ตอนที่ 11 เทพีซุ้มยาดอง
“อย่ามาทำเป็นปากเก่งหน่อยเลย ถ้าไม่ใช่เพราะคุณหญิงเพียงเพ็ญบังคับให้ภารัญแต่งงานด้วย เธอก็คงไม่ได้เข้าใกล้เขาหรอก ใคร ๆ เขาก็รู้ว่าคุณภารัญเขารักลิตามากแค่ไหน”
“พวกคุณนี่ยังไงกันคะ หนูเพิ่งพูดไปหยก ๆ ว่าไม่สนอดีต เมื่อก่อนคุณภารัญเคยรักคุณลิตามากแค่ไหน เรื่องนั้น....ก็ไม่รู้สินะ หนูรู้แค่ว่า ตอนนี้หนูนอนเตียงเดียวกันทุกคืนเลย...ฮี่....” ยิ้มปั่นประสาทจากสาวน้อยทำให้คนที่พยายามปกป้องเพื่อนถึงกันนั่งไม่ติดเก้าอี้
“นี่สาว ๆ ตกลงว่าจะกินมื้อค่ำ หรือว่าจะเถียงกันเรื่องภารัญกับเมียกันแน่ พวกเอก็เหมือนกันจะอะไรนักหนา ก็เห็นอยู่ว่าภารัญแต่งงานไปแล้ว” เพื่อนชายคนหนึ่งพูดแทรก นั่นเองจึงทำให้นักเรียนนอกทั้งหลายสงบลงได้ในที่สุด
“ภารัญนายอย่าลืมที่เราดวลเหล้ากันค้างเอาไว้”
“พวกเธอดวลเหล้ากันพวกฉันเห็นบ่อยแล้ว เอาอย่างนี้ดีหรือเปล่าครั้งนี้ให้พวกเราผู้หญิงดวลกันเองบ้าง” เพื่อนสาวแสนดีคนหนึ่งพูดขึ้นมา
“พวกเธอเนี่ยนะจะดวลเหล้า”
“ใช่ ว่ายังไงมนตกานต์ เธอกล้าที่จะลงมาแข่งดื่มกับพวกเราไหม”
“หนูเหรอคะ” นิ้วชี้จิ้มเข้าหาตัวเอง ก่อนจะแหงนคอหันกลับไปมองหน้าภารัญ
“ใช่ ฉันขอท้าเธอมาดวลเหล้ากับพวกเรา”
“ได้ค่ะ / ไม่!” ภารัญปฏิเสธเสียงแข็ง ค้านกับคำตอบรับของมนตกานต์ ท่าทีห่วงใยภรรยาของภารัญทำให้ฝั่งสาว ๆ ลูกเศรษฐีไม่พอใจอย่างมาก
“ทำไมละคะ คุณภารัญ หนูดื่มเป็นนะ”
“ไม่จำเป็นต้องไปทำเรื่องไร้สาระอย่างนั้นหรอก วันนี้ฉันตั้งใจพาเธอมาทานมื้อค่ำ และแนะนำให้เพื่อน ๆ ของฉันรู้จักเท่านั้น”
“คุณกลัวหนูแพ้หรือคะ”
“นั่นสิภารัญ ไม่เอาน่าแค่ดื่มเหล้าเท่านั้นเอง”
“ไม่ต้องห่วงค่ะ หนูคอแข็ง” มือป้องรองปาก ยื่นหน้าไปกระซิบกระซาบข้างหูสามี
“แน่ใจนะ”
“ค่ะ ตอนเรียนมหาลัยหนูนี่เป็นเทพีซุ้มยาดองเลยนะคะ”
“เธอแน่ใจนะ มนตกานต์”
“ถ้าคืนนี้หนูแพ้ หนูยอมนอนในห้องน้ำเลยค่ะ”
“ฮึ โอเค ฉันเชื่อใจเธอ ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืนนะเข้าใจหรือเปล่า”
“รับทราบค่ะ” มือบางยกขึ้นมาทำท่าวันถยาหัตถ์อย่างน่ารัก หน้ากลม แก้มป่องหันกลับมายังแก๊งเพื่อนสาวนักเรียนนอกทันที
“ถ้าเธอแพ้ อาหารมื้อนี้เธอต้องจ่าย” นักเรียนนอกคนหนึ่งยิ้มเจ้าเล่ห์ทันที
“ไม่มีปัญหาค่ะ สามีหนูเพิ่งให้แบล็กการ์ดมา หนูกำลังอยากลองรูดมันพอดี” มนตกานต์ฉีกยิ้มพร้อมควักบัตรเครดิตการ์ดของภารัญที่ให้เธอเอาไว้จ่ายค่าไอศกรีมเมื่อกลางวันขึ้นมาชูอวด
“นี่ภารัญ....คุณให้เด็กคนนี้ถือแบล็กการ์ดของคุณเชียวหรือคะ”
ลิตามองบัตรเครดิตใบนั้นด้วยความริษยา เธอคบกับภารัญมาตั้งห้าปี แม้ภารัญจะดูแลเธออย่างดี ซื้อของกิน ของใช้ ของขวัญแบรนด์เนมประเคนให้เธอมากมาย แต่เขาไม่เคยให้เธอมีโอกาสได้ใช้หรือได้จ่ายบัตรเครดิตของเขาแม้แต่ครั้งเดียว
“ใช่ เพราะเขาเป็นภรรยาของผม”
“เฮอะ ถ้าอย่างนั้นก็เตรียมรูดการ์ดได้เลย”
สาวไฮโซนั่งเอนจนตัวเอียง เสียงอู้อี้ อ้อแอ้ เหมือนกล้ามเนื้อส่วนลิ้นอ่อนเปลี้ยเพลียจนกระดกคำไม่ได้ ผิดกับสาวน้อยตาใสแจ๋วที่ยังนั่งซบแขนสามีพร้อมกับหัวเราะคิกคัก ขัดหูขัดตาอดีตคนรักเก่าอย่างลิตา
“นี่พอแล้วน่า เธอแพ้แล้ว” กรรมการคนหนึ่งพูดขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนสาวทำท่าฝืนยกเหล้าแก้วสุดท้ายขึ้นดื่ม
“ม่ายยยยย ม่าย อาววววว”
“นี่ลิตา ฉันว่าพวกเธอพาแม่นี่กลับเถอะ”
“ม่ายย ฉัน ม่ายแพ้มาน”
“นี่ช่างมันเถอะน่า วันนี้พวกเรากลับกันก่อนเถอะ”
“เดี๋ยวสิคะ คุณยังไม่ได้จ่ายตังเลย เช็กบิลก่อนค่ะ น้อง ๆ มาเก็บตังค่ะ” มนตกานต์ผลุดลุกขึ้นจากที่นั่งยกมือกวักเรียกบริการ
“นี่เธอ”
“คุณเป็นคนพูดเองนะ ว่าใครแพ้จ่ายเงิน คุณคงไม่เบี้ยวใช่มั้ยคะ”
“ไม่เป็นไรหรอกกานต์ เดี๋ยวฉันจัดการเอง”
“ไม่ได้ค่ะ ในเมื่อพวกเขาเป็นคนท้าดวลหนูก่อน แถมยังสร้างเงื่อนไขเอง แล้วจะมาเบี้ยวกันง่าย ๆ อย่างนี้ได้ยังไง แบบนี้มันไม่ตลกไปหน่อยหรือคะ นี่คุณมีเงินหรือเปล่า ถ้าไม่มียืมหนูได้นะ หนูไม่คิดดอกเบี้ยหรอก”
“อีเด็กนี่...”
“ได้ ฉันจ่ายเอง” ลิตามองขวางมายังเด็กสาวอายุน้อยที่สุดในกลุ่ม ความแค้นในอกเหมือนไฟสุมจนหน้าชาร้อนผ่าว
“เยี่ยม!!!” นิ้วหัวแม่มือชูยื่นไปทางลูกสาวเศรษฐีมีเงิน
“คุณภารัญขา” ภรรยาเด็ก วางคางเกยลงมาบนบ่าสูง กลิ่นเหล้าเคล้ามากับลมหายใจคลุ้งจนภารัญถึงกับส่ายหัว
“ว่าไง”
“หนูเมา” ปากบางห่อยู่ยื่นมาจุ๊บแก้มสาก จนภารัญหายใจสะดุด
“อืม เห็นแล้ว”
“คุณภารัญขา”
“ว่าไง” ภารัญเอี้ยวหน้ามองแก้มป่องซึ่งวางรองอยู่บนไหล่ของเขาอีกครั้ง
“หนูเมา จุ๊บ”
“อืมมมมม เห็นแล้ว”
“คุณภารัญขา”
“อะไรของเธออีก หือ”
“หนูเม๊า จุ๊บ” แก้มนุ่มขยี้ลงมาบนไหล่
ภารัญหัวเราะหึ ๆ ออกมา เหลือบตาขึ้นไปยังกระจกมองหลัง เห็นลุงคนขับรถประจำบ้านนั่งอมยิ้มมองมายังเขาทั้งสอง จากนั้นปรับองศากระจกให้หันไปทางอื่นเหมือนไม่อยากรบกวนช่วงเวลาหวานชื่นของคู่สามีภรรยา
คนขับรถเดินอ้อมมาเปิดประตูรอ ขณะที่ภารัญช้อนพยายามรั้งร่างอ่อนปวกเปียกของเมียเด็กให้เข้ามาอยู่ในวงแขน แต่เพราะมนตกานต์สวมชุดกระโปรงสั้นทำให้ภารัญต้องใช้ความระมัดระวังมาก เนื่องจากไม่อยากให้ภรรยาโป๊ โชคดีที่คนขับรถเก่าแก่รู้หน้าที่เบนหน้าหันสายตาหนีไปทางอื่นเขาจึงสามารถอุ้มมนตกานต์หนีบเข้าเอวกระเตงออกมาจากรถได้ไม่ต่างอะไรกับอุ้มเด็กเล็ก ๆ
“ไปไหนกันมาลูก แล้วทำไมหนูกานต์ถึงมาสภาพนั้น” คุณหญิงเพียงเพ็ญ เดินลงมารอรับทั้งลูกชายและลูกสะใภ้ แล้วรีบวิ่งไปคว้าเอาเสื้อสูทลูกชายมาจากมือคนขับรถเพื่อนำมาห่มคลุมส่วนสะโพกซึ่งกระโปรงสั้นมันร่นถลกสูงจนก้นงอนเกือบโผล่ออกมา
“ผมไปดื่มกับเพื่อน ๆ มานิดหน่อยครับ”
“รัญไปดื่ม แล้วทำไมน้องเมาละลูก” คุณหญิงเพียงเพ็ญเดินไปข้าง ๆ คอยช่วยจับชายเสื้อปิดความโป๊ของลูกสะใภ้เอาไว้
“คุณป้าขา หนูเมา” สาวน้อยเอียงแก้มหันมาคุยกับแม่สามี
“จ้าลูก โถ”
“พี่รัญขา หนูกานต์เมา” เด็กสาวขี้อ้อนยิ้มหวานซบหน้าลงไปบนบ่าสามี ประโยคหวานทำเอาทั้งภารัญและคุณหญิงเพียงเพ็ญถึงกับยิ้มกริ่ม ตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยเจอใครเมาได้น่ารักเท่านี้มาก่อนเลย
“เดี๋ยวแม่ช่วยเช็ดตัวให้น้องเอง รัญไปอาบน้ำเถอะลูก”
“ไม่เป็นไรครับ ดึกแล้วคุณแม่ไปพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวความดันขึ้นอีก เดี๋ยวผมดูแลน้องเอง” ภารัญบรรจงวางคนเมาลงไปบนเตียง จากนั้นรีบดึงผ้าห่มมาคลุมท่อนล่าง เพราะกลัวว่าสาวเจ้าจะยกแข้งยกขาจนกระโปรงเปิดอีก
“แน่ใจนะลูก ว่าไม่ต้องให้แม่ช่วย”
“ครับ”
“ถ้าอย่างนั้นดูแลน้องด้วยนะ”
ภารัญเดินกลับลงมายังห้องครัว เตรียมกะละมังกับมะนาวฝานใส่น้ำอุ่น ๆ ยกขึ้นไปยังห้องนอน ผ้าขนหนูผืนนุ่มชุบน้ำหมาดถูกเช็ดไปตามใบหน้ากระทั่งภารัญเห็นว่าเครื่องสำอางบนหน้านั้นมันไม่อาจลบได้ด้วยน้ำเปล่า เขาจึงเดินกลับไปยังโต๊ะเครื่องแป้งแล้วใช้คลีนซิ่งล้างเมคอัพทำความสะอาดจนภรรยากลับมาหน้าใส แล้วจึงใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดทั่วทั้งตัว เสื้อผ้าทั้งชั้นนอก ชั้นใน ตัวเล็ก ตัวใหญ่ ภารัญไม่เกี่ยงในการจับถอดเปลี่ยนใส่ชุดนอนใหม่เพื่อให้คนเมารู้สึกสบายตัวที่สุด
“พี่รัญขา” คนเมาที่เขาคิดว่าหลับไปแล้วขยับตัวซุกเข้ามาอยู่กลางอ้อมกอด
“หือ ว่าไงครับ”
“หนูขอจับอันนี้พี่รัญได้ไหมคะ” มือบางคว้าหมับจับพวงเนื้อใต้ร่มผ้ากางเกงนอนของภารัญ มือเล็กขยำบีบจนเขาสะดุ้ง
“กานต์!!!”
“ใหญ่จังเลย”
“ยัยเด็กบ้านี่ ปล่อย”
“อื้ออออ หนูจะจับ”
“กานต์ไม่เอานะ อย่าซน”
“ขอจับหน่อยยยยย อะไรเอ่ย บ้องเท่าแขน ใบแล่นเสี้ยว หยำ หยำ หยำ อื้อออ ใหญ่จังเยย ใหญ่เยย วาสนาผู้ใดหนอ วาสนา นุกานต์หนอ...”
“คราวหน้าห้ามดื่มจนเมาอีกนะ ... อ๊า ซี๊ดดดดด”
ตอนพิเศษที่ 5คุณแม่ลูกอ่อน นอนหลับอย่างสบายบนเตียงนอนอันหนานุ่ม ผ้าห่มอุ่นคลุมทับให้เธอได้ซุกตัวหลับอย่างเต็มอิ่ม คุณแม่ยังสาวขยับเปิดเปลือกตาขึ้นมาพบว่าห้องนอนกว้างขวางมีเพียงความสลัวอันเงียบสงบ รอบด้านหน้าต่างทุกบานถูกผ้าม่านสีทึบรูดปิดจนไม่มีช่องให้แสงแดดภายนอกลอดผ่านเข้ามา“ฮึ” ไม่มีใครอื่นอีกแล้วที่จะแสนดีเท่าสามีของเธอคนนี้ ดูทีการันต์คงอยากให้เธอนอนหลับสบายจึงได้ปิดม่านมิดชิดอย่างนี้“ที่รัก” วีรดาลุกขึ้นมาคว้านาฬิกากดเปิดดูเวลา ด้วยความสงสัยเพราะดูเหมือนวันนี้เธอหลับได้เต็มอิ่มเหลือเกิน“เที่ยง! ตายแล้ว นี่ฉันนอนเพลินขนาดนี้เชียวหรือ”คุณแม่ลูกสี่ลุกขึ้นมานั่งบิดขี้เกียจ จากนั้นรีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อลงไปดูว่าลูก ๆ ยังสุขสบายดีหรือเปล่า เพราะวีรดาจำได้ว่าวันนี้เป็นวันเสาร์ลูกสาวและลูกชายไม่ได้ไปโรงเรียน“คุณแม่” ลูกสองคนเงยหน้าขึ้นมาจากของเล่นกระโดดตัวลอยวิ่งเข้ามาหาคุณแม่คนสวยทันที“คุณพ่อขา คุณแม่ลงมาแล้วค่ะ” พันดาวสาวน้อยช่างเจรจาพุ่งเข้ามากอดเอวคนเป็นแม่“ไงคะเด็ก ๆ เล่นอะไรกันอยู่เอ่ย” วีรดาย่อตัวลงมารั้งลูกทั้งสองเข้ามาหอมแก้มคนละที ก่อนที่สายตาจะมองไปเห็นการัน
ตอนพิเศษที่ 4ภายในห้องพักผู้ป่วยมีทั้งปู่ย่า อากง คุณลุง คุณป้า ต่างนั่งรอคอยการปรากฏตัวของสมาชิกใหม่อย่างใจจดใจจ่อ มุมหนึ่งคู่พี่น้องฝาแฝดนั่งกอดตุ๊กตา ที่ตั้งใจเอามาให้น้องเป็นของขวัญ ตะวันและพันดาวนั่งชะเง้อคอรอพ่อกับแม่ โดยมีนารินทร์อยู่เคียงข้าง“ตะวัน พันดาวหนูสองคนตื่นเต้นไหมคะเด็ก จะได้เจอหน้าน้องแล้ว” นารินทร์หันมาชวนหลานรักทั้งสองพูดคุย“คุณป้ารินทร์ขา น้องจะรักหนูดาวกับตะวันไหมคะ”“รักสิลูก น้องของหนูจะรักพี่ตะวันและพี่พันดาวแน่นอนค่ะ”นารินทร์ก้มลงไปหอมแก้มหลานสาว จับสังเกตอาการตื่นเต้นปนกังวลได้ อาการอย่างนี้เธอเองเคยประสบพบเจอมาก่อน ตอนคลอดน้อง ๆ ให้กับธนา และการคลอดลูกครั้งถัดมา เพราะเด็ก ๆ ยังไร้เดียงสา เกินกว่าจะเข้าใจ จึงเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ ทั้งพ่อแม่ คนรอบข้าง ที่จะช่วยกันอธิบายว่า ต่อให้พ่อแม่มีน้อง พวกเขายังคงเป็นคนสำคัญเช่นเคยไม่เปลี่ยนแปลง โชคดีที่ทั้งการันต์และวีรดา เตรียมพร้อมรับมือด้วยการ ฝึกฝนและสอนให้พี่ชายพี่สาวดูแลรักน้องตั้งแต่อยู่ในท้อง“สวัสดีครับทุกคน สมาชิกใหม่ของพวกเรามาแล้ว”การันต์เดินพ้นประตูเข้ามา โดยมือจับเข็นเตียงเหล็ก ซึ่งด้านบนมีภรรยาสา
ตอนพิเศษที่ 3การวางแผนเพื่อมีลูกครั้งนี้ทั้งวีรดาและการันต์ นอกจากเตรียมความพร้อมเรื่องวัตถุสิ่งของแล้ว สิ่งสำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือเตรียมให้ลูกสาวลูกชาย ตะวันและพันดาวค่อย ๆ ปรับตัวเรียนรู้ว่าอีกไม่นาน ในครอบครัวจะมีสมาชิกใหม่เพิ่มและบทบาทหน้าที่ของแต่ละคนอาจจะแตกต่างออกไปนิดหน่อย“คุณแม่ขา น้องอยู่ตรงไหนคะ” พี่สาวขี้สงสัยลุกขึ้นยืนบนเก้าอี้ ชี้นิ้วขึ้นยังจอมอนิเตอร์ซึ่งกำลังฉายภาพการอัลตร้าซาวด์สมาชิกใหม่ของครอบครัว“ตรงนี้ไงครับ ตะวัน กับพันดาวเห็นน้องหรือเปล่าครับลูก น้องอยู่ตรงนี้” การันต์อุ้มลูกชายวัยสามขวบเศษขึ้นมายืนบนหน้าขาตัวเองบ้างจากนั้นจิ้มปลายนิ้วชี้ลงไปยังวงกลมบิดเบี้ยว แสดงการมีอยู่ของตัวอ่อนอายุเจ็ดสัปดาห์“ทำไม น้องเป็นก้อน ๆ อย่างนั้นคะคุณพ่อ”“น้องยังตัวเล็กเป็นเบบี๋ไงคะ น้องยังไม่โตเลย”“ต้องรดน้ำน้องอีกเยอะ ๆ หรือครับ” ตะวันซึ่งเวลานี้กำลังตื่นเต้นกับบทบาทของพี่ชายพูดขึ้น“ต้องให้คุณแม่ทานข้าว ทานขนม ทานผลไม้เยอะ ๆ แล้วน้องก็จะค่อย ๆ โตครับ” การันต์อธิบายอย่างง่าย ๆ เพื่อให้ลูกทั้งสองเข้าใจ“คุณแม่อยากกินข้าวไข่เจียวไหมคะ” ลูกสาวคนโตรีบก้มลงไปถามทันทีเพราะเมนูนี้ต
ตอนพิเศษที่ 2“คุณพ่อขา คุณแม่ขา เบบี๋ต้นไม้ของตะวันกับพันดาว มันมีอันสีเขียว ๆ ออกมาแล้ว คุณแม่มาดูสิ”ลูกสาวและลูกชายวิ่งหน้าตาตื่นมาเข้ามารีบดึงแขนพ่อกับแม่ ให้เดินตามมายังแปลงผัก ซึ่งหลายวันก่อนการันต์ชวนลูก ๆ ทดลองปลูกเพาะต้นอ่อนทานตะวัน เพื่อให้ลูก ๆ นั้นได้ทดลองปลูกผักด้วยตัวเองอย่างง่าย ๆ อีกประการหนึ่งคือทั้งเขาและวีรดาอยากให้ลูกได้เห็นว่ากว่าจะได้พืช ผัก อาหารแต่ละอย่างมานั้นมันต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้างใบอ่อนสีเขียวเล็ก ๆ แทงยอดโผล่พ้นหน้าดินขึ้นมาทำให้เด็ก ๆ ตื่นเต้นอย่างมาก ดวงตากลมโตสองคู่ของลูกรัก จ้องเขม็งอย่างภาคภูมิใจ“จริงด้วย เบบี๋ทานตะวันสีเขียวออกมาแล้ว ลูกสองคนเก่งมากเลยค่ะ คุณพ่อ คุณแม่ภูมิใจในตัวลูกที่สุดเลย”วีรดาและการันต์ก้มลงไปสวมกอด พร้อมทั้งชี้ชวนชื่นชมในความสำเร็จของเด็ก ๆ ยิ่งทำให้ลูกรักทั้งสองฉีกยิ้มออกมากว้างกว่าเดิม“ตะวันกับพันดาวเก่งมากเลยใช่ไหมคะคุณพ่อ คุณแม่”“เก่งสิลูก”“แล้วเบบี๋ต้นทานตะวัน มันจะออกดอกเป็นสีเหลืองอันใหญ่ ๆ ไหมครับคุณพ่อ” ตะวันทำมือทำไม้แสดงท่าทาง จินตนาการไปไกลจนถึงดอกทานตะวันใหญ่อย่างที่เคยเห็นในหนังสือนิทาน“ออกดอกสิลูก ถ้าห
ตอนพิเศษที่ 1ช่วงเช้าของวันจันทร์เด็กชายตะวันและเด็กหญิงพันดาว ถูกเสียงหวานของวีรดาคุณแม่คนสวย ปลุกให้ลุกจากที่นอน เพื่อเตรียมตัวสำหรับการกลับไปเป็นเด็กนักเรียน ชั้นอนุบาลหนึ่ง“ตะวัน พันดาว ตื่นได้แล้วลูก วันนี้พวกหนูต้องไปโรงเรียนนะคะ” คุณแม่ยังสวยของสองเด็กแฝด เดินไปรูดเปิดผ้าม่านเพื่อให้แสงสว่างอันสดใสส่องเข้ามาในห้องได้มากขึ้น“ฮ้าวว...คุณแม่ขา ต้องไปโรงเรียนอีกแล้วหรือคะ” ลูกสาวคนโตดึงตัวเองลุกขึ้นมานั่ง ผมเผ้าเส้นยาวชี้ฟูยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง“ใช่ค่ะ วันนี้วันจันทร์ เราต้องไปโรงเรียน”“แต่หนูดาวไม่อยากไปโรงเรียนเลยค่ะ คุณแม่”สาวน้อยล้มตัวลงไปนอนบนหมอนหนุน มือเล็กดึงตุ๊กตาเป็ดตัวโปรดขึ้นมากอด“ทำไม หนูดาวถึงไม่อยากไปโรงเรียนละคะ” วีรดาเอ่ยถามลูกสาวออกมาด้วยความสงสัยในใจแอบกังวลเป็นห่วง เกรงว่าลูกสาวจะมีปัญหาอะไรที่โรงเรียน อาจโดนเพื่อนแกล้ง หรือว่าอาจถูกคุณครูดุ แต่หากมีเหตุการณ์อย่างนี้คุณครูจะต้องแจ้งให้ผู้ปกครองรู้ทันที ไม่มีปล่อยให้ข้ามวันแน่นอน“เราไม่ไปโรงเรียนได้ไหมคะคุณแม่” ลูกสาวคนโตยังคงต่อรองต่อไป“ไม่ได้หรอกค่ะ เด็กทุกคนต้องไปโรงเรียนเพื่อเรียนหนังสือ”“แต่คุณแม่ กั
ตอนที่ 23 ความสุขคืออะไร เดี๋ยวนี้ใครจะเข้าไปพบท่านประธาน จะเดินทะเล่อทะล่าก้าวขาฉับ ๆ เข้าไปในห้องทำงานนั้นไม่ได้อีกแล้ว ทุกย่างก้าวต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวัง หรือบางครั้งถึงกับต้องคลานเข่าเข้าไป ทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น หาใช่เพราะการันต์นั้นเจ้ายศ เจ้าอย่างถือตัวกร่างทำตัวสูงส่งหากแต่เป็นเพราะ“คุณการันต์ครับ คือมีเมล์ส่งมาครับ” เลขานุการส่วนตัวคลานเข่าเข้ามาหาขณะที่การันต์เองก็คลานสี่ขาเข้าไปหาลูกน้อง บนแผ่นหลังกว้างมีลูกฝาแฝดนั่งหัวเราะอยู่ด้านบน นิ้วสั้นป้อมของลูกสาวคนโตจับปกคอเสื้อของพ่อเอาไว้แน่น“โอเค เดี๋ยวอีกสักพักผมจะขึ้นไปดู”“ครับผม”“กั๊บ กั๊บ” พันดาว สาวน้อยตาโตส่งเสียงเป็นสัญญาณให้พ่อทำหน้าที่เป็นม้าพาตัวเองเดินเล่น“ตะวัน พันดาว พอแล้วลูก ปล่อยให้คุณพ่อกลับไปทำงานได้แล้วค่ะ” วีรดาเดินกลับมาจากโต๊ะเตรียมอาหาร“พ่อ...งาน”“ใช่ค่ะ บอกให้คุณพ่อกลับไปทำงานได้แล้ว มัวแต่มาเล่นอย่างนี้เดี๋ยวไม่มีเงินมาซื้อขนมให้หนูสองคนนะ”“อื้อ...งาน” ลูกสาวรู้ความ ชี้นิ้วสั้นป้อมขึ้นไปยังโต๊ะทำงานใหญ่ มือขยุ้มจิกเส้นผมของพ่อทึ้งกระตุกซ้ำ ๆ ให้หน้าแหงนกลับขึ้นไปมองแฟ้มเอกสารกองใหญ่“ครับ พ่