Masuk“มันไม่ใช่ภาระ” เขาได้แค่โคลงศีรษะไปมา “มันเป็นเรื่องที่เราเรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมกันไงเอาเป็นว่าถ้าต้องการความช่วยเหลือก็บอก”
“ขอบคุณค่ะ”
“จะดีกว่านี้ถ้าจะเรียกพี่ว่าพี่เสียที”
“แหวะ” จูนเบ้ปาก
แต่ชาเลตก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร เพราะเธอเป็นเธอแบบนี้มาตลอด และมันก็เป็นอย่างนี้เรื่อยมาจนเขาเรียนจบ พ่อของเขาหมดสัญญาทำงานที่เมืองไทย ต้องการกลับไปอยู่สวีเดน แม่เองก็เห็นชอบกับพ่อด้วย แต่เขาอยากอยู่ที่เมืองไทย
“ไปทำงานที่โน้นก็ได้มีอนาคตกว่าเยอะ”
“แต่ผมรักที่นี่”
“ต้องอยู่คนเดียวนะลูก แม่ก็อยากอยู่กับพ่อที่โน้น”
“ให้ผมอยู่เมืองไทยเถอะ ถ้าแม่คิดถึงก็มาเที่ยวหาได้ หรือถ้าผมเบื่อๆก็บินไปหาไง”
“เอาอย่างนั้นก็ได้ ลูกโตแล้ว”
“ขอบคุณครับ”
ชาเลตต่อรองจนได้อยู่ที่นี่ ทำร้านกาแฟและออฟฟิศเล็กๆ ระหว่างที่ตบแต่ตึกแถวให้กลายเป็นร้านกาแฟนั้น จูนเข้ามาช่วยตลอด แม้กระทั่งต้นไม้ที่ใช้ประดับในร้าน จูนก็เป็นคนสรรหามาปลูกให้
“จูนขอค่าแรงเป็นห้องนอนได้ป่ะ”
“ขอเยอะไปไหม”
“จูนจ่ายค่าน้ำค่าไฟเองนะ เวลามากรุงเทพฯจะได้ทีที่พัก”
“เมื่อไหร่จะทำงานเป็นหลักเป็นแหล่งเสียทีล่ะ”
“ก็ทำอยู่ แต่มันยังไม่นิ่งไง”
“ห้องว่างมีเยอะแยะ อยากได้ห้องไหนล่ะ”
“ใจดีไปแล้ว แล้วแต่เจ้าของบ้านเถอะ”
“ได้งั้นเอาห้องติดกันเป็นไง”
“ใกล้ไปไหน เผื่อวันไหนชาเลตพาแฟนมา จูนก็นอนไม่หลับกันพอดี”
เขาจำได้ว่าหลังจากเธอพูดประโยคนั้นก็ตามด้วยมะแหงกเขกหัวสวยๆไปหนึ่งที แฟนเหรอ? จะไปหาที่ไหน เขามีคนที่รักอยู่ตรงหน้าอยู่แล้ว และที่ยอมอยู่เมืองไทยคนเดียวก็เพื่อเพียงเฝ้ามองคนของหัวใจ ที่มักจะมีกิจกรรมต้องเดินทางตลอด จูนกลายเป็นนักกิจกรรมตัวยง แทบทุกงานค่ายอาสาจะเห็นเธอเป็นหนึ่งในนั้นเสมอ จนกระทั้งเธอเรียนจบ เธอก็ยังเดินทางอยู่บ่อยๆ แต่เมื่อมากรุงเทพฯ เมื่อไหร่ จูนก็จะขอพักกับเขาที่ร้านนี้เสมอ เขาอยากให้เธอรู้ว่า เธอไม่ได้โดดเดี่ยวเพราะยังมีเขาอยู่แม้ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกันก็ตาม นึกถึคงสิ่งที่วารีพูด เขาไม่เคยเอ่ยบอกรักจูนเลย แค่เอ่ยปากมันก็ยากพอแล้ว แต่กลัวว่าถ้าพูดไป แล้วทุกอย่างมันไม่เหมือนเดิม เขาจึงไม่ต้องการเสียสิ่งดีสิ่งเดียวนี้ไป นั้นก็คือเธอ
ตอนที่3.
กว่าจูนจะกลับก็เกือบร้านปิดแล้ว ทั้งชาเลตและวารีได้เห็นหน้าจูนแค่วันละไม่กี่ชั่วโมง แต่จูนก็ยังอุตส่าห์ช่วยชาเลตกับวารีปิดร้านทุกคืน เป็นอย่างนี้ร่วมอาทิตย์ แม้ชาเลตอยากถามแต่เขาก็ไม่กล้าถามอะไรมา บางวันจูนก็ขอขนมคุกกี้ฝีมือวารีไปด้วยกล่องใหญ่
“กลับมาแล้วเจ้าคะ”
เสียงจูนดังทันทีที่ประตูร้านเปิดออก วารียิ้มให้อย่างแปลกใจเพราะวันนี้กลับมาเร็วกว่าทุกวัน จูนโยนเป้ไว้หลังเคาน์เตอร์ คว้าผ้ากับเปื้อนที่วางอยู่ใกล้ๆมาใส่อย่างรวดเร็ว
“ของโต๊ะไหน จูนเสิร์ฟให้”
“วันนี้กลับเร็วนะ ยังไม่สี่โมงเย็นเลย” วารีถามยิ้มๆก่อนส่งถาดอาหารชุดให้จูนเอาไปส่งที่โต๊ะ ริมหน้าต่าง
“คนใหม่เหรอค่ะ ไม่เคยเห็นหน้าเลย” หญิงสาวสวยคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงนั้นถามจูน
“ค่ะ”จูนตอบยิ้มกว้างเอาใจลูกค้า แล้ววางถาดอาหารลง
“แล้วพี่ชาเลตไม่อยู่หรือคะ วันนี้ไม่เห็นหน้าเลย” เพื่อนสาวที่นั่งตรงข้ามถามอย่างสงสัย สายตาก็กวาดไปรอบๆร้าน
“ไม่ทราบซิค่ะ อ้าว!เดินมานั้นแล้วไง” จูนบอกทำให้สองสาวหันไปมองทางประตู
“ช่วยเรียกให้หน่อยได้มั้ยคะ” สาวคนแรกบอกอีกครั้ง จูนยิ้มรับเดินมาแตะไหล่ชาเลตเบาๆ
“โต๊ะเจ็ดริมหน้าต่างอยากคุยด้วยจ้า” เธอทำเสียงประชดนิดๆ ชาเลตมองที่โต๊ะที่จูนบอกยิ้มให้ 2 สาวนิดหนึ่งก่อนหันมากระซิบกับจูน
“บอกว่าผมไม่ว่างไม่ได้หรือไง”
“อ้าว!เป็นเจ้าของร้านก็บอกเองซิ” จูนยียวนกลับ รับถาดอาหารอีกชุดจากน้าอรเดินไปเสิร์ฟให้อีกโต๊ะอย่างไม่สนใจ พอหันมาอีกครั้งชาเลตก็นั่งโต๊ะเดียวกับ 2 สาวนั่นแล้ว
“ชาเลตเนี่ย สาวๆติดเยอะเหรอพี่วารี”จูนถามกระซิบเบาๆ
“ก็ไม่เยอะหรอก แค่นับไม่ถ้วนเท่านั้นเอง” วารีหัวเราะปากกว้างสไตล์เธอ
“จูน อกไปข้างนอกกัน” ชาเลตเอ่ยขึ้นแล้วดึงแขนจูนไว้ก่อนที่เธอจะเดินหนี
“บ้าเหรอ คนทำงานอยู่นะ จู่ๆทิ้งสาวๆไปได้ไง” ว่าจะไม่กัดนายชาเลตแล้วนะ จูนคิดในใจแต่สีหน้าบอกไปหมดแล้วว่ารู้สึกยังไง
“เออน่า วารีผมไปซื้อหนังสือมาเข้าร้านนะ”
ชาเลตหันไปบอกวารี หญิงสาวพยักหน้ารับแล้วโบกมือไล่ให้ทั้งคู่ออกไปได้ แล้วเธอก็เดินไปยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์แทนชาเลต วารียังยิ้มให้จูนยังไม่ทันปลดผ้ากับเปื้อนออกก็ถูกชาเลตดึงตัวออกมานั่งในรถญี่ปุ่นคันเล็กน่ารักของเขาเอง ชาเลตไม่พูดอะไรตลอดทางจนถึงร้านหนังสือที่ซื้อประจำ เขาเดินไปเปิดประตูรถให้จูนลงมา หญิงสาวถอนหายใจหนักๆอย่างไม่เข้าใจชาเลตแต่ก็ถอดผ้ากันเปื้อนออกทิ้งไว้ในรถ เดินคู่กับเขาเข้าไปในร้านหนังสือ ทั้งคู่ใช้เวลาไม่นานในการเลือกนิตยสารเล่มใหม่กับหนังสือเรื่องสั้นอีก4-5เล่ม
“สำหรับเสียงกีต้าร์เพราะๆ ทุกคืน”“งั้นคุณคงเป็นเจ้าของเสียงพิมพ์ดีดทุกคืนเหมือนกันซีใช่มั้ยฮะ” เขาถามยิ้มๆ“เสียงนั้นคงรบกวนคุณแย่เลย”“ไม่ฮะ ผมชอบ...คือ อย่างน้อยผมก็รู้สึกว่ามีคนอยู่ใกล้ๆ ข้างๆห้อง” เขาพูดตะกุกตะกักแล้วบี้จมูกโด่งๆ เล่นอย่างเขินๆ“ผมเพิ่งย้ายมาอยู่ 3-4 เดือนก็เลยยังไม่ค่อยสนิทกับใครเท่าไหร่ด้วย เอ่อ...ผมชื่อแรมฮะ”“ยินดีที่ได้รู้จักเพื่อนใหม่ค่ะ” ศจีเอ่ยบอกแล้วถอดนาฬิกาเรือนสวยไว้บนชั้นวางของก่อนลงมือล้างจานกองโตตรงหน้า“ถ้าคุณเก็บของในห้องเรียบร้อยกว่านี้ ห้องคุณจะดูกว้างขึ้นนะค่ะ” หล่อนว่าเขาตรงๆ ได้ยินเสียงหัวเราะดังจากข้างหลัง ดูเหมือนเขาเองก็กำลังเก็บของที่เกลื่อนพื้นห้องอยู่ แต่เรียกว่ากวาดไปกองที่มุมห้องมากกว่า แล้วฝนที่ลงเม็ดอย่างหนักก็ทำให้เขาต้องรีบออกไปเก็บกางเกงยีนส์ 4-5 ตัว ที่ตากอยู่ระเบียงห้องเข้ามา และตัวเขาเองก็เปียกปอน“ฉันว่าคุณอาบน้ำเลยดีกว่านะ เดี๋ยวเป็นหวัดแย่” ศจีบอกเขาอย่างเป็นห่วง ไม่รู้ว่าผู้ชายผมยาวตรงหน้าจะคิดว่าหล่อนนี่เป็นคนยังไง เพิ่งเจอกันไม่ทันข้ามคืนก็สั่งเขาอย่างนั้นอย่างนี้ราวกับรู้จักกันอย่างดีมาช้านาน เมื่อล้างจานเ
“ เราเป็นเพื่อนกันเถอะน่ะ ” ศจีเหมือนได้ยินประโยคหนึ่งที่เพิ่งได้ยินผ่านมาแล้วนั้นไกลๆ แต่ก้องอยู่ในหูของเธอ มันลอยวนเวียนซ้ำไปมาจนหล่อนแทบกลั้นหยดน้ำตาไว้ไม่อยู่ ศจีชอบตื่นเช้าๆ มารับแสงแดอุ่นๆ แต่วันนี้มืดครื้มกว่าทุกวันที่ตื่นขึ้น แสงแดดอ่อนโยนก็แทบไม่สาดส่องเข้ามาในห้องนอนของเธอเหมือนเคย เหมือนจะเตือนอะไรสักอย่างให้เธอได้รับรู้และเตรียมใจ แต่หล่อนก็ยังยิ้มอย่างสบายอารมณ์เพราะวันนี้จะได้เจอ “ธร” คนรักที่ห่างหายไปนานเสียที ในตอนบ่ายที่ร้านกาแฟที่หล่อนชอบนักชอบหนากับบรรยากาศน่ารักๆ ที่ชวนนั่งคุยอย่างไม่รู้เบื่อหล่อนก็เห็นธรนั่งคอยอยู่ที่มุมเดิม โต๊ะตัวเดิมที่เขาพาหล่อนมานั่งออกเดทครั้งแรก ธรสวมเสื้อสีฟ้าอ่อนสบายตาเหมือนครั้งแรกที่ได้พบเจอ แต่ดวงตาของเขาเปลี่ยนไปจนศจีเองก็รู้สึกถึงเงาดำครึ้มในตอนเช้าที่เหมือนเตือนอะไรหล่อน“แต่ถึงอย่างไรเราก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ใช่มั้ย” ประโยคที่ธรเอ่ยขึ้นพร้อมกับดึงมือของศจีไปเกาะกุม แววตาเศร้าแต่หล่อนเองต่างหากที่รู้สึกเศร้าลึกกว่า แล้วหล่อนก็เดินจากเขามาเหมือน
“นิโคล” เขาเรียกชื่อเธออีกหลายครั้งเมื่อไม่มีเสียงตอบรับ อดเป็นห่วงไม่ได้ ผู้หญิงตัวเล็กๆคนเดียวในบ้าน แต่เมื่อเดินมาที่บันไดก็พบร่างเด็กสาวนอนหลับหนุนเจ้า “นวล” สุนัขพันธุ์ดาแมนเชลล์ที่เขารัก นึกเอ็นดูสาวน้อยขึ้นจับใจ อะไรหนอ...ที่ทำให้เธอต้องเป็นอย่างนี้เธอน่าจะมีบ้านอบอุ่นให้นอนพักสบายๆ ไม่ใช่ฝากชีวิตไว้กับผู้ชายเจ้าชู้คนหนึ่งที่รักเสรีเหนือสิ่งอื่นใด เธอน่าจะงดงามกว่านี้“ชนม์มาเมื่อไหร่เหรอ” เด็กสาวเอ่ยถามเมื่อดวงตาคลี่เปิดเธอจะลุกขึ้นนั่งแต่กลับเซมาซบไหล่กว้างของชนม์อย่างไม่ตั้งใจและมือเขาก็ไวพอที่จะประคองร่างนั่นไว้ได้ทัน“ไม่สบายหรือเปล่าน่ะเรา” เขาถามพลางใช้มืออังที่หน้าผากใบหน้าเด็กสาวแดงระเรื่อได้แต่หลบสายตาคู่คม“นั้นทำอะไรกันน่ะ นิโคล...พี่ชนม์” ประโยคคำถามดังขึ้นคล้ายมีแรงมหาศาลมากระชากร่างของเด็กสาวให้ผละอกอุ่นของชนม์ ทั้งๆที่อีกฝ่ายยังก้าวมาไม่ถึงที่หมาย“โชนกลับมาแล้ว” นิโคลยิ้มกว้างแต่ที่ได้รับเป็นเพียงสายตาที่เย็นชาและกรีดลงหัวใจอ่อนบางให้เจ็บปวด“แค่กลับมาเอากระเป๋า เราจะไปทัวร์ต่อที่อื่น ขอบคุณนะครับพี่ชายที่ช่วยดูแลทุกอย่างระหว่างที่ผมมารบกวนพี่อย่างนี้
เสียงกระแทกปิดประตูบ้านอย่างแรงนั่น ทำเอาคนหนุ่มเจ้าของบ้านสะดุ้งตื่น เขางัวเงียลุกขึ้นจากโต๊ะเขียนแบบที่เผลอฟุบกับโต๊ะ มือควานหาแว่นกรอบเงินมาสวมก่อนลุกขึ้นเดินตามต้นเสียงที่ได้ยิน “โชน...โชนจะทำอย่างนี้กับนิโคลไม่ได้” เสียงเด็กสาวที่เพิ่งเข้ามาอยู่ใหม่ในบ้านตวาดขึ้นเสียงดัง แต่คนพังกลับทำท่าเฉยชา “ก็นิโคลตามโซนมาเอง โซนไม่ได้คุกเข่าอ้อนวอนให้ตามมานี่ แล้วก็เลิกทำตัวเป็นเจ้าของโซนสักที” เด็กหนุ่มวัยไล่เลี่ยกันตวาดกลับบ้าง คราวนี้เด็กสาวถึงกับอึ้งไม่คิดว่าคนที่ตัวเองรักจะกล้าพูดประโยคแบบนี้ “หลบไป” เด็กหนุ่มฉวยเสื้อหนังสีดำ พาดบ่าแล้วเดินชนไหล่เด็กสาวออกไปอย่างไม่สนใจว่าน้ำตาใครบ้างกำลังร่วงริน “ไปเลยคนบ้า...บ้าที่สุด...” เด็กสาวตะโกนไล่หลังแต่ร่างกลับทรุดฮวบลงกับพื้น น้ำตารื่นรินจนคนที่เฝ้ามองแอบสะท้อนใจอยู่ไหวๆ “บ้า...บ้าที่สุดเลย...” เธอยังคงพร่ำคำเดิมๆ แต่ขยับตัวมานั่งตรงซอกบันได ไม่ได้รับรู้ว่าคนที่ยืนอยู่ด้านบนมองดูร่างบางนั่นสั่นสะอื้น เธอกอดเข่าชิดแล้วโยกตัวตามจังหวะสะอื้นของหัวใจ คล้
เมื่อราวปีครึ่งก่อนหน้าไอยเรศก็ถูกจับพร้อมกับบิดาที่สุพรรณบุรีหลังจากหลบหนีไปได้หลายเดือน โดยรับสารภาพว่าต้องการมาพาไอรีนไปขายให้กับเสี่ยคนหนึ่งที่อยากได้ไอรีนไปเป็นภรรยาน้อยมานานแลกกับเงินราวๆห้าล้านบาท ส่วนภรรยาชายฝรั่งได้เลิกรากันไปเพราะความไม่รู้จักพอของทั้งภาคภูมิและไอยเรศเองไอรีนไม่แม้แต่จะไปเยี่ยมที่เรือนจำ เพราะไม่มีพ่อกับพี่ชายคนไหนจ้องจะขายคนในครอบครัวเพื่อเงินแบบนี้แน่นอน ถือว่าเธอได้ตัดขากับสองพ่อลูกนั่นไปเสียแล้วกันทั้งรัก ทั้งเสียใจในตอนนี้เธอเองก็มีความสุขดี มีสังคมคนรอบตัวที่ไม่ทำร้ายตัวเอง และมีธุรกิจเล็กๆที่กำลังไปได้ด้วยดี ไอรีนได้ใช้ชีวิตเรียบง่ายและไม่ต้องรีบร้อนในทุกๆวัน โดยมีบูรพาคอยอยู่เคียงข้างเสมอ“พี่รินสวัสดีค่ะ”“สวัสดีจ้าฟ้าใส เตรียมของเสร็จหรือยัง”“เสร็จแล้วค่ะ รอขนมที่พี่ไอต้องเตรียมอย่างเดียวเลย เดี๋ยวเด็กที่จะมาสมัครงานใหม่กำลังจะมาสัมภาษณ์งานนะคะ”ไอรีนยิ้มรับ ฟ้าใสคือเด็กที่เคยทำงานที่บาร์ของบูรพา ครอบครัวของน้องยากจนและน้องก็ต้องส่งตัวเองเรียนให้จบมหาวิทยาลัย ฟ้าใสไม่ได้อยากทำงานกลางคืนแต่เพราะเงินดีเลยไม่มีทางเลือก ไอรีนจึงเสนอให้เธอมาช่วยงานท
หลังจากผ่านเรื่องร้ายความสัมพันธ์ของไอรีนและบูรพาก็ค่อยๆพัฒนาขึ้น บูรพาคืนของที่เคยเป็นของไอรีนจากการถูกยึดมาใช้หนี้ให้ทุกชิ้นและย้ายมาอยู่ด้วยกันแม้ว่าสถานะตอนนี้จะเป็นแค่คนที่กำลังศึกษาดูใจแต่ยังไม่ได้เป็นแฟนบูรพาให้ไอรีนเลิกทำงานที่ร้านเพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก เขาขำได้ว่าความฝันในวัยเด็กของไอรีนคือเปิดร้านขายเบเกอรี่ ซึ่งหลังจากที่ไอรีนได้ลองทำให้ชิม บูรพาก็รู้ได้เลยว่ามันอร่อยมาก ซึ่งเฟรย่าที่ถูกลากมาเป็นหนูทดลองอีกคนก็เอ่ยปากชมเช่นเดียวกันอะไรที่ไอรีนอยากจะทำเขาจะทำให้เองส่วนเรื่องคดีความตอนนี้บะหมี่ถูกจับในข้อหาสมรู้ร่วมคิดโดยหล่อนให้เหตุผลว่าที่ยอมทำเพราะหมั่นใส้ในตัวของไอรีนที่ไปได้ดีกับผู้ชายที่เธอชอบอย่างบูรพาและเงินที่อีกฝ่ายเสนอให้ก็ไม่ใช่น้อยๆเหตุผลไร้สาระจริงๆเหลือเพียงตัวการอย่างไอยเรศที่หนีหายไป ตอนนี้เขาถูกออกหมายจับและตำรวจกำลังตามตัวมาเพื่อดำเนินคดีอยู่ ไอรีนภาวนาให้ตำรวจจับอีกคนมารับโทษได้ไวๆ เพราะสิ่งที่พี่ชายคนนี้ทำกับเธอมันเรียกว่าครอบครัวไม่ได้อีกต่อไปทำให้ตอนนี้สิ่งที่บูรพาเครียดในเรื่องของไอรีนหมดสิ้นไปแล้ว“คุณฟืน แหวนที่ฝากสั่งล่ะ”“เฟรย่







