LOGINมิล เด็กปีหนึ่งคณะวิทยาศาสตร์ที่ไม่เชื่อเรื่องผี ย้ายเข้าหอเก่าแก่ที่สุดของมหาวิทยาลัยทางเหนือ หอที่มีตำนาน “ป๊อกครืด” ผีสาวรุ่นพี่ที่ทั้งหอใช้เล่าขู่กันทุกปี สำหรับมิล ทุกเสียงต้องมีเหตุผลและพิสูจน์ได้ จนคืนหนึ่งเธอได้เจอ “ริน” รุ่นพี่สาวลึกลับที่มักปรากฏตัวตอนดึก ยิ้มอบอุ่น พูดจาน่าฟัง และทำให้หัวใจของเด็กวิทย์ที่ไม่เคยหวั่นไหวกับใครเริ่มเสียหลักตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน ยิ่งใกล้ชิด มิลก็ยิ่งพบพิรุธ รินตัวเย็นเฉียบ ไม่เคยกินอะไร ไม่รู้จักเพลงยุคนี้ และนาฬิกามักค้างอยู่ที่เวลาเดิมเสมอ จนความจริงที่เธอปฏิเสธไม่ลงค่อย ๆ ปรากฏว่า รุ่นพี่ที่เธอเผลอรัก คือผีสาวตำนานป๊อกครืดที่ตายไปแล้วสิบแปดปี ตำนานที่ทุกคนเล่าว่าน่ากลัว แท้จริงคือเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยพยายามเอาโจ๊กกับยากลับไปให้คนที่รัก แต่ไม่เคยได้ส่งถึงมือ และตอนนี้หอเก่าที่ผูกวิญญาณรินไว้กำลังจะถูกทุบทิ้ง เมื่อการรักใครสักคนอาจหมายถึงการช่วยให้เธอจากไปอย่างสงบ มิลจะเลือกเหตุผลที่บอกว่าเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ หรือเลือกหัวใจที่อยากบอกรักให้ทัน ก่อนที่รินจะหายไปพร้อมหอหลังสุดท้ายของเธอ
View More"เตียงบนเหลือเตียงเดียว มาช้าก็ต้องเอาอันนี้แหละนะ"
คนพูดคือผู้หญิงผมสั้น เธอชี้คางไปที่เตียงสองชั้นตรงมุมห้อง โดยที่มือยังไม่ปล่อยจากเอวของอีกคนที่นั่งชิดข้างกันบนเตียงล่าง มิลยืนอยู่ตรงประตู กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ยังคาอยู่ที่มือ อีกใบสะพายบ่าจนไหล่เอียง เธอมองเตียงบนที่ว่าง แล้วมองเตียงเดี่ยวริมหน้าต่างที่มีของวางเต็มไปแล้ว กับเตียงล่างที่มีคนนั่งอยู่สองคน
เมื่อครู่ตอนลากกระเป๋าผ่านหน้าหอ มิลแหงนมองตึกอยู่พักหนึ่ง ตึกสีขาวหลังโค้งเก่าจนสีหม่น มีแถบอิฐสีแดงคาดยาวตามแนวชั้น นาฬิกาเรือนกลมบนหน้าตึกเดินอยู่ แต่ช้าไปห้านาที ป้ายปูน "หอพักหญิง" ตั้งอยู่ข้างแปลงดาวเรืองสีเหลืองกับน้ำพุปูนเล็ก ๆ ที่ไม่มีน้ำไหลมานานแล้ว
"อือ ไม่เป็นไร" มิลตอบ เพราะไม่เหลือตัวเลือกอะไร ชั้นบนก็ชั้นบน
เธอลากกระเป๋าเข้ามา ล้อกระเป๋าครูดกับพื้นปูนเก่าดังครืด ห้องนี้อยู่ชั้นสี่ หอไม่มีลิฟต์ มิลนับขั้นบันไดตอนขึ้นมาได้แปดสิบสี่ขั้น กระเป๋าสองใบหนักรวมกันน่าจะยี่สิบกว่ากิโล เธอคำนวณไว้ตั้งแต่ขั้นที่สามสิบว่าถ้าหยุดพักหนึ่งครั้งต่อหนึ่งชั้นก็พอไหว ปรากฏว่าไม่พอ เธอหยุดสี่ครั้ง
ห้องไม่ใหญ่ ผนังปูนมีคราบน้ำเก่าตรงมุมเพดาน โต๊ะอ่านหนังสือเป็นฟอร์ไมกาสีครีมขาเหล็ก เก้าอี้พลาสติกสองตัวคนละสี แดงกับน้ำเงินเข้ม หน้าต่างบานเกล็ดปิดไม่สนิทจนลมฝนเดือนมิถุนายนเล็ดลอดเข้ามาเป็นระยะ ทุกอย่างในห้องดูเหมือนผ่านมือรุ่นพี่มาแล้วหลายสิบรุ่น
"ปี่หนึ่งเหมือนกันป่ะ" ผู้หญิงผมสั้นถาม
"วิทยาศาสตร์ เอกฟิสิกส์"
"โห ฟิสิกส์" อีกคนที่นั่งเตียงล่างพูดขึ้นเบา ๆ เป็นครั้งแรก เธอตัวเล็ก เสียงนุ่ม "เก่งจัง"
"เราเฟรม นี่สไมล์" คนผมสั้นแนะนำ "มาจากโรงเรียนเดียวกัน หญิงล้วนอยู่ด้วยกันมาหกปี"
มิลพยักหน้า จำชื่อไว้ เฟรมผมสั้น สไมล์ตัวเล็ก ทั้งสองคนนั่งอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันทั้งที่ยังไม่ถึงเวลานอน หูฟังข้างหนึ่งอยู่ที่หูเฟรม อีกข้างอยู่ที่หูสไมล์ มิลไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าว่าสายหูฟังคงสั้นเกินไป เธอหันไปจัดการกระเป๋าตัวเองต่อ
เตียงบนขึ้นยาก บันไดเหล็กติดข้างเตียงมีอยู่สามขั้น ขั้นบนสุดโยกเวลาเหยียบ มิลลองกดน้ำหนักดูสองสามที กะระยะว่าถ้าตกลงมาจากความสูงประมาณเมตรแปดสิบ พื้นปูนแข็งแบบนี้ก็คงไม่สนุก เธอตัดสินใจว่าคืนแรกจะไม่ดื่มน้ำเยอะ จะได้ไม่ต้องลงมาเข้าห้องน้ำกลางดึก
ห้องน้ำเธอเพิ่งไปดูมาตอนขึ้นบันได อยู่สุดทางเดินชั้นสี่ ห้องอาบน้ำสามห้อง ห้องส้วมสามห้อง มีส่วนซักล้างที่เป็นอ่างปูน
สองห้องอาบน้ำเป็นท่อเหล็กเปล่า ๆ ไม่มีฝักบัว น้ำพุ่งออกมาจากปลายท่อแรงจนน่าจะเจ็บ อีกห้องเดียวมีเครื่องทำน้ำอุ่นกับฝักบัว บนประตูห้องนั้นมีกระดาษเขียนด้วยปากกาเมจิกว่า "ห้องน้ำอุ่น อาบคนละไม่เกิน 15 นาที เห็นใจเพื่อนด้วยจ้า"
ตอนนี้เดือนมิถุนายน หอในมหาวิทยาลัยตีนดอยอากาศเย็นสบายจากฝนตกเมื่อคืน มิลเช็กอุณหภูมิในโทรศัพท์ตอนลงจากรถทัวร์ 22 องศา เธอเดาว่ากลางดึกน่าจะเหลือสัก 18-20 องศา
"เดี๋ยวหน้าหนาวจริง ๆ ห้องที่มีเครื่องทำน้ำอุ่นนี่แย่งกันตาย" เฟรมพูดเหมือนอ่านใจ "เราสองคนไม่ค่อยอยู่หอหรอก ห้องนี้ส่วนใหญ่มีเธอคนเดียวแหละ"
"อ๋อ" มิลตอบ ไม่รู้จะต่อว่าอะไร
เธอไม่ใช่คนเก่งเรื่องนี้ เรื่องคุยกับคนแปลกหน้า ตอนอยู่กรุงเทพฯ เธอก็ไม่ค่อยมีเพื่อน เพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไงและจะจบยังไง บทสนทนากับคนอื่นมันไม่มีสูตร ไม่เหมือนโจทย์ฟิสิกส์ที่ให้ค่ามาแล้วแทนลงสมการได้ เธอเลยเลือกเงียบไว้ก่อนเสมอ
พอเก็บของเสร็จก็เกือบทุ่ม เฟรมกับสไมล์แต่งตัวจะออกไปข้างนอก
"เราไปกินข้าวก่อนนะ เธอจะไปด้วยกันมั้ย"
มิลมองถุงของที่เธอวางไว้ข้างเตียง หม้อหุงข้าวใบเล็กกับกระทะไฟฟ้าอันจิ๋วที่แม่แอบยัดมาให้ตอนเก็บกระเป๋า พร้อมกระซิบว่าอย่าให้ใครเห็น หอในห้ามทำอาหาร
"ไม่เป็นไร เดี๋ยวเรากินเอง" เธอตอบ
พอสองคนนั้นออกไป ห้องก็เงียบลงทันที มิลนั่งลงบนพื้น เสียบปลั๊กหม้อหุงข้าว หันหลังให้ประตู หุงข้าวสวยกับไข่ต้มในหม้อเดียวกัน กลิ่นข้าวสุกลอยขึ้นมา เธอรู้สึกดีขึ้นนิดหนึ่ง อย่างน้อยเรื่องนี้เธอควบคุมได้ ข้าวหนึ่งถ้วยตวง น้ำหนึ่งข้อนิ้ว ไข่ต้มสิบนาที มันให้ผลเหมือนเดิมทุกครั้ง
กินเสร็จเธอถือหม้อกับจานเดินไปล้างที่อ่างปูนในห้องน้ำรวมสุดทางเดินชั้นสี่ ที่นี่ห้องน้ำมีทั้งส่วนอาบน้ำกับส่วนซักล้างที่เป็นอ่างปูนยาว น้ำจากก๊อกเย็นเฉียบจนมือชาไปหมด เธอขัดหม้อเร็วๆ สะบัดน้ำ แล้วเอากลับมาเก็บซ่อนในตู้ข้างเตียง ไม่ถือผ่านสายตาใครเลยสักคน
ตรงกำแพงข้างบันไดชั้นหนึ่งมีป้ายไวนิลติดอยู่ สีซีดแล้ว มิลเพิ่งสังเกตตอนขาขึ้น "โครงการก่อสร้างหอพักนักศึกษาหลังใหม่ ทดแทนหอพักหลังเดิม" มีภาพจำลองตึกสูงกระจกใส ข้างล่างเขียนตัวเล็ก ๆ ว่ากำหนดการรื้อถอนอยู่ระหว่างรออนุมัติงบประมาณ คาดว่าภายในปีการศึกษาหน้า
หอหลังนี้เก่าจริง ราวบันไดเป็นไม้ ผนังบางช่วงเป็นปูนเปลือย บางช่วงเป็นไม้ตีเกล็ด หน้าต่างบานเกล็ดกระจกหลายบานปิดไม่สนิท ลมเย็นเลยเล็ดลอดเข้ามาตามซอก มิลคิดว่ารื้อทิ้งก็ดีแล้ว หอแบบนี้ไม่น่าจะผ่านมาตรฐานอะไรสักอย่างในยุคนี้
"เครื่องทำน้ำอุ่นห้องนั้นน่ะ" รินพูดขึ้นขณะมิลบ่นว่าคืนก่อนน้ำอุ่นไม่ค่อยร้อน กว่าจะอุ่นก็หนาวจนตัวสั่น"เธอต้องเปิดน้ำทิ้งก่อนสักครู่นึง ให้น้ำเย็นที่ค้างอยู่ในท่อไหลออกไปให้หมดก่อน แล้วค่อยกดสวิตช์เครื่อง เครื่องมันเก่า ขดลวดต้องใช้เวลาทำความร้อน ถ้ากดพร้อมเปิดน้ำเลยมันทำความร้อนไม่ทัน"มิลลองทำตามคืนนั้น เปิดน้ำทิ้งไว้พักหนึ่งก่อน แล้วค่อยกดสวิตช์ น้ำอุ่นขึ้นจริงจนมิลแปลกใจที่รินรู้อะไรหลายเรื่องในหอนี้ดี"พี่รินรู้ได้ไงคะ" "บอกแล้วไง อยู่มานาน" รินตอบ ยิ้ม "หอนี้มีอะไรพี่รู้หมด อยากรู้อะไรถามพี่ได้เลย ดีกว่าไปถามคนอื่นที่เขาก็ไม่รู้"หลังจากนั้นมิลก็ถามจริง ๆ ทีละเรื่อง เพราะชีวิตในหอเก่ามีปัญหาให้แก้แทบทุกวัน หลอดไฟกลางทางเดินชั้นสี่ที่กะพริบไม่หยุด รินบอกว่าไม่ใช่ขั้วหลอดหลวมอย่างที่มิลเดาไว้ตอนแรก แต่เป็นแผงสวิตช์ที่หลวม ให้กดเปิด-ปิด ซ้ำสองครั้ง ครั้งที่สองไฟจะนิ่งขึ้น แล้วเป็นอย่างนั้นจริงๆ จนมิลแปลกใจ ท่อน้ำห้องน้ำห้องที่สามที่น้ำไหลอ่อนจนซักผ้าไม่ได้ รินบอกว่ามีตะกอนอุดอยู่ที่หัวก๊อก ให้หมุนถอดหัวก๊อกออกมาเขี่ยตะกอนที่อุดด้านในทิ้ง มิลทำตามในเช้าวันรุ่งขึ้น น้ำแรงขึ้นจริ
บนดาดฟ้าคืนหนึ่ง รินร้องเพลงเบาๆ ระหว่างตากผ้า เป็นเพลงที่มิลไม่เคยได้ยิน จังหวะสนุก ทำนองติดหู มีคำร้องเกี่ยวกับความรักอะไรสักอย่าง"เพลงอะไรคะ" มิลถาม "เพราะดี ติดหูด้วย""อ้าว ไม่รู้จักเหรอ" รินทำหน้าตกใจเกินจริง "เพลงดังจะตาย เปิดกันทั้งประเทศเลยนะ ค่ายกามิกาเซ่ไง เด็กสมัยนี้ไม่ฟังกันแล้วเหรอ เมื่อก่อนใคร ๆ ก็ร้องได้""กามิกาเซ่..." มิลทวน นึกไม่ออกจริง ๆ "หนูไม่เคยได้ยินเลยค่ะ วงอะไรคะ""เธอนี่เชยจัง" รินหัวเราะ แล้วร้องต่อ มิลไม่รู้จักเพลง แต่ชอบเสียงรินเวลาร้อง มันหวานและสดใสไปกับทำนอง เธอเลยไม่ได้เอะใจว่าทำไมรุ่นพี่ปีสูง ๆ ถึงฟังเพลงที่เธอซึ่งอายุน้อยกว่ายังไม่เคยได้ยิน เธอคิดแค่ว่าคนคณะศิลปะคงฟังเพลงแปลกๆ ไม่ตามกระแสช่วงหนึ่งรินพูดถึงการถ่ายรูป บอกว่าชอบถ่ายรูปเก็บไว้ ชอบเอาไปอวดเพื่อน เธอทำท่าให้มิลดูว่าเวลาถ่ายรูปต้องอมแก้มให้ป่องๆ เหมือนอมลูกอม แล้วชูสองนิ้วแนบแก้ม รินทำท่านั้นให้ดู หน้าตาน่ารักจนมิลอดหัวเราะไม่ได้"ท่านี้ดูตลกนะคะพี่" มิลว่า "เหมือนเด็กอนุบาลถ่ายรูป""อี๋ ท่านี้น่ารักจะตาย" รินทำหน้างอน "ใครๆ เขาก็ถ่ายกันแบบนี้ เธอไม่เคยทำเหรอ""ไม่เคยค่ะ" มิลตอบ ในใจคิด
ตัวเลขบนจอบอกเวลา 00:17 น.มิลขมวดคิ้ว เธอมองนาฬิกาฝาผนังสุดทางเดินก่อนขึ้นดาดฟ้า ตอนนั้นเวลา 23:33 น. พอดี เธอจำได้แม่น แล้วเธอกับรินคุยกันตั้งนมนาน อย่างน้อยชั่วโมงหนึ่ง อาบน้ำอีกสิบห้านาที เดินกลับ เปลี่ยนชุด รวมแล้วน่าจะเกือบตีสองได้แล้วเธอกดรีสตาร์ท ตัวเลขเดิมปรากฏที่หน้าจอ เธอเอานิ้วแตะดูวันที่ก็ถูกต้อง เธอเคาะโทรศัพท์กับฝ่ามือเบา ๆ "แบตน่าจะบวม" เธอพึมพำกับตัวเอง "หรือชิปนาฬิกาในเครื่องมันค้าง เดี๋ยวพรุ่งนี้รีสตาร์ทดูอีกทีถ้ายังเป็นก็เอาไปเคลม"เธอวางโทรศัพท์คว่ำไว้ข้างหมอน กระชับผ้าห่มอีกครั้ง ข้างนอกเงียบสนิท ไม่มีเสียงป๊อกครืดคืนนี้ เธอหลับไปพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ที่ริมฝีปากคืนต่อมารินก็อยู่ที่นั่นอีก มิลตั้งใจขึ้นไปสูดอากาศบนดาดฟ้า ในใจแอบคิดว่าไม่รู้จะเจอรินอีกไหม เธอบอกตัวเองว่าขึ้นมารับลมเฉยๆ ไม่ได้มาหาใคร เมื่อผ่านประตูดาดฟ้า มิลเห็นร่างเล็กผมซอยแปลกตา นั่งบนม้าหินอ่อน ทอดสายตาไปเบื้องหน้า ก่อนหันมายิ้มให้เหมือนรออยู่แล้ว มิลรู้สึกอะไรบางอย่างในอก มันคล้ายกับตอนแก้โจทย์ข้อสอบยากๆ ได้"มาแล้วเหรอ นั่งด้วยกันสิ" รินพูด ขยับตัวไปอีกฟากให้มิลนั่งมิลทรุดตัวนั่งข้างริน ร
เย็นวันนั้นเธอทำอาหารในห้องอย่างสบายใจเป็นครั้งแรก เปิดประตูหลังห้องรับลมลมเย็นพัดเข้ามาปะทะแขนจนขนลุกชัน มองออกไปเห็นดอยตั้งตะหง่าน มีหมอกลอยคุ้งหลังฝนตกตอนนี้เป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว อยู่ๆ วันนี้ฝนก็ตกมาครู่นึง อากาศเย็นจากฝนตกและลมหนาวผสมปนเปกันจนมิลนึกอยากกินซุปร้อนๆ มิลตั้งกระทะไฟฟ้ากลางห้อง ต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสูตรพิเศษ ปรุงด้วยน้ำพริกเผาฟ้าธานี ใส่หมูสับ ปลาหมึกแห้ง ผักบุ้ง เธอซดน้ำบะหมี่รสต้มยำคนเดียวช้าๆ บนพื้นข้างเตียง กางโต๊ะญี่ปุ่นข้างหน้า อ่านเลกเชอร์ไปด้วยข้างนอกฟ้ามืดเร็วเพราะหน้าหนาว หกโมงก็มืดสนิทแล้ว เธอรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก เหมือนทั้งหอเป็นของเธอคนเดียวกว่าจะอ่านจบสองบทก็ห้าทุ่ม เธอลุกไปคว้าตะกร้าผ้า ตั้งใจไว้แต่แรกแล้วว่าคืนหยุดยาวแบบนี้แหละเหมาะจะซักผ้ามากที่สุด ทั้งชั้นสี่มีแค่เธอคนเดียว อ่างปูนในห้องน้ำว่าง ลานตากผ้าบนดาดฟ้าก็ว่างทั้งลาน เธอจะได้ยืนซักที่ห้องน้ำเงียบๆ แล้วหอบผ้าเปียกขึ้นไปตากบนดาดฟ้าให้โดนลมกลางคืน เสร็จแล้วค่อยลงมาอาบน้ำอุ่นสบายๆ ไม่ต้องรีบร้อน เป็นคืนในอุดมคติของเธอเลยก็ว่าได้เธอยืนซักผ้าที่อ่างปูนยาวในห้องน้ำรวมสุดทางเดินคนเดียวเงีย