Masukเว่ยฮองเฮาเปิดประตูห้ององค์หญิงเผยลู่ซือกะทันหัน ไร้การส่งสัญญาณบอกคนด้านใน นางก้าวเท้าท่วงท่าสง่างามไปหยุดตรงหน้าจางหมัวมัวซึ่งกำลังตีก้นเด็กน้อยอวบอ้วน พวงแก้มสีชมพูระเรื่อ มือเรียวยาวผลักแม่นมอาวุโสออก จากนั้นก็อุ้มพระธิดาไว้ในอ้อมกอด พร้อมกับลูบแผ่นหลังปลอบโยน ดวงตาหงส์ทอดมองเจ้าก้อนกลมด้วยความห่วงใย หากแต่เมื่อเหลือบแลจางหมัวมัวกลับเปล่งไอสังหารออกมาจนอีกฝ่ายหวาดกลัว รีบคุกเข่าลงทันที
“ฮะ...ฮองเฮา”
“ข้าสั่งให้เจ้าตีองค์หญิงหรือ?” เว่ยหลานกัดฟัน เดิมทีเด็กคนนี้ถูกมารดาปล่อยปละละเลย ยกบุตรสาวให้อยู่ในการดูแลของแม่นม นาน ๆ ครั้งจะมาหา เรื่องจึงกลายเป็นแบบนี้
“ปะ...เปล่าเพคะ”
“แล้วเหตุใดเจ้าตีลูกของข้า!”
แม้นางเป็นนักฆ่า ทว่าจิตใจโอบอ้อมอารีแก่เด็กมีเต็มอก ยิ่งองค์หญิงเผยลู่ซือคือบุตรสาวแท้ ๆ ของร่างนี้ นางก็อยากดูแลปกป้อง เว่ยฮองเฮาคนเดิมละทิ้งเพราะเจ้าก้อนมิใช่พระโอรส ไม่มีประโยชน์สำหรับการเกื้อหนุนตระกูลเว่ย แต่นางไม่สนเรื่องพวกนั้น ชีวิตซือเอ๋อร์คืออันดับหนึ่ง
“องค์หญิงร้องไห้เพคะ หม่อมฉันพยายามปลอบแล้ว แต่ทำอย่างไรก็ไม่หยุด จึงใช้วิธีการตี....”
“หุบปาก!” เว่ยหลานแผดเสียง
ดวงตาหงส์แดงก่ำ โกรธทั้งเว่ยฮองเฮาคนเดิมและจางหมัวมัวที่ไร้ความคิด คนเป็นมารดาไม่ยอมดูให้ดีว่าคนเลี้ยงบุตรสาวตนเองมีประสิทธิภาพหรือไม่ ส่วนจางหมัวมัวคิดตื้นเขิน วิธีการตีมักฝังใจเด็กไม่เคยลบเลือน...
นางไม่เคยเลี้ยงลูก แต่ทราบได้อย่างไรน่ะหรือ?
ชีวิตตอนวัยเด็ก นางอยู่บ้านเด็กกำพร้า เพราะพี่เลี้ยงต้องดูแลเด็กหลายคน บางครั้งเมื่อดื้อดึงก็ถูกตีด้วยไม้ ผิวเด็กค่อนข้างบอบบาง มันจึงเจ็บปวดมาก นางจดจำจนถึงทุกวันนี้ไม่เคยลบเลือน
เพราะเคยเผชิญมาก่อน ย่อมไม่ปรารถนาให้เจ้าก้อนรู้สึกเช่นเดียวกัน
นางจะปกป้องเด็กหญิงตัวอวบอ้วนคนนี้เอง...
องค์หญิงลู่ซือเพิ่งอายุหนึ่งขวบหกเดือน ไยจะมีความคิดอ่านเหมือนผู้ใหญ่ หากร้องไห้แค่เพียงใช้น้ำเย็นเข้าลูบ ห้ามดุด่าหรือตีเด็ดขาด
“ฮองเฮา...”
“เด็ก ๆ จับจางหมัวมัวโบยสิบไม้ ขังไว้ในห้องจนกว่าสำนึกความผิดตนเอง ส่วนองค์หญิง...ข้าจะพากลับห้องบรรทม มารดาเช่นข้า นับจากนี้ย่อมเลี้ยงลูกเอง!” เว่ยฮองเฮาจ้องลึกนัยน์ตาจางหมัวมัว เสี้ยวหนึ่งพลันเห็นประกายความไม่พอใจของอีกฝ่าย แต่ครู่เดียวก็เปลี่ยนเป็นระริกคล้ายหวาดกลัว
สตรีหงส์แสยะยิ้ม ดูเหมือนเว่ยฮองเฮาคนเดิมไม่เคยล่วงรู้เลยว่าหมัวมัวผู้นี้อาจทำงานให้ใครบางคน คิดทำลายองค์หญิงเผยลู่ซือทางอ้อมจนฝังลึกเกิดเป็นปมในใจ
อย่างไรยามนี้ทั่วทั้งวังหลวง มีเพียงองค์หญิงวัยหนึ่งขวบเป็นพระธิดาองค์เดียวของเผยเจิ้นหยาง ทั้งยังไร้พระโอรส ขุนนางมากมายจึงพยายามถวายฎีกาแด่ฮ่องเต้ให้ทรงรีบมีพระโอรสโดยเร็ว ตำแหน่งองค์รัชทายาทยังว่างอยู่ มันไม่ส่งผลดีกับความมั่นคงแคว้นซ่งถังแม้แต่น้อย
“เพคะฮองเฮา” ฮุ่ยลู่ขานรับพร้อมอี๋หนี่ งานเช่นนี้พวกนางถนัดนัก บ่อยครั้งฮองเฮามักลากสนมมาตบหากไม่พอพระทัย เพียงแต่เปลี่ยนเป็นจางหมัวมัวก็เท่านั้น
เว่ยหลานอุ้มบุตรสาวกลับห้องบรรทม นางวางลูกบนเตียงเบามือ เนตรหงส์ทอดมองร่างอ้วนจ้ำม่ำ ไล่จนถึงแก้มกลมคล้ายซาลาเปา รู้สึกรักใคร่เอ็นดูนัก นางอดใจที่จะก้มลงไปหอมฟอดหนึ่งมิได้
ขอบตาเจ้าก้อนแป้งยังคงรื้นน้ำตา คนเป็นแม่อุ้มมานั่งบนตัก จูบซับออกให้เชื่องช้า ใบหน้าอ้วนกลมแนบบนอกมารดา มือสั้นป้อมขยำเสื้อแล้วร้องไห้ฮือ ๆ ฟังแล้วชวนปวดหัวใจมาก
“ฮะ...ฮองเฮา”
เผยลู่ซือพูดเช่นนี้ยามอยู่กับมารดา เด็กน้อยไม่ถูกสอนให้เอื้อนเอ่ยคำว่า ‘แม่’ สักครั้ง จึงไม่รู้ว่ามันหมายความเช่นไร มีเพียงเคยได้ยินจางหมัวมัวและนางกำนัลเรียกขานสตรีตรงหน้าว่าฮองเฮา
“เรียกเสด็จแม่ได้หรือไม่”
เว่ยหลานเจ็บปวด เด็กวัยหนึ่งปีกว่าควรเรียนรู้การพูดเป็นคำ ๆ ได้แล้ว อย่างน้อยควรเรียกเสด็จแม่และเสด็จพ่อ มิควรจดจำด้วยตำแหน่งอันดับแรก ชีวิตของเด็กหญิงตัวอ้วนกลม ช่างคล้ายกระจกสะท้อนชีวิตนางวัยเยาว์
ซือเอ๋อร์คือองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ หากแต่ชีวิตช่างอาภัพคล้ายเด็กกำพร้า ความอบอุ่นจากบุพการีเป็นเช่นไร เด็กคนนี้เคยได้รับหรือไม่?
เพราะนางมีความทรงจำของเว่ยฮองเฮาเพียงผิวเผิน บางอย่างลึกไปกว่านั้นไม่กระจ่าง และสิ่งหนึ่งที่อยากรู้มากเหลือเกิน
ฮ่องเต้ชั่วผู้นั้น...
เขาเคยสนใจพระธิดาสักครั้งรึไม่?
หรือแท้จริงแล้ว มัวแต่ไปนอนกับสนมเพราะต้องการพระโอรสจนละทิ้งลูกเพียงคนเดียวที่มีอยู่...
“ขะ ขออภัยเพคะ วันนี้หม่อมฉันซุ่มซ่ามจริง ๆ เหยียบพระบาทอีกแล้ว” พระพัตร์เว่ยหลานแสร้งรู้สึกผิด หากแต่ภายในกำลังยิ้มเพราะสะใจ “ข้าจะกลับตำหนักเฉียนชิง!” ฮ่องเต้หนุ่มหยัดกายลุกออกจากสระน้ำขนาดสี่เหลี่ยม หยิบอาภรณ์ขึ้นมาสวมใส่ด้วยตนเอง ก่อนจากไป ริมฝีปากหยักขยับตรัสประโยคหนึ่งออกมา “น้ำท่วมล้นเอ่อจนกลายเป็นอุทกภัย” กล่าวจบก็สะบัดแขนเสื้อออกจากพระตำหนักคุนหนิง วันนี้ฤกษ์ไม่ค่อยดี ถูกเว่ยหลานเหยียบเท้าถึงสองครั้ง หากยังอยู่ที่ตำหนักคุนหนิง มีหวังครั้งที่สาม สี่ ห้า คงตามมา เว่ยฮองเฮามองตามแผ่นหลังกว้างที่จากไป นางแสยะยิ้มแล้วแอบด่าเขาในใจ ‘ฮ่องเต้เฮงซวย!’ พอได้ด่าแบบนี้ก็ช่วยทำให้อารมณ์ดีขึ้นจริง ๆ คล้อยหลังฮ่องเต้ เว่ยหลานลุกออกจากสระน้ำ ฮุ่ยลู่และอี๋หนี่เข้ามาปรนนิบัติอย่างรู้ความ หลังจากเช็ดวรกายฮองเฮาจึงสวมใส่อาภรณ์ผ้าไหมสีแดง ปักลวดลายหงส์ด้วยด้ายทอง จากนั้นค่อยประคองผู้ปกครองวังหลังออกไปยังห้องบรรทม “ฮองเฮาเพคะ หม่อมฉันได้ยินว่าฉินเฟยตั้งครรภ์ หมอหลวงเพิ่งไปตรวจอาการที่ตำหนักเมื่อครู่” ฮุ่ยลู่เอ่ยอย่
ฮุ่ยลู่และอี๋หนี่ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ทว่ารับสั่งของฝ่าบาทมีค่ายิ่งกว่าทองคำ พวกนางมิอาจขัด แม้อยากอยู่ปรนนิบัติเว่ยฮองเฮาก็ตาม จึงทำได้เพียงล่าถอยออกจากห้องสรงน้ำในพระตำหนักคุนหนิง เว่ยหลานนั่งแช่น้ำไม่ขยับร่างกาย อาภรณ์ของนางและผ้าวางพาดไว้บริเวณฉากกั้น หากลุกขึ้นยืนยามนี้ย่อมเปิดเผยเนื้อหนังแก่ฮ่องเต้หลายใจ วันนี้ฉลองพระองค์ผ้าไหมสีม่วง ปักลวดลายมังกร กวานสีทองยามแสงสาดส่องกระทบเปล่งประกายระยิบระยับ ดวงตาคมกริบทอดมองมายังนางไม่ละไปที่ใด ส่วนเหตุผลในการมายังตำหนักคุนหนิง นางคร้านจะถามให้มากความ “ข้ายังไม่อาบน้ำ” “...” เว่ยหลานเงียบ นัยน์ตาเต็มไปด้วยคำถาม กระนั้นนางก็มิได้เอ่ยถามเขาสักครึ่งประโยค บุรุษผู้นี้ช่างเดาใจยาก ซึ่งนางคาดการณ์ไม่ออกว่าเขาจะมาไม้ไหนอีก วรกายสูงเหยียดหลังตรง ปลดเปลื้องสายรัดเอว ตามด้วยอาภรณ์สูงส่ง เว่ยฮองเฮาเบือนหน้าหนี พยายามไม่มองร่างกายพระสวามี แม้ตนเองในชาตินี้ไม่บริสุทธิ์แล้ว แต่โลกที่จากมา ตนไร้ประสบการณ์เรื่องเช่นนั้น สถานการณ์ตรงหน้าช่างชวนกระอักกระอ่วนเสียจริง เพราะ
ดวงตาเว่ยฮองเฮาเต็มไปด้วยไฟแห่งโทสะ ขณะที่มารดาแผ่นดินค่อย ๆ ถอยห่าง จางหมัวมัวก็ไม่เกรงกลัวสิ่งใดอีก นางทราบดีว่าตนเองไม่มีทางรอด ดังนั้นจึงอยากแก้แค้นคนที่เคยกดขี่ทำร้ายตน บ่อยครั้งเว่ยฮองเฮามักตบตีนางหากไม่พอพระทัย คนแก่เช่นนางไม่อยากเป็นสิ่งรองมือรองเท้าใครอีกแล้ว อย่างน้อยหากตายก็ขอลากสตรีเลว ๆ ตายไปด้วย ทว่าจางหมัวมัวหัวเราะได้ไม่นานก็พบความผิดปกติ เว่ยฮองเฮาสมควรมีอาการหายใจไม่ออก และทรุดร่างกายลงกับพื้นเพื่อรอความตายในสิบสองชั่วยาม แต่เหตุใดจึงยังยืนได้แบบนี้! แม่นมอาวุโสหุบปากลงสนิท เอ่ยถามตะกุกตะกัก “หะ...เหตุใด ฮองเฮาทรงไม่เป็นอะไร” เว่ยหลานหัวเราะดังสนั่นทั่วห้อง เดินเข้าไปหาจางหมัวมัวแววตาอำมหิต “ทำไมน่ะหรือ หึ” “ทะ...ทำไม ฮองเฮา...” เพียะ! เสียงตบพลันดังสนั่น เว่ยหลานออกแรงตบจางหมัวมัวครั้งหนึ่งจนหน้าหัน ใครจะคาดคิดว่าแม่นมอาวุโสที่เว่ยฮองเฮาคนเดิมเลี้ยงไว้และมอบชีวิตที่ดีให้จะแอบหักหลังและยังอยากลอบปลงพระชนม์ หากมิใช่นางสืบพบก่อน ยามนี้ก็คงถูกพิษ ตายหนที่สองไปแล้ว เมื่อวานฮุ่
เว่ยหลานชะงัก หากแต่สีหน้าราบเรียบ นางเพิ่งทราบข่าวการตั้งครรภ์ของเซี่ยกุ้ยเฟย ดูเหมือนเผยเจิ้นหยางโปรดปรานนางเอกนิยายตามชื่อเรื่องจริง ๆ คงเพราะเป็นลูกรักของผู้เขียน อีกฝ่ายจึงตั้งครรภ์มังกร แต่จะให้ทำเหมือนเว่ยฮองเฮาคนเดิม แน่นอนว่านางทำไม่ได้ แม้นางเป็นนักฆ่า ทว่ามีจิตใจเมตตาต่อเด็กในครรภ์ เขาบริสุทธิ์ สมควรได้ลืมตาดูโลก ตนย่อมไม่คร่าชีวิตก้อนเนื้อในครรภ์เซี่ยกุ้ยเฟย เซี่ยหนิงเจียวเห็นเว่ยฮองเฮานิ่งไปก็รู้สึกสะใจ สตรีหงส์อยากกุมอำนาจไว้ในมือ พยายามอย่างเต็มกำลังเพื่อครรภ์มังกร ทว่าทำเช่นไรก็ไม่เกิดผล ครั้นสนมที่ตำแหน่งต่ำกว่าตั้งครรภ์ก่อน ย่อมเสียหน้าไม่น้อย “หม่อมฉันทราบดีว่าจิตใจฮองเฮากว้างขวางยิ่งกว่าแม่น้ำ คงมิถือสาเรื่องเล็กน้อยใช่หรือไม่เพคะ” เซี่ยหนิงเจียวตีหน้าเศร้า ในสายตาผู้อื่น นางคือสตรีบอบบางน่าสงสาร ส่วนเว่ยฮองเฮาคือสตรีร้ายกาจจิตใจอำมหิต หากยืนกรานให้ขบวนนางหลบ สายพระเนตรฮ่องเต้เผยเจิ้นหยางยิ่งจะมองสตรีหงส์แง่มุมลบลง เว่ยหลานกรีดสายตามองเซี่ยกุ้ยเฟยตั้งแต่ศีรษะจรดท้อง ก่อนจะหยุดมองครรภ์อีกฝ่าย “ร
เด็กหญิงอวบอ้วนชูแขนขึ้นพร้อมขยับร่างกายแสดงความดีใจให้มารดาเห็น รอยยิ้มน่ารักสดใสเปล่งประกายแข่งกับแสงแดดด้านนอก และในยามนั้นเอง เว่ยหลานพลันตัวแข็งค้าง “สะ...เสด็จแม่” เผยลู่ซือขยับปากเล็ก หัวใจหญิงสาวกระตุก อบอวลด้วยความรัก นึกไม่ถึงว่ายามลูกเรียกขานคำว่าแม่ครั้งแรกจะสร้างแรงสั่นสะเทือนแก่กันมากถึงเพียงนี้ และนางปรารถนาอยากได้ยินมันทุกวัน “ลูกแม่ช่างรู้ความนัก” เว่ยหลานอุ้มเจ้าก้อนออกจากเก้าอี้ แนบจมูกถูกับจมูกเล็ก ๆ หยอกล้อ ยามนั้นซือเอ๋อร์รู้สึกจักจี้จึงหัวเราะคิกคักสนุกสนาน สองแม่ลูกเล่นด้วยกันอย่างดี บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุข กระยาหารเช้าถูกจัดวางที่สวนในพระตำหนักคุนหนิง นางไม่อยากให้ลูกอุดอู้อยู่แต่ในห้อง การทอดมองธรรมชาติอันงดงามจะช่วยให้จิตใจสงบ เว่ยหลานจึงอุ้มบุตรสาวออกจากห้องบรรทม พาไปนั่งโต๊ะม้าหินอ่อน ไม่ใกล้ไม่ไกล ดอกซิ่งกำลังแย้มบานตระการตาแทนดอกเหมยซึ่งบานช่วงเหมันต์ วัฏจักรดอกไม้ช่างคล้ายคลึงคนนัก มีรุ่งโรจน์มีร่วงโรยตามกาลเวลา ไม่จีรังยั่งยืน เผยลู่ซือเช่นเดียวกัน ในวังหลังแห่งนี้ ผู
ณ ตำหนักตงลิ่ว ร่างบอบบางนอนหมดเรี่ยวแรงบนเตียง ใบหน้าขาวซีด ริมฝีปากไร้สี แววตาสั่นระริก เซี่ยหนิงเจียวไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ ๆ ตนเองจึงล้มป่วยเช่นนี้ เพราะเมื่อก่อนนางค่อนข้างแข็งแรง ทว่าการล้มป่วยครานี้ก็พอมีประโยชน์อยู่บ้าง นางได้ข่าวว่าฝ่าบาทเสด็จตำหนักคุนหนิง เพื่อไม่ให้โอรสสวรรค์มีค่ำคืนอันหอมหวานกับเว่ยฮองเฮา จึงส่งคนไปกราบทูล หากผู้ปกครองวังหลังมีพระโอรสขึ้นมาจริง ๆ ด้วยฐานะ รวมถึงมีตระกูลเว่ยและไทเฮาหนุน ยิ่งจะลงจากตำแหน่งยาก ความทะเยอทะยานของนางย่อมไม่หยุดแค่เพียงกุ้ยเฟยแน่ หงส์เคียงมังกรเท่านั้นที่คู่ควร คิดเช่นนี้ มุมปากพลันแสยะยิ้มร้าย ครั้นเสียงขันทีหน้าตำหนักกล่าวว่าเผยเจิ้นหยางฮ่องเต้มาถึงแล้ว เซี่ยกุ้ยเฟยก็ปรับสีหน้าให้กลับมาทุกข์ เตรียมแสดงละครออดอ้อนพระสวามี เผยเจิ้นหยางเข้าไปด้านใน เมื่อเห็นสนมนอนป่วยก็รีบเดินไปนั่งขอบเตียง ทอดพระเนตรมองสตรีเบื้องหน้าด้วยความห่วงใย “ฝ่าบาท...” มือหยาบลูบศีรษะเซี่ยหนิงเจียวเบามือ เอ่ยถามอ่อนโยน “หมอหลวงมาตรวจอาการเจ้าหรือย







