LOGIN“อืม เหมือนเธอจะลืมฉันไปแล้ว” ไลก้าย่อบกายลงอีกนิด จนลมหายใจอุ่น ๆ ของเขากระทบใบหน้าของเธอ “แต่ก็ไม่แปลก เพราะสมองเธอคงกระทบกระเทือนรุนแรงไม่น้อย” ปลายจมูกโด่งแตะลงบนสันจมูกเรียวเล็กแผ่วเบา ราวกับจะย้ำว่าสิ่งที่เขาพูดคือความจริง ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ เมื่อเห็นซันเดย์ดูเหมือนจะยังไม่กลับมามีสติ เธอคงไม่คิดว่าคนที่เคยช่วยเธอจะเป็นคนเดียวกับคนที่ท้าแข่งในสนามเดียวกัน เขาไม่พูดอะไร แต่กลับค่อย ๆ ลากปลายจมูกไล้ผ่านแก้มเนียนนุ่ม ลมหายใจอุ่นรินรดผิวผะแผ่ว ก่อนที่จะเคลื่อนเลยไปแตะยังใบหูเล็กที่เริ่มแดงจัดขึ้นทุกขณะ ซันเดย์ยังคงไม่ตอบสนองใด ๆ ไม่ได้ผลักไสหรือแม้แต่ขยับตัว และเพราะความเงียบงันนั้นเอง เขาจึง... “อ๊ะ!” เธอร้องออกมา เมื่อถูกดึงกลับมาจากห้วงความทรงจำที่เพิ่งเปิด ฟันแหลมคมขบเข้าที่ติ่งหู จนทำให้ขนลุกซู่ไปทั่วทั้งตัว “เป็น... นายจริง ๆ เหรอ?”
View Moreเขาเป็นบ้าอะไร ทำแบบนี้กับเธอทำไม เพราะโกรธในสนามแข่งวันนั้นเหรอ? ถ้าเป็นเรื่องนั้น คนที่ควรโกรธคือเธอต่างหากถึงจะถูก แล้วยัง...
“นายพูดเหมือนเราเคยรู้จักกันมาก่อน!”
ไลก้านิ่งไปชั่วขณะเมื่อได้ยินคำถามนั้น ทั้งสองสบตากันนิ่งเหมือนกำลังค้นหาบางสิ่งในใจ มีทั้งความสับสน ลังเลและหวั่นไหว
บ่อยครั้งเธอรู้สึกคุ้นเคยกับสายตาคู่นี้ มันอบอุ่นแต่แฝงความเจ็บปวด อ่อนโยนแต่เต็มไปด้วยความหนักแน่น ทว่าก็พยายามเตือนตัวเองเสมอว่าอย่าฟุ้งซ่าน ไม่มีทางที่เธอจะรู้จักเขามาก่อน
คนแปลกหน้าที่พึ่งเข้ามาในชีวิตจะ ‘คุ้นเคย’ ได้ยังไง?
“ฉัน...” เขาเริ่มเอ่ย แต่คำที่ติดอยู่ในอกกลับทำให้ลมหายใจติดขัด ความจริงที่เก็บไว้นานทำให้หน้าอกรู้สึกเหมือนถูกบีบ แต่ก็ไม่มีทางเก็บมันเอาไว้ได้อีกต่อไป “สามปีก่อน เราเคยพบกันที่โดมินยันด์”
เจ้าของเสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาเหนือใบหน้าที่เริ่มแดงก่ำ คำตอบนั้นทำให้ซันเดย์นิ่งงัน ลมหายใจสะดุดไปในทันที ราวกับถูกดูดวิญญาณออกจากร่าง ดวงตากลมโตเบิกกว้าง
ไม่ใช่แค่ตกใจ แต่ยังทำให้หัวใจเธอสะเทือนจนแทบจะหยุดเต้น
“โดมินยันด์... งั้นเหรอ?” เสียงของเธอแผ่วเบาเอ่ยย้ำกับตัวเอง นัยน์ตาสีน้ำตาลหม่นเริ่มเลื่อนลอยไปชั่วขณะเมื่อได้ยินชื่อสนามแข่งที่เกือบจะทำให้ชีวิตของเธอจบลง ชื่อนั้นที่เธอไม่คิดว่าจะได้ยินอีก
ตอนนี้กลับดังก้องขึ้นมาในน้ำเสียงทุ้มต่ำจากคนตรงหน้า
“อืม เหมือนเธอจะลืมฉันไปแล้ว” ไลก้ายอบกายลงอีกนิด จนลมหายใจอุ่น ๆ ของเขากระทบใบหน้าของเธอ
“แต่ก็ไม่แปลก เพราะสมองเธอคงกระทบกระเทือนรุนแรงไม่น้อย” ปลายจมูกโด่งแตะลงบนสันจมูกเรียวเล็กแผ่วเบา
ราวกับจะย้ำว่าสิ่งที่เขาพูดคือความจริง เขายิ้มอ่อนโยนขึ้น เมื่อเห็นเธอดูเหมือนจะยังไม่กลับมามีสติ
คงไม่คิดว่าคนที่เคยช่วยเหลือจะเป็นคนเดียวกับคนที่ท้าแข่งในสนามเดียวกันสินะ เขาไม่พูดอะไร แต่กลับค่อย ๆ ลากปลายจมูกไล้ผ่านแก้มเนียนนุ่ม ลมหายใจอุ่นรินรดผิวผะแผ่ว ก่อนที่จะเคลื่อนเลยไปแตะยังใบหูเล็กที่เริ่มแดงจัดขึ้นทุกขณะ
ซันเดย์ยังคงไม่ตอบสนอง ไม่ได้ผลักไสหรือแม้แต่ขยับตัว และเพราะความเงียบงันนั้นเอง
เขาจึง...
“อ๊ะ!” เสียงหวานร้องออกมาเมื่อถูกดึงกลับมาจากห้วงความทรงจำ ที่พึ่งเปิดด้วยฟันแหลมคมขบเข้าที่ติ่งหู จนทำให้ขนลุกซู่ไปทั่วทั้งตัว
“เป็น... นายจริง ๆ เหรอ?”
อาทิตย์ต่อมาครั้งแรกที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางนักแข่ง ซันเดย์ก็ไม่เคยคิดจะค้นหาคำตอบอีกว่ามีอะไรที่เธอชอบอีกไหม เพราะได้เลือกแล้วว่าการนั่งอยู่หลังพวงมาลัย แล้วมุ่งตรงไปข้างหน้าด้วยความเร็ว คือคำตอบที่ดีที่สุด มันทำให้ความรู้สึกที่มันอัดแน่นอยู่ในหัวใจของเธอเลือนหายไป แล้วแทนที่ด้วยความตื่นเต้นเร้าใจเธอสลัดสิ่งรบกวนที่ทำให้ไขว้เขวทิ้ง และกลับมายืนอยู่ในสนามแข่งขันด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยพลังอีกครั้งดังนั้นก่อนวันแข่งรอบพิเศษเธอจึงขอให้อชิตาลงชื่อเพื่อกลับมาพิสูจน์จุดยืนของตัวเองอีกครั้งต่อให้ไม่มีใครมาเป็นเครื่องยืนยัน เธอก็ยังคงเป็นซันเดย์ เป็นนักแข่งแบบนี้ต่อไปหลังจากทีมงานตรวจเช็กเครื่องยนต์เป็นพิเศษ ซึ่งก็พิเศษมากจริง ๆ พวกเขาทำเหมือนกับว่าลูกรักของเธอเป็นรถ VVIP ที่ต้องดูแลอย่างพิถีพิถันขนาดนั้นระหว่างที่รอเวลาลงสนาม เธอเฝ้ารอเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่พอคิดถึง... ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนรน“โชคดีที่มาทัน” เสียงหวานที่เอ่ยออกมาคือวีด้านั่นเอง แม้ว่าหลายวันมานี้เราจะไม่ค่อยมีเวลาให้กันสักเท่าไหร่ แต่ก็มีแค่เจ้าของใบหน้าสวยตรงหน้าคนนี้ที่ทำให้ยิ้มได้อย่างเต็มที่ ก่อนจะไปสู่รั
กลิ่นไหม้ฉุนจนแสบจมูกฟุ้งกระจาย กลิ่นน้ำมันตลบอบอวลไปทั่วพื้นที่ และประกายไฟที่เกิดขึ้นรอบ ๆ รถที่คว่ำจนไม่เหลือเค้าเดิมเขากับฟาเร่วิ่งสุดฝีเท้าจากริมสนามอีกฝั่งด้วยหัวใจที่เต้นรัว สองเท้าสับถี่จนเหมือนจะลอยได้ แต่กลับยิ่งทำให้พวกเราหายใจไม่ออก เมื่อเห็นภาพในระยะที่สายตาสามารถมองเห็นได้อยู่ตรงหน้าร่างที่โชกไปด้วยน้ำสีแดงถูกลากออกมาจากซากรถซันเดย์ในเวลานั้นเรียกได้ว่าเข้าขั้นโคม่า ลมหายใจที่รวยรินกับเสียงไอเป็นระยะทำให้เขาควบคุมสติไม่อยู่ ร้อนรนไปหมด ไม่รู้จะต้องทำอะไรก่อนดีฟาเร่ที่นั่งคุกเข่าข้าง ๆ ก็ปล่อยโฮออกมาอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้เช่นกันยกเว้นชายหนุ่มคนนั้น เขาเรียกสติของซันเดย์ตลอดเวลา ไม่แตะต้องในส่วนที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเธอ และยังปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้อย่างคล่องแคล่วและถูกต้อง ไม่ข้ามไปแม้แต่จุดเดียวใบหน้าที่นิ่งสงบราวกับรูปปั้นแกะสลัก ไม่แสดงความตื่นกลัวต่อบาดแผลที่เห็นอยู่เบื้องหน้า นอกจากเสียงทุ้มต่ำที่เปล่งออกมานั้นที่ยืนยันว่าเขาก็คือมนุษย์คนหนึ่งกระทั่งทีมแพทย์มาถึงและยกซันเดย์ขึ้นอย่างระมัดระวัง ก่อนจะพาเธอขึ้นรถเพื่อย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาล พวกเราจึงได้เห็นใบ
“เลิกทำหน้าแบบนั้นได้แล้วน่า”ไลลาพูดขึ้นเป็นครั้งที่เท่าไรก็ไม่รู้ หลังจากการแข่งขันจบลง แต่เพื่อนก็ยังทำหน้าเครียดไม่เปลี่ยน เธอเตือนไปแล้วว่าไลก้าไม่เหมือนคนอื่น ให้เผื่อใจไว้บ้าง เวลาผลมันออกมาเป็นแบบนี้จะได้ไม่ผิดหวังมาก“ไม่ได้ไม่ยอมรับอะไรขนาดนั้น แค่รู้สึกไม่ดี... นิดหน่อย” ซันเดย์ตอบเสียงเรียบขณะเดินเคียงกัน ตอนนี้เธอเปลี่ยนกลับมาอยู่ในชุดลำลองเหมือนเดิม พวกเรากำลังเดินกลับไปยังรถที่ทีมงานเอามาจอดไว้รอด้านนอกสนามหลังจากเขาหลบไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว ไลลาก็พูดคำนี้เป็นครั้งที่ร้อย (ออกจะดูเว่อร์ไปหน่อย)และไม่ใช่แค่ไลลา ยังมีอชิตาที่เข้ามาร่วมผสมโรงตอกย้ำความจริงที่ว่า... ไม่มีอะไรต้องเสียใจถ้าคนที่แพ้ให้เป็นไลก้า!“เข้าใจได้ ไม่มีใครจะยินดีที่ตัวเองแพ้หรอก”กึก!มันจะรู้สึกไม่ดีก็ตอนนี้ ซันเดย์คิดในใจ พลางหยุดมองเพื่อนที่หันมายิ้มแหย่ให้ แล้วก็เม้มปากตัวเองเอาไว้แน่น“ฉันขอโทษถ้าทำให้รู้สึกไม่ดี แต่ฉันแค่ไม่อยากให้แกไม่สบายใจแล้วเก็บไปคิดมาก” ไลลาอธิบายด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้นซันเดย์พยักหน้ารับรู้ถึงความห่วงใยนั้น และไม่รู้จะบอกกับไลลาว่ายังไงดี เพราะเรื่องราวที่มันพัวพัน
เสียงปืนส่งสัญญาณการออกตัว ซันเดย์ดึงสติกลับมาแล้วพุ่งทะยานไปข้างหน้าเหมือนลูกศรที่ไม่มีวันหวนย้อนกลับ เมื่อเข้าสู่รันเวย์แห่งศักดิ์ศรีของความเร็วความฮึกเหิมก็เข้ามาแทนที่ แรงกดดันที่เคยเกาะกุมจิตใจถูกสลัดทิ้งไว้ข้างหลัง เธอมีเพียงเป้าหมายเดียวคือเส้นทางสีดำที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้า ความกังวลถูกบดขยี้ภายใต้แรงเหยียบของฝ่าเท้าอีกด้านหนึ่งของสนาม ไลก้านักแข่งเท้าไวผู้ไม่รู้จักคำว่าพ่ายแพ้! ปลายเท้าใหญ่เหยียบคันเร่งจนมิด ตามสไตล์ดุดันเมื่อเสียงเครื่องยนต์คำรามดังขึ้น นั่นคือการประกาศว่าไม่มีใครสามารถขึ้นนำเขาได้แต่วันนี้กลับไม่เป็นอย่างนั้น...แลมโบกีนี่สีส้มดำของซันเดย์แซงเขาไปเพียงเสี้ยววินาทีราวกับพายุที่ซัดผ่านโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ทิ้งไว้เพียงภาพท้ายรถที่ค่อย ๆ ห่างออกไป“ยังเร็วไปเด็กน้อย!” เสียงทุ้มเย็นยะเยือกลอดผ่านริมฝีปากหยักได้รูปภายใต้หมวกนิรภัย น้ำเสียงของเขาไร้ความตื่นเต้น ในขณะที่มีความขบขันมากกว่าความกังวลหรือเสียใจอีกฝั่งหนึ่ง...“หึ! ก็แค่นี้” นัยน์ตาสีน้ำตาลหม่นทอดมองผ่านกระจกด้านข้าง สะท้อนเงาของรถสีเทาที่ค่อย ๆ เลือนหายไปนอกครรลองสายตา รอยยิ้มมุมปากผุดขึ้นโดยไม่รู้ต





