Mag-log inชนิดาภาลุกขึ้นยืนโบกมือให้กับชายหนุ่ม แต่เมื่อสังเกตเห็นว่าเขายืนมองออกไปที่สวนกุหลาบของทางร้าน จึงเดินไปหาเขา
“ภีมคะ”
มือบางแตะที่ข้อศอกทำให้คนร่างสูงสมาร์ตหลุดจากภวังค์ เมื่อหันกลับมามองก็พบว่าเป็นชนิดาภา
“มองอะไรอยู่คะภีม”
ภาวัตไม่ได้ตอบคำถาม แต่เลือกที่จะเปลี่ยนเรื่องคุย
“ทำไมที่นี่คนน้อยจังเลยครับ ผมว่าร้านก็สวยดี น่าจะมีคนมาเยอะ” เอ่ยถามด้วยความสงสัย เมื่อมองดูดีๆ แล้วในร้านมีเพียงโต๊ะของชนิดาภาเพียงผู้เดียว
“ภีมตาถึงมากเลยค่ะ จริงๆ ร้านนี้ดังมากนะคะ ต้องจองมาถึงจะเข้าได้ นิด้าก็เลยเหมาทั้งร้านเพื่อคุณเลย” ชนิดาภาพูดอย่างภาคภูมิใจ เธอลงทุนจ่ายให้ทางร้านถึงสองเท่าเพื่อทำให้ชายหนุ่มประทับใจ
“จริงๆ ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้นะครับ ผมเกรงใจ” ชายหนุ่มพูดอย่างใจคิด ไม่นึกว่าชนิดาภาจะลงทุนมากมายขนาดนี้
“ก็นิด้ารู้นี่คะว่าคุณไม่ชอบอยู่ในที่คนเยอะๆ ถ้านิด้าไม่เหมาร้าน บอกเลยว่าภีมได้อึดอัดแน่นอน ว่าแต่ภีมชอบที่นี่ไหมคะ” ชนิดาภาพูดเพื่อทำคะแนนอีกครั้ง
“ก็ชอบนะ ผมว่าร้านตกแต่งดูโมเดิร์นดี ขอบคุณนิด้ามากนะ”
ภาวัตเอ่ยขอบคุณจากใจจริง การกระทำของเธอชัดเจนมากว่าเธอกำลังสนใจในตัวเขาและจริงจังมากกว่าเมื่อห้าปีที่แล้ว
“ถ้าภีมชอบ ไว้วันหลังเรามากันสองคนนะคะ”
หญิงสาวพูดพร้อมกับก้มหน้าด้วยความเขินอาย เกิดมาก็ไม่เคยรุกผู้ชายคนไหนหนักขนาดนี้มาก่อน แต่เพื่อภาวัต เธอยินดีทำ เพราะเขาเป็นผู้ชายที่ตนเองเฝ้ารอมานานถึงห้าปี และเขาก็เพียบพร้อมเหมาะสมกับเธอมากกว่าผู้ชายคนอื่นๆ
“เอ่อ...ได้สิ ว่าแต่ทำไมมาคนเดียวล่ะครับ แล้วพี่ชายคุณล่ะ” เขาเอ่ยถามเมื่อไม่เห็นเงาของพี่ชายชนิดาภา
“อ๋อ เดี๋ยวตามมาค่ะ พอดีว่าพี่ชายนิด้าติดเรียน” ชนิดาภาพูดถึงพี่ชายด้วยความตลกขบขัน
“เรียน?”
ภาวัตถามขึ้นด้วยความสงสัย เพราะจากที่ทราบมา พี่ชายของชนิดาภาเรียนจบมาหลายปีแล้ว เผลอๆ เป็นรุ่นพี่เขาด้วยซ้ำ
“อ๋อ ไม่ใช่เรียนแบบที่ภีมคิดหรอกค่ะ แต่ว่าพี่ชายนิด้าไปเรียนทำอาหารค่ะ”
ชนิดาภาพูดยิ้มๆ เมื่อนึกถึงพี่ชายของตนเองที่ลงทุนไปเรียนทำอาหาร ทั้งที่ปกติแล้วแทบไม่สนใจเรื่องนี้เลย
“งั้นเหรอครับ...” เขาพยักหน้าเบาๆ ก่อนนิ่งงันไปพร้อมกับปลอบใจตัวเองว่าเรื่องมันคงไม่ใช่อย่างที่ตนเองคิด
“นั่นไงคะ มาพอดีเลย”
ชนิดาภาหันไปยังพี่ชายของตนเองที่กำลังเดินเข้ามาในร้าน และภาพนั้นทำให้ภาวัตถึงกับนิ่งไปทันที ด้วยไม่คิดว่าเรื่องบังเอิญจะเกิดขึ้นกับชีวิตเขาจริงๆ และไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพี่ชายที่ชนิดาภากำลังพูดถึงจะเป็น ‘ปกรณ์’
“ขอโทษทีพี่มาสาย ขอโทษนะครับคุณภาวัต”
ปกรณ์นั่งลงที่เก้าอี้ข้างกายผู้เป็นน้องพร้อมกับเงยหน้ายิ้มให้ภาวัตอย่างเป็นมิตร แม้เขาจะไม่เคยเห็นหรือพบเจออีกฝ่ายแบบตัวเป็นๆ มาก่อน แต่ได้ยินเรื่องราวของผู้ชายคนนี้ผ่านชนิดาภามาตลอด
“สวัสดีครับคุณปกรณ์” ภาวัตพูดพร้อมส่งยิ้มให้ปกรณ์เป็นมารยาท
“นี่คุณรู้จักพี่ชายนิด้าด้วยเหรอคะ” ชนิดาภาเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะเธอมั่นใจว่าไม่เคยเล่าเรื่องปกรณ์ให้กับชายหนุ่มฟัง
“ครับ วันก่อนเราเจอกันที่ร้านบุฟเฟต์อาหารไทย” พูดน้ำเสียงราบเรียบพร้อมกับจ้องปกรณ์ไม่วางตา
“อ๋อ คุณนั่นเอง ขอโทษทีครับ ผมจำไม่ได้ พอดีเมื่อวานผมรีบๆ ก็เลยจำไม่ได้ว่าคุณภาวัตคือผู้ชายที่นั่งอยู่ในร้านพริม” ปกรณ์จำได้รางๆ ว่า เมื่อวานที่ตนเองเอาดอกไม้ไปให้พริมพิกามีชายหญิงสองคนนั่งอยู่
“ครับ ไม่แปลกหรอกครับที่คุณปกรณ์จะไม่ได้สนใจผม เพราะผมเห็นคุณปกรณ์สนใจแต่เจ้าของร้านที่นั่น”
ภาวัตพูดออกไปตรงๆ เพราะก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าคนอย่างปกรณ์จะกล้ายอมรับหรือไม่ว่ากำลังจีบพริมพิกาอยู่
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง ถึงว่า...ทำไมพี่ปกรณ์ไปเรียนทำอาหาร ที่แท้ก็แอบปิ๊งครูสอนทำอาหารนี่เอง” ชนิดาภาได้ทีแซวพี่ชายของตนเองทันที
“อะแฮ่ม เรื่องของผู้ใหญ่น่า ว่าแต่คุณภาวัตไปทำอะไรที่นั่นครับ อย่าบอกนะว่าไปสมัครเรียนเหมือนกัน”
ปกรณ์เอ่ยถามเพื่อหยั่งเชิงเช่นกัน เพราะรู้สึกได้ว่าคำพูดของภาวัตดูแปลกๆ และสายตาที่มองมาดูไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไรนัก
“เปล่าหรอกครับ พอดีผมไปส่งน้องสาวสมัครเรียน”
ภาวัตพูดขึ้นพร้อมกับยิ้มมุมปาก เมื่อเห็นว่าปกรณ์ไม่ปฏิเสธคำพูดของชนิดาภา นั่นก็หมายความว่ายอมรับอยู่กลายๆ ว่าแอบปิ๊งพริมพิกาจริง
“แล้วไปค่ะ นิด้าคิดว่าคุณก็แอบปิ๊งครูสอนที่นั่นอีกคน”
คำพูดของชนิดาภาทำเอาปกรณ์ถึงกับมองภาวัตนิ่งทันที เพราะหากภาวัตสนใจในตัวพริมพิกาจริง นั่นก็เท่ากับว่าเขากำลังจะมีคู่แข่งเพิ่ม แถมเป็นคู่แข่งเบอร์ใหญ่เสียด้วย
และเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ตอบอะไรน้องสาวสักคำ ปกรณ์ก็เริ่มมั่นใจว่าภาวัตอาจจะสนใจในตัวพริมพิกาเช่นกัน และก็รู้มาว่าชนิดาภาชอบภาวัตมากแค่ไหน ชอบมาตั้งแต่เด็ก แม้จะอกหักตอนที่ภาวัตมีคนรัก และหมั้นหมายจนเลิกรากันไปก็ยังชอบ
ดังนั้น พี่ชายอย่างเขาจะไม่ยอมให้น้องสาวของตนเองเสียใจแน่นอน ยิ่งได้รู้ว่าผู้ชายตรงหน้าอาจจะเป็นคู่แข่งหัวใจของตนด้วยยิ่งไม่ยอม
“จะไปปิ๊งได้ยังไง ก็คุณภาวัตมีนิด้าอยู่แล้วนี่”
ชนิดาภาลุกขึ้นยืนโบกมือให้กับชายหนุ่ม แต่เมื่อสังเกตเห็นว่าเขายืนมองออกไปที่สวนกุหลาบของทางร้าน จึงเดินไปหาเขา“ภีมคะ”มือบางแตะที่ข้อศอกทำให้คนร่างสูงสมาร์ตหลุดจากภวังค์ เมื่อหันกลับมามองก็พบว่าเป็นชนิดาภา“มองอะไรอยู่คะภีม”ภาวัตไม่ได้ตอบคำถาม แต่เลือกที่จะเปลี่ยนเรื่องคุย“ทำไมที่นี่คนน้อยจังเลยครับ ผมว่าร้านก็สวยดี น่าจะมีคนมาเยอะ” เอ่ยถามด้วยความสงสัย เมื่อมองดูดีๆ แล้วในร้านมีเพียงโต๊ะของชนิดาภาเพียงผู้เดียว“ภีมตาถึงมากเลยค่ะ จริงๆ ร้านนี้ดังมากนะคะ ต้องจองมาถึงจะเข้าได้ นิด้าก็เลยเหมาทั้งร้านเพื่อคุณเลย” ชนิดาภาพูดอย่างภาคภูมิใจ เธอลงทุนจ่ายให้ทางร้านถึงสองเท่าเพื่อทำให้ชายหนุ่มประทับใจ“จริงๆ ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้นะครับ ผมเกรงใจ” ชายหนุ่มพูดอย่างใจคิด ไม่นึกว่าชนิดาภาจะลงทุนมากมายขนาดนี้“ก็นิด้ารู้นี่คะว่าคุณไม่ชอบอยู่ในที่คนเยอะๆ ถ้านิด้าไม่เหมาร้าน บอกเลยว่าภีมได้อึดอัดแน่นอน ว่าแต่ภีมชอบที่นี่ไหมคะ” ชนิดาภาพูดเพื่อทำคะแนนอีกครั้ง“ก
พริมพิกาเอ่ยชื่อกุหลาบสายพันธุ์หายากที่สุดในโลกตามที่เคยอ่านเจอมาในหนังสืออย่างถูกต้อง กุหลาบสายพันธุ์นี้เกิดจากการคิดค้นของเดวิด ออสติน ที่ต้องใช้เวลาถึงสิบห้าปีทีเดียว“จูเลียต โรสจริงๆ ด้วย สวยจัง ”หญิงสาวยิ้มหวานละมุนพลางพูดคุยกับต้นกุหลาบในกระถางที่มีเพียงหนึ่งต้นเท่านั้นราวกับว่ามันมีชีวิต พลางค่อยๆ พิจารณาดอกกุหลาบทรงถ้วยสีชมพูอมพีช เรียงกลีบซ้อนตัวสไตล์โบราณเป็นชั้น สวยงามแปลกตาไปจากกลีบดอกกุหลาบทั่วไป และกลิ่นหอมละมุนอ่อนๆ คล้ายกลิ่นของใบชาเป็นลักษณะเฉพาะของกุหลาบพันธุ์นี้ ดมแล้วรู้สึกผ่อนคลาย ทำให้มั่นใจได้ว่าที่ตนเองคิดไว้นั้นถูกต้องเท่านั้น พริมพิกาก็ห้ามใจไม่ไหว เคลื่อนหลังมือเข้าไปอยากลองสัมผัสกลีบดอกชั้นนอกดูสักครั้งว่าจะรู้สึกอย่างไร“ห้ามจับนะเธอ! รู้ไหมกุหลาบต้นนี้ราคาเท่าไหร่”เจ้าของร้านสาวใหญ่วัยกลางคนทำหน้ามุ่ยไม่พอใจพร้อมกับปรี่เข้ามาปรามทันทีที่เห็นว่าเธอกำลังจะแตะต้องกุหลาบแสนแพงต้นนี้ เพราะกลัวดอกจะช้ำเสียราคาหมด“ขะ...ขอโทษค่ะคุณ พริมไม่ได้ตั้งใจ” หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว เมื่อเจ้าข
ภาวัตนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าเบาๆ ให้เลขาฯ เมื่อรู้ว่า ‘ชนิดาภา’ กำลังรอเขาอยู่ คิ้วหนาขมวดหากันเล็กน้อยขณะร่างสูงเดินไปเปิดประตูเข้าห้องทำงาน แล้วก็พบว่า ชนิดาภานั่งอยู่ที่โซฟารับแขกก่อนแล้วชนิดาภาเป็นลูกสาวของนักธุรกิจด้านสื่อโฆษณาที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของประเทศไทย เขารู้จักเธอตั้งแต่ก่อนไปเรียนเมืองนอกในงานเลี้ยงวันเกิดของบิดา ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายอยากให้สองหนุ่มสาวลงเอยกัน ด้วยความสัมพันธ์ทางธุรกิจ รูปร่างหน้าตา และสถานะของทั้งคู่นั้นเหมาะสมกันเสียจนผู้คนลุ้นว่า หากภาวัตกลับมาจากอเมริกาคงจะมีข่าวดีในเร็ววัน“ยินดีต้อนรับกลับเมืองไทยนะคะภีม”เมื่อเห็นว่าเป็นใครเดินเข้าห้องมา เจ้าของร่างบางที่อยู่ในชุดเดรสรัดรูปสีดำขับผิว ลุกขึ้นพร้อมกับเดินเข้าไปหาชายหนุ่มทันที“ขอบคุณครับ คุณจะมาไม่เห็นบอกผมก่อนเลย” พูดพร้อมกับส่งยิ้มให้คนตรงหน้า ภาวัตไม่ปฏิเสธเลยว่าชนิดาภาเป็นผู้หญิงที่งดงามเสียจนไม่มีผู้ชายคนไหนกล้าปฏิเสธ“แหม คุณกลับมาไทยไม่เห็นบอกนิด้าสักคำ” หญิงสาวแกล้งทำเป็นงอน แต่นั่นกลับทำให้เธอดูน่ารักเสียมากกว่า“พอดีผมยุ่งๆ ต้องเคลียร์อะไรหลายอย่าง เลยไม่ได้ส่งข่าวบอกใครสักคนน่ะครับ
“ใช่” ตอบน้องแล้วหันไปหาคนที่สนทนาด้วยก่อนหน้า “ฝากด้วยนะครับน้ำค้าง”ภาวัตพูดจบเท่านั้นก็จูงมือน้องสาวออกจากร้านไปทันที“โอ๊ยยย! พี่ภีมจะรีบไปไหนเนี่ย กลัวว่าริษาจะเบี้ยวไม่ยอมเรียนงั้นเหรอ?” ริษารีบพูดขึ้นทันทีเมื่อพี่ชายพามาขึ้นรถยนต์คันหรู“เปล่า แต่พี่แค่อยากมาส่งแกที่นี่ตั้งแต่พรุ่งนี้เลย”ภาวัตพูดทั้งที่สายตามองไปยังรถยนต์คันหรูที่จอดข้างๆ เขามั่นใจว่ารถคันนี้ต้องเป็นของปกรณ์แน่นอน“ทำไมคะ จะมาจีบครูพริมเหรอ? ริษาเห็นตั้งแต่เมื่อกี้แล้วว่า พี่ภีมดูสนใจเรื่องของครูพริมเป็นพิเศษ แล้วไหนจะเรื่องสามีครูพริมอีก จะอยากรู้ไปทำไมว่ามีใครเคยเห็นสามีเขาไหม? ทำไมคะ? หรือพี่ภีมคิดว่าแพรวาเป็นลูกตัวเอง?” สาวมั่นพูดพร้อมกับส่ายหัวขำขันในตัวพี่ชาย“ใช่” ภาวัตตอบเสียงนิ่ง และนั่นก็ทำให้ริษาถึงกับอึ้งไปทันที“ว่าไงนะคะ พี่ภีมพูดจริงหรือพูดเล่น” ถามเพื่อความชัวร์อีกครั้ง“พี่พูดจริง แต่พี่ยังไม่แน่ใจ”ภาวัตพยายามคิดทบทวนเรื่อง ‘คืนนั้น’ ระหว่างตนเองกับพริมพิกา และไหนจะใบหน้าของแพรวาอีก แต่คำพูดของสาวเจ้าที่บอกว่าแพรวาเป็นลูกของเธอกับสามีที่ตายไปแล้วมันทำให้เขาสับสน“เดี๋ยวนะ เรื่องมันเป็นมายังไง
เมื่อภาวัตเดินกลับเข้ามาภายในตัวร้านก็พบว่าหนูน้อยแพรวากำลังนั่งพูดคุยกับพนักงานในร้านที่ได้ยินมาว่าชื่อน้ำค้าง ชายหนุ่มมองไปยังเด็กหญิงร่างอวบอย่างพินิจจึงมั่นใจว่าใบหน้าของแพรวามีความคล้ายตนอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่อยากคิดเข้าข้างตนเองมากเกินไป เพราะเขากับพริมพิกามีความสัมพันธ์กันเพียงแค่ครั้งเดียว หากจะแจ็กพอตตั้งแต่ครั้งแรกก็คงจะเป็นไปได้ยาก“จีบครูพริมเสร็จหรือยังคะคุณพี่ชาย” ริษาเอ่ยทักขึ้นเมื่อร่างสูงสมาร์ตเดินกลับมานั่งที่โต๊ะ“จีบเจิบอะไร แค่ไปคุยด้วยเฉยๆ” คนถูกจับผิดรีบแก้ตัวทันที“จ้า ก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่อย่าลืมนะคะว่าครูพริมมีครอบครัวแล้ว พี่ภีมอย่าไปยุ่งกับคนมีครอบครัวแล้วสิ” คนเป็นน้องพูดขึ้นเพื่อเตือน จริงอยู่ว่า เธออยากให้พี่ชายเป็นฝั่งเป็นฝาสักที แต่ก็ไม่อยากให้เขาต้องทำผิดศีลธรรม“สามีของพริม เขาเสียไปแล้ว” ภาวัตพูดขึ้นมาเพื่อยืนยันเจตนาของตนเองให้น้องสาวรู้ว่าเขาไม่คิดที่จะแย่งผู้หญิงของใครแน่นอน“นั่นแน่ แล้วบอกว่าไม่สนใจ พอรู้ว่าสามีเขาเสียแล้วก็แอบมีความหวังใช่ไหมล่ะ” ริษาอดแซวไม่ได้ เมื่อมองเห็นว่าอีกฝ่ายเอาแต่ทำตัวเลิ่กลั่ก“เออน่า” เขาไม่ตอบ ได้แต่มองไปยังแพรวาด้วยค
พริมพิกาออกมาสูดอากาศด้านนอก แม้ว่าตอนนี้ยังคงมีแดดตกลงมา แต่ก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกร้อนแต่อย่างใด เนื่องจากว่ามีลมเย็นจากต้นไม้สูงใหญ่อยู่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายทุกครั้งที่ได้ออกมาเดินเล่นบริเวณนี้“คุณสบายดีนะ”เสียงของภาวัตดังขึ้นทำให้พริมพิกาตื่นจากภวังค์ทันที แล้วหันไปมองหน้าเจ้าของร่างสูงที่กำลังเดินเข้ามาหาเธอ“คุณภีม”“ผมเพิ่งกลับจากเมืองนอก” ภาวัตพูดขึ้นหลังความเงียบงันแผ่คลุมไปชั่วอึดใจ เขาหวังอยากได้ยินคำบอกเล่าชีวิตในช่วงที่ไม่ได้เจอกันของหญิงสาวบ้าง“ค่ะ คุณล่ะ สบายดีนะคะ” พริมพิกาเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา แม้จะมั่นใจว่าชีวิตของเขาคงมีความสุขและสบายเป็นไหนๆ ต่างจากเธอที่ก่อนหน้านี้ต้องดิ้นรนอยู่เพื่อเอาตัวรอด“ชีวิตผมก็เหมือนเดิม แต่ผมอยากรู้ชีวิตคุณมากกว่า ตั้งแต่คืนนั้น เราก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย ช่องทางติดต่อที่คุณเคยให้ไว้ ผมก็ติดต่อไม่ได้” ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกึ่งไม่พอใจ เพราะใช่ว่าเขาไม่เคยพยายามติดต่อพริมพิกา แต่ทุกครั้งที่ติดต่อไปกลับพบว่าเธอปิดเครื่องตลอด“พอดี...พริมเปลี่ยนเบอร์ค่ะ”พริมพิกาตอบเสียงนิ่ง ความจริงแล้วเธอต้องการจะหนีหน้าภาวัต เพราะไม่อยากให้ชายหนุ่มรู้ว่า







