Masukหมอหลวงตรวจพระอาการของเว่ยฮองเฮา ครั้นไม่พบสิ่งใดร้ายแรงจึงเขียนเทียบยา ก่อนจะถูกเจ้าของตำหนักคุนหนิงไล่ออกไป เมื่อเหลือกันตามลำพังแค่นางกำนัลคนสนิท ฮุ่ยลู่และอี๋หนี่จึงพากันนั่งที่พื้น ขนาบข้างฮองเฮาซึ่งนั่งบนเตียง พร้อมกับเอื้อมมือบีบนวดพระอูรุ[1] ด้วยน้ำหนักมือสม่ำเสมอ พยายามประจบประแจง ด้วยกลัวว่าอาจถูกลงโทษ
พวกนางเป็นคนบอกให้ขันทีไปทูลฝ่าบาทเรื่องผูกคอปลิดชีพ ใครจะคาดคิดว่าเว่ยฮองเฮาไม่ปรารถนาเช่นนั้น
“ฮองเฮาเพคะ เราสองคนผิดไปแล้ว มองความคิดฮองเฮาไม่ออก จึงได้ทำโดยพลการ อย่าลงโทษเราทั้งสองเลยนะเพคะ” ฮุ่ยลู่ใช้น้ำเสียงออดอ้อนเอ่ย หวังฮองเฮาทรงเมตตาตน
“หม่อมฉันห่วงฮองเฮามาก ยามนั้นคิดสิ่งใดไม่ออก จึงให้ขันทีไปทูลฝ่าบาท ฮึก” อี๋หนี่น้ำตาคลอหน่วย เห็นเว่ยฮองเฮาทรงพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ไร้อาการบาดเจ็บร้ายแรง นางกำนัลเช่นนางก็เบาใจลงหลายส่วน
สตรีหงส์ที่นั่งบนเตียงมองสลับระหว่างนางกำนัลทั้งสอง ลองอ่านความคิดอันแท้จริงว่าเสแสร้งกี่ส่วน ทว่าดวงตาเด็กพวกนี้บริสุทธิ์สดใส ย่อมห่วงใยนางจากใจจริง แต่ด้วยการกระทำสุดแสนร้ายกาจของเว่ยฮองเฮาคนเดิม ไม่พอใจสิ่งใดก็สั่งโบย นางกำนัลถึงกับนอนป่วย กว่าจะลุกเดินได้ก็ใช้เวลาหลายวันเลยทีเดียว
ในเมื่อสวรรค์ให้นางเกิดใหม่ในร่างของเว่ยฮองเฮา ย่อมหมายความว่ามีสิทธิ์จะเปลี่ยนแปลงตนเองอย่างไรก็ได้
อันดับแรก...ไม่ลงโทษใครพร่ำเพรื่อ
“พวกเจ้าทำเพื่อข้า ไร้เหตุผลให้ลงโทษ”
“...” ดวงตาฮุ่ยลู่และอี๋หนี่เบิกกว้าง พวกนางไม่คาดคิดเลยว่าจะได้ยินคำพูดเช่นนี้จากเว่ยฮองเฮา ส่วนมากมารดาแผ่นดินมักต่อว่า หากนางกำนัลทำสิ่งตรงข้ามความต้องการ
“จากนี้ข้าจะเป็นเว่ยฮองเฮาคนใหม่ ไม่พยายามไขว่คว้าความโปรดปรานอีกแล้ว สนมอื่นอยากทำอะไรก็เชิญ ยกเว้นเพียงแต่พวกนางยื่นมือเข้ามาสอดเรื่องของข้า ตอนนั้นอย่าคิดว่าจะมีชีวิตรอด”
ประโยคสุดท้าย เว่ยฮองเฮารับสั่งสุรเสียงเย็นเยียบ ทำเอานางกำนัลคนสนิทฟังแล้วขนลุกทั่วร่าง ทราบในทันที น้ำเสียงเช่นนั้นไม่มีทางพูดออกมาเล่น ๆ แต่เอาจริง
“พะ เพคะ เดี๋ยวพวกเราเตรียมน้ำให้ฮองเฮาสรงน้ำ จะได้เข้าบรรทมเพคะ”
ฮุ่ยลู่ค่อย ๆ ขยับกายออกจากเว่ยฮองเฮาก่อน อี๋หนี่ถอยห่างตาม พวกนางประสานสายตากัน ก่อนจะออกไปเตรียมน้ำซึ่งเป็นห้องเชื่อมกับห้องบรรทม ในยามนั้นหญิงสาวเอนกายนอน ครุ่นคิดเรื่องราวของตนเอง
‘เว่ยฮองเฮา’ หรือ ‘เว่ยหลาน’ คือชื่อของนางร้ายในนิยายเรื่อง ‘สตรีโปรดปรานของฮ่องเต้’ นางเป็นคนร้ายกาจ มักหาทางกำจัดสนม และพยายามเรียกร้องความสนใจจากผู้ปกครองแผ่นดิน เมื่อไม่ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ สุดท้ายก็ตรอมใจตายในตำหนักคุนหนิง ยามนั้นสนมรักตำแหน่งกุ้ยเฟย นามเซี่ยหนิงเจียว หลังหมดช่วงไว้ทุกข์ก็ได้ขึ้นเป็นฮองเฮาแทน ทั้งยังคลอดพระโอรสแก่เผยเจิ้นหยางฮ่องเต้ อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข จบบริบูรณ์ตามแบบฉบับนิยายสุขนิยม
จะจบแบบนั้นก็จบไป แต่นางต้องไม่ตายเด็ดขาด ตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ชีวิตในชาตินี้ขอทำอะไรเพื่อตนเองหน่อยเถอะ เพราะโลกที่จากมา นางเป็นนักฆ่า ทุ่มเทมากมายเพื่องานจนไม่มีเวลาสนใจตนเอง
นางทำอาชีพนักฆ่าเพราะไม่มีทางเลือก ตนเองเป็นเด็กกำพร้า ไร้พ่อแม่ เมื่อคนชักชวนทำงาน ขอแค่ได้เงิน นางยินดีทำ คนเราหากไม่มีเงินก็ไม่สามารถใช้ชีวิตบนโลกอันกว้างใหญ่ได้หรอก
แต่! นิยายเรื่องนี้นางไม่ได้อ่าน เป็นเพื่อนนักฆ่าเล่าเรื่องราวให้ฟังคร่าว ๆ ไหนเลยจะล่วงรู้รายละเอียดทั้งหมด
ช่างเถอะ นางไม่สนใจเรื่องพวกนี้เสียหน่อย
คิดหาหนทางอยู่ในวังอย่างสงบดีกว่า ขอแค่รอดปลอดภัยไม่ตาย หากฮ่องเต้ปลดออกจากตำแหน่งฮองเฮายังได้
เผยเจิ้นหยางฮ่องเต้ผู้นั้น มีเมียเยอะจนนิ้วทั้งสิบและยกนิ้วเท้ามานับเพิ่มยังไม่พอ พูดจาดีกับสนมทุกคน แต่กับภรรยาหลวงช่างห้วนนัก!
เชอะ! ใครอยากใช้เจ้านั่นกับคนอื่นกัน
สกปรกจะตาย...
หากวันไหนเกิดอารมณ์ เดี๋ยวสั่งนางกำนัลไปเรียกช่างฝีมือดีทำของจำลองไว้ใช้งาน ไม่ต้องพึ่งพระสวามีจอมเจ้าชู้!
ยามนั้นนางกำนัลคนสนิทเตรียมน้ำแล้วเสร็จพอดี เว่ยฮองเฮาย่างกรายไปยังห้องสรงน้ำ ฮุ่ยลู่และอี๋หนี่ช่วยกันปลดเปลื้องอาภรณ์ออกจากร่างงาม เท้าทั้งสองของฮองเฮาจุ่มลงไปในสระน้ำขนาดสี่เหลี่ยม ค่อย ๆ นั่งลงเพื่อแช่น้ำ เมื่อกลิ่นสมุนไพรหอมลอยกระทบจมูก มันช่วยให้จิตใจนางผ่อนคลายจากความเครียด ทั้งตอนที่เป็นนักฆ่าและฮองเฮา
ไม่รู้ว่าความวุ่นวายหลังจากนี้จะมีมากเพียงใด
“ฮึก ฮือ ๆ”
แว่วเสียงร้องดังจากห้องติดกัน ตามมาด้วยเสียงตีดังเพียะ ทว่าเสียงร้องไห้กลับไม่หยุดลง แต่เพิ่มความดัง เว่ยฮองเฮาเงยหน้ามองนางกำนัลคนสนิท รับสั่งน้ำเสียงเด็ดขาด “สวมอาภรณ์ให้ข้า”
ฮุ่ยลู่และอี๋หนี่ต่างรู้ความ ยามฮองเฮาลุกออกจากสระน้ำจึงช่วยกันปรนนิบัติเช็ดพระวรกาย ตามด้วยสวมอาภรณ์เรียบง่ายเพื่อเตรียมเข้านอน แต่ยังไม่ทันได้สางผม เว่ยฮองเฮาก็ปรี่ออกจากห้องตรงไปข้าง ๆ ทันที
นางกำนัลคนสนิทได้แต่มองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจ ที่ผ่านมาแม้ว่าองค์หญิงวัยหนึ่งขวบหกเดือนร้องไห้หนักเพียงใด เว่ยฮองเฮาก็ไม่ไปหา รับสั่งให้จางหมัวมัวเป็นผู้ดูแลพระธิดาตน ไฉนจะมีท่าทีรีบร้อนเช่นนี้
หรือการที่เว่ยฮองเฮาผูกคอในพระตำหนักคุนหนิง จะทำให้นิสัยเปลี่ยนไป?
แต่พวกนางไม่มีสิทธิ์เอ่ยถาม ได้แต่ติดตามหลังมารดาแผ่นดินเงียบเชียบ
[1] ต้นขา
“ขะ ขออภัยเพคะ วันนี้หม่อมฉันซุ่มซ่ามจริง ๆ เหยียบพระบาทอีกแล้ว” พระพัตร์เว่ยหลานแสร้งรู้สึกผิด หากแต่ภายในกำลังยิ้มเพราะสะใจ “ข้าจะกลับตำหนักเฉียนชิง!” ฮ่องเต้หนุ่มหยัดกายลุกออกจากสระน้ำขนาดสี่เหลี่ยม หยิบอาภรณ์ขึ้นมาสวมใส่ด้วยตนเอง ก่อนจากไป ริมฝีปากหยักขยับตรัสประโยคหนึ่งออกมา “น้ำท่วมล้นเอ่อจนกลายเป็นอุทกภัย” กล่าวจบก็สะบัดแขนเสื้อออกจากพระตำหนักคุนหนิง วันนี้ฤกษ์ไม่ค่อยดี ถูกเว่ยหลานเหยียบเท้าถึงสองครั้ง หากยังอยู่ที่ตำหนักคุนหนิง มีหวังครั้งที่สาม สี่ ห้า คงตามมา เว่ยฮองเฮามองตามแผ่นหลังกว้างที่จากไป นางแสยะยิ้มแล้วแอบด่าเขาในใจ ‘ฮ่องเต้เฮงซวย!’ พอได้ด่าแบบนี้ก็ช่วยทำให้อารมณ์ดีขึ้นจริง ๆ คล้อยหลังฮ่องเต้ เว่ยหลานลุกออกจากสระน้ำ ฮุ่ยลู่และอี๋หนี่เข้ามาปรนนิบัติอย่างรู้ความ หลังจากเช็ดวรกายฮองเฮาจึงสวมใส่อาภรณ์ผ้าไหมสีแดง ปักลวดลายหงส์ด้วยด้ายทอง จากนั้นค่อยประคองผู้ปกครองวังหลังออกไปยังห้องบรรทม “ฮองเฮาเพคะ หม่อมฉันได้ยินว่าฉินเฟยตั้งครรภ์ หมอหลวงเพิ่งไปตรวจอาการที่ตำหนักเมื่อครู่” ฮุ่ยลู่เอ่ยอย่
ฮุ่ยลู่และอี๋หนี่ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ทว่ารับสั่งของฝ่าบาทมีค่ายิ่งกว่าทองคำ พวกนางมิอาจขัด แม้อยากอยู่ปรนนิบัติเว่ยฮองเฮาก็ตาม จึงทำได้เพียงล่าถอยออกจากห้องสรงน้ำในพระตำหนักคุนหนิง เว่ยหลานนั่งแช่น้ำไม่ขยับร่างกาย อาภรณ์ของนางและผ้าวางพาดไว้บริเวณฉากกั้น หากลุกขึ้นยืนยามนี้ย่อมเปิดเผยเนื้อหนังแก่ฮ่องเต้หลายใจ วันนี้ฉลองพระองค์ผ้าไหมสีม่วง ปักลวดลายมังกร กวานสีทองยามแสงสาดส่องกระทบเปล่งประกายระยิบระยับ ดวงตาคมกริบทอดมองมายังนางไม่ละไปที่ใด ส่วนเหตุผลในการมายังตำหนักคุนหนิง นางคร้านจะถามให้มากความ “ข้ายังไม่อาบน้ำ” “...” เว่ยหลานเงียบ นัยน์ตาเต็มไปด้วยคำถาม กระนั้นนางก็มิได้เอ่ยถามเขาสักครึ่งประโยค บุรุษผู้นี้ช่างเดาใจยาก ซึ่งนางคาดการณ์ไม่ออกว่าเขาจะมาไม้ไหนอีก วรกายสูงเหยียดหลังตรง ปลดเปลื้องสายรัดเอว ตามด้วยอาภรณ์สูงส่ง เว่ยฮองเฮาเบือนหน้าหนี พยายามไม่มองร่างกายพระสวามี แม้ตนเองในชาตินี้ไม่บริสุทธิ์แล้ว แต่โลกที่จากมา ตนไร้ประสบการณ์เรื่องเช่นนั้น สถานการณ์ตรงหน้าช่างชวนกระอักกระอ่วนเสียจริง เพราะ
ดวงตาเว่ยฮองเฮาเต็มไปด้วยไฟแห่งโทสะ ขณะที่มารดาแผ่นดินค่อย ๆ ถอยห่าง จางหมัวมัวก็ไม่เกรงกลัวสิ่งใดอีก นางทราบดีว่าตนเองไม่มีทางรอด ดังนั้นจึงอยากแก้แค้นคนที่เคยกดขี่ทำร้ายตน บ่อยครั้งเว่ยฮองเฮามักตบตีนางหากไม่พอพระทัย คนแก่เช่นนางไม่อยากเป็นสิ่งรองมือรองเท้าใครอีกแล้ว อย่างน้อยหากตายก็ขอลากสตรีเลว ๆ ตายไปด้วย ทว่าจางหมัวมัวหัวเราะได้ไม่นานก็พบความผิดปกติ เว่ยฮองเฮาสมควรมีอาการหายใจไม่ออก และทรุดร่างกายลงกับพื้นเพื่อรอความตายในสิบสองชั่วยาม แต่เหตุใดจึงยังยืนได้แบบนี้! แม่นมอาวุโสหุบปากลงสนิท เอ่ยถามตะกุกตะกัก “หะ...เหตุใด ฮองเฮาทรงไม่เป็นอะไร” เว่ยหลานหัวเราะดังสนั่นทั่วห้อง เดินเข้าไปหาจางหมัวมัวแววตาอำมหิต “ทำไมน่ะหรือ หึ” “ทะ...ทำไม ฮองเฮา...” เพียะ! เสียงตบพลันดังสนั่น เว่ยหลานออกแรงตบจางหมัวมัวครั้งหนึ่งจนหน้าหัน ใครจะคาดคิดว่าแม่นมอาวุโสที่เว่ยฮองเฮาคนเดิมเลี้ยงไว้และมอบชีวิตที่ดีให้จะแอบหักหลังและยังอยากลอบปลงพระชนม์ หากมิใช่นางสืบพบก่อน ยามนี้ก็คงถูกพิษ ตายหนที่สองไปแล้ว เมื่อวานฮุ่
เว่ยหลานชะงัก หากแต่สีหน้าราบเรียบ นางเพิ่งทราบข่าวการตั้งครรภ์ของเซี่ยกุ้ยเฟย ดูเหมือนเผยเจิ้นหยางโปรดปรานนางเอกนิยายตามชื่อเรื่องจริง ๆ คงเพราะเป็นลูกรักของผู้เขียน อีกฝ่ายจึงตั้งครรภ์มังกร แต่จะให้ทำเหมือนเว่ยฮองเฮาคนเดิม แน่นอนว่านางทำไม่ได้ แม้นางเป็นนักฆ่า ทว่ามีจิตใจเมตตาต่อเด็กในครรภ์ เขาบริสุทธิ์ สมควรได้ลืมตาดูโลก ตนย่อมไม่คร่าชีวิตก้อนเนื้อในครรภ์เซี่ยกุ้ยเฟย เซี่ยหนิงเจียวเห็นเว่ยฮองเฮานิ่งไปก็รู้สึกสะใจ สตรีหงส์อยากกุมอำนาจไว้ในมือ พยายามอย่างเต็มกำลังเพื่อครรภ์มังกร ทว่าทำเช่นไรก็ไม่เกิดผล ครั้นสนมที่ตำแหน่งต่ำกว่าตั้งครรภ์ก่อน ย่อมเสียหน้าไม่น้อย “หม่อมฉันทราบดีว่าจิตใจฮองเฮากว้างขวางยิ่งกว่าแม่น้ำ คงมิถือสาเรื่องเล็กน้อยใช่หรือไม่เพคะ” เซี่ยหนิงเจียวตีหน้าเศร้า ในสายตาผู้อื่น นางคือสตรีบอบบางน่าสงสาร ส่วนเว่ยฮองเฮาคือสตรีร้ายกาจจิตใจอำมหิต หากยืนกรานให้ขบวนนางหลบ สายพระเนตรฮ่องเต้เผยเจิ้นหยางยิ่งจะมองสตรีหงส์แง่มุมลบลง เว่ยหลานกรีดสายตามองเซี่ยกุ้ยเฟยตั้งแต่ศีรษะจรดท้อง ก่อนจะหยุดมองครรภ์อีกฝ่าย “ร
เด็กหญิงอวบอ้วนชูแขนขึ้นพร้อมขยับร่างกายแสดงความดีใจให้มารดาเห็น รอยยิ้มน่ารักสดใสเปล่งประกายแข่งกับแสงแดดด้านนอก และในยามนั้นเอง เว่ยหลานพลันตัวแข็งค้าง “สะ...เสด็จแม่” เผยลู่ซือขยับปากเล็ก หัวใจหญิงสาวกระตุก อบอวลด้วยความรัก นึกไม่ถึงว่ายามลูกเรียกขานคำว่าแม่ครั้งแรกจะสร้างแรงสั่นสะเทือนแก่กันมากถึงเพียงนี้ และนางปรารถนาอยากได้ยินมันทุกวัน “ลูกแม่ช่างรู้ความนัก” เว่ยหลานอุ้มเจ้าก้อนออกจากเก้าอี้ แนบจมูกถูกับจมูกเล็ก ๆ หยอกล้อ ยามนั้นซือเอ๋อร์รู้สึกจักจี้จึงหัวเราะคิกคักสนุกสนาน สองแม่ลูกเล่นด้วยกันอย่างดี บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุข กระยาหารเช้าถูกจัดวางที่สวนในพระตำหนักคุนหนิง นางไม่อยากให้ลูกอุดอู้อยู่แต่ในห้อง การทอดมองธรรมชาติอันงดงามจะช่วยให้จิตใจสงบ เว่ยหลานจึงอุ้มบุตรสาวออกจากห้องบรรทม พาไปนั่งโต๊ะม้าหินอ่อน ไม่ใกล้ไม่ไกล ดอกซิ่งกำลังแย้มบานตระการตาแทนดอกเหมยซึ่งบานช่วงเหมันต์ วัฏจักรดอกไม้ช่างคล้ายคลึงคนนัก มีรุ่งโรจน์มีร่วงโรยตามกาลเวลา ไม่จีรังยั่งยืน เผยลู่ซือเช่นเดียวกัน ในวังหลังแห่งนี้ ผู
ณ ตำหนักตงลิ่ว ร่างบอบบางนอนหมดเรี่ยวแรงบนเตียง ใบหน้าขาวซีด ริมฝีปากไร้สี แววตาสั่นระริก เซี่ยหนิงเจียวไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ ๆ ตนเองจึงล้มป่วยเช่นนี้ เพราะเมื่อก่อนนางค่อนข้างแข็งแรง ทว่าการล้มป่วยครานี้ก็พอมีประโยชน์อยู่บ้าง นางได้ข่าวว่าฝ่าบาทเสด็จตำหนักคุนหนิง เพื่อไม่ให้โอรสสวรรค์มีค่ำคืนอันหอมหวานกับเว่ยฮองเฮา จึงส่งคนไปกราบทูล หากผู้ปกครองวังหลังมีพระโอรสขึ้นมาจริง ๆ ด้วยฐานะ รวมถึงมีตระกูลเว่ยและไทเฮาหนุน ยิ่งจะลงจากตำแหน่งยาก ความทะเยอทะยานของนางย่อมไม่หยุดแค่เพียงกุ้ยเฟยแน่ หงส์เคียงมังกรเท่านั้นที่คู่ควร คิดเช่นนี้ มุมปากพลันแสยะยิ้มร้าย ครั้นเสียงขันทีหน้าตำหนักกล่าวว่าเผยเจิ้นหยางฮ่องเต้มาถึงแล้ว เซี่ยกุ้ยเฟยก็ปรับสีหน้าให้กลับมาทุกข์ เตรียมแสดงละครออดอ้อนพระสวามี เผยเจิ้นหยางเข้าไปด้านใน เมื่อเห็นสนมนอนป่วยก็รีบเดินไปนั่งขอบเตียง ทอดพระเนตรมองสตรีเบื้องหน้าด้วยความห่วงใย “ฝ่าบาท...” มือหยาบลูบศีรษะเซี่ยหนิงเจียวเบามือ เอ่ยถามอ่อนโยน “หมอหลวงมาตรวจอาการเจ้าหรือย







