LOGINสัมพันธ์เพียงครั้งเดียวในวันนั้น พริมพิกา กลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มียายตัวยุ่งอวบๆ ติดตัวมาโดยตลอด และเขาก็โผล่มาเมื่อเวลาผ่านไปถึงห้าปีเต็ม ภาวัต ยังมีเรื่องค้างคาให้สะสาง แล้วก็มาเจอเรื่องค้างใจให้ต้องหาคำตอบเช่นกัน... เด็กน้อยตัวอ้วนๆ นั่น ลูกใคร! พ่อหนูตายไปแล้ว นี่คือคำตอบของเด็กน้อย ที่เขาอยากจะจับแม่ยายหนูมาลงโทษหนักๆ สักดอก!
View Moreบรรยากาศหน้าร้านขายอาหารไทยสไตล์บุฟเฟต์เนืองแน่นไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาที่แห่แหนมาใช้บริการตั้งแต่เปิดบริการเก้าโมงเช้าจนถึงสองทุ่มของทุกวัน
ส่วนหนึ่งที่เป็นแบบนี้ อาจเป็นเพราะแรงดึงดูดจากตัวร้านที่คุมโทนสีขาวมีธีมผสมผสานกับธรรมชาติอย่างลงตัว ให้ความรู้สึกผ่อนคลายสบายตา ทั้งยังร่มรื่น เติมความสดชื่นแก่ชีวิตผู้คนกลางเมืองกรุงให้หายใจได้เต็มปอดตลอดช่วงที่ใช้เวลาอยู่ ณ ที่นี่
ในส่วนตัวอาคารนั้น ชั้นล่างเปิดเป็นบุฟเฟต์อาหารไทย และบริเวณชั้นสองเปิดเป็นโรงเรียนสอนทำขนม ซึ่งนอกเหนือจากลูกค้าที่เข้ามารับประทานอาหารฝากท้องตอนเที่ยงวันไว้กับที่ร้านนี้แล้ว ก็ยังมีเด็กเล็กเด็กน้อยไปจนถึงผู้ใหญ่มาเรียนวิชาทำอาหารและขนมไทยกับ ‘พริมพิกา’ หรือ ‘ครูพริม’ เจ้าของร้านแห่งนี้อีกจำนวนหนึ่ง
พริมพิกาเปิดร้านได้ราวๆ ห้าปี หลังจากที่เรียนจบด้านการโรงแรม จากมหาวิทยาลัยรัฐชื่อดัง เคยทำงานประจำเพื่อเก็บออมเงินอยู่ได้สักพักหนึ่ง ไม่นาน เธอก็สามารถทำตามความฝันคือเปิดร้านอาหารและขายขนมร่วมกันไปด้วย พอร้านเริ่มลงตัว หญิงสาวก็คิดว่าควรจะหาอีกอาชีพหนึ่งเพื่อหาเงินเลี้ยงดู ‘แพรวา’ ลูกสาวตัวน้อยของตนเองที่ตอนนี้อายุได้ห้าขวบ และกำลังเข้าเรียนชั้นอนุบาล ซึ่งหากเอาแต่เปิดร้านขายอาหารและขายขนมเพียงอย่างเดียวคงไม่พอสำหรับค่าใช้จ่ายแน่
เพราะแม้ร้านอาหารของพริมพิกาจะมีผู้คนมาใช้บริการจำนวนมากเพราะติดใจรสชาติและราคาที่ไม่แรงเกินไป แต่กำไรก็ไม่ได้มากมายนัก หญิงสาวจึงหันมาเป็นครูสอนทำขนมด้วย เพราะมักจะมีคนมาให้สอนบ่อยๆ จนระยะหนึ่งปีเศษที่ผ่านมาหลังจากเธอลองเปิดคอร์สเรียนทำขนมและอาหารไทย กระแสการตอบรับก็ดีเยี่ยมจนแทบจะไม่มีตารางว่าง
โชคดีที่นักเรียนส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้กับร้าน หรือคนที่เคยแวะเวียนมากินอาหารหรือขนมที่ร้านแล้วติดใจฝีมือเธอจริงๆ แต่ไม่สะดวกมาเรียนที่ร้านก็สามารถเรียนออนไลน์ได้
ตั้งแต่นั้นมาความเป็นอยู่ของพริมพิกากับลูกสาวก็ดีขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจะต้องเหนื่อยมากขึ้น แต่อย่างน้อยก็เธอกับลูกก็ไม่ต้องลำบากเหมือนแต่ก่อน
ช่วงนี้เป็นช่วงที่โรงเรียนให้นักเรียนเข้าเรียนผ่านอินเทอร์เน็ต ทำให้แพรวาต้องอยู่ที่ร้านกับพริมพิกาทุกวัน แม้ว่าการเรียนออนไลน์อาจไม่ตอบโจทย์มากนัก แต่โชคดีที่หนูน้อยเป็นเด็กฉลาด หัวไว จึงมีพัฒนาการที่ไวกว่าเพื่อนในชั้นเดียวกัน คนเป็นแม่จึงไม่ต้องหนักใจเรื่องนี้มากนัก
“อ้ำ…อร่อยจังเลยค่ะคุณแม่ขา”
แพรวาพาร่างอวบๆ เดินเข้ามาในครัว ก่อนจะหยิบ ‘ขนมหันตรา’ ขนมไทยหากินยากขึ้นมาชิม ไส้ข้างในนั้นเป็นถั่วกวนชุบไข่แดงห่อด้วยไข่ที่โรยเป็นตาราง แม้จะมีขนมวางอยู่หลายอย่าง ทั้งสัมปันนี อาลัว เกสรลำเจียก แต่หนูน้อยเจาะจงขนมชนิดนี้ และเมื่อเห็นว่ารสชาติถูกปากคล้ายที่มารดาเคยทำให้กิน ก็หยิบขนมเข้าปากอีกหลายชิ้นเคี้ยวตุ้ยๆ ราวกับต้องการยืนยันกับผู้เป็นมารดาว่าขนมอร่อยจริงๆ
“อร่อยขนาดนั้นเลยเหรอลูก กินไม่หยุด อีกหน่อย แม่ต้องเปลี่ยนชื่อเป็นขนุนแล้วมั้ง เอ...แต่แบบนี้แปลว่า ที่แม่สอนนักเรียนไปก็คงได้ผล ถ้าแพรวาชอบ แปลว่าอร่อยจริงละเนาะ”
“ชอบมากค่ะ อีกสามจานก็ยังไหว” เด็กหญิงยิ้มเผล่ จนตาหยี ดวงหน้าจิ้มลิ้มสดใส
คนเป็นแม่ยิ้มเอ็นดูลูกสาวของตนเอง พร้อมกับนึกถึงผลงานของนักเรียนในคลาสวันนี้ เมื่อครู่นี้ พริมพิกาได้สอนให้นักเรียนทำหันตราซึ่งเป็นขนมที่น้อยคนจะรู้จัก แต่เธอมองว่าปัจจุบันนี้ผู้คนมีความโหยหาอดีต ขนมโบราณหากินได้ยากจึงขายดี และขนมชนิดนี้ยังเป็นของโปรดลูกสาว รวมถึง ‘เขา’ คนนั้นด้วย
“หนูชอบหันตรามากค่ะ ใครทำก็ว่าอร่อยทั้งนั้นแหละค่ะ แต่ก็ไม่มีใครทำอร่อยเท่าแม่พริมของหนูแน่นอนค่ะ” เด็กน้อยพูดเอาใจเสียจนผู้เป็นแม่อดไม่ได้ที่จะก้มลงไปหยิกแก้มอ้วนๆ สีลูกพีชนั้นเบาๆ
“นี่แน่ะ ปากหวานจังนะเรา ฮึ นอกจากจะหน้าเหมือนกัน แล้วยังชอบกินอะไรเหมือนกันอีกนะ” พริมพิกามองขนมโบราณในมือลูกสาว พร้อมกับอดไม่ได้ที่จะคิดถึงใครคนนั้น
“คุณแม่ว่าหนูเหมือนใครเหรอคะ?” แพรวาถาม พร้อมกับเอียงคอสงสัย
“เอ่อ จะเหมือนใครล่ะคะ ก็เหมือนแม่นี่ไง ลูกแม่ก็ต้องเหมือนแม่สิคะ ไหนแม่ลองชิมซิ” รีบเปลี่ยนเรื่องทันที ก่อนที่ลูกสาวจะสงสัยไปมากกว่านี้ เพราะอย่างที่บอกว่าแพรวาเป็นเด็กที่มีพัฒนาการค่อนข้างไวกว่าเด็กวัยเดียวกัน และเธอเองก็ยังไม่พร้อมที่จะบอกความจริงกับลูกเรื่อง ‘เขา’ ตอนนี้
“หืม อร่อยจริงๆ ด้วย” หญิงสาวชิมขนมฝีมือลูกศิษย์ด้วยความภาคภูมิใจ
“ถ้าหนูโตกว่านี้ คุณแม่จะสอนหนูทำขนมหันตราไหมคะ หนูอยากเรียนทำขนมมากกว่าเรียนที่โรงเรียนอีก” เด็กน้อยร่างอวบพูดเจื้อยแจ้ว
“แม่สอนแพรวาได้เสมอค่ะ แต่แพรวาก็ต้องเรียนที่โรงเรียนด้วยนะ ช่วงนี้เรียนที่บ้านไปก่อน แต่อีกไม่นานก็จะได้ไปที่โรงเรียน มีเพื่อนเยอะๆ หนูไม่ชอบเหรอคะ?” พริมพิการีบพูดหว่านล้อมลูกสาว เธอกลัวว่าลูกจะไม่อยากไปโรงเรียนเพราะต้องห่างแม่ตามประสาเด็ก ก็ตั้งแต่แกลืมตาดูโลกก็มีกันสองคนแม่ลูกตามลำพัง เรียกได้ว่าตัวติดกันเกือบตลอดเวลา ยกเว้นเวลาที่แกไปโรงเรียน
ภาวัตนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าเบาๆ ให้เลขาฯ เมื่อรู้ว่า ‘ชนิดาภา’ กำลังรอเขาอยู่ คิ้วหนาขมวดหากันเล็กน้อยขณะร่างสูงเดินไปเปิดประตูเข้าห้องทำงาน แล้วก็พบว่า ชนิดาภานั่งอยู่ที่โซฟารับแขกก่อนแล้วชนิดาภาเป็นลูกสาวของนักธุรกิจด้านสื่อโฆษณาที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของประเทศไทย เขารู้จักเธอตั้งแต่ก่อนไปเรียนเมืองนอกในงานเลี้ยงวันเกิดของบิดา ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายอยากให้สองหนุ่มสาวลงเอยกัน ด้วยความสัมพันธ์ทางธุรกิจ รูปร่างหน้าตา และสถานะของทั้งคู่นั้นเหมาะสมกันเสียจนผู้คนลุ้นว่า หากภาวัตกลับมาจากอเมริกาคงจะมีข่าวดีในเร็ววัน“ยินดีต้อนรับกลับเมืองไทยนะคะภีม”เมื่อเห็นว่าเป็นใครเดินเข้าห้องมา เจ้าของร่างบางที่อยู่ในชุดเดรสรัดรูปสีดำขับผิว ลุกขึ้นพร้อมกับเดินเข้าไปหาชายหนุ่มทันที“ขอบคุณครับ คุณจะมาไม่เห็นบอกผมก่อนเลย” พูดพร้อมกับส่งยิ้มให้คนตรงหน้า ภาวัตไม่ปฏิเสธเลยว่าชนิดาภาเป็นผู้หญิงที่งดงามเสียจนไม่มีผู้ชายคนไหนกล้าปฏิเสธ“แหม คุณกลับมาไทยไม่เห็นบอกนิด้าสักคำ” หญิงสาวแกล้งทำเป็นงอน แต่นั่นกลับทำให้เธอดูน่ารักเสียมากกว่า“พอดีผมยุ่งๆ ต้องเคลียร์อะไรหลายอย่าง เลยไม่ได้ส่งข่าวบอกใครสักคนน่ะครับ
“ใช่” ตอบน้องแล้วหันไปหาคนที่สนทนาด้วยก่อนหน้า “ฝากด้วยนะครับน้ำค้าง”ภาวัตพูดจบเท่านั้นก็จูงมือน้องสาวออกจากร้านไปทันที“โอ๊ยยย! พี่ภีมจะรีบไปไหนเนี่ย กลัวว่าริษาจะเบี้ยวไม่ยอมเรียนงั้นเหรอ?” ริษารีบพูดขึ้นทันทีเมื่อพี่ชายพามาขึ้นรถยนต์คันหรู“เปล่า แต่พี่แค่อยากมาส่งแกที่นี่ตั้งแต่พรุ่งนี้เลย”ภาวัตพูดทั้งที่สายตามองไปยังรถยนต์คันหรูที่จอดข้างๆ เขามั่นใจว่ารถคันนี้ต้องเป็นของปกรณ์แน่นอน“ทำไมคะ จะมาจีบครูพริมเหรอ? ริษาเห็นตั้งแต่เมื่อกี้แล้วว่า พี่ภีมดูสนใจเรื่องของครูพริมเป็นพิเศษ แล้วไหนจะเรื่องสามีครูพริมอีก จะอยากรู้ไปทำไมว่ามีใครเคยเห็นสามีเขาไหม? ทำไมคะ? หรือพี่ภีมคิดว่าแพรวาเป็นลูกตัวเอง?” สาวมั่นพูดพร้อมกับส่ายหัวขำขันในตัวพี่ชาย“ใช่” ภาวัตตอบเสียงนิ่ง และนั่นก็ทำให้ริษาถึงกับอึ้งไปทันที“ว่าไงนะคะ พี่ภีมพูดจริงหรือพูดเล่น” ถามเพื่อความชัวร์อีกครั้ง“พี่พูดจริง แต่พี่ยังไม่แน่ใจ”ภาวัตพยายามคิดทบทวนเรื่อง ‘คืนนั้น’ ระหว่างตนเองกับพริมพิกา และไหนจะใบหน้าของแพรวาอีก แต่คำพูดของสาวเจ้าที่บอกว่าแพรวาเป็นลูกของเธอกับสามีที่ตายไปแล้วมันทำให้เขาสับสน“เดี๋ยวนะ เรื่องมันเป็นมายังไง
เมื่อภาวัตเดินกลับเข้ามาภายในตัวร้านก็พบว่าหนูน้อยแพรวากำลังนั่งพูดคุยกับพนักงานในร้านที่ได้ยินมาว่าชื่อน้ำค้าง ชายหนุ่มมองไปยังเด็กหญิงร่างอวบอย่างพินิจจึงมั่นใจว่าใบหน้าของแพรวามีความคล้ายตนอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่อยากคิดเข้าข้างตนเองมากเกินไป เพราะเขากับพริมพิกามีความสัมพันธ์กันเพียงแค่ครั้งเดียว หากจะแจ็กพอตตั้งแต่ครั้งแรกก็คงจะเป็นไปได้ยาก“จีบครูพริมเสร็จหรือยังคะคุณพี่ชาย” ริษาเอ่ยทักขึ้นเมื่อร่างสูงสมาร์ตเดินกลับมานั่งที่โต๊ะ“จีบเจิบอะไร แค่ไปคุยด้วยเฉยๆ” คนถูกจับผิดรีบแก้ตัวทันที“จ้า ก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่อย่าลืมนะคะว่าครูพริมมีครอบครัวแล้ว พี่ภีมอย่าไปยุ่งกับคนมีครอบครัวแล้วสิ” คนเป็นน้องพูดขึ้นเพื่อเตือน จริงอยู่ว่า เธออยากให้พี่ชายเป็นฝั่งเป็นฝาสักที แต่ก็ไม่อยากให้เขาต้องทำผิดศีลธรรม“สามีของพริม เขาเสียไปแล้ว” ภาวัตพูดขึ้นมาเพื่อยืนยันเจตนาของตนเองให้น้องสาวรู้ว่าเขาไม่คิดที่จะแย่งผู้หญิงของใครแน่นอน“นั่นแน่ แล้วบอกว่าไม่สนใจ พอรู้ว่าสามีเขาเสียแล้วก็แอบมีความหวังใช่ไหมล่ะ” ริษาอดแซวไม่ได้ เมื่อมองเห็นว่าอีกฝ่ายเอาแต่ทำตัวเลิ่กลั่ก“เออน่า” เขาไม่ตอบ ได้แต่มองไปยังแพรวาด้วยค
พริมพิกาออกมาสูดอากาศด้านนอก แม้ว่าตอนนี้ยังคงมีแดดตกลงมา แต่ก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกร้อนแต่อย่างใด เนื่องจากว่ามีลมเย็นจากต้นไม้สูงใหญ่อยู่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายทุกครั้งที่ได้ออกมาเดินเล่นบริเวณนี้“คุณสบายดีนะ”เสียงของภาวัตดังขึ้นทำให้พริมพิกาตื่นจากภวังค์ทันที แล้วหันไปมองหน้าเจ้าของร่างสูงที่กำลังเดินเข้ามาหาเธอ“คุณภีม”“ผมเพิ่งกลับจากเมืองนอก” ภาวัตพูดขึ้นหลังความเงียบงันแผ่คลุมไปชั่วอึดใจ เขาหวังอยากได้ยินคำบอกเล่าชีวิตในช่วงที่ไม่ได้เจอกันของหญิงสาวบ้าง“ค่ะ คุณล่ะ สบายดีนะคะ” พริมพิกาเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา แม้จะมั่นใจว่าชีวิตของเขาคงมีความสุขและสบายเป็นไหนๆ ต่างจากเธอที่ก่อนหน้านี้ต้องดิ้นรนอยู่เพื่อเอาตัวรอด“ชีวิตผมก็เหมือนเดิม แต่ผมอยากรู้ชีวิตคุณมากกว่า ตั้งแต่คืนนั้น เราก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย ช่องทางติดต่อที่คุณเคยให้ไว้ ผมก็ติดต่อไม่ได้” ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกึ่งไม่พอใจ เพราะใช่ว่าเขาไม่เคยพยายามติดต่อพริมพิกา แต่ทุกครั้งที่ติดต่อไปกลับพบว่าเธอปิดเครื่องตลอด“พอดี...พริมเปลี่ยนเบอร์ค่ะ”พริมพิกาตอบเสียงนิ่ง ความจริงแล้วเธอต้องการจะหนีหน้าภาวัต เพราะไม่อยากให้ชายหนุ่มรู้ว่า