็นใครหรือเคยเห็นที่ไหน บางทีอาจจะคล้ายคนรู้จักที่เป็นเพื่อนของเพื่อน หรืออาจจะเป็นคนที่มีชื่อเสียงในวงการใดวงการหนึ่งก็เป็นได้ ซึ่งเธอก็เคยเห็นแบบนี้หลายครั้งในจอทีวี บางทีอยู่กันคนละประเทศ แต่รูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงราวกับเป็นญาติพี่น้อง หรือฝาแฝดกันก็มี
แต่ในทางวิทยาศาสตร์ ก็มีผลวิจัยทางสถิติที่ระบุว่า ‘มนุษย์ทุกคนจะมีคนที่หน้าเหมือนเราอีกเจ็ดคนอยู่ทั่วโลก’ โดยที่คนเหล่านั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กันด้วยซ้ำ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ดอพเพลแกงเกอร์(doppelgänger)
“นรากรค่ะ พริมโรส นรากร”
“มิสนรากร พริมโรสคงเป็นชื่อจริงของคุณ.. เอ่อ..ผมขออนุญาตเรียกคุณว่า พริมโรสได้ไหม?”
“ได้ค่ะ” หญิงสาวออกปากอนุญาต พร้อมด้วยรอยยิ้มอย่างสุภาพ
ชายหนุ่มชะงักไปนิดหนึ่ง แม้เป็นรอยยิ้มแค่เพียงเล็กน้อย แต่ก็ยังงดงามสะกดสายตาผู้คน
“ถ้าผลตรวจออกมาแล้ว ขอให้ผมได้ไปส่งคุณนะครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันกลับเองได้ ไม่ลำบาก…”
“โรส! คุณมาทำอะไรที่นี่ อาอูซูบิ้ลลาห์! คุณเป็นอะไร ทำไมเลือดเต็มตัวไปหมดอย่างนี้!!”
เสียงหนึ่งเรียกชื่อหญิงสาวอย่างตกใจ ทำให้เธอชะงักค้างคำที่จะพูดต่อ หันไปมองตามเสียงอย่างตะลึงงันเช่นกันที่เห็นเขาอยู่ที่นี่
ผู้พันอิฟราอิมรีบเดินมาหาด้วยใบหน้าซีดเผือด เขาตกใจมากที่เห็นเสื้อผ้าของหญิงสาวเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดเช่นนี้ พริมโรสก้มลงมองที่เสื้อของตัวเอง กำลังจะเอ่ยปากอธิบายว่าไม่ใช่เลือดเธอ ก็พอดีเสียงทุ้มนุ่มของคนข้างๆ พูดขัดขึ้นมาเสียก่อน
“อิสราร์..”
“ฝ่า..เอ่อ..พี่ชาย! นี่มันเกิดอะไรขึ้น! ทำไมถึงมาอยู่ด้วยกันที่นี่?” ผู้พันอิฟราอิมเพิ่งจะสังเกตเห็นพี่ชายเลยตั้งตัวไม่ทัน เกือบจะเปิดเผยฐานะของพี่ชายออกไปเสียแล้ว
“ไปคุยกันในห้องดีกว่า เรื่องมันยาว” ชายหนุ่มผู้พี่ตัดบท เดินนำไปยังห้องพักผู้ป่วยทันที
ผู้พันอิฟราอิมคว้าข้อมือเล็ก ที่สามารถกำไว้ได้โดยรอบอย่างเบามือ ฝ่ามืออีกข้างกระชับที่ต้นแขนเรียวเล็ก รั้งร่างบางให้ลุกขึ้น ริมฝีปากประทับจูบข้างขมับทันทีที่โอบร่างบอบบางเข้ามาชิด ไม่ได้ใส่ใจมองสิ่งรอบตัวเลยแม้แต่น้อย ประคับประคองให้เดินไปด้วยกันอย่างทะนุถนอม
หญิงสาวตัวแข็ง เธอไม่ได้ไร้ยางอายเช่นเขา จึงพยายามเอนตัวออก แต่เขาก็ยังกระชับอ้อมแขนไว้แน่น ปั้นหน้านิ่งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ กลับเป็นเธอที่ต้องมาอายเสียเอง เลยต้องเดินก้มหน้างุด ปล่อยให้เขาโอบไว้อย่างนั้นไปตลอดทาง
…
“ไม่น่าเชื่อว่าพวกมันจะขวัญกล้าได้ถึงขนาดนี้! เกิดอะไรขึ้นกับท่านพี่? ทำไมถึงออกมาโดยมีผู้ติดตามเพียงไม่กี่คน?”
“ใกล้ถึงวันเกิดฉัน ยาร่าเลยแอบพาอัลมาสหนีออกจากห้องเรียนไปที่สวนสนุก แล้วโทรให้ฉันไปหา กลัวว่าถ้าไม่ทำแบบนี้กว่าพ่อจะว่างจากงานก็คงอีกหลายเดือน หลานนายอยากมีพ่อที่เหมือนกับครอบครัวอื่นๆ ที่สามารถพาลูกๆ ไปเที่ยวสวนสนุก สามารถจับมือกันเดินเล่นในสวนสาธารณะได้อย่างเปิดเผย” ผู้พูดนัยน์ตาหม่นเศร้า หันไปลูบศีรษะเด็กหญิงอายุราวๆ สิบสามปีที่กำลังแหงนมองผู้เป็นพ่อด้วยนัยน์ตาแดงก่ำอย่างรู้สึกผิด
“หนูขอโทษ เป็นความผิดของหนู น้องถึงได้รับบาดเจ็บขนาดนี้! ฮือๆ ใกล้ถึงวันเกิดของน้องกับท่านพ่อแล้ว หนูอยากให้น้องมีความสุข”
“ผีเสื้อน้อยของพ่อ เป็นความผิดของพ่อเอง พ่อดูแลหนูกับน้องได้ไม่ดี ต่อไปพ่อจะหาเวลาไปหาหนูให้มากกว่านี้ ดีไหม?” เสียงพูดทุ้ม อ่อนโยนกับเด็กน้อยยิ่งนัก ทำให้คนที่ฟังอยู่ พลอยประทับใจไปด้วย
“คนกลุ่มนี้น่าจะเป็นคนขององค์กรลับ เพราะพวกสหพันธ์ฯ เพิ่งจะโดนถล่มยับวันนี้ คงไม่มีปัญญาไปตามรังควานผู้อื่น!”
“เจอแหล่งกบดานพวกมันแล้วรึ?”
“เจอแล้ว! น้องเกรงว่าเกลือจะเป็นหนอนเลยลงมือก่อนที่จะแจ้งกองกำลังหลัก ป้องกันงูแตกตื่นไว้ก่อน!”
“วันนี้ฉันแอบออกมาโดยมีผู้ติดตามเพียงไม่กี่คน คาดว่าคงจะมีคนคอยจับตาดูอยู่แน่ๆ หรือไม่ก็เป็นเพราะสิ่งนี้” ผู้พูดชูกำไลที่ข้อมือให้ดู
“ท่านพี่ไม่จำเป็นต้องถอดออก น่าจะเป็นประโยชน์กับเราในการซ้อนแผนตบตาในครั้งต่อไป น้องจะทำชิ้นอื่นขึ้นมาทดแทน”
พริมโรสนั่งเงียบๆ มองคนนี้ทีคนนั้นทีอย่างประเมินสถานการณ์ ฟังจากบทสนทนาของพวกเขา เกรงว่าบิดาของเด็กชายที่ได้รับบาดเจ็บ คงเป็นผู้มีอิทธิพลของเปเรซคนหนึ่ง และต้องเกี่ยวข้องทางใดทางหนึ่งกับผู้พันผู้นี้เป็นแน่ เธอลอบมองชายสูงส่งคนนั้นอย่างพิจารณามากขึ้น พยายามนึกให้ออกว่าเคยเห็นเค้าหน้าแบบนี้ที่ไหน แต่ก็ยังนึกไม่ออก
“เออ..ว่าแต่นายรู้จักกับคุณพริมโรสด้วยรึ?”
ชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยหนวดเคราครึ้มทั้งใบหน้าหันมาส่งสายตาหวาน ยกแขนโอบร่างบอบบางเข้าชิดลำตัว พร้อมจับมือเรียวเล็กข้างหนึ่งมากุมไว้ในฝ่ามือ
“พี่ชาย! นี่คือคู่หมั้นของน้อง พริมโรส นรากร .. โรสนี่พี่ชาย เอ่อ..เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของผมเอง” เขาแนะนำแต่ว่าเป็นญาติ แต่ไม่บอกชื่อเสียงเรียงนาม พริมโรสรู้สึกติดอยู่ในใจ แต่ก็ไม่ได้ซักถามให้มากความ ได้แต่ส่งยิ้มทักทายบุรุษสูงใหญ่ตรงหน้าอย่างเป็นกันเอง
ไม่รู้ว่าเธอตาฝาดไปหรือเปล่า อยู่ๆ นัยน์ตาคมกริบนั้นก็หม่นแสงลง ประกายความผิดหวังแวบผ่านไปนิดหนึ่งแล้วหายไป ยิ้มทักทายตอบกลับมาเป็นปกติ
“เพราะแบบนี้นี่เองสินะ ถึงได้ลุกขึ้นมาต่อต้านแก๊งผู้เฒ่าเต่าล้านปีพวกนั้น!”
พริมโรสมองหน้าคนข้างๆ รู้สึกหมั่นไส้ใบหน้าเริงร่ายิ้มจนตาหยีนี้เหลือเกิน มีความรู้สึกว่าเขาจงใจแสดงเพื่ออะไรสักอย่าง เลยอดที่จะกระซิบเบาๆ ไม่ได้
“อย่าเยอะ! เอาแต่พอดี!”
“ผมภูมิใจของผมนี่นา จะให้น้อยกว่านี้ได้ยังไง!” เขาก้มหน้าเข้ามาชิด ทำตาเจ้าชู้กวนประสาท ผู้ชายน่าตาย ยิ่งดูก็ยิ่งรู้ว่าเสแสร้ง เธอเลยแอบบิดเนื้อที่ข้างเอวอย่างแรงไปทีหนึ่ง
“โอ๊ย!! คุณ! เนื้อหลุดติดมือไปแล้วมั้งนั่น!!” เขาเจ็บจนร้องออกมา ทำหน้าเบ้ เอนตัวออกห่าง ยกมือขึ้นลูบด้านข้างตรงตำแหน่งที่ถูกประทุษร้าย พร้อมตวัดสายตาตัดพ้อไปทางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ ที่กำลังแสดงสีหน้าท่าทางสะใจที่ได้เอาคืน
บุรุษที่นั่งตรงกันข้ามหันหน้าออกไปมองที่นอกหน้าต่าง สักพักก็ลุกขึ้นเดินไปที่เตียงของเด็กชาย
“นายพาคุณพริมโรสกลับไปพักผ่อนได้แล้วล่ะ ระหว่างนี้ฉันคงต้องฝากนายดูแลยาร่าสักพักหนึ่ง..ได้ไหม?”
“พะ..เอ่อ..ครับ ฮาน่าก็อยู่ด้วยไม่ต้องเป็นห่วง ว่าแต่ว่าผีเสื้อน้อยของอา จะยอมไปด้วยกันหรือเปล่า?”
“ไปเพคะ เอ่อ..ไปค่ะ หนูอยากอยู่ใกล้พี่สาวคนสวย อยากรู้จักให้มากกว่านี้ ให้ลูกอยู่นานๆ ได้ไหมคะท่าน..เอ่อ..ได้ไหมคะคุณพ่อ?”
“อนุญาต แต่ห้ามรบกวนพี่สาวมากเกินไป ห้ามสร้างความรำคาญ ห้ามดื้อ ห้ามเอาแต่ใจ” เขารู้สึกยินดีลึกๆ สมแล้วที่เป็นลูกของเขา เป็นเด็กที่จับความรู้สึกคนได้ไวจริงๆ
“ได้ๆๆๆ หนูยอมรับปากทุกอย่างเลย”
“เอ่อ..ผู้พันคะ ฉันต้องไปหาอัลวานีก่อน บอกไว้แล้วว่าจะเข้าไป”
“จะไปทำไมอีก?” เขาขมวดคิ้ว ทำเสียงดุ
“คุณลองโทรไปถามรายละเอียดกับเธอสิคะ ฉันไม่สะดวกชี้แจง” เขาพยักหน้าแล้วเดินออกไปคุยโทรศัพท์ข้างนอก
“คุณกับน้องชายผมหมั้นกันมานานหรือยัง?” ชายหนุ่มพยายามจะชวนคุย เพื่อที่จะได้มีโอกาสมองเธอได้ตรงๆ เขาเจอหญิงสาวที่มีรูปโฉมโดดเด่นสะดุดตามามากมาย แต่น้อยคนนักที่จะตรึงสายตาเขาไว้นานขนาดนี้
“เพิ่งจะสวมแหวนไม่นานนี้เองค่ะ” สายตาที่มองมาอย่างสำรวจตรวจตรา ราวกับกำลังมองแบบประเมินสินค้าของเขา ทำให้เธอรู้สึกอึดอัด แต่ก็ต้องฝืนทำหน้านิ่งเก็บอารมณ์เอาไว้
เขามองสีหน้าท่าทางของหญิงสาวที่พูดถึงคู่หมั้นเหมือนไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่นัก ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ ดูเหมือนความสัมพันธ์ของทั้งคู่ แตกต่างจากที่คาดคิดเอาไว้อยู่บ้าง
น้องชายของเขาเป็นคนที่สมบูรณ์พร้อมไปทุกด้าน มีผู้หญิงมากมายที่อยากจะวิ่งเข้าหา แต่เธอคนนี้คล้ายจะไม่ใส่ใจ และดูเหมือนว่าน้องชายของเขา จะเป็นฝ่ายไล่ตามสาวสวยผู้นี้เสียเองมากกว่า
“รู้จักกันมานานหรือยัง?”
“ก็คิดว่ารู้จักกันดีพอสมควรค่ะ”
พริมโรสแอบถอนหายใจโล่งอก เมื่อผู้พันอิฟราอิมเปิดประตูเข้ามาเหมือนช่วยชีวิต เธอกำลังอึดอัดกับการตอบทำถามเป็นอย่างมาก
“ผมโทรให้ลูกน้องไปรับแทนแล้ว” หญิงสาวพยักหน้ารับ
“ได้ค่ะ ขอบคุณที่เป็นธุระให้”
“ตอนนี้เรากลับกันก่อนเถอะ พี่ชายจะได้พักผ่อน พร้อมหรือยังสาวน้อยของอา?”
“ไม่มีอะไรที่จะพร้อมไปกว่านี้แล้ววว!” สาวน้อยฉีกยิ้มกว้าง ความในใจฉายชัดออกมาทางดวงตา หันหน้าไปทางผู้เป็นบิดาอย่างเข้าใจกันโดยที่ไม่ต้องเอ่ยคำใดๆ
……………………
“ฝ่าบาท”
“ยังกล้าเสนอหน้าอีกรึ! โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ งานง่ายๆ แค่นี้ยังทำพลาด! ไปหาหญ้ามากินแทนข้าวเถอะ!”
“ท่านพ่ออย่าได้เสียอารมณ์ไปเลยเพคะ องครักษ์หลวงเก่งกาจขนาดไหน ทุกคนต่างรู้กันดี แข่งขันแต่ละปีก็ครองแชมป์มาโดยตลอด ไหนเลยจะจัดการได้ง่ายดายขนาดนั้น อีกอย่างท่านสั่งให้จับเป็นยิ่งเป็นงานที่ยากขึ้นเป็นสองเท่า มีใบสั่งตายคงจะง่ายกว่านี้มาก”
ไลลาพูดเสียงเนิบอย่างไม่ใส่ใจ ขณะที่กำลังวางมือบนตั่งเพื่อให้เหล่านางกำนัล ตกแต่งคริสตัลติดบนเล็บทรงเรียวสวยที่กำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้ ยาทาเล็บสีชมพูอ่อนบนนิ้วขาวผ่องทั้งสิบดูอ่อนหวานเย้ายวนอย่างหาใดเปรียบ
“พ่อแค่ต้องการบีบบังคับให้เขาสละอำนาจ ไม่ได้หมายจะเอาชีวิตเขาแม้แต่น้อย ยังไงก็เป็นญาติกันทั้งนั้น”
“แต่ตอนที่พวกเขาทำรัฐประหารท่านลุง ก็ไม่ได้เห็นแก่ความสัมพันธ์ฉันท์ญาติเลยนี่เพคะ”
“นั่นมันไม่เหมือนกัน ลุงแกทำเรื่องที่ผิดต่อหลักศาสนา และจริยธรรม โดนแบบนั้นก็สมควรแล้ว! แต่ไอ้พวกลิ่วล้อสมควรตายพวกนี้ถึงกับพยายามจะสังหารองค์ชายน้อย ทำงานเกินคำสั่งไปแล้ว! ถ้าเรื่องสาวมาถึงเราจะเดือดร้อนกันไปหมด!”
“ในโลกที่มีสีตัดกันชัดเจน เช่นขาวกับดำอย่างนี้ มีเพียงคนเข้มแข็งกับคนอ่อนแอเท่านั้น ที่ต่อสู้เพื่ออำนาจ ไหนเลยจะสามารถแยกแยะคนดี ออกจากคนเลวได้ง่ายดายขนาดนั้น”
“ลูกพูดแบบนี้ แสดงว่าไปรู้อะไรมาอย่างนั้นรึ?”
“องค์สุลต่านไม่ใช่มีแค่เราเท่านั้น ที่ต้องการดึงเขาลงมาหรอกเพคะ ที่ร้ายกาจกว่าเรา..คือคนที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดนั่นต่างหาก” มุมปากกระจับยกยิ้มขึ้นมุมหนึ่ง นึกถึงสิ่งที่เผอิญได้รู้มาบางอย่าง
ค่ำคืนแห่งพระเกียรติ ถูกจัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติ ณ พระราชวังขององค์สุลต่าน งานเลี้ยงวันคล้ายวันพระราชสมภพถูกเนรมิตขึ้น อย่างวิจิตรตระการตา ทุกซอกทุกมุมของพระราชวังส่องประกายด้วยโคมไฟแก้วเจียระไนระยิบระยับ พรมแดงทอดยาวจากบันไดสู่โถงต้อนรับ โต๊ะอาหารเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ พร้อมเครื่องเงินแท้ที่ขัดเงาจนแวววาว เมนูรสเลิศจากเชฟมิชลิน ถูกเสิร์ฟแบบคอร์ส เคียงคู่กับเครื่องดื่มชั้นสูงจากทั่วทุกมุมโลก ขับกล่อมด้วยเสียงดนตรีออร์เคสตร้า ที่บรรเลงอย่างไพเราะ ทำให้ค่ำคืนนี้ สมพระเกียรติขององค์สุลต่านอย่างถึงที่สุด บรรดาผู้นำจากนานาประเทศ และทูตานุทูต ต่างตบเท้าเข้าร่วมงาน แขกเหรื่อล้วนเอ่ยปากชื่นชม ถึงบรรยากาศที่ได้รับการจัดเตรียมมาอย่างไร้ที่ติ และผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของงานนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่น เจ้าหญิงไลลา สตรีหมายเลขหนึ่ง พระชายาของเจ้าชายอิดรีส ผู้ลงมาดูแลทุกอย่างด้วยตนเอง อย่างละเอียดถี่ถ้วน บางคนถึงกับกล่าวชมต่อหน้าเจ้าชายอิดรีส ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แม้เขาจะยังคงยืนสงบนิ่งในท่าทีสุขุมเช่นเคย แต่ในใจลึกๆ กลับรู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ตนเลือกคู่ครองไม่ผิด สายตาของอิดรีส
แสงสว่างที่ลอยละล่องในความมืดส่องมาที่รินรดา พร้อมกับเสียงกระซิบที่แผ่วเบาแต่ชัดเจน เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของใครในโลกนี้ มันเหมือนเสียงที่มาจากที่ไกลโพ้น ฟังดูทั้งใกล้ และไกลในเวลาเดียวกัน“ถึงเวลาแล้ว...จงทำตามสัญญา!”รินรดารู้สึกเหมือนร่างกายของเธอกำลังล่องลอย แต่ในขณะเดียวกัน ก็ตกลงไปในความเวิ้งว้างอันไร้จุดสิ้นสุด เธอพยายามมองหาเจ้าของเสียงแต่ไม่พบใครเธอหลับตาลงแล้วทันใดนั้น ภาพอดีตของเธอเมื่ออายุสิบห้าปีก็ย้อนกลับมา เธอเห็นตัวเองยืนอยู่หน้าหินพ่อมดลาบราดอไลต์ ที่ตั้งตระหง่านอยู่ในห้องลับใต้พระราชวัง ความศักดิ์สิทธิ์ของมันทำให้เธอรู้สึกได้ ถึงพลังลี้ลับที่ซ่อนอยู่ภายใน เธอท่องบทสวดที่แอบจดจำไว้ พร้อมกับอธิษฐานถึงสิ่งที่อยากรู้ที่สุดในชีวิต นั่นคือ..การตามหาครอบครัวที่แท้จริงจากนั้นเธอก็เริ่มฝันซ้ำๆ เดิมๆ อยู่หลายครั้ง จนกระทั่งถึงปัจจุบันเธอค่อยๆ ลืมตาขึ้น พบว่าตัวเองยืนอยู่ในอุโมงค์ที่ทอดยาวไปสู่แสงสว่างที่อยู่เบื้องหน้า เธอรู้ว่านี่คือจุดที่ผู้ตายต้องเดินผ่านไปยังภพหน้า แต่แล้วเสียงอันศักดิ์สิทธิ์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง“รินรดา เธอยังมีสิทธิ์เลือกเส้นทางของตนเองอยู่นะ”เบื้องหน้าของเ
ค่ำคืนแห่งความสุขมาถึง... ท้องฟ้ายามราตรีของอาณาจักรเปเรซประดับไปด้วยแสงจันทร์และดวงดาวระยิบระยับ ขณะที่ปราสาทหลวง ถูกประดับด้วยผ้าม่านสีขาว และทอง ลวดลายอาหรับอันวิจิตร เจิดจรัสด้วยแสงไฟนวลอบอุ่น ของไฟระย้าคริสตัลสะท้อนแสง จนดูงดงามราวสรวงสวรรค์ ดอกไม้หายากจากทั่วทั้งอาณาจักร ถูกจัดวางประดับประดาไปทั่วบริเวณ สร้างบรรยากาศที่งดงาม ราวกับหลุดออกมาจากเทพนิยาย ภายในห้องโถงใหญ่ของพระราชวัง พรมเนื้อละเอียดทอดยาวตั้งแต่ประตูไปจนถึงแท่นพิธี โต๊ะเลี้ยงอาหารค่ำประดับด้วยผ้าปักทอง ดอกกุหลาบและลิลลี่ขาวบริสุทธิ์ให้กลิ่นหอมอ่อนๆ ตัดกับแสงเทียนที่กระพริบไหว ม่านบางเบาปลิวไสวไปตามสายลมเย็นของค่ำคืน พระราชพิธีอภิเษกสมรส ถูกจัดขึ้นตามขนบธรรมเนียม เป็นพิธีนิกะห์อันศักดิ์สิทธิ์ของโมเสลม ภายใต้กฎหมายชารีอะห์ และธรรมเนียมของราชวงศ์ ซึ่งแสดงถึงความงดงาม และเปี่ยมไปด้วยความหมาย นักวิชาการศาสนา(อุละมาอ์) ผู้ประกอบพิธี นั่งอยู่บนแท่นหินอ่อน ด้านข้างมีพยานฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาว พร้อมด้วยบุคคลสำคัญจากราชวงศ์และข้าราชบริพาร เจ้าชายอิสราร์ ประทับยืนในชุดทางการขององค์มกุฏราชกุมาร เสด็จเข้ามายังแท่นพิธี พระอ
บรรยากาศภายในพระราชวังเปเรซวันนี้ เต็มไปด้วยความสงบและเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้ง ครบหนึ่งร้อยวันแห่งการจากไปของเจ้าหญิงรินรดา องค์สุลต่านทรงมีพระราชดำริให้จัด ‘โรงทานขนาดใหญ่’ เพื่อแจกจ่ายอาหาร และสิ่งของจำเป็นแก่ประชาชนผู้ยากไร้ ถือเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับ ภายในโรงทานถูกจัดขึ้นอย่างเป็นระเบียบ เต็นท์ขนาดใหญ่ถูกกางเรียงรายภายในลานกว้างของลานพิธีหน้าพระราชวัง โต๊ะยาวหลายตัวถูกตั้งไว้ สำหรับแจกจ่ายอาหารร้อนที่ปรุงสำเร็จ และขนมหวานอาหรับ เช่น บาสบูซาและกุนาฟา รวมถึงน้ำดื่มเย็นๆ สำหรับประชาชนที่มาร่วมรับแจกอาหาร บรรดาข้าราชบริพาร และอาสาสมัครจากประชาชน ต่างช่วยกันแจกจ่ายด้วยรอยยิ้ม แม้จะเป็นวันแห่งความอาลัย แต่ทุกคนก็เต็มใจทำความดี เพื่อเป็นบุญกุศล ให้แก่เจ้าหญิงผู้ล่วงลับ นอกจากอาหารแล้ว ยังมีจุดแจกอาหารแห้ง และของใช้จำเป็น เช่น อินทผลัม ข้าวสาร น้ำมันพืช เครื่องปรุงรส สบู่ และยาสามัญ เพื่อให้ผู้ยากไร้สามารถนำกลับไปใช้ที่บ้านได้ ภายในงานยังมีแพทย์อาสา คอยตรวจสุขภาพเบื้องต้นให้กับประชาชน ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการช่วยเหลือสังคม ที่เจ้าหญิงรินรดาเคยผลักดั
เสียงไซเรนรถพยาบาลแผดก้องไปทั่วท้องถนน แต่รามิลไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น หูของเขาอื้อไปหมด มีเพียงเสียงลมหายใจบางเบาของรินรดา ที่กำลังแผ่วลงทุกขณะ เป็นสิ่งเดียวที่เขากำลังโฟกัส เลือดของเธอเปรอะเปื้อนเต็มมือเขา ลามไปตามแขนเสื้อ แผ่นอก และหยดลงเป็นทางบนเปลพยาบาล ร่างเล็กที่เคยเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา บัดนี้กลับนอนแน่นิ่ง แต่ถึงอย่างนั้น เธอยังคงยิ้มให้เขา “คุณ..รามิล…” เสียงของเธอเบาหวิวแทบไม่ได้ยิน “รดา! เดี๋ยวเราก็ถึงโรงพยาบาลแล้ว… แค่ทนไว้ก่อนนะรดา อย่าหลับนะ ได้ยินผมไหม!?” รามิลกุมมือหญิงสาวแน่น น้ำเสียงสั่นเครือ ความกลัวถาโถมเข้าใส่จนเขาหายใจแทบไม่ออก รินรดาไอออกมาเป็นเลือด ก่อนจะระบายลมหายใจบางเบา “ท่านพี่… ปลอดภัยไหม?” หัวใจของรามิลเหมือนถูกบีบจนแหลกสลาย เธอกำลังอาการสาหัส แต่ยังเป็นห่วงพี่ชายมากกว่าชีวิตตัวเองเสียอีก “ปลอดภัย! เขาปลอดภัย..” รามิลเม้มริมฝีปากแน่น พยายามกลั้นสะอื้น “ทำไมต้องทำแบบนี้ ทำไมต้องเสี่ยงขนาดนี้ด้วยฮึ!?” “เพราะเขาคือ… พี่ชายของฉัน” รินรดายิ้มจางๆ เสียงเธอขาดหายเป็นช่วงๆ เปลือกตาของเธอหนักอึ้งลงทุกที “รดา! อย่าหลับนะ! มองผมสิ มองผม!” มือของเธอใน
เสียงโกลาหลของฝูงชนยังคงดังก้องทั่วลานพิธี แต่แล้วจู่ๆ ผู้คนก็เริ่มแหวกออกเป็นสองทาง ราวกับคลื่นน้ำที่ถูกแบ่งออกโดยพลังที่มองไม่เห็น ท่ามกลางช่องว่างที่เปิดออก ปรากฏร่างของชายคนหนึ่ง เขายืนอยู่ในเงามืด แฝงตัวอยู่ในกลุ่มประชาชนที่กำลังแตกตื่น ในมือของเขากำปืนไรเฟิล ที่บรรจุกระสุนเจาะเกราะแน่น สายตาคมกริบกวาดไปรอบบริเวณอย่างระแวดระวัง ก่อนจะกลับมาตรึงอยู่ที่เป้าหมาย บุรุษผู้ตายยากที่สุดเท่าที่เขาเคยสังหารมา ร่างสูงสง่าของเจ้าชายอิสราร์ ยืนเด่นอยู่บนลานพิธียกพื้น ราวกับถูกจัดวางให้อยู่ในระยะยิงอย่างเหมาะเจาะ โอกาสมีเพียงครั้งเดียว ทุกอย่างจะต้องเกิดขึ้นเร็วที่สุด และต้องสร้างผลกระทบที่รุนแรงที่สุด ถ้าจะต้องถูกจับหลังจากเหนี่ยวไก อย่างน้อยก็ขอให้มันได้ตาย..เพื่อสังเวยผู้ที่ข้ารักและเคารพเหนือสิ่งอื่นใด ผู้ที่สมควรได้รับทุกสิ่งที่ปรารถนาบนโลกใบนี้!! “ตอนนี้แหละ!!” อาซีฟพึมพำกับตัวเองก่อนจะรีบยกปืนขึ้น ปึ่ก! แรงกระชากอย่างรุนแรง ทำให้ปืนในมือของอาซีฟหายไปในพริบตา เขาตวัดสายตาไปด้านข้าง แววตาเปลี่ยนเป็นโทสะสีเข้มจัด แต่แล้วเขาก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นใบหน้าของผู้ที่ชิงอาวุธไปจากมือเขา